Skip links

Editor’s Pick

ปัจจุบันของอดีตไอดอลผู้โศกซึ้ง “มามิ้งค์-มาณิฌา”

ในวงการไอดอลที่ต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งความคาดหวังจากแฟนๆ และบริษัท อีกสารพัดอารมณ์ที่ถาโถมโจมตี จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเวทีที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก แต่ในปี 2019 ดันมีเมมเบอร์ท่าทางขี้อายพาตัวเองมาอยู่จุดนี้ โดยไม่มีใครเดาออกเลยว่าเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน? เมมเบอร์คนนั้นชื่อ “มามิ้งค์-มาณิฌา” “…ตอนแรกเรามองไอดอลที่เป็นไอดอลพิมพ์นิยม แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น 100% ก็เลยรู้สึกว่าอยากแตกต่าง และหาสีสันใหม่ๆ ให้กับวงการไอดอลด้วย…” ทว่าชีวิตที่เคยขึ้นเวที ร้อง-เต้นในฐานะ CGM 48 กว่า 6 ปี แต่หลังจากพ้นสภาพสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง “มามิ้งค์-มาณิฌา” กลับบอกเราว่า “…ต่อให้จะพยายามแค่ไหน เราก็ยังเต้นไม่สวยเท่าเพื่อนสักที จริงๆ แล้ว เราไม่สนิทกับร่างกายนี่หน่า(ฮ่าๆ)…” อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยตำแหน่งเปรียบเทียบ คำวิจารณ์ และแรงกดดันหนักอึ้ง ‘มามิ้งค์’ กลับเป็นผู้ที่ดูเหมือนจะไม่เกรงขามต่อชะตากรรม พร้อมรับมือและอยู่ร่วมกับทุกความรู้สึกแบบสบายๆ ตรงนี้เองกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงในหมู่แฟนคลับ “…บางครั้งมันก็มีสิ่งที่เราอยากได้ แบบเราอยากได้โอกาสนี้มากเลย แต่เราไม่ได้รับเลือก บางทีอาจจะทุกข์มาก แต่ถ้าเรามองว่า อืมมม ไม่เป็นไร ครั้งนี้เดี๋ยวเราเป็นผู้ชมมันบ้างก็ได้ มันก็เบาขึ้น…” “…แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นมันนะ ถ้าเครียดเราก็รู้ตัวว่าเครียด มันช่วยให้ใช้ชีวิตได้เบาสบายขึ้น แต่ถ้าถามว่าตัวเองทำได้ดีไหมก็อาจจะยัง แต่ก็รู้ตัว…” “…คือเราก็เป็นเพื่อนกับทุกความรู้สึกได้…” สิ่งนี้ จะบอกว่าคาแรคเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง มันคือ ‘ตัวตน‘ ของอดีตเซ็นเตอร์แห่งคณะ CGM เสียมากกว่า ด้วยอิทธิพลจากทางครอบครัว โดยเฉพาะ ‘พี่สาว‘ ที่มามิ้งค์มักกล่าวถึงอยู่ตลอด ทำให้ความสนใจในเรื่องจิตใจ(Spiritual) เป็นหนึ่งในความพิเศษที่ทำให้เธอไม่เหมือนไอดอลคนอื่น โดยเอกลักษณ์สำคัญอีกประการที่คนติดตามเธอจะได้ฟัง/อ่านอยู่บ่อยๆ คือวลี “สวัสดีมีเมตตา” ประโยคเปิดบทสนทนาที่เธอใช้สื่อสารกับแฟนคลับจนเป็นดั่งภาษิตประจำตัว “…ความมีเมตตาก็คือการเปิดใจ ไม่ตัดสินว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี มองด้วยใจสบายๆ มองด้วยใจที่คิดเช่นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง..” ตัวอย่างที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ก็คงจะเป็น ‘วิถีมังสวิรัติ’ ของเธอ ด้วยประสบการณ์ที่เคยเห็นรถบรรทุกสัตว์ระหว่างทาง ทำให้ความเป็น ‘ผู้โศกซึ้ง’ ในตัวเธออยู่เฉยไม่ได้ มามิ้งค์จึงเลิกทานเนื้อสัตว์นับแต่นั้นมา และในอนาคตก็อยากจะพัฒนาไปให้ถึงวีแกน คือเลิกบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งมวล แต่ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีใครถามถึงเรื่องนี้ เธอมักจะไม่กล้าตอบตรงๆ เพราะกลัวจะทำให้คนที่ทานเนื้อสัตว์รู้สึกไม่ดี จึงพยายามเลี่ยงตอบไปเรื่องสุขภาพมากกว่า แต่แท้จริงแล้ว เธอกลัวจะเป็นการว่าร้ายคนอื่นต่างหาก “…จริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่กินเนื้อสัตว์นะ คือเราก็มีตัวเลือกของเรา

แค่ชื่อเสียงเก่าอาจไม่พอ : ABAC จะยืนอยู่ตรงไหนในยุคที่ AI สอนได้แทบทุกอย่าง

เมื่อ AI ทำให้ความรู้เข้าถึงได้ภายในไม่กี่วินาที ขณะที่องค์กรให้ความสำคัญกับทักษะและศักยภาพในการทำงานมากกว่าวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญชวนสังคมตั้งคำถามถึงบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนค้นหาศักยภาพและออกแบบอนาคตของตนเองผ่านงาน ABAC CONNEXT 2026 วันที่มหาวิทยาลัยต้องยกงาน Open House ออกจากรั้ววิทยาเขต พาคณบดี อาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าไปตั้งเวทีอยู่กลางศูนย์การค้าสยามพารากอน ภาพดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนและผู้ปกครอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่านั้นของระบบอุดมศึกษาไทย มหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่สามารถวางตัวเป็นเพียง “Destination” ที่อาศัยชื่อเสียง อาคารเรียน และบรรยากาศภายในวิทยาเขต เพื่อรอให้ผู้เรียนเดินเข้ามาหาได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ต้องปรับบทบาทเป็น “Outreach Brand” ที่เดินเข้าไปอยู่ในพื้นที่ชีวิต พื้นที่ความสนใจ และพื้นที่การตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย การจัดงาน ABAC CONNEXT 2026 ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จึงมีความน่าสนใจมากกว่างานแนะนำคณะทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารของงานไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ABAC มีหลักสูตรอะไรบ้าง แต่เริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า “Is a Degree Still Enough?” ปริญญาหนึ่งใบยังเพียงพอหรือไม่ ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถสรุปหนังสือ เขียนโค้ด แปลภาษา สร้าง Presentation วิเคราะห์ข้อมูล และอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่างานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมมากแค่ไหน หรือสามารถสร้างยอดสมัครเรียนได้เท่าไร แต่คือมหาวิทยาลัยนานาชาติรุ่นบุกเบิกอย่าง ABAC จะสามารถเปลี่ยนทุนทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นคุณค่าที่เด็กรุ่นใหม่มองเห็น สัมผัสได้ และยินดีลงทุนด้วยเวลาและค่าเล่าเรียนหรือไม่ เมื่อ Legacy ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ด้วยตัวเอง มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีพัฒนาการจาก Assumption School of Business หรือ ASB ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1969 โดยต่อยอดจากรากฐานของ Assumption Commercial College ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Assumption Business Administration College หรือ ABAC ในปี 1972

สีหนุ่ม ทุ่มเสียงฮา The Best of เชิญยิ้ม

ตำแหน่ง The best of เชิญยิ้ม ของลุงสีหนุ่ม ไม่ใช่สิ่งที่เรากล่าวอย่างเลื่อนลอย แต่เป็นคำพูดของลุงโน๊ต-ลุงเป็ด เชิญยิ้ม ที่กล่าวถึงเพื่อนรักผู้ล่วงลับ ซึ่งร่วมก่อตั้งคณะเชิญยิ้มร่วมกันมา โดยหากจะนิยามตำแหน่งของ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ในคณะตลก คงต้องเอ่ยว่ามีความเป็น ‘ตัวเซ่อ’ เด่นชัดมากที่สุดคนหนึ่งของวงการ และสิ่งที่ทำให้ลุงสีหนุ่มแตกต่างจากตลกทั่วไป ก็คือศิลปะการแสดงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก ประกอบไปด้วยความสุภาพน่ารัก ไม่หยาบโลน ซึ่งถือเป็นโจทย์หินของคนเล่นตลกในยุคนั้น ในประเด็นนี้ ‘ป๋าโน๊ต’ เคยพูดเอาไว้ว่า นักแสดงตลกจำนวนไม่น้อยมักเคยชินกับการสาดมุกหยาบคายเพื่อเรียกเสียงหัวเราะอย่างรวดเร็วบนเวทีคาเฟ่ ทว่าพอต้องขยับมาเล่นบนจอโทรทัศน์ที่มีกรอบศีลธรรมและกติกาเซนเซอร์กำกับอยู่ ตลกหลายคนถึงกับเกร็งจนไปไม่ถูก เล่นไม่ออกหรือตกท้องช้างไปเลยก็มี แต่ข้อจำกัดเหล่านี้ กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับลุงสีหนุ่ม เพราะวิธีตลกของแกไม่ได้พึ่งพาเรื่องหยาบคายเป็นหลัก หากแต่ขับเคลื่อนด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวล้วนๆ ลองนึกถึงบท ‘อาตุ๊’ ในซิทคอมยอดฮิตอย่าง ‘บางรักซอยเก้า’ ดูก็ได้ ซึ่งกล่าวได้เลยว่า คาแรกเตอร์ความโก๊ะๆ เซ่อๆ เปิ่นๆ ของอาตุ๊นั้น แทบจะเป็นเนื้อเดียวกับตัวตนของลุงสีหนุ่มเวลาอยู่บนเวทีตลกเลยทีเดียว ทั้งลีลา ท่าทาง การออกไม้ออกมือ สีหน้า แววตา ไปจนถึงน้ำเสียง คือแอคติ้งทุกกระบวนท่าสอดรับกับจังหวะมุกอย่างสวยงาม สะท้อนให้เห็นว่า “อวัจนภาษา” มีความสำคัญและทรงอิทธิพลต่อการเล่นตลกมากเพียงใด และนอกจากความน่ารักแบบเปิ่นๆ แล้ว ลุงสีหนุ่มยังมีท่าไม้ตายอีกอย่างนั่นคือ ‘น้ำเสียง’ จากคำบอกเล่าของโน๊ต เชิญยิ้ม ระบุว่า หากค่ำคืนที่บรรยากาศในคาเฟ่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แขกเหรื่อคุยกันโครมคราม คณะเชิญยิ้มจะส่งลุงสีหนุ่มขึ้นไปร้องเพลงเปิดหัวก่อนเป็นคนแรก และด้วยน้ำเสียงที่หวานใสกังวานจับใจ คนทั้งคาเฟ่จะพร้อมใจกันหยุดคุยและหันมาจ้องมองเวทีโดยพลัน ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปรบมือเกรียวกราวเมื่อเพลงจบ เป็นการตีหัวเข้าบ้าน พร้อมเปิดทางให้ชาวคณะขึ้นมาเล่นต่อได้อย่างสบาย ทั้งนี้ ถึงแม้ในเวลาต่อมา ตระกูลเชิญยิ้มจะขยายกิ่งก้านสาขามีสมาชิกรุ่นหลังมากมาย แต่ทางตลกที่สุภาพน่ารัก ไม่ต้องพึ่งพาความหยาบโลนเสมอไปของลุงสีหนุ่ม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะหาใครเทียบ และกลายเป็นแบบอย่างที่ทรงคุณค่าแก่การศึกษาของนักแสดงรุ่นใหม่ นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ‘ศิลปินตลก’ โดยเฉพาะ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม คำนี้คงไม่เกินเลยนัก

“Cover” อย่างไรให้เห็นตัวตน: ถอดรหัส 4 ทีมเยาวชนบนเวที Zeer Cover Dance Contest #2

เมื่อการจำท่าไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นภาษาที่เด็กยุคใหม่ใช้ฝึกวินัย สร้างทีม ทดลองความฝัน และบอกให้โลกรู้ว่า “เราเป็นใคร” ภาพดังกล่าวปรากฏชัดบนเวที Zeer Cover Dance Contest #2 ที่รวมเยาวชนจากทั่วประเทศกว่า 500 ชีวิตมาประชันความสามารถ ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซียร์ รังสิต โดยมี พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) เข้ามาเป็นหนึ่งในพลังสนับสนุนสำคัญของเวทีนี้ ภายใต้กลยุทธ์ Music Marketing เพื่อเปิดพื้นที่ให้ความสนใจของเด็ก ๆ ไม่หยุดอยู่เพียงหน้าจอหรือห้องซ้อม แต่ได้พัฒนาเป็นประสบการณ์จริงที่มีทั้งเป้าหมาย กำหนดเวลา ผู้ชม และเสียงสะท้อนกลับ ชื่อของ “Cover Dance” อาจทำให้หลายคนนึกถึงการเต้นให้เหมือนต้นฉบับมากที่สุด แต่สำหรับเด็กยุคใหม่ “ความเหมือน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะทันทีที่เพลงดังขึ้น สิ่งที่ผู้ชมมองเห็นกลับเป็นบุคลิก พลังและวิธีตีความของนักเต้นแต่ละคน การแกะท่าจากคลิป ฝึกซ้ำหลายรอบ จัดตำแหน่งสมาชิก ไปจนถึงการตัดสินใจว่าจะส่งสายตาและอารมณ์แบบใด จึงไม่ได้มีแค่เรื่องของการเลียนแบบ แต่เป็นกระบวนการที่เด็ก ๆ ค่อย ๆ เรียนรู้ทั้งภาษาของการแสดงและตัวตนของตัวเอง มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) กล่าวว่า “พานาโซนิค เอเนอร์จี เชื่อว่าเด็กทุกคนมีพลัง และรูปแบบการแสดงออกที่เป็นของตัวเอง สิ่งที่ผู้สนับสนุนสามารถทำได้ คือ ช่วยให้พลังนั้น มีพื้นที่ได้ถูกค้นพบ ฝึกฝน และมองเห็น การสนับสนุน Zeer Cover Dance Contest #2 จึงไม่ใช่เพียงการจัดการแข่งขัน แต่เป็นการต่อยอดกลยุทธ์ Music Marketing ด้วยการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น และเติบโตผ่านสิ่งที่รัก” เวทีหนึ่งเวทีอาจไม่ได้ทำให้ความฝันสำเร็จในทันที และผู้สนับสนุนก็ไม่สามารถเดินตามความฝันแทนเด็กได้ แต่การมีพื้นที่ให้ขึ้นแสดง มีเส้นทางให้มุ่งไปหา มีเพื่อนร่วมทีมให้รับผิดชอบ และมีผู้ชมที่พร้อมมองเห็น ล้วนเป็นพลัง ชิ้นเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คำว่า “อยากเป็น” ค่อย ๆ

จากห้องซ้อมหลังเลิกเรียนถึงเวทีโอซาก้า เมื่อวงดนตรีมัธยมไทยกำลังจะได้ออกเดินทาง

ในห้องชมรมดนตรีของโรงเรียน เสียงกลองมักดังเหลื่อมจังหวะ เสียงกีตาร์ยังมีโน้ตที่บอดบ้าง สายแจ็กอาจขาด ๆ หาย ๆ ส่วนสมาชิกบางคนก็เพิ่งวิ่งมาจากคาบเรียนพิเศษ แต่สำหรับเด็กกลุ่มหนึ่ง ห้องเล็ก ๆ หลังเลิกเรียนแห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ปีนี้ สยามดนตรียามาฮ่า ร่วมกับ miki music mirai ผู้จัดการแข่งขันดนตรีจากญี่ปุ่น เปิดเวที “Siam Music Yamaha Presents, we are SNEAKER AGES Thailand Band Competition 2026” เพื่อค้นหาวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศ และคัดเลือกหนึ่งวงเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบแกรนด์ไฟนอลระดับเอเชียที่จังหวัดโอซาก้า ช่วงปลายปี 2569 การแข่งขันจะเริ่มต้นจากการคัดเลือกวงดนตรีใน 5 ภูมิภาค ก่อนเลือกตัวแทนรวม 15 วงเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นเวทีจะค่อย ๆ บีบพื้นที่ให้แคบลง จนเหลือเพียงวงเดียวที่ได้ถือบอร์ดดิ้งพาส เดินทางไปพิสูจน์ฝีมือบนเวทีที่ญี่ปุ่น พร้อมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า “วงไหนจะชนะ” หากคือคำถามว่า เวทีหนึ่งเวทีสามารถเปลี่ยนเด็กที่เล่นดนตรีอยู่ในโรงเรียนไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อชมรมดนตรีไม่ใช่แค่กิจกรรมหลังเลิกเรียน ชื่อของ SNEAKER AGES อาจยังใหม่สำหรับวงดนตรีโรงเรียนในไทย แต่ในญี่ปุ่น เวทีนี้มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 2522 จุดเริ่มต้นของการแข่งขันมาจากวงดนตรีในชมรมระดับมัธยมปลายของภูมิภาคคันไซ ก่อนขยายขอบเขตเป็นการแข่งขันระดับประเทศในปี 2564 สิ่งที่ทำให้เวทีนี้แตกต่างจากการแข่งขันวงดนตรีทั่วไป คือการไม่ได้มองเฉพาะว่าใครเล่นแม่นที่สุด ใครมีนักร้องที่ทรงพลังที่สุด หรือใครสามารถเรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ชมได้มากที่สุด SNEAKER AGES ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ตั้งแต่การฟังกันในวง การแบ่งหน้าที่ การแก้ปัญหา การยอมรับความผิดพลาด ไปจนถึงการเติบโตของเด็กคนหนึ่งผ่านการเป็นสมาชิกวงดนตรี เพราะในโลกของการเล่นเป็นวง คนที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้เพลงทั้งเพลงดีขึ้นมาได้เสมอไป บางครั้งมือกลองต้องรู้ว่าเมื่อไรควรผ่อน บางครั้งมือกีตาร์ต้องยอมลดเสียงของตัวเอง และบางครั้งนักร้องนำก็ต้องเข้าใจว่า การอยู่ข้างหน้าไม่ได้หมายความว่าจะต้องโดดเด่นอยู่ตลอดเวลา Katsumi Toda ผู้บริหารจาก miki music mirai อธิบายว่า เป้าหมายของการแข่งขันคือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างมิตรภาพ เรียนรู้การสนับสนุนกัน และเติบโตผ่านเสียงดนตรี ก่อนต่อยอดไปสู่การเป็นนักดนตรีหรือศิลปินที่มีศักยภาพในอนาคต ด้วยแนวคิดนี้ เวทีจึงไม่ใช่เพียงสนามประลองฝีมือ แต่คล้ายห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ไม่มีหนังสือ

จากแปรงแต่งหน้าสู่ซีรีส์วาย เมื่อ Pilot แรกของ “น้องฉัตร” กลายเป็นบททดสอบจริงของ Personal Brand

ถ้ามองผิวเผิน ข่าวนี้อาจดูเหมือนอีกหนึ่งข่าวบันเทิงที่เล่าว่า “ช่างแต่งหน้าชื่อดัง” กำลังขยับมาเล่นซีรีส์วายเป็นครั้งแรก แต่หลังจาก Pilot ของ The Last Lock of Love 🔐 ล็อกสุดท้าย…คือนายคนเดียว ถูกปล่อยออกมา เรื่องนี้กลับน่าสนใจกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เสียงกรี๊ด ความฟิน หรือคอมเมนต์เชียร์ให้ตัวละครเลือกใคร แต่ยังมีเสียงวิจารณ์ที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องการแสดง เคมีของนักแสดง พล็อตที่บางคนมองว่ายังไม่สด และคำถามสำคัญว่า โปรเจกต์นี้จะไปต่อได้แข็งแรงแค่ไหนเมื่อเข้าสู่สนามจริง  นี่ทำให้ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ข้ามสาย” จากวงการบิวตี้สู่วงการบันเทิง แต่มันคือบททดสอบว่า Personal Brand ที่แข็งแรงพอจะพาคนเข้ามาดูได้ จะพาโปรเจกต์ให้ผ่านด่านความคาดหวังของคนดูได้หรือไม่ น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ เป็นชื่อที่คนจำนวนมากรู้จักจากโลกของความงาม การแต่งหน้า ภาพลักษณ์ และการเปลี่ยนลุคให้ผู้คนมากมาย ชื่อของเขาไม่ได้เป็นเพียงชื่อของช่างแต่งหน้า แต่เป็นภาพจำของความเป๊ะ ความมั่นใจ ความกล้า และการสร้างตัวตนที่ชัดเจนในพื้นที่ของตัวเอง เมื่อคนที่มีภาพจำชัดขนาดนี้ก้าวเข้าสู่ซีรีส์วาย คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า “เล่นได้ไหม” แต่คือ “คนดูจะเชื่อไหม” ซีรีส์เรื่อง The Last Lock of Love 🔐 ล็อกสุดท้าย…คือนายคนเดียว นี้มาจากค่าย One by Chat Entertainment โดยน้องฉัตรรับบทเป็น “แชท” นักพัฒนาโปรดักส์ที่ใช้ชีวิตแบบปล่อยใจไปกับ One Night Stand ก่อนต้องกลับมาเจอ “ซึงอู” ผู้จัดการคนใหม่ที่ดันเป็นคนเมื่อคืน รับบทโดย ซึงโฮ Choi Seung Ho นักแสดงหนุ่มเกาหลี  แค่พล็อตตั้งต้นก็มีสูตรของซีรีส์ที่ชวนให้คนดูหยุดดูอยู่แล้ว คืนเดียวที่ควรจบ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในออฟฟิศ คนเมื่อคืนกลายเป็นคนที่ต้องเจอทุกวัน จากความสัมพันธ์ที่ควรถูกลืม กลายเป็นแรงปะทะระหว่างงาน ความลับ และหัวใจ นี่คือพล็อตที่เข้าใจง่าย มีความแซ่บ และมีพื้นที่ให้คนดูจิ้นต่อได้ทันที แต่หลัง Pilot ถูกปล่อยออกมา สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสไม่ได้ไปทางเดียว ฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะแฟนต่างชาติ ดูจะสนุกกับพล็อตความสัมพันธ์หลายตัวเลือก หลายคอมเมนต์พูดไปในทิศทางว่า ไม่ต้องเลือกก็ได้ เอาทั้งสามคนไปเลย หรืออยากเห็นความสัมพันธ์แบบ Poly

MA-RE-DESIGN เมื่อการแก้ปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ ‘ทางรอด’ ทางเศรษฐกิจของไทย

ท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาหนึ่งที่ทวีความรุนแรงและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกคือ “มลพิษจากพลาสติก” ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุชัดเจนว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกกว่า 11 ล้านตัน และหากไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาด ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2040 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นว่า เรามีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี และร้อยละ 18 ของขยะเหล่านั้นคือ “พลาสติก” ภาพจำของการแก้ปัญหาขยะในอดีตมักจบลงที่การรณรงค์ให้คนทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือการจัดกิจกรรมเก็บขยะริมหาด ทว่าในความเป็นจริง “การจัดการปลายทาง” ไม่เคยไล่ตามความเร็วของการผลิตและการบริโภคได้ทัน นี่จึงเป็นที่มาของงานปิดโครงการ MA-RE-DESIGN (การลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีรีตองเพื่อฉลองความสำเร็จของโครงการระยะเวลา 3 ปีกว่า (ต.ค. 2565 – กลางปี 2569) ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี แต่เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาแบบเดิม สู่การวางระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) อย่างแท้จริง 1. รื้อโครงสร้าง Linear Economy: จาก “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” สู่ระบบ “ความรับผิดชอบ” บทวิเคราะห์ประการแรกที่เห็นได้ชัดจากโครงการนี้ คือความพยายามในการรื้อถอนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่ยึดหลัก Take-Make-Dispose (ผลิต-ใช้-ทิ้ง) คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ ได้เน้นย้ำถึงหลักการ Waste Hierarchy (ลำดับขั้นการจัดการขยะ) ที่กำหนดให้การ “หลีกเลี่ยง” (Avoid) และ “การใช้ซ้ำ” (Reuse) เป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด รองลงมาคือการ “รีไซเคิล” (Recycle) ส่วนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to

LISA โดน FIFA บิด!? โชว์พิธีเปิดบอลโลก ไม่ได้เงินซักบาท!!!

ลิซ่า ลลิษา มโนบาล สาวอีสานจากจังหวัดบุรีรัมย์ เพิ่งสร้างปรากฏการณ์จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะศิลปินหญิง K-POP และคนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ณ SoFi Stadium สหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนแห่งเอเชียที่ผงาดบนเวทีระดับโลก โชว์ของเธอสร้างความภาคภูมิใจและเรียกเสียงฮือฮาแก่ชาวเน็ตทั่วโลก แต่ท่ามกลางความตื่นเต้น กลับมีประเด็นสุดช็อกที่ทำเอาหลายคนเอามือทาบอกพร้อมตั้งคำถาม เมื่อมีข้อมูลระบุว่า โชว์ระดับประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ลิซ่าไม่ได้ค่าตัวจาก FIFA แม้แต่แต่บาทเดียว! คำถามคือ ระดับอภิมหาซุป’ตาร์อย่างเธอโดนเอาเปรียบหรือไม่? ทำไมงานระดับโลกถึงมองโบ๋ศิลปินจากเอเชีย? ความจริงแล้วเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่มีใครโดนบิด แต่มันคือ “เกมกลยุทธ์ทางการตลาด” ที่ล้ำลึกกว่าที่เราคิด… ถอดรหัสเศรษฐศาสตร์บันเทิง: กฎของ “Super Bowl Model” หากมองในมุมของการจ้างงานทั่วไป การขึ้นโชว์แล้วไม่ได้เงินคงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่สำหรับมหกรรมกีฬาระดับเมกะอีเวนต์อย่างฟุตบอลโลก 2026 ทาง FIFA ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์บันเทิงใหม่ทั้งหมด ด้วยการนำแนวทางที่เรียกว่า “Super Bowl Model” มาใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โมเดลนี้จำลองมาจากการแสดงช่วงพักครึ่ง (Halftime Show) ของอเมริกันฟุตบอล NFL ที่มีกฎเหล็กว่า ศิลปินระดับโลกที่ขึ้นโชว์จะตกลงรับค่าตัวที่ 0 ดอลลาร์ (Zero Performance Fee) ทว่าภายใต้ตัวเลขศูนย์นั้น กลับมีเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มหาศาลซ่อนอยู่ รูปแบบการแสดง การจัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ปกติ (Traditional Concert) โชว์บนเวที FIFA 2026 (Super Bowl Model) ค่าตัวศิลปิน ได้รับค่าตัวคงที่ (มักอยู่ในระดับหลักล้านดอลลาร์) $0 (ไม่ได้รับค่าตัวส่วนบุคคล) ภาระต้นทุน ค่ายเพลงหรือศิลปินต้องรับความเสี่ยง/หักจากรายได้ FIFA รับผิดชอบต้นทุนการผลิตและลอจิสติกส์ 100% ฐานคนดู หลักหมื่น ถึง หลักแสนคนต่อรอบ ประมาณ 1.4 พันล้านคนทั่วโลก (ถ่ายทอดสด) ฟรีค่าตัว แต่ FIFA จ่ายค่าโปรดักชันให้ไม่อั้น (Zero Out-of-Pocket Production Costs) แม้ลิซ่าจะไม่ได้ค่าตัว แต่เธอและค่ายไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าทำโชว์เลยแม้แต่บาทเดียว

บทเรียน Soft Power ในทัวร์นาเมนต์ World Cup เวทีแสดงความเป็นเจ้าโลกนอกการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก สุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังกลับมาแล้ว แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์นี้ ย่อมส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยม ประเพณี วิธีคิด วัฒนธรรม ฯลฯ ที่จะอยู่ในสายตาและความทรงจำของผู้คนทุกหนแห่ง ดีไม่ดีอาจเป็นภาพสะท้อนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเกิด แต่จะเป็นในแง่บวกหรือในแง่ลบนั้นก็อีกเรื่อง  สิ่งที่แสดงเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด อันดับแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องในสนาม เอกลักษณ์ทีม เริ่มจากทีมเต็ง 2026 อย่างฝรั่งเศส หนึ่งในทีมที่มีความหลากหลายทางถิ่นที่มามากที่สุด สะท้อนถึงนโยบายของรัฐที่โอบรับผู้อพยพ คนลี้ภัยจากต่างถิ่น พร้อมทั้งรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ธงชาติตราไก่ กระทั่งเป็นทีมที่คู่ต่อสู้ต้องหวาดหวั่น แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเปิดรับคนหลายชาติพันธุ์เช่นนี้ ก็ย่อมนำไปสู่เสียงวิจารณ์ และไหนจะคำก่นด่ายามที่ทีมเข้าสู่ความผิดหวัง ประเด็นถิ่นกำเนิดนี้ก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ถูกหยิบมารุมทึ้งตัวนักเตะจนเกิดปัญหามาหลายครั้งแล้วเช่นกัน  แต่สำหรับการเป็นดินแดนที่เปิดรับความแตกต่าง และมาตรฐานทีมฟุตบอลระดับท็อปในเวทีโลก สิ่งนี้ก็สร้างมโนทัศน์ที่ชาวต่างชาติมองไปยังฝรั่งเศสในทางที่ดีได้ไม่น้อยทีเดียว มาที่ฝั่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้ เพราะย้อนกลับไปในปี 2002 ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น แต่ทว่า เกาหลีใต้ถูกครหาเรื่อง ‘วิชามาร’ ในสนาม จนเป็นชนักติดตัวที่หักล้างยังไงก็ไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนั้นทีมโสมขาวโดนวิจารณ์หนักมากจริงๆ และเป็นเช่นนั้นอยู่หลายปี จนในระยะหลังมานี้เอง ที่ฟุตบอลเกาหลีสามารถพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ ในช่วงเดียวกับที่สถาปนา K-POP ให้กลายเป็นเจ้าแห่งความบันเทิงของโลกตะวันออก สำหรับวงการฟุตบอล ก็มีทั้งเรื่องเพลง และชุดประจำทีม ที่เรามักจะเห็นความร่วมมือข้ามวงการอยู่บ่อยๆ เช่น เพลงเชียร์พิเศษจากไอดอลตัวท็อป หรือเสื้อแข่งที่ศิลปินเอาไปใส่ออกงาน ฯลฯ สิ่งที่เราได้เห็นคือ ค่านิยมอันเปลี่ยนแปลงไปของคนเกาหลี มหกรรมฟุตบอลโลกจึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่คนโคเรียจะได้โชว์ศักยภาพของคนในวงการต่างๆ ให้โลกได้เห็น เมื่อพูดถึงเอเชียแล้วญี่ปุ่นก็ใช่ย่อย เพราะตลอด 10 ปีหลังมานี้ ดาวเตะแดนอาทิตย์อุทัยย้ายไปค้าแข้งที่ยุโรปกันเป็นล่ำเป็นสัน กระทั่ง 11 ตัวจริงทีมชาติญี่ปุ่น ณ ปัจจุบัน เป็นขุนพลของทีมในยุโรปทั้งนั้น คือวงการฟุตบอลญี่ปุ่นพัฒนาระบบเยาวชนให้แข็งแรงได้จริงๆ และความมีระเบียบวินัย ถือเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องในสนาม และนอกสนาม เห็นได้จากระบบการเล่นที่ระเบียบเป๊ะสุดๆ คือทั้งเกมรุก-เกมรับ แทบจะไม่มีใครแตกแถวหรือเล่นเพื่อตัวเองกันเลย ทุกอย่างเป็นไปตามระบบทีมทุกระเบียบนิ้ว   ที่สำคัญคือวัฒนธรรมของคน บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นภาพห้องแต่งตัวของทีมญี่ปุ่นที่ถูกจัดให้สวยงาม สะอาดสะอ้านเมื่อแข่งเสร็จ รวมไปถึงโซนแฟนบอลที่รักษาระเบียบตรงนี้ไม่ต่างกัน แถมยังมีทีเด็ดที่อนิเมะ ปีก่อนก็เอาชุดแข่งจากการ์ตูน Blue Lock มาใช้ในชีวิตจริง ปีนี้จะมามุกไหนก็รอดูกัน ประเด็นต่อมาที่ช่วยสร้างผลประโยชน์ให้แก่ชาติต่างๆ ได้มากก็คือ ประเทศเจ้าภาพ ย้อนกลับไปปี 2018 รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดเวิลด์คัพในครั้งนั้น นอกจากจะได้โชว์ศักยภาพในประเทศ ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน รถไฟฟรีสำหรับผู้ถือตั๋วบอล

นับถอยหลังสู่ปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการลูกหนัง! eFootball™ World Festival in Bangkok เมื่อตำนาน “เวย์น รูนีย์” และอนาคตของอีสปอร์ตมาบรรจบกันที่ไทย

หากคุณเป็นคนที่เลือดสูบฉีดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนกหวีดเริ่มเกม หากคุณคือคนที่เติบโตมากับหน้าจอทีวี จอยสติ๊ก และซีรีส์เกมฟุตบอลระดับตำนานที่ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน นี่คือ “คำเชิญ” ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง! เตรียมตัวให้พร้อม เพราะในเดือนกรกฎาคมนี้ กรุงเทพมหานครกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลฟุตบอลดิจิทัล เมื่อ KONAMI Digital Entertainment ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปักหมุดประเทศไทย จัดงานมหกรรมฟุตบอลและอีสปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ “eFootball™ World Festival in Bangkok” ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้ไม่ใช่แค่อีเวนต์โปรโมทเกมทั่วไป แต่คือการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายในงานครบรอบ 30 ปีที่กรุงโตเกียว และนี่คือ 5 เหตุผลสำคัญ ว่าทำไมคุณถึงต้องเคลียร์คิวให้ว่าง แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในงานนี้! 1. กระทบไหล่ “สุกรโลกันตร์” ตำนานศูนย์หน้าแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด ลองจินตนาการถึงการได้ยืนอยู่ห่างจากหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียงไม่กี่ก้าว… ไฮไลต์ที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดของงานนี้ คือการปรากฏตัวของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ตำนานนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ ในฐานะแขกรับเชิญสุดพิเศษ (Special Guest) ชายผู้เคยมอบความทรงจำอันยอดเยี่ยมบนผืนหญ้า ไม่ว่าจะเป็นลูกยิงจักรยานอากาศสุดสะเด่า หรือช็อตยิงไกลทำประตูที่เฉียบขาด ภายในงาน แฟนบอลจะได้มีโอกาสสัมผัสตัวตนของรูนีย์อย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมบนเวทีหลัก และช่วงพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Interview) ที่จะเจาะลึกถึงมุมมองของเขาที่มีต่อโลกฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ทั้งบนสนามจริงและสนามดิจิทัล การมาเยือนไทยของตำนานเบอร์ 10 ในครั้งนี้ คือการผสานโลกของฟุตบอลแบบดั้งเดิมเข้ากับวัฒนธรรมเกมมิ่งยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 2. ร่วมเป็นสักขีพยานหน้าประวัติศาสตร์: อนาคตของ eFootball™ จากยุคสมัยของ Pro Evolution Soccer (PES) วินนิ่งอีเลฟเว่นที่พวกเราคุ้นเคย สู่การพลิกโฉมเป็น eFootball™ ที่ปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยยอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 1 พันล้านครั้งทั่วโลก ในงานนี้ KONAMI ไม่ได้มาเพียงเพื่อจัดทัวร์นาเมนต์ แต่พวกเขาเตรียมใช้เวทีที่กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ “ประกาศทิศทางใหม่และอนาคตของ eFootball™” อย่างเป็นทางการต่อสายตาชาวโลก! ข้อมูลอัปเดตใหม่ล่าสุด ฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอย หรือโปรเจกต์ลับในบทต่อไปของเกม ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยที่นี่เป็นที่แรก ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับรู้ข่าวสารระดับ World Premiere ไปพร้อมๆ กับเกมเมอร์ทั่วโลกที่เฝ้ารอชมการถ่ายทอดสด 3.