Skip links

Editor’s Pick

อู่เหลียงเย่ สร้างความประทับใจใน Michelin Guide 2025 ประเทศไทย

อู่เหลียงเย่ (Wuliangye) แบรนด์ไป๋จิ่วชื่อดังจากประเทศจีน สร้างความโดดเด่นและน่าประทับใจในงาน ประกาศผลรางวัลร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือกในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย พ.ศ.2568 (Michelin Guide Ceremony 2025 Thailand) ที่ผ่านมา โดยมี นายฮัว เถา ผู้จัดการทั่วไป อู่เหลียงเย่ อี่ปิ่น จำกัด และนาย Chen Chong ประธานบริษัท Wuliangye Import and Export Co., Ltd. และบริษัท Galaxy Edutainment Co., Ltd. ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยร่วมแนะนำผลิตภัณฑ์ภายในงาน ผลิตภัณฑ์และการผสมผสานวัฒนธรรม ภายในงานนี้ Wuliangye รังสรรค์เมนูต่าง ๆ ขึ้นมามากมาย อาทิ Wuliangye·Ziqidonglai, ซีรีส์ Panda, Classic Wuliangye และค็อกเทลเบส “Wugusong” มากไปกว่านั้น ภายในพื้นที่ชงและชิมค็อกเทลพิเศษยังมีเมนู “Wugroni” ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของไป๋จิ่วจีนแบบดั้งเดิมที่ถูกผสมผสานออกมาในรูปแบบที่ทันสมัย ทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่าทั้งในด้านรสชาติและวัฒนธรรม ความร่วมมือและการผสานรสชาติ Wuliangye และ Michelin Guide มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการนำเสนอประสบการณ์ “อาหารเลิศรส พร้อมกับไป๋จิ๋วชั้นเยี่ยม” ให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งอาหารไทยถือว่าเป็นหนึ่งในอาหารที่มีชื่อเสียงระดับโลกในเรื่องความสมดุลของรสเปรี้ยว เผ็ด เค็ม หวาน และขม สอดคล้องอย่างลงตัวกับสูตรห้าธัญพืชของ Wuliangye และเทคนิคการผลิตที่พิถีพิถัน นอกจากนี้ ความงดงามของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของเมืองอี๋ปิน (Yibin) และประวัติศาสตร์พันปีของการผลิตเหล้าขาวยังส่งเสริมให้วัฒนธรรมไทยและจีนกลมกลืนกันมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง ระหว่างงานเลี้ยงอาหารค่ำ เชฟ Rishi Naleendra จากร้าน Cloudstreet ซึ่งได้รับรางวัลมิชลินสองดาว ยังรังสรรค์เมนูพิเศษ ‘ทาร์ทาร์เนื้อวากิวผสมไป๋จิ่ว’ โดยมีกลิ่นหอมของ Wuliangye แทรกซึมเข้ากับความนุ่มและความชุ่มฉ่ำของเนื้อวากิว ในขณะที่กลิ่นหอมของไป๋จิ่วผสมผสานเข้ากับกระบวนการหมักและการย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ มอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับแขกทุกคน ปิดฉากส่งท้ายปีเส้นทางความร่วมมือระดับโลกอย่างงดงาม งานนี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของปีที่สำคัญสำหรับ Wuliangye ในฐานะ “พันธมิตรระดับโลก” ของ

โรแมนติกไม่ไหว นั่งดูคอนเสิร์ตใต้แสงจันทร์…Stray Kids dominATE in BANGKOK

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2024 ที่ผ่านมาของใครบางคนอาจเป็นวันเสาร์ธรรมดา แต่สำหรับผู้คนจำนวนกว่า 20,000 คน วันนั้น คือ วันที่โชคชะตาทำให้พวกเขาได้หลงทางมาพบเจอกันที่คอนเสิร์ต Stray Kids World Tour < dominATE in BANGKOK > ณ สนามศุภชลาศัย แม้คอนเสิร์ตนี้จะถูกจัดขึ้นเพียงรอบเดียว แต่ก็เป็น 3 ชั่วโมงที่เต็มอิ่มมาก เพราะ Stray Kids อัดเพลย์ลิสต์เพลง “หูแตกสะใจ” ไว้มากกว่า 20 เพลง พร้อมด้วยเพลงโซโล่ของสมาชิกทั้ง 8 คน 8 เพลง มาให้สเตย์ (Stay; แฟนคลับของ Stray Kids) ได้ฟังกันแบบไม่มีพักที่หมายถึงไม่มีพักจริง ๆ เพราะรู้ตัวอีกทีก็นั่งกรี๊ดไป 3 ชั่วโมงแล้ว รวมถึง Stray Kids เองก็ยังมีเอเนอจี้แรงดีไม่มีตก เสียงสดยิ่งกว่าปลาในทะเล เล่นสนุกกันตลอดทั้ง 3 ชั่วโมง ตบมุกกันโบ๊ะบ๊ะ มากไปกว่านั้น สเกลงานโปรดักชันยังเล่นใหญ่สะใจ ทั้งแสง สี เสียง พลุที่ถูกจุดขึ้น ไปจนถึงกราฟิคที่อยู่บนจอก็สวยจึ้ง สมฐานะศิลปินระดับโลกที่สเตย์ไทยรอมาเนิ่นนาน CR.JYP Entertainment เป็นที่ทราบกันดีในหมู่สเตย์ว่า 4 หนุ่มปีมังกร (ฮยอนจิน ฮัน ฟีลิกซ์ ซึงมิน) ไปเยือนที่ไหน ฝนมักจะตกที่นั่น ทำให้ตั้งแต่วันที่ Stray Kids ก้าวเท้าถึงประเทศไทย อยู่ ๆ ประเทศไทยก็มีฝนตกกลางฤดูหนาวพอดิบพอดี ทำหวั่นใจว่าคอนเสิร์ตกลางแจ้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป แต่พอเริ่มคอนเสิร์ตได้ไม่นาน ก็มีฝนลงเม็ดบ้างประปราย พอให้ตกใจเล่น ก่อนจะหยุดลงไปเปิดทางให้ Stray Kids เปลี่ยนสนามศุภชลาศัยกลายเป็นเวทีแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งอย่างไร้ที่ติ ต่อให้อยู่บัตรไหนก็โยกหัวไปกับจังหวะเพลงของ Stray Kids ได้ จนทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่ว่าชีวิตนี้จะชื่นชอบศิลปินเกาหลีวงไหน แต่คอนเสิร์ตที่ควรไปคอนเสิร์ต Stray

ไล่อำนาจมืดด้วย ‘แท่งไฟ’ แสงสู้เพื่อประชาธิปไตยที่จะไม่มีวันดับ

นับตั้งแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2024 ที่ประธานาธิบดียุนซอกยอลประกาศกฎอัยการศึกครั้งแรกในรอบ 44 ปี ได้ก่อให้เกิดกระแสการชุมนุมและการประท้วงต่อต้านอย่างกว้างขวางทั่วประเทศเกาหลี ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความตึงเครียดและการเรียกร้องให้ประธานาธิบดียุนซอกยอลลงจากตำแหน่ง สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการรวมพลังกันของแสงสว่างจาก “แท่งไฟ” หลากสีที่เปล่งประกายอย่างน่าจดจำ โบกบง ‘ไล่’ โดยปกติแล้ว สถานที่ที่เรามักเห็นแท่งไฟ หรือ “บง” (봉) บ่อยที่สุดคงหนีไม่พ้นคอนเสิร์ต สตูดิโอถ่ายทำรายการเพลง หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ K-pop เนื่องจากแท่งไฟถือเป็นอุปกรณ์ประจำตัวของแฟนคลับที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์สำคัญของทั้งกลุ่มแฟนคลับและศิลปิน ซึ่งขาดไม่ได้เลยสำหรับการแสดงตัวตนของแฟนด้อม แท่งไฟของแต่ละวงมักถูกออกแบบให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยอ้างอิงจากสัญลักษณ์ โลโก้ หรือสีประจำวง บางครั้งแฟนคลับและศิลปินยังมีส่วนร่วมในการออกแบบร่วมกัน ทำให้แท่งไฟกลายเป็นของแทนใจที่เชื่อมโยงความผูกพันระหว่างศิลปินและแฟนคลับ นอกจากนี้ แท่งไฟยังเป็นเหมือนเครื่องหมายที่ช่วยให้แฟนคลับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือเพื่อนร่วมแฟนด้อมเดียวกัน แต่ทว่าการปรากฏตัวของแท่งไฟในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อประชาชนคนเกาหลีจำนวนมากรวมตัวกันโบกแท่งไฟศิลปินเกาหลี เพื่อแสดงพลังต่อต้านและกดดันให้ประธานาธิบดียุนซอกยอล เรียกได้ว่าแท่งไฟจากเกือบทุกแฟนด้อมมารวมตัวกันในเหตุการณ์ครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีช่วง “คลาสสอนแท่งไฟ” เกิดขึ้นกลางการประท้วง โดยเป็นการแนะนำชื่อแท่งไฟ ลักษณะเฉพาะ และศิลปินเจ้าของแท่งไฟแต่ละวง ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมที่ไม่ได้เป็นแฟนคลับ K-pop ตัวยง ได้ทำความรู้จักกับแท่งไฟและวงศิลปินต่าง ๆ ไปพร้อมกัน สร้างบรรยากาศที่หลอมรวมความหลากหลายเข้าด้วยกันอย่างน่าสนใจ CR.YONHAP (Korea JoongAng Daily) จาก ‘เปลวเทียน’ สู่ ‘แสงไฟ’ ก่อนหน้านี้ การประท้วงในเกาหลีใต้มักใช้การจุดเทียนเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการแสดงออกทางการเมือง แต่จุดเริ่มต้นของการนำแท่งไฟมาใช้ในการประท้วงต้องย้อนกลับไปในช่วงปี 2016-2017 ในช่วงที่ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้ ปาร์คกึนฮเย ใช้อำนาจในทางมิชอบ หาผลประโยชน์ส่วนตัวจากการเมือง ในช่วงนั้น คิมจินแท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคแซนูรี ได้ออกมากล่าวเตือนประชาชนด้วยถ้อยคำที่ว่า “เทียนย่อมดับไปตามลม” เพื่อบั่นทอนความตั้งใจของผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตาม คำพูดดังกล่าวกลับจุดกระแสให้แฟนคลับ K-pop รวมตัวกันนำแท่งไฟมาใช้ในการประท้วง แสดงจุดยืนเพื่อประชาธิปไตยด้วยแสงสว่างที่มั่นคง ซึ่งไม่มีวันดับไปตามลมอย่างแน่นอน K-POP กลางม็อบ อีกทั้ง ระหว่างชุมนุมอยู่นั้น นอกจากจะมีการพูดปลุกใจผู้ชุมนุมอย่างที่เคยเห็นในการประท้วงทั่วไปแล้ว การประท้วงครั้งนี้ยังมีการเปิดเพลง K-pop ที่มีความหมายเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เพื่อปลุกใจผู้ประท้วง รวมถึงเพลงอื่น ๆ ที่มีจังหวะสนุกสนานเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศการประท้วงอีกด้วย อาทิ เพลง Into The New World –  Girls’ Generation 

มหากาพย์ NewJeans เมื่อเจ้ากรรมนายเวรมาในรูปแบบค่ายเพลง

จากเรื่องราวความขัดแย้งระหว่าง บังชีฮยอก ผู้ก่อตั้งและโปรดิวเซอร์จากค่าย Hybe Corporation กับ มินฮีจิน อดีต CEO ของค่าย Ador (ซึ่งเป็นค่ายลูกในเครือ Hybe) ได้ปะทุขึ้นกลายเป็นสงครามการเมืองในวงการ K-pop ที่ร้อนแรงมาตั้งแต่ต้นปี การปะทะครั้งนี้ลุกลามจนนำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายแรงงานสำหรับไอดอลและแรงงานทุกประเภท และยังคงไม่มีทีท่าจบลงง่าย ๆ ด้วยพลังของเด็กสาว 5 คน จุดเริ่มต้นของความไม่เป็นธรรม หากจะสรุปให้สั้น เรื่องราวทั้งหมดนี้เริ่มจากในเดือนเมษายน บังชีฮยอกอ้างว่าฝั่ง Hybe ตรวจออดิทบริษัท ador แล้วพบหลักฐานว่ามินฮีจิน ขายความลับบริษัทและส่อแววดังแล้วจะแยกค่าย ador ออกมาตั้งตัวเป็นอิสระ เพราะในตอนแรก ador เป็นค่ายลูกที่ Hybe ถือหุ้น 100% และพอ NewJeans ประสบความสำเร็จ Hybe จึงปล่อยให้มินฮีจินซื้อหุ้น 18% และรายอื่นอีก 2% แต่มินฮีจินก็ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวโต้กลับว่าไม่เป็นความจริง พร้อมเปิดประเด็นโต้เถียงใหม่ขึ้นมาอีก บังชีฮยอก – ผู้บริหาร Hybe มินฮีจิน NewJeans ด้วยปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ในระหว่างนี้ ฝั่ง Hybe พยายามปลด มินฮีจิน ออกจากตำแหน่ง CEO ทั้งการยื่นเรื่องไปยังชั้นศาล ไล่คนสนิทของเธออก ก่อนเธอจะลาออกด้วยความไม่เต็มใจในเวลาต่อมา และเป็นจุดเริ่มต้นให้ NewJeans เริ่มรู้สึกว่าพวกเธอกำลังถูกกลั่นแกล้งในที่ทำงาน หลังจากมินฮีจินลงจากตำแหน่งได้เพียงสองสัปดาห์ ในวันที่ 11 กันยายน NewJeans เปิดช่องยูทูบใหม่เพื่อมาไลฟ์ชี้แจงว่าพวกเธอได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ วิดีโอตอนที่พวกเธอเป็นเด็กฝึกก็ถูกเปิดเผยโดยพละการ พร้อมเรียกร้องให้ค่าย Hybe เลิกกดดันมินฮีจินและให้เธอกลับมาเป็น CEO อีกครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้ว หากค่ายเพลงประสบปัญหา ศิลปินมักจะถูกสั่งให้เก็บตัวเงียบ การไลฟ์ครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความกล้าหาญอย่างมากสำหรับเด็กสาวอายุเพียง 20 ปี ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล แต่ยังลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเธอรัก หากนับว่า Attention เพลงเดบิวต์ในปี 2022 ของ NewJeans เป็นคลื่นลูกใหม่ของ K-pop เจน

‘หมูเด้ง’ ติดอันดับ ‘บุคคลเทสดีแห่งปี’ ของ ‘The New York Times’

มันจะไปจบตรงไหนล่ะเนี่ย!! ล่าสุด “หมูเด้ง” ซุปตาร์แห่งสวนสัตว์เขาเขียว ผงาดไปคว้ารางวัล “The 63 Most Stylish People of 2024” หรือ “63 คนที่เทสดีที่สุดประจำปี 2024” ใช่แล้ว… อ่านไม่ผิด รางวัลนี้มอบให้สำหรับ “บุคคลเทสดีแห่งปี” แต่ปรากฏว่ามีฮิปโปแคระสุดคิ้วต์จากประเทศไทย โดดเด้งขึ้นไปติดอันดับกับเขาซะด้วย ไหงเป็นงั้นไปได้ล่ะเนี่ย? หรือว่าหมูเด้งจะกลายเป็นดาราไปแล้วจริงๆ โดยสื่อชื่อดังสัญชาติอเมริกา ผู้เป็นตัวต้นเรื่องให้เหตุผลว่า ไม่ว่าจะคน สิ่งของ หรือคาแรคเตอร์ต่างๆ ล้วนทำให้เราพูดคุยเกี่ยวกับเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ มีมุมมอง ขบคิดเกี่ยวกับวิถีแห่งชีวิต หรือแนวทางการแสดงออกถึงตัวตน ดังฉะนั้น ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของ หรือตัวอะไรก็ตาม ย่อมส่งผลต่อสไตล์ของเรา ไม่ว่าจะสไตล์การแต่งตัว หรือสไตล์การใช้ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่ “น้องหมูเด้ง” เองก็ด้วย จริงไหม? หืออ จริงหรอ อะ เอางั้นก็ได้ จริงก็จริง ความหมายของ “Most Stylish People” ของเขา น่าจะประมาณนั้นแหละ แต่ต้องบอกก่อนว่า The New York Times เขาไม่ได้เรียงแบบจัดอันดับ ทั้งนี้ ข้อความอธิบายการคว้ารางวัลของหมูเด้งก็คือ “น้องชอบสวบ น้องเกรี้ยวกราด แต่น้องเอาชนะใจคนได้ทั้งโลก” ซึ่งบุคคลที่ถูกจัดให้อยู่ระดับเดียวกันนั้นมีทั้ง Beyoncé ศิลปินสาวที่คัมแบคมาในปีนี้ด้วยอัลบั้ม Cowboy Carter ซึ่งเธอมาพร้อมชุดแฟชั่นคาวบอยแบบตะวันตก โดยที่สื่อบางเจ้าพาดหัวว่า หมวกสีขาวทรงสูงที่เธอสวมใส่ ไม่ใช่หมวกคาวบอยแต่อย่างใด แต่กลายเป็น “หมวกบียอนเซ่” ไปซะแล้ว รวมไปถึง นักกีฬายิงปืนจากเกาหลีใต้นามว่า Kim Yeji ที่เอี้ยวคอเหนี่ยวไกจนเป็นไวรัลไปทั่วโลก จากความเฟียสของเธอที่ราวกับถอดแบบมาจากซีรี่ส์เกาหลี ยังไงยังงั้น นอกจากนี้ยังมี “แม่น้ำแซน” ลำน้ำสำคัญประจำเมืองปารีส ที่ถูกใช้เป็นสถานที่หลักในการจัดพิธีเปิดโอลิมปิกเมื่อกลางปีที่ผ่าน นี่ก็ติดอันดับกะเขาด้วย จะว่าไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เสียทีเดียว เพราะเมื่อปีก่อนยังเคยมี “แมลงสาบในงาน Met Gala 2023” ติดอันดับ “บุคคลเทสดีแห่งปี

การเมืองดี ปากท้องดี มี Soft Power: คุณค่าประชาธิปไตย ทำให้ Soft Power ไม่ใช่ฝัน

ในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา เกาหลีใต้สถาปนาตนขึ้นเป็นชาติมหาอำนาจของโลกได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยยุทธการ Soft Power ที่ไม่ว่าใครก็ต่างเหลียวมอง พลางจับจ้องความเคลื่อนไหวต่างๆ อยู่เสมอ แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป ทุกชาติในโลกล้วนมีวัฒนธรรมเป็นทุนทรัพย์ไม่ต่างกัน แต่ทว่าการที่เกาหลีใต้สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแห่งโลกตะวันออกได้ (โดยเฉพาะยิ่งหลังจากเสียหายมหาศาลมาจากสงคราม) คงต้องกล่าวว่าปัจจัยสำคัญคือ เสถียรภาพและความแข็งแรงทางประชาธิปไตยที่หยั่งรากลึกลงไปในค่านิยมคนเกาหลี เรื่องนี้คงต้องย้อนความกลับไปหลังจากยุคสงคราม เกาหลีใต้ถูกปกครองในระบอบเผด็จการมานานเป็นสิบๆ ปี จนเมื่อค.ศ. 1987 จึงเกิดการประท้วงครั้งใหญ่โดยฝ่ายประชาชน ทำให้ชนชั้นปกครองจำต้องกลายสภาพมาเป็นประชาธิปไตยในที่สุด  แต่ก็แน่ล่ะ เส้นทางของปวงชนมักไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ย่อมแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและหยดน้ำตา ผนวกกับความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดีกว่า ด้วยเหตุนี้ทำให้หลักคิดที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” จึงกลายเป็นสิ่งที่คนเกาหลีหวงแหน ดังนั้น ระบอบที่คนเท่ากันจึงลงหลักปักฐานในแผ่นดินเกาหลีได้อย่างมั่นคงในระยะต่อมา หนึ่งในรูปธรรมที่เห็นได้ชัดคือการมีส่วนร่วมผ่านการชุมนุมเรียกร้องในกรณีต่างๆ อาทิเช่น ประท้วงเรียกร้องสิทธิแรงงานปี 1997, ประท้วงต่อต้านนักการเมืองคอร์รัปชันในปี 2000, ประท้วงต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศปี 2002 และการประท้วงประเด็นอื่นๆ ที่มีให้เห็นอยู่ไม่ขาด ทั้งยังไม่ต้องเอ่ยถึงการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกในหลายยุค หลายสมัย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ความตระหนักในคุณค่าประชาธิปไตยของชาวเกาหลีใต้พัฒนามาตลอด และโดยเฉพาะหากเกิดปัญหาขึ้น วิธีแก้ปัญหาก็เป็นไปตามครรลองที่ชอบธรรมตามวิถีแห่งปัจจุบันขณะ พร้อมกันนั้นก็พึงสังวรว่าไม่ควรย้อนกลับไปที่เก่า ทำนองว่าไม่ควรแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยการกลับไปใช้เกวียน อะไรอย่างงั้น  การมีส่วนร่วมของประชาชนนี้ ยังถ่ายทอดผ่านระบบที่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา ทั้งประธานาธิบดี และรัฐสภา ซึ่งแสดงออกผ่านประสิทธิภาพทางนิติบัญญัติ  แน่นอน แม้ว่าการเมืองภายในของเกาหลีใต้อาจมีความฟอนเฟะอยู่บ้าง เช่น การโกงกิน ติดสินบน ความขัดแย้งรุนแรง กระทั่งเรื่องความไม่เท่าเทียมทางเพศ และการกดขี่ในอุตสาหกรรมบันเทิง แต่กระนั้นก็ตาม เห็นได้ชัดว่า สังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งมอบพื้นที่แห่งการวิพากษ์ ได้ช่วยยกระดับคุณภาพการปกครองของเกาหลีใต้ขึ้นไปอีกขั้น แล้วก็เช่นกัน เมื่อการเมืองนิ่ง ประเทศก็โตได้อย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานที่มั่นคงแข็งแรง อุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีมูลค่าสูงอยู่ก่อนแล้ว ก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นไปอีก อุตสาหกรรมขนาดกลางก็กลายมาเป็นขนาดใหญ่ ทำให้หลังจากนั้น มูลค่าทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ทะยานขึ้นไปติด 10 อันดับแรกของโลกในปี 2021  รวมถึงก่อนหน้านั้นที่ได้เข้าร่วมองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD อีกทั้งยังเข้าไปเป็นสมาชิกของ G-20 ในเวลาต่อมา ซึ่งการมีบทบาทในเวทีระดับโลกดังกล่าว ส่งผลต่อภาพลักษณ์ประเทศที่ทันสมัย เจริญก้าวหน้า ขณะเดียวกันก็สร้างอิทธิพลต่อประเทศในกลุ่มอาเซียน ทั้งทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ที่พัฒนาขึ้นมา ยังได้เป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญระดับโลกอยู่เป็นระยะๆ อาทิ โอลิมปิกฤดูหนาว 2018,  G20 Seoul

ต้มยำกุ้ง แซ่บขนาดนี้ จะซอฟต์ (พาวเวอร์) อีกได้ยังไง ?

กุ้งตัวโตหลังงอสวยลอยในน้ำซุปสีส้มสดจากพริกเผาหอมกลิ่นตะไคร้ ใบมะกรูด รสชาติจัดจ้านทั้งหวาน เปรี้ยว เผ็ดปรุงรสผสมผสานกันอย่างลงตัว เป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ “ต้มยำกุ้ง” เมนูอาหารไทยล่าสุดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็ยมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ในการประชุมคณะกรรมการว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 ที่กรุงอาซุนซิออน สาธารณรัฐปารากวัย ในวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา (ตามเวลาไทย) ยูเนสโกยก ต้มยำกุ้ง ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ นับได้ว่าเป็นมรดกไทยชิ้นที่ 5 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามหลังโขน, การนวดไทย, โนรา และเทศกาลสงกรานต์ที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ พร้อมเป็นตัวแทนเมนูเด็ดที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตคนไทยตั้งแต่อดีตที่ผูกพันกับธรรมชาติ สมุนไพรใกล้ตัว กุ้งน้ำจืดในแม่น้ำริมคลอง รวมถึงกระบวนการปรุงที่ประณีต ใส่ใจในเรื่องอาหาร ตลอดจนปัจจุบันที่ถึงแม้จะไม่ต้องลงไปจับกุ้งเองแล้ว แต่ความพรีเมียมของกุ้งก็บ่งบอกจึงความใส่ใจได้ดี การที่ต้มยำกุ้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกที่จับต้องไม่ได้ในเวลานี้ ต้องบอกเลยว่าคงจะไม่มีจังหวะไหนถูกกาละและเทศะไปมากกว่านี้ เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สานต่อซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารไปอีกขั้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้วหลายประเทศว่า อาหารเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถขับเคลื่อนซอฟต์ พาวเวอร์ของประเทศได้เป็นอย่างดี อาทิ เกาหลี ใช้อาหารในซีรีส์เกาหลีเป็นวัตถุดิบหลักเชิญชวนให้คนดูอยากกินตาม ไม่ว่าจะ กิมจิ รามยอนในหม้อทองเหลือง ไก่ทอดกับเบียร์ หรืออย่างที่จีนเสิร์ฟเหมาไถ – เหล้าไป๋จิ่วขึ้นชื่อบนโต๊ะประชุมนานาชาติให้ผู้มาเยือนได้ดื่มด่ำวัฒนธรรมการร่ำสุราแบบจีนที่ไม่เหมือนใคร รามยอน เหมาไถ พอลองหาข่าวอ่านดู ก็พบว่าทางกระทรวงวัฒนธรรม  ก็มีแนวทางการส่งเสริมและต่อยอดตามนโยบายของรัฐบาลไว้บ้างแล้ว เช่น  ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงสอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง รวมถึงยังวางแผนเพิ่มให้ ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูอาหารจานเด็ดจานหลักที่ต้องกินเมื่อมาเที่ยวเมืองไทย อีกทั้งยังเพิ่ม ต้มยำกุ้ง ให้เป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ พร้อมชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวร่วมจัดแคมเปญพิเศษกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง “เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของต้มยำกุ้ง” แต่ถ้ามาถึงจุดนี้มันก็ดูจะย้อนแย้งหน่อย ๆ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้านอกจาก “ส้มตำ” แล้ว ก็มี “ต้มยำกุ้ง” นี่แหละที่เป็นเมนูประจำชาติไทยที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะด้วยความที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูเผ็ดร้อน รสชาติจัดจ้านที่ต้องลองมากินที่ไทยจริง ๆ สักครั้ง โด่งดังไปจนถึงขั้นในบางประเทศมักมีขนมรสต้มยำกุ้งอยู่บนชั้นอยู่แล้ว ตลอดจนในพจนานุกรม  Oxford English Dictionary (OED) เองก็ยังมีคำนี้อยู่แล้ว และอีกส่วนก็คงเป็นเพราะภาพยนตร์เจ้าของประโยคเด็ด ช้างกูอยู่ไหน อย่างเรื่องต้มยำกุ้งที่พี่จาพนมออกเดินทางตามหาช้างไปจนถึงร้านอาหารในต่างประเทศที่ชื่อว่าร้าน ต้มยำกุ้ง จนกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งออกภาพจำความเป็นไทยผ่านการให้ความสำคัญกับช้าง พร้อมสอดแทรกศิลปะการต่อสู้ไทยอย่างมวยคชสาร และแอบใส่กิมมิคเล็ก ๆ ผ่านชื่อร้านอาหารด้วย ต้มยำกุ้ง ทำให้เป็นกระแสต้มยำกุ้งฟีเวอร์กันอยู่พักหนึ่ง กล่าวโดยสรุป

ในวันที่เหนื่อยล้า ยังมี DAY6 เยียวยาใจ #DAY6INBKK2024

มีคนเคยพูดว่า “ในชีวิตนี้ควรไปคอนเสิร์ต DAY6 สักครั้ง ”  ไม่ว่าคุณจะเป็น My Day (แฟนคลับ DAY6) หรือแฟนเพลง ทำให้ในฐานะแฟนเพลง นั่นคือความฝันหนึ่งที่เราทำให้เกิดขึ้นจริงได้แล้ว ห่างหายไปนานกว่า 5 ปี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน – 1 ธันวาคมที่ผ่านมา DAY6 ได้ฤกษ์งามยามดี กลับมาหาแฟนเพลงชาวไทยอีกครั้งใน DAY6 3RD WORLD TOUR < FOREVER YOUNG > in BANGKOK และคงไม่ต้องบอกว่าเหล่าแฟนคลับและแฟนเพลงคิดถึงพวกเขาขนาดไหน หากเทียบจากเสียงร้องเพลงของแฟนเพลงที่ดังลั่นไปทั่ว ยูโอบี ไลฟ์ ที่ เอ็มสเฟียร์ ขอแค่มีเพียง DAY6 ยืนอยู่บนเวที ทุกคนพร้อมใจส่งเสียงไปหา Instagram: @day6kilogram Only DAY6 can be my ‘Healer’ “หวังว่าเพลงที่เราได้ร้องออกไป  จะถูกจดจำเป็นช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ที่จะคงอยู่ตลอด เพราะวัยเยาว์อันเจิดจรัส ยังมีที่สิ้นสุด หนึ่งหน้ากระดาษของเราจึงยิ่งงดงาม”  คงจะไม่เกินจริง ถ้าจะพูดว่า โตมากับ DAY6 เพราะท่วงทำนองทุกจังหวะของ DAY6 ช่างบังเอิญตรงกับจังหวะชีวิตของผู้คนอย่างน่าประหลาดใจ ไล่ไปตามเซ็ตเพลงที่ถูกจัดขึ้นมาอย่างตั้งใจ ตั้งแต่ช่วงเปิดเรียกเอนเนอร์จี้ย้อนวันวานอันสดใสไปกับ Best part / Better Better / Healer / Time of our life ก่อนจะเข้าสู่ช่วงอินเลิฟตกหลุมรักผ่านเพลง She smiled / How to love / Pouring / Say wow ต่อด้วยเพลงอกหักประจำชาติไทยสาขาเกาหลีทั้ง You were beautiful / I loved you / Letting

ออเนอร์ กรุ๊ป เปิดตัว “Once Wongamat” โครงการคอนโดมิเนียมหรูไอคอนใหม่แห่งพัทยา

ออเนอร์ กรุ๊ป (Honour Group) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในพัทยา และมีชื่อเสียงด้านความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการที่หลากหลาย ประกาศเปิดตัว “Once Wongamat” (วันซ์ วงศ์อมาตย์) โครงการคอนโดมิเนียมสุดหรูแห่งใหม่ในพัทยา ชูคอนเซปต์ “Reserve the Rarest, Deserve the Finest” ผสานความหรูหราและความยั่งยืนอย่างลงตัว กางแผนกลยุทธ์ดึงดูดกลุ่มไฮเอนด์ที่มองหาที่พักในเมืองตากอากาศ พร้อมการลงทุนบนทำเลทองของพัทยาที่มูลค่าพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ทั้งด้านการอยู่อาศัยและการลงทุน ตั้งเป้าขายหมด 548 ยูนิตภายในต้นปี 2572 โครงการ “Once Wongamat” เป็นผลงานการพัฒนาล่าสุดของ ออเนอร์ กรุ๊ปต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ HILTON X ONCE PATTAYA โดยได้พัฒนาโครงการฯ ต่อเนื่องบนที่ดินกรรมสิทธิ์ซื้อขาด ซึ่งนับเป็นโอกาสที่หายาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ในพัทยาเหนือเป็นที่ดินเช่า ทำให้โครงการฯ นี้มีคุณค่าทางการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ตั้งอยู่ในทำเลเด่นย่านพัทยาเหนือ ใกล้วงเวียนปลาโลมา สถานที่ที่ถือเป็นจุดแลนด์มาร์ค รายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้า โรงแรมระดับห้าดาว และร้านอาหารชื่อดังมากมาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและครบครัน ด้วยความลงตัวระหว่างบรรยากาศเมืองและธรรมชาติ ในทำเลที่สะดวกต่อการเดินทาง ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 8,000 ล้านบาท “Once Wongamat” กำลังจะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ในพัทยา ด้วยอาคารสูง 239 เมตร จำนวน 56 ชั้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอาคารที่สูงที่สุดในเมืองพัทยา โครงการนี้ประกอบด้วยยูนิตทั้งหมด 548 ยูนิต พร้อมวิวทะเลแบบพาโนรามาที่ครอบคลุมทั้งหาดวงศ์อมาตย์และหาดพัทยา ผสมผสานบรรยากาศธรรมชาติอันสงบเงียบเข้ากับความมีชีวิตชีวาของเมือง คุณธิดา เชิดสุริยา ประธานกรรมการ ออเนอร์ กรุ๊ป เผยว่า “Once Wongamatไม่ใช่แค่โครงการคอนโดมิเนียม แต่เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการใช้ชีวิตและเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณค่าในระยะยาว โครงการนี้รวมความหรูหราระดับโลกเข้ากับการออกแบบเชิงชีวภาพ (Biophilic Design) ที่เชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติ พร้อมด้วยทำเลที่หายากบนที่ดินแบบฟรีโฮลด์ ทำให้ Once Wongamat เป็นโครงการที่มีศักยภาพสูงสำหรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุนซึ่งเป้าหมายของเรร์าคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตของเมืองพัทยาให้เป็นศูนย์กลางที่ทันสมัย โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของออนเนอ กรุ๊ป ในการสร้างสรรค์อสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืน มีคุณค่า และตอบโจทย์อนาคต” Biophilic Design: ความหรูหราที่ผสานความยั่งยืนอย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยแนวคิด “Tropical Paradise

“อู่เหลียงเย่” สานตำนานเมรัยพันปี เปิดวัฒนธรรมร่ำสุรา เชื่อมสัมพันธ์ซอฟต์พาวเวอร์ไทย-จีน

ในซีรีส์จีน เรามักเห็นภาพการดื่มสุรา “ไป๋จิ่ว” หรือสุราขาวที่เป็นเอกลักษณ์แห่งเมืองจีน แม้ในปัจจุบันจะไม่มีการดื่มจากไหแบบดั้งเดิมแล้ว แต่ประเพณีการดื่มไป๋จิ่วยังคงสืบทอดต่อมาอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตการรับประทานอาหารแบบโต๊ะกลมของคนจีน ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงฉลอง การต้อนรับแขก หรือพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไป๋จิ่วได้กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการสร้างความสัมพันธ์อันดี และเมื่อเปิดไป๋จิ่วคุณภาพสูง โดยเฉพาะในจำนวนขวดที่เท่ากับจำนวนผู้ร่วมโต๊ะ ยิ่งสะท้อนถึงการแสดงความเคารพและความใส่ใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ในธรรมเนียมการดื่ม ฝั่งเจ้าภาพจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวต้อนรับสามครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้ง ทุกคนบนโต๊ะจะต้องยกจอกดื่มจนหมดเพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าภาพ จากนั้น เจ้าภาพจะเดินชนแก้วทักทายแขกแต่ละคนจนครบทุกคนที่ร่วมโต๊ะ โดยปากแก้วของผู้อาวุโสจะต้องอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเสมอ หลังจากพิธีการนี้ หากเจ้าภาพหรือแขกคนใดต้องการสนทนาต่อก็สามารถชนแก้วทักทายเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไป๋จิ่วส่วนใหญ่มีดีกรีค่อนข้างสูงอยู่ระหว่าง 35-52 ดีกรี การดื่มจึงมักจำกัดปริมาณในจอกเล็ก ๆ และเน้นความอบอุ่นของการพูดคุยบนโต๊ะอาหารเป็นสำคัญ ด้วยเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นนี้ รัฐบาลจีนจึงเข้ามาจับมือกับโรงผลิตสุราท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้ไป๋จิ่วไปสู่ระดับโลก นำไป๋จิ่วขึ้นโต๊ะประชุมทางการเมืองระหว่างประเทศหลากหลายครั้ง พร้อมส่งต่อวัฒนธรรมการดื่มจีนให้ไหลผ่านไปหาผู้คน ซึ่งอู่เหลียงเย่ – หนึ่งในแบรนด์ไป๋จิ่วระดับพรีเมียมที่อยู่คู่กับชาวจีนมานานกว่า 700 ปีก็เป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญในครั้งนี้ อู่เหลียงเย่ มีความหมายตรงตัวว่า ธัญพืช 5 ชนิด ซึ่งได้แก่ ข้าว, ข้าวฟ่าง, ข้าวสาลี, ข้าวโพด และข้าวเหนียวที่ผ่านกระบวนการหมักและกลั่นแบบดั้งเดิม จนได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์  โดยจะถูกผลิตขึ้น ณ เมืองอี๋ปิน ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งสุราของจีนที่มีกระบวนการผลิตไป๋จิ่วมานานกว่าพันปี จนได้รับการยกย่องจากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ว่าเป็นแหล่งผลิตที่เหมาะสมที่สุด ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ควรค่าแก่การส่งต่อวัฒนธรรม  ในปี 2023 ที่ผ่านมา อู่เหลียงเย่ ติดอันดับเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับโลกหลายครั้ง อาทิ 500 Brand Finance Global 2023, Global Top 50 Most Valuable Spirits Brands 2023, China’s 500 Most Valuable Brands 2023 และ 500 แบรนด์ยอดเยี่ยมของเอเชียจาก World Brand Lab ติดต่อกันเป็นปีที่ 19 และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับการประเมินสูงสุดในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ทำให้อู่เหลียงเย่กลายเป็นหนึ่งในไป๋จิ่วที่มีมูลค่าแบรนด์อยู่หัวตารางมาทุกปี แต่อย่างไรก็ตาม