Skip links

Editor’s Pick

คุยแบบโต้งๆ กับโต้ง บรรจง: 3 โซ่ตรวนที่จองจำหนังไทย ไม่ให้ไปถึงฝั่ง

คงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นหนึ่งในด่านหน้าของยุทธศาสตร์ Soft Power อันสามารถฉายภาพความเป็นไทยให้ต่างชาติรับรู้ได้ไม่ยาก และห้วงที่ผ่านมาหลายฝ่ายก็หมายมั่นปั้นมือกับภารกิจนี้เป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ผู้คนจำนวนมากในแวดวงนี้ยังต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระดับปัจเจก หรือกล่าวอย่างชัดเจนได้ว่า ระบบนิเวศน์ยังไม่สามารถสนับสนุนคนทำหนังได้อย่างเต็มกำลัง “มันเป็นอุตสาหกรรมที่โหดร้ายมากครับ ระบบนิเวศน์ยังไม่เอื้อเลยสําหรับคนทําหนัง…คนทำหนังไทยเจอมรสุมจากทุกด้าน…ความย้อนแย้งมันมีหลายอย่างมาก…” โซ่ตรวนข้อที่ 1. การเซนเซอร์ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การแตะทุกเรื่องได้อย่างอิสระย่อมเป็นพื้นฐานที่ควรมีในทุกวงการ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าสังคมไทยยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น มีหลายเรื่องที่ยังพูดไม่ได้ ทั้งจากระเบียบบรรทัดฐานทางสังคม ตลอดจนการเลือกเซนเซอร์ตัวเองเพื่อความสบายใจของผู้สร้างสรรค์ ผลที่ออกมาก็คือความเข้มข้น-แหลมคมทางเนื้อหาจึงไม่อาจกระทุ้งเพดานและยกระดับคุณภาพของวงการนั้นๆ ได้อย่างเสรี และหลายครั้งที่ผ่านมา มักจะมีการเซนเซอร์ฉากบางฉาก หรือซีนบางซีน อันนำมาสู่การตั้งคำถามถึงกฎระเบียบของกองเซนเซอร์ และมาตรฐานของคำว่าศีลธรรมอันดี(ย์) อาทิ พระร้องไห้, เณรชกต่อยกัน, เณรกอดแม่ ฯลฯ ซึ่งถูกบังคับให้ถอดออก “มันต้องมีระบบที่เป็นธรรมกว่านี้ เปิดกว้างกว่านี้ เราจึงจะได้งานที่หลากหลายกว่านี้…มันยังมีระบบเซนเซอร์ที่แปลกๆ อยู่ แบบว่าการตีความระบบ เฮ้ย! อันนี้ก็ไม่ได้หรอวะ? แล้วทําไมอีกเรื่องทำได้ มันแปลกมากเลย” โซ่ตรวนข้อที่ 2. หนังเถื่อน ว่ากันตามตรง การปราบหนังเถื่อนไม่ต่างจากแมวไล่จับหนู เฉพาะยิ่งในยุคออนไลน์ ต่อให้ปิดไปหนึ่งแห่ง แต่เดี๋ยวก็มีขึ้นมาใหม่ไม่จบไม่สิ้น ทว่าวิธีเอาชนะไม่ใช่แค่จับให้ได้หรือไล่ให้ทันเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญกว่าคือมาตรการที่เด็ดขาด เข้มงวด ไล่กวดจริงจัง  ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ ซึ่งกำหนดโทษตามกฎหมายให้หนัก พร้อมด้วยการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่พร้อมสืบสวนและจับกุม อีกทั้งยังมีรางวัลนำจับให้แก่ผู้แจ้งเบาะแสสำคัญ ด้วยจำนวนเงินสูงสุดถึง 3 พันล้านวอน (ประมาณ 2.2 ล้านดอลลาร์) รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศผ่านพันธมิตรระหว่างสถาบันและองค์กรสากล โดยมีความร่วมมือในการบล็อกโดเมนหรือช่องทางการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง​ “ประเทศเรานี่เป็นเรื่องธรรมดามากเลย พิมพ์นิดเดียวก็ขึ้นมาแล้ว และก็ไม่มีใครเอาผิดอะไร มันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครแคร์เลยด้วยซ้ำ”..“คุณพูดว่าหนังเป็นเรื่องที่คุณจะผลักดันได้ยังไงในเมื่อเรื่องง่ายๆ คุณยังไม่ทํา…ขนาดเว็บพนันออนไลน์มันยังเกลื่อนประเทศอยู่เลย แล้วลิงก์หนังเถื่อนเขาจะมาทําได้ยังไง ผมนึกไม่ออกเหมือนกัน” โซ่ตรวนข้อที่ 3. โรงหนังผูกขาด หากกล่าวถึงหนังไทยที่มาจากผู้ผลิตรายย่อย ไม่ได้มาจากค่ายใหญ่ อาจจะเป็นสตูดิโอหน้าใหม่ที่พึ่งสร้าง ซึ่งหน้าหนังอาจจะดูไม่ฉูดฉาดเร้าใจขนาดนั้น หรือเป็นประเภทหนังอินดี้ หนังทางเลือก ซึ่งไม่ได้ทำตามสูตรสำเร็จที่ผ่านๆ มา  น่าเสียดายที่โอกาสสำหรับหนังเหล่านี้มีน้อยเหลือเกิน ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่เก่งเรื่องการตลาด หรือบางกรณีก็ไม่มีงบโปรโมต แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภคจะพูดถึงกันปากต่อปากในโลกออนไลน์ แล้วตบเท้าเข้ามาอุดหนุนกันในสัปดาห์ที่สองหรือสาม จนแล้วจนรอด ถ้าตัวหนังไม่สามารถทำงานได้ในสัปดาห์แรกก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย ต่อให้ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นั้นมากี่ปีก็ตาม สุดท้ายตัวชี้วัดอยู่ที่ 7 วันอันตรายนี่แหละ

สมรภูมิ ‘สอบซูนึง’ พิษร้ายต่อ Soft Power เกาหลี?

หากย้อนดูคะแนน Global Soft Power Index 2024 ที่ทาง Brand Financial – บริษัทที่ปรึกษาด้านการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลกให้แก่ ระบบการศึกษา และวิทยาศาสตร์ของเกาหลีไว้นั้น อยู่ที่ 5.6 คะแนน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง เพราะถ้าหากพิจารณาตามผลลัพธ์ที่ออกมา ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบการศึกษาของเกาหลีถือว่าอยู่ในระดับแข็งแรง ส่วนเกณฑ์ในการให้คะแนนจากที่ดูคร่าว ๆ ก็จะมีทั้งเรื่องความน่าดึงดูดในการไปเรียนแลกเปลี่ยนที่จะสามารถใช้โอกาสนั้นในการสอดแทรกวิธีคิดของประเทศต่างๆ ไปได้อย่างแนบเนียน ไปจนถึงความแข็งแรงของระบบการศึกษา ซึ่งหากมองในด้านความดึงดูดในการไปเรียนของเกาหลีตอนนี้นั้น อาจจะอยู่ในประเภทคะแนนเต็มหนึ่งร้อยอย่างน้อยต้องได้ 99 เพราะมีทั้งK-Pop ซีรีส์เกาหลี วัฒนธรรม อาหารการกินที่พร้อมรอต้อนรับนักเรียนจำนวนมาก แต่ถ้าจะให้พูดถึงภาพรวมของระบบการศึกษาก็อาจเป็นสิ่งที่ต้องคิดอีกทีว่าหรือนี่อาจจะเป็นตัวชุดรั้งคะแนนซอฟต์พาวเวอร์ด้านการศึกษาของเกาหลี โดยเฉพาะ การสอบหนึ่งที่น่าจะเป็นแกนหลักของระบบการศึกษาในตอนนี้ของเกาหลี คงจะหนีไม่พ้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่รู้จักกันในชื่อ ซูนึง ที่กำลังทำร้ายอนาคตของชาติ รวมไปถึงอาจจะส่งผลต่อคะแนนซอฟต์พาวเวอร์ในอนาคตของเกาหลีเองด้วย ยุทธการแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีวันหนึ่งในเดือนพฤศจิกายนของเกาหลี จะถูกกำหนดให้เป็นวันสอบ ซูนึง ย่อมาจาก แทฮักซูฮักนึงนย็อกชีฮอม (대학수학능력시험) หรือ College Scholastic Ability Test; CSAT ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดมากที่สุด โดยจะแบ่งออกเป็น 5 วิชาหลัก ได้แก่ วิชาบังคับ 4 วิชา คือ ภาษาเกาหลี, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ, ประวัติศาสตร์เกาหลี, และวิชาเลือก 1 วิชา คือ สังคมศึกษาหรือวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ยังมี วิชาภาษาต่างประเทศที่สามารถเลือกสอบได้เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งการสอบทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในวันเดียว และผลคะแนนที่ออกมาจะเป็นตัวตัดสินชี้วัดอนาคตของชาวเกาหลี ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยไปจนถึงเส้นทางอาชีพการงานในอนาคต ทำให้ไม่ใช่แค่นักเรียนที่เตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้นที่จริงจังกับการสอบนี้ แต่ ชาวเกาหลี ทุกคนล้วนต่างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ยิ่งกว่าต้องเข้าไปสอบด้วยตัวเอง ในวันสอบซูนึงทุกคนจะร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้การสอบซูนึงผ่านพ้นไปได้อย่างราบลื่น โดยตั้งแต่ตอนเช้า รถขนส่งสาธารณะจะเปิดเร็วกว่าปกติ  พร้อมกันนั้นเอง ทางฝั่งบริษัทและห้างร้านต่าง ๆ จะเปิดทำการช้ากว่าปกติ เพื่อลดความแออัดในการเดินทาง หรือถ้าใครไปไม่ทันจริง ๆ และมีปัญหาระหว่างการเดินทาง ก็จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ รถฉุกเฉิน คอยอำนวยความสะดวกไปส่งนักเรียนเข้าสอบอย่างทันท่วงที อีกทั้ง การก่อสร้างและฝึกทหารต่าง ๆ ที่ส่งเสียงดังจะต้องหยุดหนึ่งวัน รวมถึงหากอยู่ในคาบสอบการฟังภาษาอังกฤษ จะไม่มีการนำเครื่องบินลงจอด เป็นเวลา

คุยแบบโต้งๆ กับโต้ง บรรจง – หนังผีไทยจ๋า หน้าตาเป็นยังไง ?

จากความสนุกที่ได้ดูหนังผี บังเอิญจับพลัดจับผลูมีหนังเรื่องแรกในชีวิตเป็น  ‘หนังผี’ ประจวบเหมาะกับช่วงหนังผีเอเชียเติบโต พาคนผวาทุกครั้งที่ปวดคอ เพราะ ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2004) จากนั้นยังสานต่อเส้นทางชีวิตนักทำหนังเกินกว่าครึ่งไปกับหนังผี ไม่ว่าจะ แฝด (2007) หรือ พี่มาก พระโขนง (2013) ก่อนจะพักมือไปทำแนวอื่นบ้างและกลับมาพร้อมร่างทอง จับมือร่วมทำหนังกับโปรดิวเซอร์ชื่อดังของเกาหลี ออกมาเป็น ร่างทรง (2021) สร้างภาพจำให้ “พี่โต้ง-บรรจง ปิสัญธนะกูล” กลายเป็นนักทำหนัง (ผี) เบอร์ต้นของประเทศไทย และหากมองไปที่โปรแกรมฉายของหน้าหนังไทยทั้งปีในตอนนี้ จะพบว่าเกินว่าครึ่งล้วนเป็น  ‘หนังผี’ ไม่ส่วนใดก็เสี้ยวหนึ่ง ไม่ว่าจะรักโรแมนติก ตลก หรือดรามา ซึ่งนั่นอาจหมายความว่า หนังผีไทยยังคงมีพลังบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้  ลองมาหาคำตอบจากนักทำหนัง (ผี) คนนี้กัน หนังผี ทำให้สังคมงมงาย หรือ สังคมงมงาย ทำให้มีหนังผี ? หนึ่งในคำถามไก่กับไข่ที่มองได้สองแง่มุม ชวนให้สงสัยว่า ภายใต้การมาถึงของยุค AI ในศตวรรษที่ 21 สังคมไทยและสังคมโลกนั้น ‘หนังผี’ ยังคงจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะในแง่หนึ่ง การมีอยู่ของหนังผี ส่งผลต่อสังคม แต่ในอีกมุม สังคมต่างหากที่ส่งผลต่อการมีอยู่ของหนังผี ร่างทรง (2021) “หนังผีไม่ได้ทำให้คนงมงาย หนังผีทำให้เราได้สำรวจความเป็นมนุษย์ สำรวจเรื่องราวความเชื่อต่างๆ ของโลก ของประเทศนั้น”  เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในสังคมไทยตอนนี้ก็ยังคงมีข่าวคราวของเจ้าลัทธิ 4G นักเชื่อมจิต น้ำประหลาดรักษาทุกโรค ไปจนถึงขั้นขโมยดวงให้ได้เห็นกันอยู่เป็นระยะ และไม่อาจคาดคะเนได้ว่า จะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน ‘หนังผี’ จึงอาจเป็นภาพสะท้อนเศษเสี้ยวหนึ่งของสังคมที่ยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยความเชื่อ ผี ไทย จ๋าาา ? ในช่วงค.ศ. 2000 ต้นๆ ถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองของหนังผีเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น หรือเกาหลี ก็ต่างฝากความสยองไว้อย่างงดงาม และช่วงนั้นไทยเองก็ไม่ตกขบวน ผลิตหนังผีที่ประสบความสำเร็จออกมาสู่สายตาชาวโลกมากมาย ซึ่งพี่โต้งเองมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ถ้าจะให้นิยามว่า ‘Thai Horror’ คืออะไร? พี่โต้งเองก็ยังตอบไม่ได้แน่ชัด “อย่าง ชัตเตอร์ฯ ต่างชาติดู บางทีเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือหนังผีไทย มันอยู่ในสังคมเมือง ไม่มีชุดไทย ถ้าเราให้ตัวละครพูดภาษาจีน มันก็เป็นหนังไต้หวัน

เที่ยวคริสต์มาสสไตล์เยอรมัน จิบเบา เคล้าไส้กรอก ชมบอลสดบาเยิร์นแบบฟินๆ

เชิญสัมผัสบรรยากาศสุดฟิน กับตลาดคริสต์มาสสไตล์เยอรมัน ซึ่งปีนี้ สถาบันเกอเธ่ ประเทศไทย ได้ร่วมกับมูลนิธิวัฒนธรรมไทย-เยอรมัน (Thai-German Cultural Foundation: TDKS) ร่วมส่งมอบความความสุขและความบันเทิงภายในงานคริสต์มาสแสนอบอุ่น ผสานวัฒนธรรมแบบคูลๆ ให้เข้ากับเมืองร้อน ด้วยกิจกรรมสุดพิเศษและบูธต่างๆ กว่า 50 บูธ 🍽️🥂ลิ้มรสอาหารสุดพิเศษ 🍖🍷 เพลิดเพลินไปกับเมนูตามฤดูกาล อาทิ ไวน์อุ่น คุกกี้ขนมขิง อัลมอนด์อบ หมูอบสไตล์บาวาเรีย เคบับเบอร์ลิน ไส้กรอก ขนมอบแบบเยอรมัน ไอศกรีม และเมนูอาหารในเทศกาลคริสต์มาสจากยุโรปอีกมากมาย ที่รังสรรค์โดยร้านอาหารเยอรมันและไทย ทั้งหมดนี้สามารถรับประทานและดื่มด่ำไปพร้อมกับเบียร์พอลลาเนอร์ ไวน์ หรือแอปเปิ้ลสปริตเซอร์ อันเป็นเครื่องดื่มขึ้นชื่อของเยอรมัน 🎁🎈ลุ้นรับของรางวัล🎊🎉 อีกหนึ่งไฮไลท์ของงานคือการจับฉลากของรางวัลประจำปี 2567 ด้วยของรางวัลมากมายสำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่ระลึกจากสโมสรฟุตบอล FC Bayern Munich คอร์สเรียนภาษาเยอรมันฟรี สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า และของรางวัลใหญ่คือตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-มิวนิก จำนวน 2 ที่นั่ง สนับสนุนโดยสายการบินลุฟท์ฮันซ่า 👨‍👩‍👧‍👦🥳ความสนุกสำหรับทั้งครอบครัว🕺🪇 งานนี้มีกิจกรรมหลากหลายเพื่อความเพลิดเพลินของผู้เข้าร่วมงาน ทั้งการแสดงดนตรีสดจากคณะนักร้องประสานเสียงและวงดนตรี รวมถึงกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว ผู้เข้าร่วมงานสามารถเรียนรู้วิธีประดิษฐ์ของตกแต่งคริสต์มาสและงานฝีมือต่างๆ นอกจากนี้ยังมีไอเดียของขวัญสุดพิเศษ เครื่องประดับ บอร์ดเกม และสินค้าหัตถกรรมอื่นๆ โดยปีนี้ สำหรับคอบอลสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันระหว่างสโมสรฟุตบอล FC Bayern Munich กับ FC Heidenheim จากการสนับสนุนของ FC Bayern Munich ส่วนบูธของยาหม่องตราเสือ ก็มาพร้อมให้ความผ่อนคลายด้วยบริการนวดสั้นๆ รวมถึงทาง Audi ยังนำรถรุ่นใหม่อย่าง TT มาให้รับจัดแสดงภายในงาน 🎄🌟ต้นคริสต์มาส🎇🎅 จุดเด่นของตลาดคริสต์มาสปีนี้คือการออกแบบต้นคริสต์มาสด้วยฝีมือของศิลปินไทย คุณวิชชุลดา ปัณฑธานุวงศ์ ผ่านแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงานจากขยะพลาสติก เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญของความยั่งยืน และชวนตระหนักว่า สิ่งดีๆ สามารถเกิดขึ้นได้จากสิ่งที่ดูไร้ค่า 🧑🏻‍🤝‍🧑🏽🫂ตลาดคริสต์มาสหลอมรวมวัฒนธรรม🎁🔔 ตลาดคริสต์มาสเยอรมัน เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเทศกาล และสัมผัสเสน่ห์ของฤดูกาลแห่งความสุขด้วยบรรยากาศที่คึกคักและอบอุ่น อีกทั้งยังเป็นพื้นที่แห่งการพบปะและหลอมรวมวัฒนธรรม ซึ่งผู้คนสามารถมารวมตัวกัน สังสรรค์และดื่มด่ำกับบรรยากาศคริสต์มาส พร้อมค้นพบประสบการณ์ใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างประเทศและความเข้าใจทางวัฒนธรรมที่แตกต่างอีกด้วย … 📍

เบื้องหลังมิสยูนิเวิร์ส…สงคราม การเมือง และซอฟต์พาวเวอร์

Hollywood หนังแนวซูเปอร์ฮีโร่ผดุงความยุติธรรม ประชาธิปไตย และอื่น ๆ อีกมากมายที่ตอนนี้แค่ใครได้ยินต่างก็รู้ได้แทบจะทันทีว่าเป็นผลผลิตจากซอฟต์ พาวเวอร์ แต่ใครจะคิดว่าการประกวดนางงามจักรวาลอย่าง Miss Universe เองก็เป็นหนึ่งในผลผลิตจากซอฟต์พาวเวอร์ของสหรัฐ Miss Universe แจ้งเกิดพร้อมซอฟต์ พาวเวอร์ การประกวด Miss Universe เป็นการประกวดนางงามในระดับนานาชาติที่แต่ละประเทศจะเฟ้นหา ปลุกปั้นสาวงามของตัวเองเข้าประกวด ทำให้ฉากหน้าการประกวดนางงามครั้งนี้ เป็นเหมือนการรวมตัวสาวงามจากทุกสารทิศไว้ในที่เดียว แต่ฉากหลังของเรื่องนี้กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวการเมือง ทุนนิยมและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  แรกเริ่มเดิมทีการประกวดนางงามจักรวาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ Miss Universe นั้น เป็นการประกวดนางงามที่ถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยแปซิฟิก มิลส์ (Pacific Mills) ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าและชุดว่ายน้ำ จากรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1952 ซึ่งอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2-สงครามเย็นที่เป็นช่วงเวลาการก่อตัวของ ซอฟต์ พาวเวอร์ ของสหรัฐอเมริกา  หากย้อนดูตามหน้าประวัติศาสต์หลายครั้งหลายคราที่นางงามนี้อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางการเมืองบางอย่าง ตั้งแต่ในช่วงยุคสงครามเย็นไปจนถึงยุคหลังสงครามเย็น อาทิ ในยุคสงครามเย็น การชนะครั้งหนึ่งที่ดูมีพิรุธว่าเหตุที่มงลงเป็นเรื่องมากกว่าความงาม เกิดขึ้นในปี 1961 โดยในปีนั้น มาร์ลีน ชมิตท์ (Marlene Schmidt) จากประเทศเยอรมนีเป็นผู้คว้าตำแหน่งนางงามจักรวาลไป มาร์ลีน ชมิตท์ เกิดและเติบโตที่เมืองเบรสเลา ซึ่งอยู่ในเยอรมนีตะวันออก ก่อนจะย้ายไปที่เมืองสตุตการ์ท ในเยอรมนีตะวันตก ในปี 1960 และเข้าร่วมประกวดนางงามต่าง ๆ จนมาจบที่รางวัลใหญ่สุดในเวทีนี้ และกลายเป็น Miss Universe คนแรกและคนเดียวของเยอรมันมาจนถึงตอนนี้ การที่นางงามจากประเทศที่ครึ่งหนึ่งเข้าสู่คอมมิวนิสต์ไปแล้วได้ตำแหน่งจากเวทีนางงามสหรัฐ ซึ่งกำลังอวดอ้างเรื่องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย จึงเป็นเหมือนการมอบมงกุฎแห่งประชาธิปไตยไปในตัวอย่างน่าบังเอิญ   มาร์ลีน ชมิตท์ (Marlene Schmidt) อภัสสรา หงสกุล หรืออย่างก้าวแรกของ สาวไทย ในจักรวาล ในปี 1965 เอง ก็บังเอิญมีเหตการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นตามมาในเวลาไม่นาน โดยในตอนแรกนั้น บริษัท มิสยูนิเวิร์ส (Miss Universe) เป็นผู้แสดงเจตจำนงมายังรัฐบาลไทยด้วยตนเอง ผ่านการร่อนจดหมายส่งถึงองค์กรการส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้ไทยส่งสาวงามมาประกวด ซึ่งทางรัฐบาลไทยมองเห็นว่า มูลค่าคำเชื้อเชิญนี้ถือว่าสูงมากนัก หากเทียบกับการแสดงให้เห็นถึงการเป็นพันธมิตรที่ดีระหว่างไทย-อเมริกา ทั้งยัง

‘Amitofo’ อาร์ตทอย ‘หลวงเจ๊’ ‘พุทธพาวเวอร์’ สะเทือนวงการ ‘พระ’

เป็นกระแสในวงการนักจุ่มมาสักพักแล้ว สำหรับอาร์ตทอย Amitofo ผลงานของศิลปินชาวจีนนามว่า Shu Pi ผู้สร้างสรรค์ผลงานรูปพระอมิตภะพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในนิกายมหายานและวัชรยาน ซึ่งถูกดัดแปลงออกมาเป็นปางต่างๆ มากมาย อาทิ ปางถือทิชชู่นั่งปลดทุกข์, ปาง Work From Home, ปาง It’s OK, ปางนอนเล่นโทรศัพท์ และอื่นๆ ส่วนที่เป็นไฮไลท์คือตัว Secret ที่ชื่อ Beautiful alone. #ปางมาส์กหน้าทำสวยด้วยชุดคลุมสีจมปูววว~ ปางนี้นี่แหละที่ถูกตั้งชื่อเล่นว่า “หลวงเจ๊” ซึ่งยั่วกิเลสนักจุ่มให้สั่นระรัวจนไม่อาจจะต้านทานไหว จำต้องจุ่มมาประทับชั้นวางกันสักองค์ อีกทั้งยังมีคอลเลกชันที่เป็นพวงกุญแจและสร้อยคอ เหมาะแก่การพกติดตัวไว้ให้สบายใจ ส่วนเรื่องพุทธคุณ คงเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ต้องเตือนก่อนว่า คนมีของอย่าลองดี เพราะเรื่องแบบนี้ “คนเล่นเขารู้กัน”  …ว่าไปนั่น🤣🤣 เรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรอยู่แล้วเชียว แต่แล้วก็เป็นประเด็นขึ้นมา เมื่อ บุญเชิด กิตติธรางกูร รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่า “อยากให้แม่ค้าพินิจพิเคราะห์ให้ดี ก่อนที่จะนำสินค้าใดๆ ก็ตามที่สื่อถึงพระศาสดา มาจัดจำหน่าย ไม่ว่าศาสดาของศาสนาไหนก็ตาม เช่นสินค้าชุดนี้เป็นสินค้าที่สื่อถึงพระเศียรขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำมาห้อยกระเป๋าหรือพวงกุญแจ ไม่เหมาะโดยประการทั้งปวง กรณีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่ง ที่ผ่านมา พศ. ทำได้เพียงขอความร่วมมือ” เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้อาร์ตทอย “หลวงเจ๊” เป็นที่พูดถึงกันมากขึ้น และเป็นที่ตามหาของบรรดานักล่ากล่องจุ่มกันแบบฉ่ำๆ โดย Shu Pi ผู้ออกแบบ Amitofo เคยอธิบายไว้ว่า ผลงานดังกล่าวมิได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นของขลัง แต่เป็นไปเพื่อความผ่อนคลายเสียมากกว่า ซึ่งได้การตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักจุ่มชาวไทยเป็นพิเศษ อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่า Amitofo จะเป็นอาร์ตทอยสัญชาติจีน แต่ก็มีจุดร่วมบางอย่างที่เชื่อมถึงคนไทย ไม่ต่างจากอาร์ตทอยตัวอื่นๆ ที่มาจากต่างแดน และหากกล่าวถึงวงการอาร์ตทอย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นกระแสถึงขนาดที่รัฐบาลไทยยังต้องเอ่ยปากชม พลางถอดกลยุทธ์ความสำเร็จ และไหลตามน้ำลำเลียงอาร์ตทอยขึ้นขบวน Soft Power ไปกะเขาด้วย ถึงที่สุดแล้ว วงการอาร์ตทอยก็นับว่าเป็นแขนงหนึ่งของศิลปะและการออกแบบ ทั้งนี้ อาร์ตทอย “หลวงเจ๊” ก็เป็นตัวอย่างของการเชื่อมร้อยสัญลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของสังคมไทยในยุคดิจิทัลที่พยายามปรับตัวเพื่อสอดรับกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่โดยไม่ทิ้งรากเหง้าทางวัฒนธรรม กระแสของ Amitofo

ออเดอร์จากคนตาย!? “ไรเดอร์” หนังน่าดูช่วงสิ้นปี

ปีนี้วงการหนังไทยถือว่าคึกคักอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ มีหลายเรื่องที่ชนะใจผู้ชมได้อยู่หลายเรื่อง แน่นอนว่า พอเข้าสู่ช่วงสิ้นปีจึงเป็นที่น่าจับตาว่าการช่วงชิงเวลาจากผู้ชมจะดุเดือนขนาดไหน และหนึ่งในไลน์อัพที่ร่วมแข่งขันในช่วงท้ายปีนี้คือเรื่อง “ไรเดอร์” หนังสนุกอารมณ์ดีที่รอจัดส่งความบันเทิงให้คนไทยในเดือนสุดท้ายของปี จากการตั้งคำถามและหาข้อมูลของทีมผู้สร้าง พบว่าอาชีพที่เจอเรื่องน่าขนลุกมากที่สุดในปัจจุบันคืออาชีพ “ไรเดอร์” อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ “รับจบ” ทุกสิ่งอย่างตามที่ลูกค้าต้องการ ตามที่เรามักจะได้เห็นในคลิปไวรัลต่างๆ จึงทำให้ผู้กำกับอย่าง พี่กังฟู-นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ นำมาต่อยอดกลายเป็นผลงานที่หลายคนรอคอย เพราะเพียงแค่ปล่อยตัวอย่างไปครั้งแรก ก็ได้รับการตอบรับมาด้วยยอดเข้าชมกว่า 1 ล้านวิว ภายใน 1 ชั่วโมง!! นี่แค่ทีเซอร์นะครับเนี่ยยย และจากตัวอย่างจะได้เห็นได้ว่าเรื่องนี้มีมวลอารมณ์ที่คนไทยน่าจะชอบได้ไม่ยาก เพราะมีทั้งตลก ผี และโรแมนติกกุ๊กกิ๊กอีกนิดหน่อย เหมาะที่สุดสำหรับช่วงสิ้นปี ทั้งนี้ หากดูที่รายชื่อนักแสดง จะพบว่ามีความน่าสนใจอยู่ที่การเจาะกลุ่มตลาดที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ทว่านักแสดงนำของเรื่องอย่าง โอ้-มาริโอ้ เมาเร่อ พระเอกพันล้านคนแรก ผู้เป็นที่รักไม่ใช่แค่ในไทย แต่เรียกได้ว่าเป็นดาวโรจน์ระดับเอเชียไปแล้ว ซึ่งได้มาประกบกับ ฟรีน-สโรชา จันทร์กิมฮะ นักแสดงดาวรุ่งที่สร้างกระแส Girl’s Love จนเป็นปรากฎการณ์มาก่อนหน้านี้ ถือว่าเอาแม่เหล็กของวงการมาเป็นคู่พระ-นางได้อย่างน่าติดตาม เพราะแค่ในตัวอย่างที่ปล่อยไป แฟนๆ ก็ได้เห็นเคมีของสองคนนี้แล้วว่าน่าสนใจทีเดียว พร้อมกันนั้นยังได้ โน่-ภูวเนตร สีชมภู หรือเซียนหรั่ง จากจักรวาลไทบ้าน ผู้เผยแพร่วัฒนธรรมอีสานคนสำคัญในปัจจุบัน มาช่วยสร้างสีสันให้กับเรื่องนี้ด้วยการรับบทเป็นเดอะแก๊งของพระเอก ตรงนี้ก็สามารถเจาะตลาดภูธรได้ เพราะเพียงแค่เห็นหน้าเซียนหรั่ง งานนี้ก็รับประกันความฮาได้เลย อีกทั้งยังมี ดีเจอาร์ต-มารุต ชื่นชมบูรณ์ มาช่วยสมทบความสนุกอีกคน เตรียมรับความสนุกจาก “ไรเดอร์” ที่พร้อมเสิร์ฟความบันเทิงให้คุณลูกค้าทุกท่านใน วันที่ 10 ธันวาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์ สนุกแน่

บียอนเซ่ศึกษา? – Yale เปิดคอร์สแบบใหม่แบบสับ รับปี 2025

เทอมแรกของปี 2025 นี้ มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) เตรียมเปิดสอนวิชา “Beyoncé Makes History: Black Radical Tradition History, Culture, Theory & Politics through Music” โดยแดฟนี บรู๊คส์ (Daphne Brooks) ศาสตราจารย์ด้านแอฟริกัน อเมริกันศึกษาและดนตรี ที่จะพาไปสำรวจพื้นที่ประวัติศาสตร์ ความคิดและการเคลื่อนไหวเชิงการเมืองของบียอนเซ่ (Beyoncé) ผ่านอัลบั้มต่าง ๆ ตั้งแต่อัลบั้ม Beyoncé (2013) จนถึง อัลบั้ม Cowboy Carter (2024)  ผลงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาของบียอนเซ่ (Beyoncé) แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นดั่งตัวแทนเรียกร้องให้แก่ ความเป็นหญิง และ คนผิวสี ได้มีพื้นที่แสดงออกเชิงวัฒนธรรม แหวกว่ายออกมาท่ามกลางเพลงรักโรแมนติกหวานซึ้ง ด้วยผลงานศิลปะที่สอดแทรกแต่ขับเน้นประวัติศาสตร์แห่งความเป็นหญิงและคนผิวสีให้เด่นชัดเกินใคร โดยเฉพาะในอัลบั้มช่วงปี2013เป็นต้นมา ซึ่งเป็นสาเหตุให้วิชานี้เลือกหยิบผลงานช่วงกลางเส้นทางนักร้องของเธอมา  อย่างในอัลบั้ม Flawless (2013) ที่บียอนเซ่ ร่วมงานกับ Chimamanda Ngozi Adichie – นักสตรีนิยมชาวไนจีเรีย นับได้ว่าเป็นครั้งแรกของวงการเพลงที่ศิลปินมีผลงานร่วมกับนักเคลื่อนไหวสตรีนิยม ซึ่งต่อมาเริ่มมีการยกย่องเพลงนี้ให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของนักสตรีนิยมยุคใหม่ หรือจะเป็นในอัลบั้ม Lemonade (2016) หรือจะอัลบั้ม Renaissance (2022) ที่ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์บาดแผลของคนผิวสีได้อย่างยอดเยี่ยม ประสบความสำเร็จทั้งในแง่สุนทรียะทางดนตรีและภาพ กลายเป็นผลงานศิลปะชั้นเยี่ยมของวงการดนตรี และอย่างล่าสุด อัลบั้ม Cowboy Carter เธอเองก็แสดงให้เห็นถึงการก้าวข้ามอคติที่มองว่าแนวเพลง country เป็นของคนผิวขาวเท่านั้น ด้วยการรังสรรค์อัลบั้มนี้ขึ้นมา เพื่อชี้ให้เห็นว่าดนตรีเป็นของทุกคน ไม่จำกัดเชื้อชาติ  https://www.youtube.com/watch?v=IyuUWOnS9BY นอกจากเธอจะสร้างอิมแพ็คให้แก่วงการดนตรีแล้ว เธอยังสร้างอิมแพ็คให้แก่อุตสาหกรรมแฟชันอีกด้วย เพราะความเป็นไอคอนิคด้านแฟชันของเธอมักจะกลายเป็นเทรนด์ เซตเตอร์ของวงการแฟชันเสมอ อย่างในอัลบั้มล่าสุด Cowboy Carter ก็ทำให้การแต่งตัวสไตล์คาวบอยกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง  Beyonce Cowboy Carter Album ล่าสุด Beyoncé เอง ก็ยังทำให้วิชานี้น่าเรียนขึ้นไปอีกขั้น

หรือ น้ำมันปาล์มไทย ก็เป็น Soft Power ได้?

ปาล์มน้ำมัน – อีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจไทยที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศอย่างมหาศาลและยังคงเติบโตต่อเนื่องอย่างไม่หยุดหย่อน จนไทยกลายเป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่มีอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด โดยในปี 2023 ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตปาล์มน้ำมันได้มากกว่า 18 ล้านตัน ซึ่งในปี 2024 นี้ ให้ผลผลิตใกล้เคียงกัน ซึ่งหากมองดูมูลค่าทางเศรษฐกิจและการส่งออกแล้ว ก็อาจนับได้ว่ามีศักยภาพมากพอจะเติบโตเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างชื่อเสียงที่ดีและผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ให้แก่ไทยได้ ทว่า แม้ผลผลิตส่วนใหญ่ล้วนได้มาตรฐาน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการรับรองคุณภาพระดับโลก อีกทั้ง ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมนี้จะต้องเจอกับความท้าทายอันรุนแรงไม่ต่างจากอุตสาหกรรมอื่น คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ทำให้จำเป็นต้องเร่งหาทางรับมือและแก้ปัญหานี้อย่างเร่งด่วน เพื่อทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มไทยยังคงยั่งยืนต่อไป เนื่องจาก กระบวนการผลิตน้ำมันปาล์ม ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีความต้องการน้ำมันปาล์มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตจะกลับมาส่งผลกระทบโดยตรงแก่อุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันปาล์มเอง วันนี้ The Attraction มีโอกาสได้สัมภาษณ์ Joseph D’Cruz ซีอีโอของ RSPO เพื่อพูดคุยถึงสถานการณ์ปาล์มน้ำมันไทยในตอนนี้ การประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยน้ำมันปาล์มยั่งยืน (RSPO) การประชุมโต๊ะกลมว่าด้วยน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน (Roundtable on Sustainable Palm Oil: RSPO) เป็นความร่วมมือระดับโลกจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่-ราย่อย ผู้ค้าปลีก องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และหน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันหาแนวทางที่จะทำให้อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ซึ่งดำเนินกิจกรรมและวางมาตรฐานให้แก่อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มยั่งยืนจนประสบความสำเร็จมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว โดยจะจัดการประชุมประจำปีขึ้นใน 3 ประเทศที่มีอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ ได้แก่ อินโดนนีเซีย มาเลยเซียและไทย การประชุมโต๊ะกลมประจำปีของ RSPO ในปีนี้ หรือ RT2024 จัดขึ้นที่ประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อจัดตั้งหลักการและเกณฑ์ประจำปี 2024 (Principles & Criteria หรือ P&C)  รวมถึงมาตรฐานเกษตรกรรายย่อยอิสระประจำปี (Independent Smallholder หรือ ISH Standard 2024) เพื่อจัดการปัญหาตัดไม้ทำลายป่า เพื่อทำสวนปาล์ม พร้อมกับหาแนวทางการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate changes) และเพิ่มการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อยให้เข้ารับกระบวนการยืนยันมาตราฐานจาก RSPO Joseph D’Cruz ซีอีโอของ

King Power City Boutique แหล่งช้อปใหม่ครั้งแรกใจกลางเมือง!

ครั้งแรกของ King Power ที่ยกมาแบรนด์ชั้นนำระดับโลกกว่า 200 แบรนด์มาวางตั้งใจกลางเมือง เปิดแบรนด์ใหม่ King Power City Boutique บน One Bangkok แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยวและนักช้อปทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการเป็นมากกว่า Duty Free จะมีไฟล์ทบินหรือไม่มีไฟล์ทบินก็สามารถเลิอกช้อปสินค้ากลับบ้านไปด้วยกันได้ พร้อมโดดเด่นด้วยการออกแบบจาก HAYON STUDIO โดย JAIME HAYON ศิลปินและนักออกแบบชื่อดังชาวสเปนที่จะช่วยออกแบบประสบการณ์การช้อปแตกต่างจากที่อื่น ภายใต้คอนเซปต์ “SOPHISTICATED VILLAGE” หมู่บ้านที่ซับซ้อนแต่ลงตัวที่มาพร้อมกับ ‘Here & Now’ รูปปั้นพี่นกยักษ์ 2 ตัว ที่ยืนสง่าอยู่ใจกลางพื้นที่ นอกจากนี้ ความพิเศษที่ King Power City Boutique มีให้มากกว่าที่อื่น คือการพาแบรนด์ลักชัวรี สินค้าเอ็กคลูซีฟและลิมิเต็ดมากมายมาเอาใจนักช้อป โดยจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 8 โซน ได้แก่ 1.SUNGLASSES STREET – โซนแว่นกันแดดคอลเลคชันใหม่จากแบรนด์ชั้นนำมากมาย อาทิ Cartier, Ray-Ban และ Oakley เป็นต้น 2.MASTERPIECES – โซนที่รวบรวมสินค้าสุดเอกซ์คลูซิฟหายากมาไว้ในที่เดียว เช่น นาฬิกาลิมิเต็ดอิดิชันที่มีเพียงไม่กี่เรือนบนโลก 3.THAI MAKERS MARKET – โซนสินค้าไทยฝีมือคนรุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งสายกิน สายแฟชัน เพื่อสนับสนุนสินค้าไทยไปตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง 4.LIQUOR LANE – โซนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อดังจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะอยากดื่มด่ำไปกับรสชาติของอเมริกา จีน หรือญี่ปุ่นก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ 5.TIMEPIECE TOWN  – โซนนาฬิกาลักชัวรีชั้นนำระดับโลกหลายแบรนด์ที่พร้อมรอให้เลือกสรร 6.SCENT AVENUE – โซนเครื่องหอมที่พร้อมจะให้ทุกคนได้ทดลองกลิ่นที่ชื่นชอบจากคอลเลคชันยอดนิยมและ Purfume bar 7.BEAUTY BOULEVARD – โซนเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และน้ำหอมจากหลากหลายแบรนด์ดัง 8.THE SQUARE –