
MA-RE-DESIGN เมื่อการแก้ปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ ‘ทางรอด’ ทางเศรษฐกิจของไทย
ท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาหนึ่งที่ทวีความรุนแรงและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกคือ “มลพิษจากพลาสติก” ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุชัดเจนว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกกว่า 11 ล้านตัน และหากไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาด ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2040 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นว่า เรามีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี และร้อยละ 18 ของขยะเหล่านั้นคือ “พลาสติก” ภาพจำของการแก้ปัญหาขยะในอดีตมักจบลงที่การรณรงค์ให้คนทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือการจัดกิจกรรมเก็บขยะริมหาด ทว่าในความเป็นจริง “การจัดการปลายทาง” ไม่เคยไล่ตามความเร็วของการผลิตและการบริโภคได้ทัน นี่จึงเป็นที่มาของงานปิดโครงการ MA-RE-DESIGN (การลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีรีตองเพื่อฉลองความสำเร็จของโครงการระยะเวลา 3 ปีกว่า (ต.ค. 2565 – กลางปี 2569) ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี แต่เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาแบบเดิม สู่การวางระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) อย่างแท้จริง 1. รื้อโครงสร้าง Linear Economy: จาก “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” สู่ระบบ “ความรับผิดชอบ” บทวิเคราะห์ประการแรกที่เห็นได้ชัดจากโครงการนี้ คือความพยายามในการรื้อถอนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่ยึดหลัก Take-Make-Dispose (ผลิต-ใช้-ทิ้ง) คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ ได้เน้นย้ำถึงหลักการ Waste Hierarchy (ลำดับขั้นการจัดการขยะ) ที่กำหนดให้การ “หลีกเลี่ยง” (Avoid) และ “การใช้ซ้ำ” (Reuse) เป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด รองลงมาคือการ “รีไซเคิล” (Recycle) ส่วนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to









