Skip links

Global Attraction

MA-RE-DESIGN เมื่อการแก้ปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ ‘ทางรอด’ ทางเศรษฐกิจของไทย

ท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาหนึ่งที่ทวีความรุนแรงและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกคือ “มลพิษจากพลาสติก” ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุชัดเจนว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกกว่า 11 ล้านตัน และหากไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาด ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2040 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นว่า เรามีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี และร้อยละ 18 ของขยะเหล่านั้นคือ “พลาสติก” ภาพจำของการแก้ปัญหาขยะในอดีตมักจบลงที่การรณรงค์ให้คนทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือการจัดกิจกรรมเก็บขยะริมหาด ทว่าในความเป็นจริง “การจัดการปลายทาง” ไม่เคยไล่ตามความเร็วของการผลิตและการบริโภคได้ทัน นี่จึงเป็นที่มาของงานปิดโครงการ MA-RE-DESIGN (การลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีรีตองเพื่อฉลองความสำเร็จของโครงการระยะเวลา 3 ปีกว่า (ต.ค. 2565 – กลางปี 2569) ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี แต่เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาแบบเดิม สู่การวางระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) อย่างแท้จริง 1. รื้อโครงสร้าง Linear Economy: จาก “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” สู่ระบบ “ความรับผิดชอบ” บทวิเคราะห์ประการแรกที่เห็นได้ชัดจากโครงการนี้ คือความพยายามในการรื้อถอนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่ยึดหลัก Take-Make-Dispose (ผลิต-ใช้-ทิ้ง) คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ ได้เน้นย้ำถึงหลักการ Waste Hierarchy (ลำดับขั้นการจัดการขยะ) ที่กำหนดให้การ “หลีกเลี่ยง” (Avoid) และ “การใช้ซ้ำ” (Reuse) เป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด รองลงมาคือการ “รีไซเคิล” (Recycle) ส่วนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to
Tags

ทำไมกินเจ ต้องน่าหวาดเสียว? พิธีกรรมระหว่างร่างกาย จิตวิญญาณ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทุกปี เมื่อถึงเทศกาล “กินเจ” หรือบางแห่งเรียกว่า “ถือศีลกินผัก” นอกจากธงสีเหลืองอร่ามที่แพร่สะพัดโดยทั่วแล้ว ในโลกออนไลน์ก็มักจะมีภาพบางส่วนของประเพณีที่ “น่าหวาดเสียว” แพร่สะพัดไปตามช่วงเทศกาล ซึ่งคนที่ไม่คุ้นเคยกับประเพณีดังกล่าวก็อาจตั้งคำถาม ตามหาเหตุผล ตลอดจนแสดงความเห็นไปในเชิงลบ ว่าปรากฏการณ์มันคืออะไรกัน?  ซึ่งบทความนี้จะมีคำตอบให้หรือไม่? ก็คงต้องลองอ่านดูก่อน…   เดิมทีแล้ว หลักฐานที่มาของเทศกาลกินเจในประเทศไทยนั้นค่อนข้างคลุมเครือ ไม่เป็นที่แน่ชัดนัก เนื่องจากเทศกาลนี้ไม่ได้เป็นที่นิยมในจีนแผ่นดินใหญ่แต่อย่างใด ทว่าชาวจีนที่อพยพมายังประเทศไทยนี่เอง ที่นำเอาความเชื่อเรื่องการ “ถือศีลกินผัก” เดินทางข้ามแผ่นดินมาถึงสยาม เริ่มต้นจากทางตอนใต้ของบ้านเรา ในช่วงศตวรรษที่ 13 และ 14 ชาวจีนโพ้นทะเลหลายรายย้ายถิ่นฐานเข้ามา และบังเอิญพบแร่ดีบุกเข้า จึงปักหลักทำเหมืองแร่บริเวณตอนใต้ที่ขณะนี้เป็นของประเทศไทย และว่ากันว่า บรรพบุรุษแดนมังกรกลุ่มนี้ อาจจะเป็นกลุ่มที่นำพาธรรมเนียมการ “กินเจ” เข้ามาเป็นกลุ่มแรกๆ ก็อาจจะเป็นได้  แล้วการปฏิบัติตนอยู่ในศีล กลายเป็นแบบที่เราเห็นได้ยังไง? หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ จังหวัดภูเก็ต ซึ่งใช้คำเรียกประเพณีว่า “ถือศีลกินผัก” โดยมีคำบอกเล่าว่า เมื่อ พ.ศ. 2368 คณะงิ้วเร่จากเมืองจีน เดินทางมายัง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ซึ่งขณะนั้นกำลังเผชิญกับไข้ป่าระบาด คณะงิ้วจึงประกอบพิธีบวงสรวงตามความเชื่อของตน รักษาศีล-กินเจ หลังจากนั้นโรคร้ายก็หายไปจากชุมชน ชาวบ้านจึงพากันยึดถือศรัทธาตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการกินเจหรือบวงสรวงเทพเจ้า นับตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลา 200 ปีพอดี ประเพณีดังกล่าวนับว่าสะท้อนสังคมพุทธแบบไทย ซึ่งบางแห่งมีลักษณะเป็น “พุทธพหุเทวนิยม” คือมีความเชื่อในองค์เทพหลายองค์ มีการบูชาบรรพบุรุษ มีเจ้าเข้าทรง รวมถึงเทพพื้นบ้านต่างๆ ที่มีมาแต่เดิม ทำให้เกิดเป็นความเชื่อที่ผสมผสาน โดยความเชื่อที่อยู่ใน “ม้าทรง” นั้นมีอยู่ว่า ขณะประกอบพิธี ม้าทรงจะมีเทพเจ้าประทับร่างอยู่ และมีพิธีกรรมเกี่ยวกับร่างกาย ใช้ของปลายแหลม, เดินลุยไฟ ฯลฯ ทั้งหมดเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่อาจส่งผลต่อผู้คนหรือชุมชน และเชื่อว่าผู้ที่ประกอบพิธีกรรมเหล่านี้ ได้รับเคราะห์ร้ายต่างๆ ไว้แทนคนทั้งเมืองแล้ว  ลักษณะดังกล่าว จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนความหลากหลาย ทั้งในกลุ่มชนและความเชื่อ ซึ่งผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมไทยได้เป็นอย่างดี  ท้ายที่สุดแล้ว เทศกาลกินเจจึงเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของความพยายามที่จะเชื่อมโยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ากับความเปราะบางของชีวิต เราอาจมองเห็นพิธีกรรมอันน่าหวาดเสียว หรือความศรัทธาที่ดูเข้มข้น แต่หากมองลึกลงไป มันคือกลไกของสังคมที่พยายามหาความหมายบางอย่างท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต การกินเจจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของอาหารหรือศีลเท่านั้น หากยังเป็นการตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และสิ่งที่เรามองไม่เห็น สิ่งที่แม้เวลาผ่านไปสองศตวรรษ ก็ยังคงทำให้ผู้คนอยากเข้าใจ ทั้งเข้าใจในเหตุผลของความเชื่อ

พุทธะ-พาวเวอร์ อำนาจแห่งศรัทธา : เมื่อพุทธศาสนากลายเป็น Soft Power ของเอเชีย

ในทศวรรษที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันอันเข้มข้น ไม่เพียงแต่อาวุธหรือเศรษฐกิจเท่านั้นที่ถูกนำมาใช้ หากแม้แต่ “ศรัทธา” ก็กลายเป็นพลังสำคัญบนเวทีระหว่างประเทศด้วยเช่นกัร และพุทธศาสนาก็คือหนึ่งในมรดกล้ำค่าที่กำลังถูกช่วงชิงความเป็นใหญ่โดยสองมหาอำนาจแห่งเอเชีย ระหว่างอินเดียและจีน โดยอินเดียยืนหยัดประกาศตัวว่าเป็น “ถิ่นประสูติของพระพุทธเจ้า” เมืองพุทธคยาและสถานที่แสวงบุญอื่นๆ ถูกจัดเป็นเส้นทางโปรโมตสำหรับการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ ประกอบกับการให้ยืมพระบรมสารีริกธาตุไปยังประเทศต่างๆ เช่น ไทยและเวียดนาม รวมถึงความสัมพันธ์กับองค์ทะไลลามะ ที่ยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักทางจิตวิญญาณให้แก่การทูตของอินเดีย ในอีกฟากหนึ่ง จีนเลือกเชื่อมพุทธศาสนาเข้ากับยุทธศาสตร์หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง(Belt and Road Initiative) ซึ่งมีทั้งการจัดประชุมนานาชาติ ฟื้นฟูสถานที่แสวงบุญ และเข้าไปสัมพันธ์กับชุมชนเถรวาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแนบแน่น เช่น การช่วยบูรณะวัดในศรีลังกา เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและลดความขัดแย้งในท้องถิ่นต่อโครงการที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานของจีน ขณะเดียวกันก็มีบทบาทและอ้างอำนาจในสถาบันสำคัญทางพุทธศาสนาของทิเบต กล่าวคือ ใช้พุทธศาสนาเป็นทั้ง Soft Power และ Sharp Power เพื่อจุดประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ การขับเคี่ยวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม หรือเผยแพร่ธรรมะปรัชญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการต่อสู้ทางสัญลักษณ์เพื่อช่วงชิงอำนาจนำเชิงวัฒนธรรมและความชอบธรรมทางจิตวิญญาณ แต่ละก้าวของการทูตเชิงศาสนา จึงสะท้อนแรงดึงรั้งทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างละเอียดอ่อน ภาพที่เราเห็นจากการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุในไทย หรือการจัดงานประชุมพุทธศาสนาที่ปักกิ่งและนิวเดลี อาจเต็มไปด้วยหมู่มวลแห่งความศรัทธาและการแลกเปลี่ยนทางจิตวิญญาณ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็คือการชิงพื้นที่ และความหมายทางวัฒนธรรม รวมถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อศาสนาถูกนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์ ก็ย่อมเสี่ยงที่จะทำให้มรดกอันศักดิ์สิทธิ์ถูกลดทอนเหลือเพียงเครื่องมือทางอำนาจ วัตถุโบราณอาจถูกมองเป็นเพียงของจัดแสดง การแสวงบุญอาจกลายเป็นเวทีโฆษณาชวนเชื่อ  แต่ในอีกมุมหนึ่ง หากการทูตเชิงศาสนาก็มีศักยภาพที่จะกลายเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างประเทศ และสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งความเมตตา ความเข้าใจ และสันติภาพ อันเป็นคุณค่าที่โลกสมัยใหม่กำลังโหยหา ท้ายที่สุด การทูตเชิงพุทธจึงไม่ควรถูกจำกัดเพียงการสร้างภาพลักษณ์ของรัฐชาติ หากควรเป็นพื้นที่ในการส่งเสริมคุณค่าที่พุทธศาสนาถือเป็นแก่นศรัทธา และเปลี่ยนศรัทธาให้เป็นพลังเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าใจกันและกัน แทนที่จะกลายเป็นเชื้อเพลิงของการแข่งขัน … อ้างอิง :  https://asiatimes.com/2025/08/hard-rivalry-for-buddhisms-soft-power/# https://is.muni.cz/th/rlt1p/ChinaBuddhistSoftPower.pdf https://orcasia.org/article/179/the-role-of-buddhist-diplomacy-in-indias-soft-power https://orcasia.org/article/179/the-role-of-buddhist-diplomacy-in-indias-soft-power

พรีเมียร์ ลีก : ลีกเดียวที่มี Big Six เปิดกลยุทธ์ที่ทำให้โลกหลงรักฟุตบอลอังกฤษ

เมื่อเอ่ยถึงฟุตบอล ภาพแรกในหัวของใครหลายคนคงหนีไม่พ้น “พรีเมียร์ลีก” จากเกาะอังกฤษ แต่กว่าที่ลีกสูงสุดของแดนผู้ดีจะเป็นที่ยอมรับในฐานะ “เมืองหลวงแห่งโลกลูกหนัง” คงต้องกล่าว่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเกิดขึ้นเพียงเพราะเกมที่สนุกสนานแค่นั้น หากแต่เป็นผลลัพธ์จากการวางแผนอย่างเป็นระบบ และการขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ระยะยาว เริ่มจากโครงสร้างเรื่องการเงิน พรีเมียร์ลีกวางระบบแบ่งรายได้เป็นขั้นบันได โดยทีมที่ทำผลงานดี จบอันดับสูง หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม ก็จะได้รับส่วนแบ่งมากขึ้นตามสัดส่วน ซึ่งเงินตรงนี้ แม้แต่ทีมบ๊วยของตารางก็ยังได้รับไปถึงหลักร้อยล้านปอนด์ต่อฤดูกาลเลยทีเดียว ทั้งนี้ อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พรีเมียร์ลีกอังกฤษไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นก็คือการเปิดประตูต้อนรับบุคลากรต่างชาติให้เข้ามาทำงานได้ง่ายขึ้นผ่านมาตรการผ่อนปรนใบอนุญาตทำงาน หรือ work permit  นโยบายนี้ทำให้ลีกอังกฤษสามารถดึงดูดแข้งระดับพระกาฬได้แบบต่อเนื่อง และไม่ใช่แค่นักเตะฝีเท้าดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้จัดการทีม สตาฟฟ์โค้ช นักโภชนาการ นักกายภาพ รวมถึงทีมงานเบื้องหลังอื่นๆ และเมื่อยอดฝีมือในตำแหน่งต่างๆ ถูกดึงมารวมไว้ที่นี่ คุณภาพลีกก็ย่อมยกระดับขึ้นตามศักยภาพ ผลที่ตามมาคือการเกิดขึ้นของทีม “Big 4” อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล, อาร์เซน่อลและเชลซี ซึ่งเป็นครั้งแรกๆ ในลีกยุโรปที่มีถึง 4 สโมสรซึ่งขับเคี่ยวกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน จนปัจจุบันนี้ต้องเพิ่มเป็น “Big 6” แล้ว  แตกต่างจากลีกอื่นที่มักมีเพียงทีมใหญ่ 2-3 ทีมที่ผลัดกันลุ้นแชมป์ หนำซ้ำบางลีกของบางประเทศยังมีแค่ทีมเดียวด้วยซ้ำที่ผูกขาดความสำเร็จ แต่ทว่าลีกอังกฤษนั้นไม่เหมือนกัน เพราะยิ่งการแข่งขันสูงก็ยิ่งสนุกเร้าใจ และนั่นแหละความมันส์สะเด่าจึงบังเกิด นอกเหนือจากเรื่องในสโมสร พรีเมียร์ลีกยังลงทุนในระดับชุมชน ให้เยาวชนท้องถิ่นเข้าถึงมาตรฐานการฝึกซ้อมที่ดี สร้างแรงบันดาลใจ และความเป็นมืออาชีพ กล่าวคือ ปลูกฝังการเป็นนักเตะคุณภาพกันตั้งแต่วัยเยาว์ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ การต่อยอดสู่ตลาดโลก นับตั้งแต่การกำหนดเวลาการแข่งขันให้เหมาะกับแฟนบอลต่างทวีป โดยจะเห็นได้ว่าการแข่งขันที่เกิดขึ้นในอังกฤษ จะมีตั้งแต่เที่ยงๆ บ่ายๆ ไปจนถึงประมาณสองทุ่มเศษตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเป็นเวลาที่คำนวณมาแล้วว่า แฟนบอลในอีกซีกโลกยังสามารถรับชมได้แบบไม่ดึกจนเกินไป (เป็นห่วงเรื่องสุขภาพแฟนบอลด้วยเป็นไง) ตลอดจนการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ที่มาพร้อมคลิปไฮไลท์ประจำสัปดาห์ รวมลูกยิงสวยงามประจำปี รวมช็อตเด็ดในตำนาน อะไรประเภทนี้ เพื่อทำให้สีสันของฟุตบอลอยู่ในจอทีวีอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับสร้างเรื่องราวให้ผู้ชมในต่างแดนมีความรู้สึกร่วมตามไปด้วย หรือแม้แต่การจัดทัวร์ให้สโมสรต่างๆ กระจายไปปรีซีซั่นกันที่ทวีปอื่นๆ โดยมีนโยบายที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ในเอเชีย เพราะช่วงแรกมีข้อกำหนดว่า จะต้องมีสโมสรในพรีเมียร์ลีกไปปรีซีซั่นในเอเชียทุกๆ สองปี ซึ่งรวมไปถึงการสนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนในประเทศห่างไกลด้วย สิ่งนี้ก็ยิ่งเป็นการสร้างความผูกพัน เพิ่มฐานแฟนบอล พร้อมกันนั้นยังช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อประเทศอังกฤษ  ทั้งหมดนี้ทำให้พรีเมียร์ลีกกลายเป็นเครื่องมือ Soft Power ที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจอังกฤษ สร้างงานนับแสนตำแหน่ง นำรายได้ภาษีเข้ารัฐมหาศาล

จีนเปิดบ้านต้อนรับ Mr.Beast พร้อมผลักดัน Soft Power ยุคไลฟ์สด

ท่ามกลางความผันผวนของโลก สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน กระทั่งภาวะระส่ำระสาย การแสดงตัวด้วยความมั่นคงของประเทศมหาอำนาจอย่างจีน จึงเป็นที่น่าจับตามองในภูมิทัศน์ทาง Soft Power ของโลก อีกทั้งหลายฝ่ายยังวิเคราะห์ถึงบทบาทการเสริมสร้าง Soft Power ในเวทีโลกของประเทศจีน  เพราะนอกจากหม่าล่า รถ EV หรือเสื้อผ้า/เครื่องสำอางแล้ว หนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้คือ การใช้เซเลบในโลกออนไลน์เป็นตัวแทนสำหรับฉายภาพลักษณ์ใหม่ๆ ของมหาอำนาจฝั่งตะวันออก เห็นได้จากการมาเยือนประเทศจีนเป็นครั้งแรกของ No.1 สายสตรีมมิ่งอย่าง IShowSpeed เมื่อต้นปีที่ผ่านมา  ก่อนที่ Mr.Beast ผู้เป็น No.1 ด้านผู้ติดตาม ด้วยจำนวนกว่า 419 ล้านคนในแอปแดง จะตามมาสมทบในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี ด้วยการถ่ายทอดสดบนแพลตฟอร์มของจีน รวมถึงเปิดตัวบัญชีบนแพลตฟอร์มวิดีโอ และแอปของจีนอีกสองตัว แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งคงเป็นการขยายตลาดของเน็ตไอดอลระดับโลก เพราะอย่างที่ทราบกันคือ หน่วยงานเซนเซอร์อินเทอร์เน็ตของจีน ได้บล็อกแพลตฟอร์มระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแอปแดง หรือแอปดำ ดังนั้นชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มของจีน จึงมีโอกาสเข้าถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 1.1 พันล้านคนของประเทศจีน และเพียงแค่ประกาศว่าจะมีไลฟ์ของ Mr.Beast เกิดขึ้นในแอปดังของจีน ต่อมา หุ้นของแพลตฟอร์มเจ้าดัง ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ก็พุ่งขึ้น 7% ในเวลาต่อมาทันที  อย่างไรก็ดี จากกระแสของทั้ง IShowSpeed และ Mr.Beast ในจีน ทำให้บางฝ่ายตั้งคำถามถึงเรื่องหลังบ้านว่า รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนเพื่อมาโปรโมทประเทศหรือเปล่า? ทว่าคำกล่าวอ้างเหล่านี้ก็ไม่มีหลักฐานมายืนยันได้ เป็นเพียงคำพูดลอยๆ ที่ยังไร้น้ำหนัก (แต่ว่าประเทศจีนก็มีโครงการอื่นที่พาอินฟลูฯ ต่างชาติมาทัวร์ประเทศเพื่อโปรโมทอยู่) แต่สิ่งที่ดูจะแน่ชัดคือ ความเปิดกว้างที่มากขึ้นของประเทศจีน ตามที่ Nikkei Asia อ้างอิงคำพูดของ Mark Tanner กรรมการผู้จัดการของบริษัทวิจัยตลาด China Skinny ซึ่งกล่าวว่า  “ประเทศจีนไม่ค่อยมั่นใจใน Soft Power ของตัวเองสักเท่าไร … IShowSpeed ทำให้พวกเขาเห็นว่านี่เป็นโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ … รัฐบาลจีนจึงยินดีต้อนรับอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้ แทนการพยายามเซ็นเซอร์และคัดกรองเนื้อหา” เพราะที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายกรณีที่เกิดขึ้นภายในจีนแผ่นดินใหญ่ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือเรื่องสิทธิ-เสรีภาพ กระทั่งภาพลักษณ์เรื่องอำนาจนิยมที่ถูกถ่ายทอดออกไปยังสื่อต่างประเทศ  การรับรู้ต่อจีน โดยเฉพาะในทวีปยุโรป-อเมริกา

เมื่ออเมริกาเสียภาวะผู้นำด้าน Soft Power

แม้คนทั่วโลกจะยังดูหนังมาร์เวล ดื่มโค้ก ใส่ไนกี้ ใช้ไอโฟน หรือบริโภคสินค้าวัฒนธรรมของอเมริกากันอยู่มาก แต่นักวิเคราะห์หลายคนกลับมองว่า อเมริกาได้สูญเสียอำนาจนำทาง Soft Power ไปแล้วเรียบร้อยภายใต้การบัญชาการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หรือพูดง่ายๆ คือ อเมริกากำลังจะเสียแชมป์ในเรื่อง Soft Power มิหนำซ้ำ ตำแหน่งนี้ยังถูกยื้อแย่งโดยฝ่ายตรงข้าม เนื่องเพราะสินค้าวัฒนธรรมจากจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กระทำการรุกตลาดโลกอย่างหนัก แบรนด์ Made in China ปกคลุมไปทุกหย่อมหญ้า ปรากฏทุกระดับ รันทุกวงการ  ทว่าจุดตัดสำคัญ ไม่ใช่แค่ความนิยมในสินค้าอุปโภค/บริโภค ซึ่งมีช่วงขาขึ้น-ขาลงเป็นธรรมดา แต่ตัวตัดสินที่ชัดเจนอยู่ในองค์ประกอบอื่น ซึ่งสำคัญไม่ต่างกัน เพราะหากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว การประกอบสร้าง Soft Power ตามแนวคิดของ Joseph Nye มีแหล่งที่มาอยู่ 3 ประการคือ (1.) วัฒนธรรม (2.) ค่านิยมทางการเมือง (3.) นโยบายทางการทูต  สำหรับสหรัฐอเมริกา ประการแรกไม่ได้มีปัญหา แต่ทว่าประการที่ 2-3 นี่แหละ ที่อเมริกาภายใต้ยุคทรัมป์ 2.0 ถือว่าสอบตก เนื่องเพราะนับตั้งแต่กลับมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง โดนัลด์ ทรัมป์ก็ประกาศความแข็งกร้าวทางนโยบายอย่างไม่ลดละ ราวกับรถไฟเหาะตีลังกาที่วิ่งแล่นโดยไม่มีเบรก ทั้งการตัดลดงบ USAID ความช่วยเหลือในต่างประเทศ, ตัดงบการศึกษาวิจัย,ถอนตัวจากองค์การอนามัยโลก (WHO) , ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส รวมถึงแสดงความขึงขังทางนโยบายในต่างกรรมต่างวาระอีกหลายคราว บทบาทเหล่านี้ ในอดีตแม้จะมีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Soft Power ของอเมริกาที่สำคัญมากในห้วงที่ผ่านมา  แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว ทีนี้ ลองข้ามทวีปมาฝั่งเอเชีย จะว่าไปแล้วประเทศจีนเองก็ให้ความสำคัญกับ Soft Power มาหลายปีแล้ว ตามที่อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา กล่าวไว้ในคำแถลงการณ์ปี 2007 ใจความประมาณว่า ประเทศจีนจำเป็นต้องทำให้ตัวเองน่าดึงดูดมากกว่านี้  ซึ่งในเวลาต่อมา การทูตเชิงรุกและการมีส่วนร่วมในสถาบันพหุภาคี ทำให้ประเทศจีนมีสถานะที่ดีขึ้นในระดับนานาชาติ และถึงแม้โครงการ Belt and Road Initiative ที่มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมต่อโลก
Tags

คิง เพาเวอร์ “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก” จัดเต็มกับอภิมหาความบันเทิงตลอด 6 วันเต็ม เริ่มวันนี้ – 15 เม.ย. นี้

(10 เมษายน 2568) กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย – กทม. – ททท. และ ชุมชนย่านรางน้ำ ยกระดับความสนุกสุดขีด ชวนปักหมุดเทศกาลสงกรานต์ ที่งาน “อภิมหาสงกรานต์รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก” ยกทุก BEACH! สนุกสุดขีดให้โลกจำ คิกออฟเทศกาลสงกรานต์กับพิธีเปิดงานสุดยิ่งใหญ่ โดยได้รับเกียรติจาก คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน  พร้อมร่วมชมขบวนพาเหรด จากศิลปินและนักแสดงสุดฮอตแห่งปี เจฟ-วรกมล ซาเตอร์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ และ เอม-สรรเพชญ์ คุณากร นำทัพขบวนความสนุกสุดหรรษาท่ามกลางกิจกรรมไฮไลต์ ที่ต้องมา “สาด เต้น เล่น กิน ช้อป สนุกสุดขีดให้โลกจำ” ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ พบกับ โปรโมชันจัดเต็ม และกิจกรรมอัดแน่นตลอด 6 วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 เม.ย. 2568 ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ  เริ่มแล้วงาน “อภิมหาสงกรานต์ รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก” ยกทุก BEACH! สนุกสุดขีดให้โลกจำ โดยความร่วมมือของกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กระทรวงมหาดไทย, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และชุมชนย่านรางน้ำ กำหนดจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 – 15 เม.ย. 2568 ณ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างสีสันความสนุกให้กับช่วงเทศกาลของไทยให้ยิ่งใหญ่คึกคักสู่สายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมผลักดันให้ย่านรางน้ำก้าวสู่การเป็น GLOBAL FESTIVALISATION เดสติเนชั่นแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาล ตอกย้ำย่านรางน้ำเป็นแลนด์มาร์กสำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์  โดยในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก คุณแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมด้วยคุณอนุทิน ชาญวีรกูล  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, คุณอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย, คุณฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย และคุณวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร พร้อมชมความยิ่งใหญ่ของขบวนพาเหรดอภิมหาสงกรานต์ รางน้ำ มโหฬาร มหาสนุก จากทัพศิลปินและนักแสดงสุดฮอตแห่งปี เจฟ-วรกมล ซาเตอร์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ คอง, ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์ และ เอม-สรรเพชญ์ คุณากร เดสติเนชั่นแห่งการเฉลิมฉลองในทุกเทศกาล ตอกย้ำย่านรางน้ำเป็นแลนด์มาร์กสำหรับการเล่นน้ำสงกรานต์ 

จีนชื่นชม IShowSpeed !? ช่วยบูส Soft Power และลบมายาคติต่อจีน

IShowSpeed เป็น YouTuber สายบันเทิง เอเนอร์จี้ล้นจากสหรัฐฯ เขาเป็นคนที่ ‘สด’ และมี ‘ลูกบ้า’ เยอะมาก คิดอะไรพูดอย่างนั้น ไม่มีสคริปต์ ไม่มีการปรุงแต่ง ซึ่งนั่นคือจุดขายของเขา ด้วยจำนวนผู้ติดตามบน YouTube กว่า 37 ล้านคน จนกล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในโลกออนไลน์ กระทั่งเขามาเที่ยวประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา Speed ได้ไลฟ์สดแบบเรียลๆ ตามสไตล์ คือเห็นอะไรน่าทึ่งก็พูดออกมาเลย มันจึงเป็นการ ‘เปิดโลก’ ให้กับผู้ชมหลายล้านคนที่ติดตามเขาอยู่ ซึ่งทริปนี้ก็เหมือนกับทุกครั้ง เขาสามารถถ่ายทอดวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของเมืองนั้นๆ ออกมาได้แบบตรงไปตรงมา ถูกใจคนดู นับตั้งแต่การลองชิมอาหารท้องถิ่น ไปจนถึงการเล่นฟุตบอลกับแฟนบอลในพื้นที่ หรือแม้แต่การตีลังกาตีลังกาบนกำแพงเมืองจีน โดยสวมชุดสูทสามชิ้นลายดอกไม้สีสันสดใสของ Dongbei ตลอดจนได้เล่นปิงปองกับ Jackson Wang ซุป’ตาร์ระดับโลก ทั้งยังลองขับรถ EV แบรนด์จีนสุดล้ำ ที่ทำให้ Speed อุทานออกมาว่า “เร็วกว่า Lamborghini ของฉันเหรอ? แต่นี่มันรถ EV นะ!” และเขายังได้ชมการแสดง “Bian Lian” (การเปลี่ยนหน้า) ซึ่งเป็นศิลปะการงิ้วเสฉวนแบบดั้งเดิมที่น่าตื่นตาตื่นใจ การถ่ายทอดสดของ Speed ที่ประเทศจีน มียอดเข้าชมตั้งแต่ 5-8 ล้านครั้งบน YouTube จำนวนทั้งหมด 5 คลิป ซึ่งไลฟ์ครั้งหนึ่งราวๆ 4-6 ชั่วโมง และตัวเลขยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่า นอกจากยอดเข้าชมดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของช่องแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศจีนด้วย ในเรื่องนี้ ทางด้าน Li Haidong ศาสตราจารย์ประจำ China Foreign Affairs University กล่าวกับ Global Times ว่า ทริปของ Speed ได้จุดประกายความสนใจจากนานาชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้สัมผัสกับ ‘อีกด้านหนึ่งของจีน’ ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในสื่อกระแสหลักของสหรัฐฯ การถ่ายทอดสดของ
Tags

งานหนังสือ 68 มีอะไร? งานไม่ใหญ่แน่นะวิ

1) เพิ่มฮอลล์ ขยายพื้นที่ให้ใหญ่ขึ้น จากเดิม 15,000 ตารางเมตร เป็น 20,000 ตารางเมตร 2) ขยายบูธเพิ่มเป็น 1,200 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์ 3) หนังสือที่งานกว่า 2,000,000 เล่ม 4) เพิ่มกิจกรรมพบปะระหว่างนักเขียนกับนักอ่าน ตามโซนต่างๆ ให้มากขึ้น รวมไปถึงนักเขียนต่างชาติ ที่จะได้เจอกับนักอ่านไทยมากขึ้นด้วย 5) ต่อยอด Bangkok Right Fair หรืองานซื้อขายลิขสิทธิ์ในลักษณะ B2B ให้สำนักพิมพ์ต่างชาติร่วมเจรจาซื้อขายลิขสิทธิ์กันภายในงานหนังสือ ซึ่งประสบผลสำเร็จมาจากปีก่อนหน้า และในปีนี้ มีสำนักพิมพ์ต่างชาติเดินทางมาร่วมกว่า 14 ประเทศ และทางผู้จัดคาดการณ์ตัวเลขซื้อขายสูงถึง 65 ล้านบาท 6) บูธตัวแทนจากต่างประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน อิหร่าน ยูเครน ฯลฯ ที่มาร่วมสมทบความเป็นงานหนังสือนานาชาติให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ในส่วนของเราเองก็มี 7) นิทรรศการหนังสือแปล ที่ได้รับทุนการแปลเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนงานของ Soft Power สาขาหนังสือ ที่ต้องการนำผลงานไทยไปบุกตลาดโลกให้มากขึ้นกว่าเดิม 8) นิทรรศการหนังสือที่ผู้จัดคัดเลือกมา ในที่นี้ทางเราขอใช้คำว่า “หนังสือแนะนำที่คนยังไม่ค่อยได้อ่าน” โดยมีกรรมการคัดสรรเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เพราะว่ากันตามตรง วงการหนังสือก็ไม่ต่างจากวงการสร้างสรรค์อื่นๆ ที่ยิ่งนานวัน ก็ยิ่งมีฐานผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มของตนเองมากขึ้น กล่าวคือ niche market เติบโตและแข็งแรงมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งต่อให้เป็นนักอ่านที่ท่องทะยานโลกอักษรมากขนาดไหน ก็ยากที่จะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มอื่น หรือในภาพรวม นิทรรศการลักษณะนี้ก็สามารถชี้เป้า “ของดีที่เราอาจตกหล่นไป” ได้เช่นกัน 9) โซนพิเศษ “นวดเพื่อสุขภาพ” ใครเดินจนปวดเมื่อยก็เข้าไปใช้บริการได้ (แว่วๆ มาว่าราคาย่อมเยาว์ซะด้วยนะ) ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “จะทำยังไงให้งานหนังสือไม่ใช่แค่แหล่งขายหนังสือ” “งานหนังสือต้องไม่ใช่มหกรรมลดราคาหนังสือ” “และต้องไม่ใช่พื้นที่เอื้ออาทรระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย” เอาเข้าจริง ปัญหาวงการหนังสือบ้านเรายังมีให้สาธยายอีกมาก แต่หากจำกัดวงแคบมาเฉพาะที่งานหนังสือ คงต้องบอกว่า มีอีกมากมายที่เราสามารถยกระดับขึ้นได้อีก ทั้งการเป็นตัวแทนของคนวงการหนังสือทั้งประเทศ และความเป็นอีเวนต์ระดับนานาชาติของอาเซียน ยังไม่นับรวมถึงรายละเอียดปลีกย่อย อาทิ ไม่มีเก้าอี้-ที่นั่ง
Tags

Key Success ของคนทำ Festival ปั้นเทศกาลให้ปัง พร้อมดัน Soft Power

งานเทศกาล นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว และดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติได้จำนวนมาก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาลดั้งเดิม หรือ งานเทศกาลสมัยใหม่ ก็ล้วนแต่เป็นที่สนใจในระดับสากล  ด้วยเหตุนี้ จึงนำมาสู่แนวคิดที่จะยกระดับและผลักดันงานเทศกาลของไทยให้มีหน้ามีตาทัดเทียมเทศกาลระดับโลก ด้วยความร่วมมือจาก TCEB, THACCA, OFOS และ EMA ซึ่งได้จัดการอบรมพิเศษในโครงการ Event Think Tank เป็นเวลา 2 วัน สำหรับทุกฝ่ายที่สนใจ Festival ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานยังได้รวมเอาคนในวงการที่ประสบความสำเร็จ มาร่วมแบ่งปันความรู้ และแชร์วิธีคิดที่น่าสนใจ แต่ละคนที่มาเรียกได้ว่ารุ่นใหญ่ทั้งนั้น โดยในวันที่ 2 ของการอบรม มีประเด็นที่เราเก็บมาฝากได้ดังนี้ 1. นิมิตร พิพิธกุล เจ้าของงาน puppet festival / อุปนายกสมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติ “ทุกอย่างเป็นเทศกาลได้ แต่เทศกาลจะสร้างให้มีทุกอย่างไม่ได้” ประโยคง่ายๆ ที่สรุปใจความได้อย่างครบถ้วน คือคุณนิมิตรกำลังบอกว่า เราสามารถจัดเทศกาลได้จากทุกอย่างนี่แหละ ตัวคุณนิมิตรเองก็จัดงานจากสิ่งเล็กๆ อย่าง “หุ่น” จนกลายมาเป็น “เทศกาลหุ่นโลก” ซึ่งจัดมาแล้วกว่า 28 ครั้ง โดยรวบรวมเอาหุ่นมาจากทั่วมุมโลก อันเป็นภูมิปัญญา วัฒนธรรม และสินค้าของแต่ละแห่ง  แต่กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าเทศกาลจำเป็นต้องมีทุกอย่าง เพราะบางครั้งการทำให้มีทุกอย่าง เช่น อาหาร เสื้อผ้า ดนตรี กีฬา ฯลฯ อาจทำให้ตัวงานไม่เป็นที่จดจำ สุดท้ายแล้วคนก็ลืมว่ามันคืองานอะไร เพราะฉะนั้น ควรเลือกแก่นให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร ต่อให้สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มแค่ไหนก็ตาม “เมื่อเราทำเทศกาล ไม่ใช่ว่าเรา(คนไทย)รู้จักไหม แต่คือโลกรู้จักไหม เพราะทั่วโลกมี 193 ประเทศ และทุกประเทศมีหุ่น ซึ่งมันไม่ใช่แค่ของสำหรับเด็กเล่น แต่คือวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และสินค้าของแต่ละชาติ” ในบริบทนี้ คุณนิมิตรยังกล่าวเสริมอีกว่า สำหรับการทำงานเทศกาล โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมต่างชาติ “ความเคารพ” เป็นเรื่องสำคัญ ในที่นี้ไม่ใช่แค่การให้พื้นที่ ให้โอกาส หรือให้เวลาโดยเท่าเทียมกัน แต่เป็นการเคารพตัวตนและอัตลักษณ์ของแต่ละกลุ่มชน  “อย่าเอาเขามาเปลี่ยน เราไม่แปร art เขามาเป็น product