
คุยแบบโต้งๆ กับโต้ง บรรจง: 3 โซ่ตรวนที่จองจำหนังไทย ไม่ให้ไปถึงฝั่ง
คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นหนึ่งในด่านหน้าของยุทธศาสตร์ Soft Power อันสามารถฉายภาพความเป็นไทยให้ต่างชาติรับรู้ได้ไม่ยาก และห้วงที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็หมายมั่นปั้นมือกับภารกิจนี้เป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้คนจำนวนมากในแวดวงนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระดับปัจเจก หรือกล่าวอย่างชัดเจนได้ว่า ระบบนิเวศน์ยังไม่สามารถสนับสนุนคนทำหนังได้อย่างเต็มกำลัง “มันเป็นอุตสาหกรรมที่โหดร้ายมากครับ ระบบนิเวศน์ยังไม่เอื้อเลยสําหรับคนทําหนัง…คนทำหนังไทยเจอมรสุมจากทุกด้าน…ความย้อนแย้งมันมีหลายอย่างมาก…” โซ่ตรวนข้อที่ 1. การเซนเซอร์ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การแตะทุกเรื่องได้อย่างอิสระย่อมเป็นพื้นฐานที่ควรมีในทุกวงการ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมไทยยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น มีหลายเรื่องที่ยังพูดไม่ได้ ทั้งจากระเบียบบรรทัดฐานทางสังคม ตลอดจนการเลือกเซนเซอร์ตัวเองเพื่อความสบายใจของผู้สร้างสรรค์ ผลที่ออกมาก็คือความเข้มข้น-แหลมคมทางเนื้อหาจึงไม่อาจกระทุ้งเพดานและยกระดับคุณภาพของวงการนั้นๆ ได้อย่างเสรี และหลายครั้งที่ผ่านมา มักจะมีการเซนเซอร์ฉากบางฉาก หรือซีนบางซีน อันนำมาสู่การตั้งคำถามถึงกฎระเบียบของกองเซนเซอร์ และมาตรฐานของคำว่าศีลธรรมอันดี(ย์) อาทิ พระร้องไห้, เณรชกต่อยกัน, เณรกอดแม่ ฯลฯ ซึ่งถูกบังคับให้ถอดออก “มันต้องมีระบบที่เป็นธรรมกว่านี้ เปิดกว้างกว่านี้ เราจึงจะได้งานที่หลากหลายกว่านี้…มันยังมีระบบเซนเซอร์ที่แปลกๆ อยู่ แบบว่าการตีความระบบ เฮ้ย! อันนี้ก็ไม่ได้หรอวะ? แล้วทําไมอีกเรื่องทำได้ มันแปลกมากเลย” โซ่ตรวนข้อที่ 2. หนังเถื่อน ว่ากันตามตรง การปราบหนังเถื่อนไม่ต่างจากแมวไล่จับหนู เฉพาะยิ่งในยุคออนไลน์ ต่อให้ปิดไปหนึ่งแห่ง แต่เดี๋ยวก็มีขึ้นมาใหม่ไม่จบไม่สิ้น ทว่าวิธีเอาชนะไม่ใช่แค่จับให้ได้หรือไล่ให้ทันเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือมาตรการที่เด็ดขาด เข้มงวด ไล่กวดจริงจัง ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ ซึ่งกำหนดโทษตามกฎหมายให้หนัก พร้อมด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่พร้อมสืบสวนและจับกุม อีกทั้งยังมีรางวัลนำจับให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสสำคัญ ด้วยจำนวนเงินสูงสุดถึง 3 พันล้านวอน (ประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์) รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านพันธมิตรระหว่างสถาบันและองค์กรสากล โดยมีความร่วมมือในการบล็อกโดเมนหรือช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง “ประเทศเรานี่เป็นเรื่องธรรมดามากเลย พิมพ์นิดเดียวก็ขึ้นมาแล้ว และก็ไม่มีใครเอาผิดอะไร มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครแคร์เลยด้วยซ้ำ”..“คุณพูดว่าหนังเป็นเรื่องที่คุณจะผลักดันได้ยังไงในเมื่อเรื่องง่ายๆ คุณยังไม่ทํา…ขนาดเว็บพนันออนไลน์มันยังเกลื่อนประเทศอยู่เลย แล้วลิงก์หนังเถื่อนเขาจะมาทําได้ยังไง ผมนึกไม่ออกเหมือนกัน” โซ่ตรวนข้อที่ 3. โรงหนังผูกขาด หากกล่าวถึงหนังไทยที่มาจากผู้ผลิตรายย่อย ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่ อาจจะเป็นสตูดิโอหน้าใหม่ที่พึ่งสร้าง ซึ่งหน้าหนังอาจจะดูไม่ฉูดฉาดเร้าใจขนาดนั้น หรือเป็นประเภทหนังอินดี้ หนังทางเลือก ซึ่งไม่ได้ทำตามสูตรสำเร็จที่ผ่านๆ มา น่าเสียดายที่โอกาสสำหรับหนังเหล่านี้มีน้อยเหลือเกิน ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่เก่งเรื่องการตลาด หรือบางกรณีก็ไม่มีงบโปรโมต แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคจะพูดถึงกันปากต่อปากในโลกออนไลน์ แล้วตบเท้าเข้ามาอุดหนุนกันในสัปดาห์ที่สองหรือสาม จนแล้วจนรอด ถ้าตัวหนังไม่สามารถทำงานได้ในสัปดาห์แรกก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย ต่อให้ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นั้นมากี่ปีก็ตาม สุดท้ายตัวชี้วัดอยู่ที่ 7 วันอันตรายนี่แหละ









