Skip links

Editor’s Pick

จากห้องซ้อมหลังเลิกเรียนถึงเวทีโอซาก้า เมื่อวงดนตรีมัธยมไทยกำลังจะได้ออกเดินทาง

ในห้องชมรมดนตรีของโรงเรียน เสียงกลองมักดังเหลื่อมจังหวะ เสียงกีตาร์ยังมีโน้ตที่บอดบ้าง สายแจ็กอาจขาด ๆ หาย ๆ ส่วนสมาชิกบางคนก็เพิ่งวิ่งมาจากคาบเรียนพิเศษ แต่สำหรับเด็กกลุ่มหนึ่ง ห้องเล็ก ๆ หลังเลิกเรียนแห่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่ไกลถึงประเทศญี่ปุ่น ปีนี้ สยามดนตรียามาฮ่า ร่วมกับ miki music mirai ผู้จัดการแข่งขันดนตรีจากญี่ปุ่น เปิดเวที “Siam Music Yamaha Presents, we are SNEAKER AGES Thailand Band Competition 2026” เพื่อค้นหาวงดนตรีระดับมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศ และคัดเลือกหนึ่งวงเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันรอบแกรนด์ไฟนอลระดับเอเชียที่จังหวัดโอซาก้า ช่วงปลายปี 2569 การแข่งขันจะเริ่มต้นจากการคัดเลือกวงดนตรีใน 5 ภูมิภาค ก่อนเลือกตัวแทนรวม 15 วงเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร จากนั้นเวทีจะค่อย ๆ บีบพื้นที่ให้แคบลง จนเหลือเพียงวงเดียวที่ได้ถือบอร์ดดิ้งพาส เดินทางไปพิสูจน์ฝีมือบนเวทีที่ญี่ปุ่น พร้อมชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจอาจไม่ใช่เพียงคำถามว่า “วงไหนจะชนะ” หากคือคำถามว่า เวทีหนึ่งเวทีสามารถเปลี่ยนเด็กที่เล่นดนตรีอยู่ในโรงเรียนไปได้ไกลแค่ไหน เมื่อชมรมดนตรีไม่ใช่แค่กิจกรรมหลังเลิกเรียน ชื่อของ SNEAKER AGES อาจยังใหม่สำหรับวงดนตรีโรงเรียนในไทย แต่ในญี่ปุ่น เวทีนี้มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 2522 จุดเริ่มต้นของการแข่งขันมาจากวงดนตรีในชมรมระดับมัธยมปลายของภูมิภาคคันไซ ก่อนขยายขอบเขตเป็นการแข่งขันระดับประเทศในปี 2564 สิ่งที่ทำให้เวทีนี้แตกต่างจากการแข่งขันวงดนตรีทั่วไป คือการไม่ได้มองเฉพาะว่าใครเล่นแม่นที่สุด ใครมีนักร้องที่ทรงพลังที่สุด หรือใครสามารถเรียกเสียงกรี๊ดจากผู้ชมได้มากที่สุด SNEAKER AGES ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ตั้งแต่การฟังกันในวง การแบ่งหน้าที่ การแก้ปัญหา การยอมรับความผิดพลาด ไปจนถึงการเติบโตของเด็กคนหนึ่งผ่านการเป็นสมาชิกวงดนตรี เพราะในโลกของการเล่นเป็นวง คนที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้เพลงทั้งเพลงดีขึ้นมาได้เสมอไป บางครั้งมือกลองต้องรู้ว่าเมื่อไรควรผ่อน บางครั้งมือกีตาร์ต้องยอมลดเสียงของตัวเอง และบางครั้งนักร้องนำก็ต้องเข้าใจว่า การอยู่ข้างหน้าไม่ได้หมายความว่าจะต้องโดดเด่นอยู่ตลอดเวลา Katsumi Toda ผู้บริหารจาก miki music mirai อธิบายว่า เป้าหมายของการแข่งขันคือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนสร้างมิตรภาพ เรียนรู้การสนับสนุนกัน และเติบโตผ่านเสียงดนตรี ก่อนต่อยอดไปสู่การเป็นนักดนตรีหรือศิลปินที่มีศักยภาพในอนาคต ด้วยแนวคิดนี้ เวทีจึงไม่ใช่เพียงสนามประลองฝีมือ แต่คล้ายห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ไม่มีหนังสือ

จากแปรงแต่งหน้าสู่ซีรีส์วาย เมื่อ Pilot แรกของ “น้องฉัตร” กลายเป็นบททดสอบจริงของ Personal Brand

ถ้ามองผิวเผิน ข่าวนี้อาจดูเหมือนอีกหนึ่งข่าวบันเทิงที่เล่าว่า “ช่างแต่งหน้าชื่อดัง” กำลังขยับมาเล่นซีรีส์วายเป็นครั้งแรก แต่หลังจาก Pilot ของ The Last Lock of Love 🔐 ล็อกสุดท้าย…คือนายคนเดียว ถูกปล่อยออกมา เรื่องนี้กลับน่าสนใจกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่เสียงกรี๊ด ความฟิน หรือคอมเมนต์เชียร์ให้ตัวละครเลือกใคร แต่ยังมีเสียงวิจารณ์ที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องการแสดง เคมีของนักแสดง พล็อตที่บางคนมองว่ายังไม่สด และคำถามสำคัญว่า โปรเจกต์นี้จะไปต่อได้แข็งแรงแค่ไหนเมื่อเข้าสู่สนามจริง  นี่ทำให้ข่าวนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “ข้ามสาย” จากวงการบิวตี้สู่วงการบันเทิง แต่มันคือบททดสอบว่า Personal Brand ที่แข็งแรงพอจะพาคนเข้ามาดูได้ จะพาโปรเจกต์ให้ผ่านด่านความคาดหวังของคนดูได้หรือไม่ น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ เป็นชื่อที่คนจำนวนมากรู้จักจากโลกของความงาม การแต่งหน้า ภาพลักษณ์ และการเปลี่ยนลุคให้ผู้คนมากมาย ชื่อของเขาไม่ได้เป็นเพียงชื่อของช่างแต่งหน้า แต่เป็นภาพจำของความเป๊ะ ความมั่นใจ ความกล้า และการสร้างตัวตนที่ชัดเจนในพื้นที่ของตัวเอง เมื่อคนที่มีภาพจำชัดขนาดนี้ก้าวเข้าสู่ซีรีส์วาย คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า “เล่นได้ไหม” แต่คือ “คนดูจะเชื่อไหม” ซีรีส์เรื่อง The Last Lock of Love 🔐 ล็อกสุดท้าย…คือนายคนเดียว นี้มาจากค่าย One by Chat Entertainment โดยน้องฉัตรรับบทเป็น “แชท” นักพัฒนาโปรดักส์ที่ใช้ชีวิตแบบปล่อยใจไปกับ One Night Stand ก่อนต้องกลับมาเจอ “ซึงอู” ผู้จัดการคนใหม่ที่ดันเป็นคนเมื่อคืน รับบทโดย ซึงโฮ Choi Seung Ho นักแสดงหนุ่มเกาหลี  แค่พล็อตตั้งต้นก็มีสูตรของซีรีส์ที่ชวนให้คนดูหยุดดูอยู่แล้ว คืนเดียวที่ควรจบ กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวายในออฟฟิศ คนเมื่อคืนกลายเป็นคนที่ต้องเจอทุกวัน จากความสัมพันธ์ที่ควรถูกลืม กลายเป็นแรงปะทะระหว่างงาน ความลับ และหัวใจ นี่คือพล็อตที่เข้าใจง่าย มีความแซ่บ และมีพื้นที่ให้คนดูจิ้นต่อได้ทันที แต่หลัง Pilot ถูกปล่อยออกมา สิ่งที่น่าสนใจคือกระแสไม่ได้ไปทางเดียว ฝั่งหนึ่ง โดยเฉพาะแฟนต่างชาติ ดูจะสนุกกับพล็อตความสัมพันธ์หลายตัวเลือก หลายคอมเมนต์พูดไปในทิศทางว่า ไม่ต้องเลือกก็ได้ เอาทั้งสามคนไปเลย หรืออยากเห็นความสัมพันธ์แบบ Poly

MA-RE-DESIGN เมื่อการแก้ปัญหา ‘ขยะพลาสติก’ ไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คือ ‘ทางรอด’ ทางเศรษฐกิจของไทย

ท่ามกลางวิกฤตความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาหนึ่งที่ทวีความรุนแรงและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนระดับโลกคือ “มลพิษจากพลาสติก” ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุชัดเจนว่า ในแต่ละปีมีขยะพลาสติกหลุดรอดลงสู่มหาสมุทรทั่วโลกกว่า 11 ล้านตัน และหากไม่มีมาตรการขั้นเด็ดขาด ตัวเลขนี้อาจพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่าภายในปี ค.ศ. 2040 สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษชี้ให้เห็นว่า เรามีปริมาณขยะมูลฝอยสูงถึง 27 ล้านตันต่อปี และร้อยละ 18 ของขยะเหล่านั้นคือ “พลาสติก” ภาพจำของการแก้ปัญหาขยะในอดีตมักจบลงที่การรณรงค์ให้คนทิ้งขยะให้เป็นที่ หรือการจัดกิจกรรมเก็บขยะริมหาด ทว่าในความเป็นจริง “การจัดการปลายทาง” ไม่เคยไล่ตามความเร็วของการผลิตและการบริโภคได้ทัน นี่จึงเป็นที่มาของงานปิดโครงการ MA-RE-DESIGN (การลดการใช้ การออกแบบที่ยั่งยืน และการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อป้องกันขยะในทะเล) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ซึ่งงานนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีรีตองเพื่อฉลองความสำเร็จของโครงการระยะเวลา 3 ปีกว่า (ต.ค. 2565 – กลางปี 2569) ภายใต้การสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี แต่เป็นเวทีที่สะท้อนให้เห็นถึง “จุดเปลี่ยน” ครั้งสำคัญเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ที่เปลี่ยนวิธีคิดจากการแก้ปัญหาแบบเดิม สู่การวางระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) อย่างแท้จริง 1. รื้อโครงสร้าง Linear Economy: จาก “ผลิต-ใช้-ทิ้ง” สู่ระบบ “ความรับผิดชอบ” บทวิเคราะห์ประการแรกที่เห็นได้ชัดจากโครงการนี้ คือความพยายามในการรื้อถอนโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่ยึดหลัก Take-Make-Dispose (ผลิต-ใช้-ทิ้ง) คุณทวีชัย เจียรนัยขจร ผู้อำนวยการส่วนลดและใช้ประโยชน์ของเสีย กรมควบคุมมลพิษ ได้เน้นย้ำถึงหลักการ Waste Hierarchy (ลำดับขั้นการจัดการขยะ) ที่กำหนดให้การ “หลีกเลี่ยง” (Avoid) และ “การใช้ซ้ำ” (Reuse) เป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด รองลงมาคือการ “รีไซเคิล” (Recycle) ส่วนการเผาเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน (Waste to

LISA โดน FIFA บิด!? โชว์พิธีเปิดบอลโลก ไม่ได้เงินซักบาท!!!

ลิซ่า ลลิษา มโนบาล สาวอีสานจากจังหวัดบุรีรัมย์ เพิ่งสร้างปรากฏการณ์จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะศิลปินหญิง K-POP และคนไทยคนแรกที่ได้ขึ้นแสดงในพิธีเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก FIFA World Cup 2026 ณ SoFi Stadium สหรัฐอเมริกา ในฐานะตัวแทนแห่งเอเชียที่ผงาดบนเวทีระดับโลก โชว์ของเธอสร้างความภาคภูมิใจและเรียกเสียงฮือฮาแก่ชาวเน็ตทั่วโลก แต่ท่ามกลางความตื่นเต้น กลับมีประเด็นสุดช็อกที่ทำเอาหลายคนเอามือทาบอกพร้อมตั้งคำถาม เมื่อมีข้อมูลระบุว่า โชว์ระดับประวัติศาสตร์ครั้งนี้ ลิซ่าไม่ได้ค่าตัวจาก FIFA แม้แต่แต่บาทเดียว! คำถามคือ ระดับอภิมหาซุป’ตาร์อย่างเธอโดนเอาเปรียบหรือไม่? ทำไมงานระดับโลกถึงมองโบ๋ศิลปินจากเอเชีย? ความจริงแล้วเบื้องหลังเรื่องนี้ไม่มีใครโดนบิด แต่มันคือ “เกมกลยุทธ์ทางการตลาด” ที่ล้ำลึกกว่าที่เราคิด… ถอดรหัสเศรษฐศาสตร์บันเทิง: กฎของ “Super Bowl Model” หากมองในมุมของการจ้างงานทั่วไป การขึ้นโชว์แล้วไม่ได้เงินคงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ แต่สำหรับมหกรรมกีฬาระดับเมกะอีเวนต์อย่างฟุตบอลโลก 2026 ทาง FIFA ได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางเศรษฐศาสตร์บันเทิงใหม่ทั้งหมด ด้วยการนำแนวทางที่เรียกว่า “Super Bowl Model” มาใช้บังคับอย่างเป็นทางการ โมเดลนี้จำลองมาจากการแสดงช่วงพักครึ่ง (Halftime Show) ของอเมริกันฟุตบอล NFL ที่มีกฎเหล็กว่า ศิลปินระดับโลกที่ขึ้นโชว์จะตกลงรับค่าตัวที่ 0 ดอลลาร์ (Zero Performance Fee) ทว่าภายใต้ตัวเลขศูนย์นั้น กลับมีเงื่อนไขการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ที่มหาศาลซ่อนอยู่ รูปแบบการแสดง การจัดคอนเสิร์ตเวิลด์ทัวร์ปกติ (Traditional Concert) โชว์บนเวที FIFA 2026 (Super Bowl Model) ค่าตัวศิลปิน ได้รับค่าตัวคงที่ (มักอยู่ในระดับหลักล้านดอลลาร์) $0 (ไม่ได้รับค่าตัวส่วนบุคคล) ภาระต้นทุน ค่ายเพลงหรือศิลปินต้องรับความเสี่ยง/หักจากรายได้ FIFA รับผิดชอบต้นทุนการผลิตและลอจิสติกส์ 100% ฐานคนดู หลักหมื่น ถึง หลักแสนคนต่อรอบ ประมาณ 1.4 พันล้านคนทั่วโลก (ถ่ายทอดสด) ฟรีค่าตัว แต่ FIFA จ่ายค่าโปรดักชันให้ไม่อั้น (Zero Out-of-Pocket Production Costs) แม้ลิซ่าจะไม่ได้ค่าตัว แต่เธอและค่ายไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าทำโชว์เลยแม้แต่บาทเดียว

บทเรียน Soft Power ในทัวร์นาเมนต์ World Cup เวทีแสดงความเป็นเจ้าโลกนอกการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก สุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังกลับมาแล้ว แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์นี้ ย่อมส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยม ประเพณี วิธีคิด วัฒนธรรม ฯลฯ ที่จะอยู่ในสายตาและความทรงจำของผู้คนทุกหนแห่ง ดีไม่ดีอาจเป็นภาพสะท้อนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเกิด แต่จะเป็นในแง่บวกหรือในแง่ลบนั้นก็อีกเรื่อง  สิ่งที่แสดงเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด อันดับแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องในสนาม เอกลักษณ์ทีม เริ่มจากทีมเต็ง 2026 อย่างฝรั่งเศส หนึ่งในทีมที่มีความหลากหลายทางถิ่นที่มามากที่สุด สะท้อนถึงนโยบายของรัฐที่โอบรับผู้อพยพ คนลี้ภัยจากต่างถิ่น พร้อมทั้งรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ธงชาติตราไก่ กระทั่งเป็นทีมที่คู่ต่อสู้ต้องหวาดหวั่น แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเปิดรับคนหลายชาติพันธุ์เช่นนี้ ก็ย่อมนำไปสู่เสียงวิจารณ์ และไหนจะคำก่นด่ายามที่ทีมเข้าสู่ความผิดหวัง ประเด็นถิ่นกำเนิดนี้ก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ถูกหยิบมารุมทึ้งตัวนักเตะจนเกิดปัญหามาหลายครั้งแล้วเช่นกัน  แต่สำหรับการเป็นดินแดนที่เปิดรับความแตกต่าง และมาตรฐานทีมฟุตบอลระดับท็อปในเวทีโลก สิ่งนี้ก็สร้างมโนทัศน์ที่ชาวต่างชาติมองไปยังฝรั่งเศสในทางที่ดีได้ไม่น้อยทีเดียว มาที่ฝั่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้ เพราะย้อนกลับไปในปี 2002 ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น แต่ทว่า เกาหลีใต้ถูกครหาเรื่อง ‘วิชามาร’ ในสนาม จนเป็นชนักติดตัวที่หักล้างยังไงก็ไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนั้นทีมโสมขาวโดนวิจารณ์หนักมากจริงๆ และเป็นเช่นนั้นอยู่หลายปี จนในระยะหลังมานี้เอง ที่ฟุตบอลเกาหลีสามารถพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ ในช่วงเดียวกับที่สถาปนา K-POP ให้กลายเป็นเจ้าแห่งความบันเทิงของโลกตะวันออก สำหรับวงการฟุตบอล ก็มีทั้งเรื่องเพลง และชุดประจำทีม ที่เรามักจะเห็นความร่วมมือข้ามวงการอยู่บ่อยๆ เช่น เพลงเชียร์พิเศษจากไอดอลตัวท็อป หรือเสื้อแข่งที่ศิลปินเอาไปใส่ออกงาน ฯลฯ สิ่งที่เราได้เห็นคือ ค่านิยมอันเปลี่ยนแปลงไปของคนเกาหลี มหกรรมฟุตบอลโลกจึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่คนโคเรียจะได้โชว์ศักยภาพของคนในวงการต่างๆ ให้โลกได้เห็น เมื่อพูดถึงเอเชียแล้วญี่ปุ่นก็ใช่ย่อย เพราะตลอด 10 ปีหลังมานี้ ดาวเตะแดนอาทิตย์อุทัยย้ายไปค้าแข้งที่ยุโรปกันเป็นล่ำเป็นสัน กระทั่ง 11 ตัวจริงทีมชาติญี่ปุ่น ณ ปัจจุบัน เป็นขุนพลของทีมในยุโรปทั้งนั้น คือวงการฟุตบอลญี่ปุ่นพัฒนาระบบเยาวชนให้แข็งแรงได้จริงๆ และความมีระเบียบวินัย ถือเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องในสนาม และนอกสนาม เห็นได้จากระบบการเล่นที่ระเบียบเป๊ะสุดๆ คือทั้งเกมรุก-เกมรับ แทบจะไม่มีใครแตกแถวหรือเล่นเพื่อตัวเองกันเลย ทุกอย่างเป็นไปตามระบบทีมทุกระเบียบนิ้ว   ที่สำคัญคือวัฒนธรรมของคน บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นภาพห้องแต่งตัวของทีมญี่ปุ่นที่ถูกจัดให้สวยงาม สะอาดสะอ้านเมื่อแข่งเสร็จ รวมไปถึงโซนแฟนบอลที่รักษาระเบียบตรงนี้ไม่ต่างกัน แถมยังมีทีเด็ดที่อนิเมะ ปีก่อนก็เอาชุดแข่งจากการ์ตูน Blue Lock มาใช้ในชีวิตจริง ปีนี้จะมามุกไหนก็รอดูกัน ประเด็นต่อมาที่ช่วยสร้างผลประโยชน์ให้แก่ชาติต่างๆ ได้มากก็คือ ประเทศเจ้าภาพ ย้อนกลับไปปี 2018 รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดเวิลด์คัพในครั้งนั้น นอกจากจะได้โชว์ศักยภาพในประเทศ ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน รถไฟฟรีสำหรับผู้ถือตั๋วบอล

นับถอยหลังสู่ปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการลูกหนัง! eFootball™ World Festival in Bangkok เมื่อตำนาน “เวย์น รูนีย์” และอนาคตของอีสปอร์ตมาบรรจบกันที่ไทย

หากคุณเป็นคนที่เลือดสูบฉีดทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนกหวีดเริ่มเกม หากคุณคือคนที่เติบโตมากับหน้าจอทีวี จอยสติ๊ก และซีรีส์เกมฟุตบอลระดับตำนานที่ครองใจคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน นี่คือ “คำเชิญ” ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง! เตรียมตัวให้พร้อม เพราะในเดือนกรกฎาคมนี้ กรุงเทพมหานครกำลังจะกลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลฟุตบอลดิจิทัล เมื่อ KONAMI Digital Entertainment ค่ายเกมยักษ์ใหญ่ระดับโลก ประกาศปักหมุดประเทศไทย จัดงานมหกรรมฟุตบอลและอีสปอร์ตสุดยิ่งใหญ่ “eFootball™ World Festival in Bangkok” ในวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน งานนี้ไม่ใช่แค่อีเวนต์โปรโมทเกมทั่วไป แต่คือการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ระดับโลกที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จอย่างถล่มทลายในงานครบรอบ 30 ปีที่กรุงโตเกียว และนี่คือ 5 เหตุผลสำคัญ ว่าทำไมคุณถึงต้องเคลียร์คิวให้ว่าง แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในงานนี้! 1. กระทบไหล่ “สุกรโลกันตร์” ตำนานศูนย์หน้าแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด ลองจินตนาการถึงการได้ยืนอยู่ห่างจากหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกเพียงไม่กี่ก้าว… ไฮไลต์ที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดของงานนี้ คือการปรากฏตัวของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ตำนานนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและทีมชาติอังกฤษ ในฐานะแขกรับเชิญสุดพิเศษ (Special Guest) ชายผู้เคยมอบความทรงจำอันยอดเยี่ยมบนผืนหญ้า ไม่ว่าจะเป็นลูกยิงจักรยานอากาศสุดสะเด่า หรือช็อตยิงไกลทำประตูที่เฉียบขาด ภายในงาน แฟนบอลจะได้มีโอกาสสัมผัสตัวตนของรูนีย์อย่างใกล้ชิดผ่านกิจกรรมบนเวทีหลัก และช่วงพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟ (Exclusive Interview) ที่จะเจาะลึกถึงมุมมองของเขาที่มีต่อโลกฟุตบอลในยุคปัจจุบัน ทั้งบนสนามจริงและสนามดิจิทัล การมาเยือนไทยของตำนานเบอร์ 10 ในครั้งนี้ คือการผสานโลกของฟุตบอลแบบดั้งเดิมเข้ากับวัฒนธรรมเกมมิ่งยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ 2. ร่วมเป็นสักขีพยานหน้าประวัติศาสตร์: อนาคตของ eFootball™ จากยุคสมัยของ Pro Evolution Soccer (PES) วินนิ่งอีเลฟเว่นที่พวกเราคุ้นเคย สู่การพลิกโฉมเป็น eFootball™ ที่ปัจจุบันก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยยอดดาวน์โหลดสะสมทะลุ 1 พันล้านครั้งทั่วโลก ในงานนี้ KONAMI ไม่ได้มาเพียงเพื่อจัดทัวร์นาเมนต์ แต่พวกเขาเตรียมใช้เวทีที่กรุงเทพฯ เป็นสถานที่ “ประกาศทิศทางใหม่และอนาคตของ eFootball™” อย่างเป็นทางการต่อสายตาชาวโลก! ข้อมูลอัปเดตใหม่ล่าสุด ฟีเจอร์ที่หลายคนรอคอย หรือโปรเจกต์ลับในบทต่อไปของเกม ทุกอย่างจะถูกเปิดเผยที่นี่เป็นที่แรก ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับรู้ข่าวสารระดับ World Premiere ไปพร้อมๆ กับเกมเมอร์ทั่วโลกที่เฝ้ารอชมการถ่ายทอดสด 3.

“Thailand MICE Week 2026” เมื่อทีเส็บผนึกกำลังเอกชน พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่เวทีโลก

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองจักรกลสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนนวัตกรรม องค์ความรู้ และการลงทุนในระดับสากล ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการไมซ์ไทย ด้วยการประกาศยกระดับงานประจำปีอย่าง MICE Day สู่การเป็นมหกรรมระดับชาติ “Thailand MICE Week 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อหรือเพิ่มวันจัดงาน แต่คือการ “รวมศูนย์” สรรพกำลังจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากงานวันเดียว สู่สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทีเส็บได้จัดงาน MICE Day ในรูปแบบของงาน 1 วัน เพื่อกระตุ้นและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม แต่ด้วยความท้าทายของโลกธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขับเคลื่อนแบบแยกส่วนอาจไม่ทันท่วงทีอีกต่อไป ทีเส็บจึงได้จับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA และ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ TICA เพื่อสร้างแพลตฟอร์มกลางที่รวมงานไมซ์หลากหลายสาขาที่เคยแยกย้ายกันจัดตามวาระต่างๆ ให้มาอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน งานฝั่งนโยบายและวิชาการ (จากทีเส็บ): การรวมงานระดับแนวหน้าอย่าง MICE Standards Day, MICE Academy Day และ MICE City Summit เข้าไว้ด้วยกัน งานฝั่งธุรกิจและการค้า (จาก TEA): การดึงงานมหกรรมเจรจาธุรกิจอย่าง Thailand MICE X-Change (TMX) มาร่วมจัดในพื้นที่เดียวกัน การบูรณาการครั้งนี้ ทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในทุกห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ สถานศึกษา หรือหน่วยงานรัฐ สามารถเก็บเกี่ยวองค์ความรู้และโอกาสทางธุรกิจได้ครบจบในงานเดียว MICE in

(G)I-DLE [Syncopation] IN BANGKOK: ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองตัวตน บรรทัดฐานใหม่ของ K-Pop และการกลับบ้านที่แสนอบอุ่นของ ‘มินนี่’

หากจะกล่าวถึงเกิร์ลกรุ๊ปที่ทรงอิทธิพลและกล้าที่จะท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการดนตรีเกาหลีใต้ ชื่อของ (G)I-DLE (ไอเดิล) คงปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเธอได้พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง (Self-producing Idol) ที่หยิบยกประเด็นทางสังคม ความลื่นไหลทางเพศ และการทลายกรอบของคำว่า ‘ผู้หญิง’ มานำเสนอผ่านบทเพลงได้อย่างเฉียบคม และเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ออร่าแห่งความยิ่งใหญ่ของพวกเธอก็ได้ถูกประจักษ์แก่สายตาชาวไทยอีกครั้งใน “2026 i-dle WORLD TOUR [Syncopation] IN BANGKOK” ภายใต้การจัดงานของ iMe Thailand คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงดนตรี แต่คือ ‘บทบรรยาย’ เชิงศิลปะที่ตอกย้ำว่าทำไม (G)I-DLE ถึงยังคงยืนหยัดอยู่ในฐานะ ‘ตัวแม่’ ของเจนเนอเรชัน Syncopation: จังหวะขัดที่ลงตัว และการเปิดตัวที่ทรงพลัง คำว่า Syncopation ในทางดนตรีหมายถึงการเน้นจังหวะขัด หรือการสร้างความโดดเด่นในจุดที่คนไม่คาดคิด ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางกราฟชีวิตของ (G)I-DLE อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่ไฟในฮอลล์ดับลง เสียงเชียร์จาก NEVERLAND (ชื่อแฟนคลับ) ทั้งแฟนบอยและแฟนเกิร์ลก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ต้อนรับการปรากฏตัวของ 5 สมาชิก มิยอน (MIYEON), มินนี่ (MINNIE), โซยอน (SOYEON), อูกี (YUQI) และ ชูฮวา (SHUHUA) พวกเธอเปิดสเตจด้วยโปรดักชันแสง สี เสียงระดับสเตเดียม ทุบจังหวะหัวใจคนดูด้วยเพลง ‘Mono (Feat. skaiwater)’ และ ‘Nxde’ บทเพลงที่เป็นดั่งสัญญะของการเปลื้องผ้าคลุมแห่งอคติ และเชิดชูตัวตนที่แท้จริง ก่อนจะสานต่อความร้อนแรงด้วย ‘Oh my god’ และ ‘LION’ ที่สะกดผู้ชมด้วยเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดุดัน การร้องสดที่ทรงพลังทะลุไมค์ และอินเนอร์ที่แผ่ซ่านออกมาจนครอบงำพื้นที่ทุกตารางนิ้วของอิมแพ็ค อารีน่า ห้าเฉดสี ห้าตัวตน: นัยยะแฝงผ่านเวทีโซโล่ สิ่งที่ทำให้ (G)I-DLE แข็งแกร่งมาเสมอ

Sticker Marketing 2026: เมื่อ “กระจกรถ” คือสมรภูมิ OOH ที่ทรงพลังที่สุดในยุค Ad Fatigue

ในปี 2026 ที่ผู้บริโภคเผชิญกับภาวะ “Ad Fatigue” (การเมินเฉยต่อโฆษณาบนโลกดิจิทัล) อย่างหนัก แบรนด์ที่จะอยู่รอดไม่ใช่แบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาตะโกนดังที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่บน “พื้นที่ส่วนตัว” ของลูกค้าได้อย่างแนบเนียนที่สุด “สติกเกอร์ติดรถยนต์” จึงถูกยกระดับจากของแถมธรรมดา สู่การเป็นเครื่องมือสร้าง Brand Ownership เป็นสมรภูมิสื่อออฟไลน์ (OOH – Out-of-Home) ที่มีอัตราการเข้าถึงสูงและมีความน่าเชื่อถือในระดับที่อัลกอริทึมทำไม่ได้ สรุป 5 กรณีศึกษา: เมื่อสติกเกอร์กลายเป็นกลยุทธ์ยึดหัวหาด เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็ว นี่คือการถอดรหัสกลยุทธ์จาก 5 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Sticker Marketing: แบรนด์ กลยุทธ์ทางการตลาด (Key Strategy) บทบาทของสติกเกอร์ (Sticker’s Role) ผลลัพธ์ทางจิตวิทยา (Psychological Outcome) Shell V-Power Status Branding เครื่องหมายรับรองรสนิยม ความภาคภูมิใจ (Pride & Performance) วัดท่าไม้ Social Connectivity สัญลักษณ์บอกสถานะ (สีเหลือง/ขาว) ความเป็นพวกเดียวกัน (Physical Community) McDonald’s Privilege Marketing บัตรผ่านทางระดับ VIP ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เศรษฐีเรือทอง Emotional Insight (Faith) เครื่องรางเคลื่อนที่เสริมธุรกิจ ที่พึ่งทางใจของผู้ประกอบการ (SME) ห่อใหญ่ Local to National + Gamification ของสะสม Limited Edition (มีเลขมงคล) ปรากฏการณ์ไวรัลออฟไลน์ (Ambient Media) 🔍 เจาะลึก 5 Masterpiece Case Studies 1. Shell V-Power: ยกระดับจากฟังก์ชัน สู่ความภาคภูมิใจ (Pride & Performance)

ถอดรหัสก้าวใหม่ Supersports ยกระดับรีเทลสู่ ‘Sports Ecosystem’ ดึง T-POP ตัวท็อป ATLAS ปลุกสปิริตคนยุคใหม่

การแข่งขันในตลาดรีเทลอุปกรณ์กีฬาในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสินค้าครบหรือราคาดีที่สุดอีกต่อไป แต่คือการสร้าง ‘ประสบการณ์’ และ ‘คอมมูนิตี้’ ที่ตอบโจทย์อินไซต์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ล่าสุด Supersports (ซูเปอร์สปอร์ต) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสินค้ากีฬาของไทย ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ผ่านบิ๊กอีเวนต์ “Supersports Powering Year Of Sport 2026 – Beyond Movement Beyond Limits” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเปิดตัวแคมเปญธรรมดา แต่คือการประกาศกร้าวถึงทิศทางใหม่ภายใต้กลยุทธ์ ‘Move to A New Height’ ที่ Supersports กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองจากจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้ง (Retail Destination) สู่การเป็น ‘Sports Ecosystem’ อย่างเต็มรูปแบบ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมูฟเมนต์สำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์กีฬาที่คนไทยคุ้นเคย Store 3.0: ทลายกรอบรีเทล สู่ The Best Multi-Brand Sports Store in Southeast Asia หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ คือการยกระดับ Supersports เซ็นทรัลเวิลด์ แฟลกชิพสโตร์ ให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับภูมิภาค โมเดลที่น่าจับตามองคือการนำคอนเซปต์ Store 3.0 มาใช้ ซึ่งเป็นการเบลนด์เส้นแบ่งระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์ (Omnichannel) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ในมุมมองของ Marketing นี่คือการยกระดับ Customer Journey ขั้นสุด พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็น ‘Playground’ สำหรับคนรักกีฬาผ่านประสบการณ์แบบ Immersive สโตร์ไม่ได้มีไว้แค่โชว์สินค้า แต่มี โซนทดลองสินค้าเฉพาะทาง ที่ให้ลูกค้าได้เทสต์จริงก่อนซื้อ มีเทคโนโลยี การวิเคราะห์รูปเท้าแบบ 3D โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารองเท้าที่ฟิตพอดีกับสรีระและการใช้งาน ไปจนถึงพื้นที่ให้คำปรึกษาที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับบิกินเนอร์ที่เพิ่งหัดวิ่ง ไปจนถึงนักกีฬาอีลิทที่ต้องการทำลายสถิติ PB (Personal Best) ของตัวเอง Sports Community: สร้างแรงกระเพื่อมผ่าน