Skip links

Editor’s Pick

KING POWER ลุยจัดงานใหญ่รับตรุษจีน ต๊อบ-อัยยวัฒน์ พร้อมแถลงร่วมด้วย ชัชชาติ, ตูน-อาทิวราห์, ใหม่-ดาวิกา ฯลฯ

คิง เพาเวอร์ ประกาศจัดงานใหญ่รับตรุษจีน 2025 กับงาน “KING POWER CHINESE NEW YEAR 2025 ช้อป ดวง ปัง SHOP THE LUCKIEST FORTUNES”  เพื่อย้ำภาพการเป็นเดสติเนชั่นแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาล ให้ประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลของชาติใดก็ร่วมเฉลิมฉลองไปด้วยกันได้  โดยงานนี้ นอกจาก ต๊อบ-อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จะมาประกาศความมุ่งมั่นด้วยตัวเองแล้ว ยังได้รับเกียรติจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี และตัวแทนความร่วมมือจากภาครัฐ เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นแลนด์มาร์คสำคัญระดับโลก และความพิเศษของปีนี้ แน่นอนว่าต้องยิ่งใหญ่กว่าเดิม! เตรียมพบกับไฮไลท์สุดอลังการ: • ขบวนพาเหรด 12 นักษัตรสุดตระการตา • พญานาคยักษ์ลอยฟ้า ยาว 36 เมตร ผสานความอลังการของมังกรจีน และเสน่ห์แห่งมนต์ขลังของสิงห์โบราณ • โชว์สุดพิเศษ “THE GUARDIANS OF HARMONY: RISE OF SERPENT”  นำโดย ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่, รีเบคก้า แพทรีเซีย อาร์มสตรอง, เจษ-เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ และ ไบเบิ้ล-วิชญ์ภาส สุเมตติกุล และเซอร์ไพรส์พิเศษ! พบกับโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก “ตูน-อาทิวราห์” ที่จะมามอบความสนุกสนานด้วยการประสานเพลงร็อคให้เข้ากับดนตรีที่มีกลิ่นไอความเป็นจีน เพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง  อีกทั้งยังมี จุดสักการะ 3 มหาเทพมงคลจากวัดทิพยวารีวิหาร เสริมดวง แก้ชง เปิดรับความปังในศักราชใหม่ รวมถึงของอร่อยจากร้านเด็ด 17 ร้านดัง ที่พร้อมเสิร์ฟทั่วทั้งงาน ส่วนสายช้อปก็ห้ามพลาด มีโปรโมชั่นดีๆ และกิจกรรมเฮงๆ อีกมากมาย  มาร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความเฮง เฮง เฮง ได้ที่ ฟาวน์เท่น สแควร์ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

Silicon Shield: โล่กำบังของไต้หวัน ใต้เสียงคำรามจากจีน

“ถ้าไต้หวันล่มสลาย ชิปจะหายครึ่งโลก” คำเปรียบเปรยข้างต้นนี้ฟังดูจะไม่ได้เกินเลยนัก เพราะเกาะเล็กๆ ในเอเชียตะวันออกแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการผลิตชิปที่สำคัญที่สุดของโลก และยึดครองส่วนแบ่งในตลาดไปถึง 65% โดยบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) เพียงบริษัทเดียว ก็มีส่วนแบ่งตลาดการผลิตสูงถึง 53% ในปี 2021 โดยมีบริษัทเทคชั้นนำ อาทิ Apple, Microsoft, Amazon, Alphabet และอีกมากมายเป็นฐานลูกค้าสำคัญ กล่าวอย่างรวบรัดได้ว่า ไต้หวันคือผู้ผลิตมันสมองให้อุปกรณ์เทคโนโลยีกว่าครึ่งค่อนโลก ทว่าความสำคัญไม่ได้มีเพียงแค่นั้น เพราะการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ยังกลายเป็นโล่ป้องกันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนระอุขึ้นทุกวันอีกด้วย จุดเริ่มต้นของการปฏิวัติเซมิคอนดักเตอร์ แต่เดิม เศรษฐกิจไต้หวันก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก คือเน้นพึ่งพาภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก จนช่วงทศวรรษ 1970 รัฐบาลไต้หวันได้มองเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในช่วงสงครามเย็นนั้น เทคโนโลยีที่ถูกคิดค้นมาใช้ในการทหาร เริ่มแพร่หลายและปรับเปลี่ยนมาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากขึ้น ไต้หวันจึงได้วางรากฐานสำคัญผ่านการก่อตั้ง Industrial Technology Research Institute (ITRI) ในปี 1973 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างจริงจัง จนในที่สุดจึงก่อตั้ง TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ขึ้นในปี 1987 ซึ่งเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจแบบ “Foundry” คือรับจ้างผลิตชิปให้กับบริษัทอื่น พูดง่ายๆ ก็เสมือน OEM รับผลิตชิปขั้นสูงนั่นเอง ถึงแม้ช่วงแรกลูกค้าจะยังไม่เยอะ แต่ในไม่นานก็เป็นไปตามคาดจริงๆ เพราะเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันที่ก้าวกระโดดในขณะนั้น ทำให้มีสิ่งประดิษฐ์ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น และที่สำคัญ หลายบริษัทไม่มีโรงงานผลิตชิปขั้นสูงเป็นของตนเอง ครั้นจะก่อตั้งโรงงานขึ้นมาก็เหลือบ่ากว่าแรง ทำให้ TSMC กลายเป็น Outsource ที่เนื้อหอมที่สุดนับแต่นั้นเป็นต้นมา เรื่องนี้จะบอกว่าทางการไต้หวันแทงม้าถูกตัวก็เห็นจะได้ แต่อย่างไรเสีย คงเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ผู้นำประเทศมากกว่า นับตั้งแต่การลงทุนเพื่อวิจัยและพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง สร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง และทั้งหมดคือการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ โดยในปี 2025 บริษัท TSMC ตั้งเป้าว่าจะผลิตชิปขนาด 2 nm มาสู่ตลาด ซึ่งจะเป็นชิปขนาดที่เล็กที่สุดและทรงประสิทธิภาพที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยมีมา เกราะป้องกันที่มองไม่เห็น ชิปขนาดเล็กที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กลายเป็นอุตสาหกรรมหลักของเกาะไต้หวัน

ลิซ่า x “ชาไทย” = ซอฟต์พาวเวอร์ระดับพรีเมียม?

ลิซ่า เปิดสูตรลับเครื่องดื่มเมนูใหม่ที่จับมือกับ Erewhon “Thai up the World by Lisa” รังสรรค์รสชาติ “ชาไทย” สูตรออร์แกนิกที่ทำจากวัตถุดิบเฉพาะจาก Erewhon  หลายคนอาจจะคุ้นหูกับชื่อ Erewhon มาแล้วกับน้ำปั่นแม่ชมสีฟ้า แต่แท้จริงแล้วนั้น Erewhon เป็นซูเปอร์มาเก็ตออร์แกนิกระดับพรีเมียมที่เน้นขายเฉพาะสินค้าอุปโภคและบริโภคที่จะคัดแต่สินค้าคุณภาพดีมาวางขาย เพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพรายได้สูง  ครั้งนี้ Erewhon ชวน ลิซ่า มาออกเมนูชาไทยแก้วใหม่ที่ชื่อว่า Thai up the World by Lisa ด้วยกัน อาจถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการผลักดันให้ชาไทยเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นได้ แม้จะเป็นสูตรออร์แกนิก เพื่อสุขภาพที่รสชาติอาจจะแตกต่างจากร้านป้าน้ำชงหน้าออฟฟิศ แต่การที่ลิซ่าเลือก “ชาไทย” มาเป็นเมนูใหม่ของ Erewhon นั้น ช่วยส่งให้ชาไทยเป็นหนึ่งในเมนูเพื่อการสร้างซอฟต์พาวเวอร์อาหารได้ไปอีกขั้น สาเหตุที่ลิซ่าได้มาร่วมรังสรรค์เมนูใหม่เมนูนี้กับ Erewhon เพราะว่า กลยุทธ์ทางการตลาดหนึ่งของ Erewhon ที่จะชักชวนศิลปินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาร่วมกันคิดค้นเมนูเครื่องดื่มเมนูสุดพิเศษด้วยกัน อาทิ Strawberry Skin Glaze โดย Hailey Bieber, Short n’ Sweet โดย Sabrina Carpenter หรือ Good 4 Ur GUTS โดย Olivia Rodrigo และเครื่องดื่มสีสันสดใสอีกมากมาย  Short n’ Sweet Good 4 Ur GUTS เพราะ ชาไทย ถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์จนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มประจำชาติไทยที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต่างชื่นชอบ ด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวของชาผสมกลิ่นวนิลลาและนม ยิ่งทำให้ชาไทยขึ้นแท่นเครื่องดื่มในใจใครหลายคน Thai up the World by Lisa ของลิซ่าแก้วนี้นั้น ด้านล่างจะเป็นชาดำเย็น สูตรไม่หวาน จากแบรนด์ Just Ice Tea นำมาเติมความหวานและกลิ่นหอมด้วยเมเปิ้ลไซรัป สูตรออร์แกนิกและผงวนิลลา ก่อนจะท็อปด้านบนด้วย ออร์แกนิก เฮฟวี่ ครีม

บุญของสาววาย นิยายวายที่จะซื้อ ลดหย่อนภาษีได้แล้ว !

ในปี 2568 นี้ทางกรมสรรพากรอัพเดทมาตรการ “Easy E-Receipt 2.0” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศของปีนี้ ด้วยการขยายขอบเขตสินค้าหรือบริการทางอินเทอร์เน็ตให้แก่ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาจนถึง “ค่าหนังสือและ E-books” โดยไม่ได้มีการกำกับเนื้อหาว่าจะต้องเป็นหนังสือหรือ E-books ประเภทใด ขอแค่มีใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) เป็นหลักฐานก็เพียงพอแล้ว นั่นหมายความว่า นิยายวายที่อยู่ในตะกร้าแอพชอปปิ้งออนไลน์ของเราเองก็มีสิทธิ์ใช้ลดหย่อนภาษีได้ !! เพียงแต่มีเงื่อนไขว่าจะต้องซื้อสินค้าหรือบริการตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. – 28 ก.พ. 2568 เท่านั้น ในรายละเอียดนั้น มาตรการลดหย่อนภาษีนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ ลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งจะประกอบไปด้วยสินค้าและบริการต่าง ๆ มากมาย ทั้งค่าหนังสือพิมพ์ นิตยาสาร สินค้า OTOP แต่ตาของสาววายก็ดันไปสะดุดอยู่แค่ ค่าหนังสือและอีบุ๊ค ที่ได้รับโอกาสลดหย่อนภาษีในครั้งนี้ด้วย และส่วนต่อมา คือ  ลดหย่อนได้เพิ่มเติมไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับการซื้อสินค้าและบริการเฉพาะ อาทิ – ค่าสินค้า OTOP ที่ลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชน – ค่าสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนต่อกรมส่งเสริมการเกษตร – ค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการที่จ่ายให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่จดทะเบียนต่อสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม หนังสือมีให้อ่านมากมาย แต่ขอเลือกอ่านนิยายวายไปวัน ๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน “นิยายวาย” ถือหนึ่งในหมวดหมู่หนังสือที่รันวงการนักอ่านและเศรษฐกิจประเทศไทยในตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะในรูปแบบหนังสือรูปเล่มหรือ E-books ต่างก็สร้างมูลค่าให้อุตสาหกรรมหนังสือไทยเป็นอย่างมาก และสามารถต่อยอดไปยังอุตสาหกรรมบันเทิงอื่น ๆ ทั้งหนังและซีรีส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น มาตราการนี้จึงอาจเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายหนังสือและ E-books เพิ่มขึ้นได้ แม้ดูผิวเผินเหมือนว่า สาววายจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีนักอ่านและนักอ่านอีบุ๊คประเภทอื่น ๆ อีกจำนวนมากที่รอคอยให้ผลงานของตนได้รับแสงสว่างส่องถึง หลังม่านการอ่านเพื่อลดหย่อนภาษี เบื้องหลังมาตรการนี้ เป็นผลมาจากการพยายามขับเคลื่อนวงการหนังสือไทยให้ไปต่อได้ โดยทางคุณอุเทน บุญอรณะ อายุรแพทย์ระบบประสาทและสมอง และนักเขียน หนึ่งในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือทวีตผ่านบัญชี X ที่ชื่อว่า Patrick III Rangsimant (@PatheNeuro) ถึงมาตรการนี้พร้อมเขียนข้อความว่า “หลังจากที่สาววายช่วยชาติมานาน ถึงเวลาชาติตอบแทนให้กับสาววายแล้วครับ 

ฉันตั้งใจจะไปประเทศไทย…เมืองมิตรของ LGBTQIA+ จากโจฮยอนจู Squid Game2

นอกจากประเด็นทางชนชั้นที่เข้มข้นจากปัญหาเศรษฐกิจ อีกหนึ่งปัญหาที่ยังคงพบเห็นได้ในสังคมเกาหลีก็คือปัญหาการไม่ยอมรับ LGBTQIA+ โดยโจฮยอนจู ผู้เล่นหมายเลข 120 (รับบทโดย พัคซองฮุน) จาก Squid Game 2 ถือเป็นตัวแทนชีวิต LGBTQIA+ ในเกาหลีที่ต้องเผชิญกับการกีดกันทางสังคม จะเห็นได้ว่าผู้เล่นคนอื่น ๆ ต่างพยายามกีดกันโจฮยอนจู โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นชาย มีเพียงแค่ผู้เล่นไม่กี่คนเท่านั้นที่ยอมรับเธอในฐานะพี่สาว หลานสาว “ฉันตั้งใจจะไปประเทศไทย ฉันจะเล่นเกมอีกแค่รอบเดียวและนำเงินไปผ่าตัดต่อให้เสร็จที่ไทย ซื้อบ้านเล็กๆ สักหลัง แล้วลองใช้ชีวิตที่นั่นดูค่ะ” คำพูดจาก โจฮยอนจู พี่สาวคนสวยที่เคยเป็นอดีตทหารกองกำลังพิเศษถือว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันที่ว่าการพยายามสร้างภาพลักษณ์เรื่อง การเป็นเมืองที่เป็นมิตรต่อ LGBTQIA + ของไทยนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ที่ตอนนี้มียอดผู้ชมในสัปดาห์เปิดตัวสูงที่สุด ทั้งในแง่การแพทย์ที่พร้อมเปิดรับและในแง่การใช้ชีวิตที่เปิดกว้างพร้อมโอบรับผู้คน อีกทั้ง ยังเป็นบทสนทนาที่โจฮยอนจูคุยกับ คุณยายจางกึมจา หรือผู้เล่นหมายเลข 149 (รับบทโดย คังเอชิม) สื่อถึงการพยายามพูดคุยกับสังคมเกาหลีดั้งเดิม “ผมเคยไปประเทศไทยนะ ที่นั่นมีสาวๆ แบบคุณฮยอนจูเยอะเลย พวกเขาผอมสวยกว่าผู้หญิงทั่วไป เกลื่อนเมืองไปหมดเลย” มากไปกว่านั้น ในบทสนทนานี้ ผู้เล่นหมายเลข 007 พัคยงชิก (รับบทโดย ยางดงกึน) ยังคอยเสริมย้ำว่าประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่เปิดรับ LGBTQIA+ ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในเมืองใหญ่แห่งนี้ ทว่า ในมุมหนึ่ง ก็มีผู้ที่มองว่าบทสนทนายังคงคลุมเครือว่าท้ายที่สุดแล้ว ซีรีส์เรื่องนี้กำลังนำเสนอให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นที่พึ่งพิงสำหรับ LGBTQIA+ ได้ หรือเป็นเพียงพื้นที่ที่รองรับคนที่ไม่ถูกยอมรับในเกาหลี จนทำให้ต้องย้ายมาอยู่ไทยได้ที่เดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเป็นเมืองหมุดหมายที่เป็นมิตรต่อ LGBTQIA + นั้นอาจเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักสำคัญที่จะทำให้ไทยมีซอฟต์พาวเวอร์ด้านนี้ที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้ โดยตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2025 เป็นต้นไป ไทยจะมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม ที่มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ทำให้เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่เปิดพื้นที่ให้แก่ LGBTQIA + ได้จดทะเบียนและใช้วิตคู่กันตามกฎหมาย ตอกย้ำการเป็นเมืองที่เป็นมิตรกับ LGBTQIA + มากไปอีกขั้น

ยองฮี-ชอลซู = แก้ว-กล้า เวอร์ชันเกาหลี

หลังเปิดตัว Squid Game 2 ไปได้เพียงไม่กี่วัน Netflix ก็ประกาศเดินหน้ากำหนดวันฉาย Squid Game 3 อย่างต่อเนื่อง แถมยังแอบสปอยล์ตัวละครใหม่ที่จะมายืนข้างสาวน้อยโกโกวาคู่กันอีกด้วย ใครหลายคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดีกับ ตุ๊กตาเด็กน้อยตัวยักษ์ในเสื้อสีเหลือง เอี๊ยมกระโปรงสีส้มมัดแกะสองข้างสุดน่ารักในเกมโกโกวา หรือ เกมที่รู้จักกันดีในหมู่เด็กไทยว่า AEIOU ซึ่งจริง ๆ แล้วสาวน้อยคนนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก “ยองฮี” หนึ่งในตัวละครจากหนังสือเรียนของเกาหลีใต้ในช่วง 1970 จะเรียกว่าสปอยล์ก็คงไม่เชิง เพราะ หากไทยมีกล้า-แก้ว หรือมานะ-มานี เกาหลีเองก็มีคู่หูตัวละครในหนังสือเรียนวัยเด็กไม่ต่างกัน โดยอีกหนึ่งตัวละครที่มาคู่กันกับยองฮีก็คือ ชอลซู เด็กชายที่เปรียบเสมือนเพื่อนสนิทของยองฮี แต่ในซีซันหน้านั้นชอลซูจะมาในรูปแบบเกมแบบไหนก็คงต้องติดตามต่อไปว่าอาจจะมาช่วยยองฮีดูหลัง เพราะโดนกีฮุน หรือผูเล่นหมายเลข 456 แฮ็คระบบไปแล้วด้วยการต่อตัวเป็นรถไฟไปถึงเส้นชัย หรือชอลซูจะมาในรูปแบบเกมใหม่ที่คาดไม่ถึงอีกครั้ง

โกโกวาที่หนูรอคอย – รีวิว Squid game 2…กลับมา ทำไม ?

Squid Game 2 เปิดตัวมาแค่ 4 วันก็มีคนดูปาไปแล้วถึง 68 ล้านวิว ทุบสถิติซีรีส์ที่มียอดผู้ชมสูงที่สุดในสัปดาห์แรกของการเปิดตัวบน Netflix สานต่อเรื่องราวการละเล่นถึงตายอีกครั้ง สเน่ห์ของเกมที่พึงมี แต่กลับเล่นไม่ถึง หลัง Squid Game 1 สร้างปรากฏการณ์ส่งการละเล่นพื้นบ้านของเกาหลี ทั้งโกโกวา เกมแกะน้ำตาล เกมลูกแก้ว เป็นตัวอย่างที่ดีในการส่งออกวัฒนธรรมการละเล่นของเกาหลีไปทั่วโลก ผ่านซีรีส์สีสันสดใสแต่แท้จริงซ่อนประเด็นทางสังคมเข้มข้นไว้ภายใน ทำให้ในซีซันนี้เราตั้งตารอคอยคาดหวังอีกครั้งว่าจะได้เห็นเกมเด็กเล่นของเกาหลีในสนามเดือดถึงแก่ชีวิตเกมไหนอีกบ้าง เพราะซองกีฮุน หรือหมายเลข 456 (แสดงโดย อีจองแจ) กำลังจะกลับมาเล่น (หรือยุติ?) เกมนี้อีกครั้ง ทว่า หากนับในแง่ความเข้มข้นของเกมก็อาจจะไม่ได้ว้าวขนาดนั้น เพราะไอเดียการนำการละเล่นถึงชีวิตถูกขายจนชนะใจคนตั้งแต่ซีซั่นหนึ่งไปแล้ว หากไม่นับเกมโกโกวาที่ติดตลาดไปแล้ว เกมใหม่ที่เปลี่ยนไปเล่นอย่างเกม 5 คน 6 ขา หรือจับคู่เข้าห้องก็ ไม่ได้มีเกมอะไรใหม่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ทั้งเกมตั๊กจี-พลิกกระดาษที่เคยเห็นมาแล้ว รวมไปถึง หมากเก็บ ลูกข่าง ที่ไทยก็เคยเล่น ซึ่งอาจเป็นเพราะพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันทำให้ไทยมี จะมีแต่เกมหินลอยฟ้าและเดาะเชกีชากี – ลูกขนไก่ของเกาหลีที่หน้าตาดูแปลกตาไปเล็กน้อย แต่คล้ายกับการเดาะตะกร้อของไทย เล่นเป็นฮีโร่สนุกพอหรือยัง อย่างไรก็ตาม ความสนุกของเกมปลาหมึกในครั้งนี้ คือการกลับมาพร้อมกับกติกาใหม่ที่ดูจะยุติธรรมมากกว่าเดิม โดยหลังจบเกมทุกครั้ง จะมีการเปิดโหวตให้ยุติเกม ฟังแล้วอาจจะดูดี แต่เมื่อเกิดการโหวต นั่นหมายความว่าผู้คนจะถูกแบ่งเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน ทำให้มีทั้งคนที่เห็นด้วย/ให้เล่นต่อ เพื่อเงินรางวัลที่มากขึ้น และคนที่ไม่เห็นด้วย/ไม่เล่นต่อ เพื่อรักษาชีวิต จนท้ายที่สุด เกิดภาวะประชาธิปไตยจอมปลอมที่คนข้างบนเสแสร้งว่าให้โหวต เพื่อประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดแล้วกลับหยิบยื่นอาวุธให้ทั้ง 2 ฝั่งทำร้ายกันเอง โมเดลคุ้น ๆ เหมือนประเทศแถบนี้ที่ปล่อยให้สองฝั่งตีกัน ก่อนจะมีฮีโร่สักคนลุกขึ้นมา แล้วใช้อำนาจสูงกว่าเข้าควบคุมสถานการณ์ ซึ่งยังคงสะท้อนการให้เห็นว่าท้ายที่สุดผู้เล่นก็ยังคงอยู่ใต้อำนาจทางสังคมอยู่ดี และยังคงไม่อาจปิดจบเกมนรกนี้ได้

ยิ่งทำ ยิ่งหลง ยิ่งงง: บทสรุป Soft Power แห่งปี By ช่อ-พรรณิการ์

คำว่า “Soft Power” ต่อให้จะถอดความเป็นภาษาไทยด้วยคำพูดสวยหรูเพียงใดก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้ว แก่นสำคัญสุดท้ายก็คือ “อำนาจ” หากแต่เป็นรูปแบบอำนาจที่ปราศจากการบังคับขู่เข็ญด้วยพละกำลัง ทั้งนี้ สถานะแห่งอำนาจย่อมไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดๆ เพราะจำต้องมีอย่างน้อยสองฝ่ายขึ้นไป ถึงจะปรากฏพบอำนาจ เช่นนี้แล้ว Soft Power ของประเทศหนึ่งๆ จึงมิใช่สิ่งอื่นใด นอกเสียจาก “อำนาจระหว่างประเทศ” ในความหมายของการโน้มน้าวประเทศปลายทางเพื่อหวังผลลัพธ์ที่ต้องการ โดยปีที่ผ่านมาสำหรับประเทศไทย จะเรียกว่าเป็นปีแห่ง Soft Power ก็คงไม่ผิดนัก เพราะน่าจะมีการพูดถึงคำนี้มากกว่าปีไหนๆ พร้อมด้วยฝ่ายบริหารที่มุ่งมั่นในนโยบายนี้กันอย่างแข็งขัน กระนั้นก็ตาม อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า นัยสำคัญของ “Soft Power” ก็คือ “อำนาจระหว่างประเทศ” ซึ่งปีที่ผ่านมาคงต้องกล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญความท้าทายจากรอบทิศ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องคดีตากใบ, เกาะกูด / MOU44, ลูกเรือประมงไทยถูกจับในเมียนมา ตลอดจนความท้าทายทางภาษีจากสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 และอิทธิพลจากจีน ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้พูดคุยกับ ช่อ-พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารและโฆษกคณะก้าวหน้า ว่าด้วยเรื่องประเทศไทยจะสามารถรับมือความท้าทายจากปี 67 และปีต่อๆ ไป ด้วยพลังอำนาจที่พูดกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่าง Soft Power ได้อย่างไร? “จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นหัวใจของคำว่า Soft Power มันคือความหมายที่เขายอมรับกันในสากลโลก” พรรณิการ์ตอบกลับอย่างตรงประเด็น ก่อนจะขยายความโดยการยกตัวอย่างถึง อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่กำลังจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีหน้า ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคว้าธงเป็นผู้นำด้านการสร้างสันติภาพในอาเซียน ทั้งในเมียนมา และชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยท่าทีดังกล่าวเป็นบทบาทของประเทศที่เจริญแล้ว หรือประเทศที่กำลังไต่เต้าขึ้นมา ซึ่งอันวาร์ อิบราฮิมกำลังใช้สิ่งนี้เป็น Soft Power ให้ประเทศตัวเองมีอำนาจมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ หรือก็คือการเป็น Peace Promoter บทบาทผู้ส่งเสริมสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นนี้แล้ว พอย้อนกลับมามองยังประเทศไทยที่เผชิญความท้าทายจากรอบทิศในปีที่ผ่านมา พรรณิการ์ได้กล่าวเสริมต่อไปว่า “ประเทศไทยพูดเรื่อง soft power ทุกวันมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว คำถามคือลำพังแค่ลูกเรือไทยถูกจับที่เมียนมา ผ่านไป 2 อาทิตย์แล้วตอนนี้ คุณยังไม่สามารถเอากลับมาได้เลย.อย่าไปพูดถึงอำนาจในการเจรจาต่อรองกับจีน หรืออำนาจในการเจรจาต่อรองกับทรัมป์

ส่อง “อนาฅต” ผ่านซีรีส์ หรือนี่คือเมืองไทยในมัลติเวิร์สอื่น!

ปิดจบไปแล้วสำหรับโปรเจกต์ทีใครทีมันส์ 2024 ด้วยซีรีส์สั้น 4 ตอนจบในตัว “อนาฅต (Tomorrow + i)” ที่ชวนผู้ชมลองจินตการความเป็นไปได้ของอนาคตประเทศไทย ในวันที่เมืองไทยเต็มไปเทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัย แต่ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม โครงสร้างทางสังคมแบบไทย ๆ ยังคงอยู่ นิราศแกะดำ – การเดินทางไกลจากความเป็นอื่น นิราศแกะดำ – เมื่อวิทยาการสามารถคืนชีพสัตว์ที่รักกลับมาได้ด้วยการโคลนนิ่งสัตว์ แล้วทำไมจะฟื้นคืนคนที่รักให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยการโคลนนิ่งมนุษย์ไม่ได้ ? หากนั่นไม่ใช่เพียงโอกาสที่จะทำให้คนที่รักกลับมามีชีวิต แต่ยังเป็นโอกาสให้คนที่รักได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองอยากเป็นสักครั้ง แม้ในช่วงแรกจะรู้สึกเหมือนดูหนังดราม่าไซไฟที่ผูกโยงเรื่องการโคลนนิ่งกับระบบความคิดความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรมอันดี และระบบอำนาจอย่างซีรีส์ทั่ว ๆ ไป จนกระทั่งค้นเจอ “แกะดำ” ส่วนเสี้ยวของตัวตนที่ซับซ้อนที่อยู่ภายใน เปิดทางเรียกน้ำย่อยไปสู่ตอนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี เทคโน โยนี – ที่นี่มีแต่ศีลธรรมอันกี อาชีพโสเภณี ถือว่าเป็นหนึ่งในอาชีพเป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จนหลายคนเอ่ยปากว่า หรือนี่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทยของแทร่ของเมืองไทย ทำให้เกิดแนวคิดธุรกิจหุ่นยนต์โสเภณี เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของอาชีพโสเภณี แต่ต่อให้ทำดีสักเท่าไหร่ หากยังมีคนมองว่าขัดกับศีลธรรมอันดี ไม่ว่าจะอีกกี่ยุค กี่สมัย ย้อนเวลากลับไปหรือมองไปยังอนาคต ปัญหานี้ก็ยังเป็นปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่สังคมไทย โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกค่อนข้างชื่นชมกับการพยายามสะท้อนปัญหาสังคมสไตล์วินเทจให้ความรู้สึกย้อนแย้งทั้งก้าวหน้าและล้าหลังไปในเวลาเดียวกัน ด้วยรสชาติตลกร้ายเสียดสีเหตุการณ์บ้านเมืองไทยให้ความรู้สึกไซไฟที่แปลกใหม่ และทำให้เห็นว่าความไซไฟไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่ยังรวมไปถึงวิธีคิดที่ยังคงไม่ไปไหน ศาสดาต้า – ทำบุญชาตินี้ เห็นผลชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติหน้า จะเป็นอย่างไรเมื่อการทำดีทุกอย่างล้วนทำให้ได้คะแนนบุญเป็นแต้มไว้ใช้ซื้อขายสินค้า เกิดระบบการค้าแบบใหม่ “บุญนิยม” ทำให้ผู้คนสนใจกันเพียงเรื่องแต้มบุญที่จะได้แทนเงินตรา จนมองข้ามแก่นของศาสนาพุทธที่เคยมีมาหลายพันปี เกิดช่องว่างที่ความเชื่อและพระพุทธศาสนาถูกท้าทาย จึงต้องมีฮีโร่มากอบกู้เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธอีกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องพ่ายให้กับระบบบุญนิยมที่ยังคงเดินหน้าต่อไป เด็กหญิงปลาหมึก – ทำไมเค้าใช้โลกไม่เผื่อเราเลยวะ ? เสียงสงสัยเล็ก ๆ จากเด็กหญิงคนหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางภาวะน้ำท่วม อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศแปรปรวน ชวนกระตุกความคิดให้นึกถึงหนึ่งในมัลติเวิร์สที่อาจจะเกิดขึ้นได้ หากภาวะโลกเดือดในปัจจุบันยังคงรุนแรงขึ้น แต่ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ก็มีการคิดค้น วัคซีนปลาหมึก เพื่อเปลี่ยนให้ผู้คนกลายเป็นมนุษย์น้ำไว้รอรับมือกับภาวะน้ำท่วมที่สูงขึ้น กระนั้นเหตุการณ์ก็ดูคุ้น ๆ แม้จะเล่าเรื่องสมมติในโลกอนาคตแต่ก็ชี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอย่างเจ็บแสบ เพราะท้ายที่สุดแล้วก็มีเพียงคนชั้นบนที่จะได้วัคซีน เป็นผลให้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ 2 คนตัดสินใจจะเปลี่ยนโลกอย่างกล้าหาญ แต่ท้ายที่สุดแล้วสุดท้ายโลกที่พังไปแล้วก็เปลี่ยนไม่ได้ Tomorrow + i = พรุ่งนี้ของฉัน โดยสรุปแล้ว

ลุคร้ายๆ แต่โคตรเท่ ‘MAMIO’ เฉดสีใหม่ วงการเพลงไทย

MAMIO (มามิโอะ) – หาใช่ชื่อศิลปินญี่ปุ่นหน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะ MAMIO คือ มะเหมี่ยว – สุทธิภัทร สุทธิวาณิช ศิลปินเดี่ยวคนใหม่ของวงการเพลงไทยที่มาพร้อมกับสไตล์โดดเด่นอยู่นอกวงโคจรกระแสเพลง T-pop ณ ตอนนี้ เส้นทางใหม่ ในฐานะ MAMIO ด้วยสไตล์ที่จัดจ้าน เหมือนพริกเม็ดโตในเมนูอาหาร ทำให้ภาพลักษณ์ตอนเปิดตัว MAMIO แตกต่างจาก พัด Zweed n’ Roll ที่แฟนเพลงเคยเห็นมานาน 8 ปีอย่างเห็นได้ชัด ชวนสงสัยไม่น้อยว่า MAMIO จะเดินต่อไปในทิศทางไหน “อย่างแรก คือ เราไม่อยากอยู่ในกรอบ ไม่อยากจำกัดกรอบสักเท่าไหร่ว่าแนวเพลงของ MAMIO จะเป็นอย่างไร แค่อยากให้จดจำเราว่าร้องเพลงแล้วมีความลื่นไหลยังไง ให้จำเสียงเราก็พอ” หากพูดถึง เพลงช่วงเวลา – Zweed n’ Roll สีแรกที่เราจะนึกถึงคงเป็นสีเทาหม่น ๆ จาง ๆ ชวนเศร้า แต่พอพูดถึง MAMIO สีที่เราเห็นกลับกลายเป็นสีชมพู ดำ และอื่น ๆ อีกมากมาย MAMIO จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเฉดสีของวงการดนตรีไทยที่น่าจับตามอง “รูป รส กลิ่น เสียง ของ MAMIO จะชัดเจนมากขึ้น มีตาให้เห็น มีหูให้ฟัง มีชุด มีวิชวลต่าง ๆ ที่พอมาซิงค์กันแล้ว จะกลายเป็นผลงานที่เราฝากให้กับโลกใบนี้ เราอยากให้ทุกคนได้ลองสัมผัส ไม่ต้องเข้าใจมากก็ได้ ปล่อยใจไหล ๆ ไป” กล้าเปลี่ยนแปลง ‘สวัสดีค่ะ ตอนนี้ไม่ได้ใช้ชื่อ ‘พัด’ แล้ว เพราะว่าจริง ๆ ไม่ได้ชื่อ ‘พัด’ ชื่อจริงที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ ‘มะเหมี่ยว’ และตอนนี้เป็นศิลปินเดี่ยวชื่อว่า ‘MAMIO (มามิโอะ)’ ขอบคุณค่ะ มะเหมี่ยว’ “ชื่อ” เปรียบเสมือน ตัวตนของผู้คน