Skip links

Editor’s Pick

“Thailand MICE Week 2026” เมื่อทีเส็บผนึกกำลังเอกชน พลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่เวทีโลก

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองจักรกลสำคัญที่คอยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล แต่ยังเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนนวัตกรรม องค์ความรู้ และการลงทุนในระดับสากล ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับวงการไมซ์ไทย ด้วยการประกาศยกระดับงานประจำปีอย่าง MICE Day สู่การเป็นมหกรรมระดับชาติ “Thailand MICE Week 2026” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ การปรับโฉมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อหรือเพิ่มวันจัดงาน แต่คือการ “รวมศูนย์” สรรพกำลังจากทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมา จากงานวันเดียว สู่สัปดาห์แห่งการขับเคลื่อนแบบบูรณาการ ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ทีเส็บได้จัดงาน MICE Day ในรูปแบบของงาน 1 วัน เพื่อกระตุ้นและกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม แต่ด้วยความท้าทายของโลกธุรกิจในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขับเคลื่อนแบบแยกส่วนอาจไม่ทันท่วงทีอีกต่อไป ทีเส็บจึงได้จับมือกับพันธมิตรภาคเอกชนยักษ์ใหญ่ ได้แก่ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA และ สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ TICA เพื่อสร้างแพลตฟอร์มกลางที่รวมงานไมซ์หลากหลายสาขาที่เคยแยกย้ายกันจัดตามวาระต่างๆ ให้มาอยู่ภายใต้ร่มธงเดียวกัน งานฝั่งนโยบายและวิชาการ (จากทีเส็บ): การรวมงานระดับแนวหน้าอย่าง MICE Standards Day, MICE Academy Day และ MICE City Summit เข้าไว้ด้วยกัน งานฝั่งธุรกิจและการค้า (จาก TEA): การดึงงานมหกรรมเจรจาธุรกิจอย่าง Thailand MICE X-Change (TMX) มาร่วมจัดในพื้นที่เดียวกัน การบูรณาการครั้งนี้ ทำให้ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ในทุกห่วงโซ่อุปทาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ สถานศึกษา หรือหน่วยงานรัฐ สามารถเก็บเกี่ยวองค์ความรู้และโอกาสทางธุรกิจได้ครบจบในงานเดียว MICE in

(G)I-DLE [Syncopation] IN BANGKOK: ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองตัวตน บรรทัดฐานใหม่ของ K-Pop และการกลับบ้านที่แสนอบอุ่นของ ‘มินนี่’

หากจะกล่าวถึงเกิร์ลกรุ๊ปที่ทรงอิทธิพลและกล้าที่จะท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการดนตรีเกาหลีใต้ ชื่อของ (G)I-DLE (ไอเดิล) คงปรากฏขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พวกเธอได้พิสูจน์ตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าในฐานะศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานด้วยตัวเอง (Self-producing Idol) ที่หยิบยกประเด็นทางสังคม ความลื่นไหลทางเพศ และการทลายกรอบของคำว่า ‘ผู้หญิง’ มานำเสนอผ่านบทเพลงได้อย่างเฉียบคม และเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ออร่าแห่งความยิ่งใหญ่ของพวกเธอก็ได้ถูกประจักษ์แก่สายตาชาวไทยอีกครั้งใน “2026 i-dle WORLD TOUR [Syncopation] IN BANGKOK” ภายใต้การจัดงานของ iMe Thailand คอนเสิร์ตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแสดงดนตรี แต่คือ ‘บทบรรยาย’ เชิงศิลปะที่ตอกย้ำว่าทำไม (G)I-DLE ถึงยังคงยืนหยัดอยู่ในฐานะ ‘ตัวแม่’ ของเจนเนอเรชัน Syncopation: จังหวะขัดที่ลงตัว และการเปิดตัวที่ทรงพลัง คำว่า Syncopation ในทางดนตรีหมายถึงการเน้นจังหวะขัด หรือการสร้างความโดดเด่นในจุดที่คนไม่คาดคิด ซึ่งสอดคล้องกับเส้นทางกราฟชีวิตของ (G)I-DLE อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่ไฟในฮอลล์ดับลง เสียงเชียร์จาก NEVERLAND (ชื่อแฟนคลับ) ทั้งแฟนบอยและแฟนเกิร์ลก็พุ่งทะยานถึงขีดสุด ต้อนรับการปรากฏตัวของ 5 สมาชิก มิยอน (MIYEON), มินนี่ (MINNIE), โซยอน (SOYEON), อูกี (YUQI) และ ชูฮวา (SHUHUA) พวกเธอเปิดสเตจด้วยโปรดักชันแสง สี เสียงระดับสเตเดียม ทุบจังหวะหัวใจคนดูด้วยเพลง ‘Mono (Feat. skaiwater)’ และ ‘Nxde’ บทเพลงที่เป็นดั่งสัญญะของการเปลื้องผ้าคลุมแห่งอคติ และเชิดชูตัวตนที่แท้จริง ก่อนจะสานต่อความร้อนแรงด้วย ‘Oh my god’ และ ‘LION’ ที่สะกดผู้ชมด้วยเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ดุดัน การร้องสดที่ทรงพลังทะลุไมค์ และอินเนอร์ที่แผ่ซ่านออกมาจนครอบงำพื้นที่ทุกตารางนิ้วของอิมแพ็ค อารีน่า ห้าเฉดสี ห้าตัวตน: นัยยะแฝงผ่านเวทีโซโล่ สิ่งที่ทำให้ (G)I-DLE แข็งแกร่งมาเสมอ

Sticker Marketing 2026: เมื่อ “กระจกรถ” คือสมรภูมิ OOH ที่ทรงพลังที่สุดในยุค Ad Fatigue

ในปี 2026 ที่ผู้บริโภคเผชิญกับภาวะ “Ad Fatigue” (การเมินเฉยต่อโฆษณาบนโลกดิจิทัล) อย่างหนัก แบรนด์ที่จะอยู่รอดไม่ใช่แบรนด์ที่ทุ่มงบโฆษณาตะโกนดังที่สุด แต่คือแบรนด์ที่สามารถเข้าไปอยู่บน “พื้นที่ส่วนตัว” ของลูกค้าได้อย่างแนบเนียนที่สุด “สติกเกอร์ติดรถยนต์” จึงถูกยกระดับจากของแถมธรรมดา สู่การเป็นเครื่องมือสร้าง Brand Ownership เป็นสมรภูมิสื่อออฟไลน์ (OOH – Out-of-Home) ที่มีอัตราการเข้าถึงสูงและมีความน่าเชื่อถือในระดับที่อัลกอริทึมทำไม่ได้ สรุป 5 กรณีศึกษา: เมื่อสติกเกอร์กลายเป็นกลยุทธ์ยึดหัวหาด เพื่อความเข้าใจที่รวดเร็ว นี่คือการถอดรหัสกลยุทธ์จาก 5 แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ Sticker Marketing: แบรนด์ กลยุทธ์ทางการตลาด (Key Strategy) บทบาทของสติกเกอร์ (Sticker’s Role) ผลลัพธ์ทางจิตวิทยา (Psychological Outcome) Shell V-Power Status Branding เครื่องหมายรับรองรสนิยม ความภาคภูมิใจ (Pride & Performance) วัดท่าไม้ Social Connectivity สัญลักษณ์บอกสถานะ (สีเหลือง/ขาว) ความเป็นพวกเดียวกัน (Physical Community) McDonald’s Privilege Marketing บัตรผ่านทางระดับ VIP ความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เศรษฐีเรือทอง Emotional Insight (Faith) เครื่องรางเคลื่อนที่เสริมธุรกิจ ที่พึ่งทางใจของผู้ประกอบการ (SME) ห่อใหญ่ Local to National + Gamification ของสะสม Limited Edition (มีเลขมงคล) ปรากฏการณ์ไวรัลออฟไลน์ (Ambient Media) 🔍 เจาะลึก 5 Masterpiece Case Studies 1. Shell V-Power: ยกระดับจากฟังก์ชัน สู่ความภาคภูมิใจ (Pride & Performance)

ถอดรหัสก้าวใหม่ Supersports ยกระดับรีเทลสู่ ‘Sports Ecosystem’ ดึง T-POP ตัวท็อป ATLAS ปลุกสปิริตคนยุคใหม่

การแข่งขันในตลาดรีเทลอุปกรณ์กีฬาในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสินค้าครบหรือราคาดีที่สุดอีกต่อไป แต่คือการสร้าง ‘ประสบการณ์’ และ ‘คอมมูนิตี้’ ที่ตอบโจทย์อินไซต์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ล่าสุด Supersports (ซูเปอร์สปอร์ต) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสินค้ากีฬาของไทย ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ผ่านบิ๊กอีเวนต์ “Supersports Powering Year Of Sport 2026 – Beyond Movement Beyond Limits” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเปิดตัวแคมเปญธรรมดา แต่คือการประกาศกร้าวถึงทิศทางใหม่ภายใต้กลยุทธ์ ‘Move to A New Height’ ที่ Supersports กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองจากจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้ง (Retail Destination) สู่การเป็น ‘Sports Ecosystem’ อย่างเต็มรูปแบบ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมูฟเมนต์สำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์กีฬาที่คนไทยคุ้นเคย Store 3.0: ทลายกรอบรีเทล สู่ The Best Multi-Brand Sports Store in Southeast Asia หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ คือการยกระดับ Supersports เซ็นทรัลเวิลด์ แฟลกชิพสโตร์ ให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับภูมิภาค โมเดลที่น่าจับตามองคือการนำคอนเซปต์ Store 3.0 มาใช้ ซึ่งเป็นการเบลนด์เส้นแบ่งระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์ (Omnichannel) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ในมุมมองของ Marketing นี่คือการยกระดับ Customer Journey ขั้นสุด พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็น ‘Playground’ สำหรับคนรักกีฬาผ่านประสบการณ์แบบ Immersive สโตร์ไม่ได้มีไว้แค่โชว์สินค้า แต่มี โซนทดลองสินค้าเฉพาะทาง ที่ให้ลูกค้าได้เทสต์จริงก่อนซื้อ มีเทคโนโลยี การวิเคราะห์รูปเท้าแบบ 3D โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารองเท้าที่ฟิตพอดีกับสรีระและการใช้งาน ไปจนถึงพื้นที่ให้คำปรึกษาที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับบิกินเนอร์ที่เพิ่งหัดวิ่ง ไปจนถึงนักกีฬาอีลิทที่ต้องการทำลายสถิติ PB (Personal Best) ของตัวเอง Sports Community: สร้างแรงกระเพื่อมผ่าน

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ 3 งานไมซ์ระดับโลก ณ จังหวัดภูเก็ต ปี 2569

การที่จังหวัดภูเก็ตได้รับความไว้วางใจให้เป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับนานาชาติถึง 3 งานในปี พ.ศ. 2569 ภายใต้การสนับสนุนเชิงรุกของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ในมุมมองของ The Attraction ความสำเร็จครั้งนี้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่คนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน และเป็นผลสัมฤทธิ์ทางยุทธศาสตร์ที่สมควรได้รับการยกย่อง 1.การยกระดับบทบาทสู่ผู้ขับเคลื่อน “วาระสากล” (Global Agendas) ความโดดเด่นของยุทธศาสตร์การดึงงานไมซ์ในครั้งนี้ คือการเลือกลงทุนในงานประชุมที่สอดคล้องกับทิศทางและเมกะเทรนด์ของโลกอย่างเจาะจง ซึ่งประกอบไปด้วย 3 วาระหลัก ได้แก่ ความยั่งยืน (Sustainability) สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) มิติด้านความยั่งยืน: งาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับโลก เวทีนี้จะตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065   มิติด้านสุขภาวะองค์รวม: งาน Global Wellness Summit 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นงานประชุมวิชาการที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้าน Wellness การเป็นเจ้าภาพงานนี้จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยขยับจากการเป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) สู่การเป็นระบบเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) และผลักดันภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) อย่างเป็นรูปธรรม   มิติด้านความเท่าเทียม: งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึง

เจาะยุทธศาสตร์ไมซ์ไทย 2026: เมื่อ “ความเชื่อมั่น” คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน GDP

ในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ไม่ได้เป็นเพียงการจองห้องประชุมหรือการจัดนิทรรศการเพื่อโชว์สินค้าอีกต่อไป แต่มันคือ “สงครามเชิงยุทธศาสตร์” ที่แต่ละประเทศต่างแย่งชิงโอกาสในการเป็นศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของภูมิภาคอาเซียน แผนงาน “TCEB Strategic Direction 2026” ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จึงเปรียบเสมือนการรีเซ็ตเข็มทิศเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง 1. วิสัยทัศน์ที่มากกว่าการเป็น “ทางผ่าน”: ความท้าทายของ Global-Asia’s Trusted Gateway ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่แหลมคมกว่าเดิมภายใต้แนวคิด “From Change that Matters to Impact that Lasts” โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Global-Asia’s Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชียที่โลกมอบความไว้วางใจให้ ดร. ศุภวรรณ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการดำเนินงานไว้อย่างน่าสนใจว่า: “เรามุ่งให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยสร้างผลกระทบระดับสูง (High-Impact) ต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จัดงาน พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน” หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คำว่า “High-Impact” ในมิติของปี 2569 ไม่ใช่เพียงยอดรายได้ที่เป็นตัวเลขในบัญชี แต่มันคือการสร้าง “ผลกระทบต่อเนื่อง” (Multiplier Effect) ที่งานไมซ์แต่ละงานต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรมและความรู้ไปสู่ท้องถิ่น ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ที่จัดแล้วจบไป แต่ต้องทิ้ง “รอยเท้าทางเศรษฐกิจ” เอาไว้ในทุกพื้นที่ 2. ถอดรหัส Brand Insights: เมื่อโลกไม่ได้มองหาแค่สถานที่ แต่หา “ทางรอด” สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความกล้าหาญของทีเส็บ คือการนำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญไมซ์ทั่วโลกกว่า 568 ราย มาเป็นสารตั้งต้นในการวางกลยุทธ์ ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งความเฉพาะทาง (Specialization) ประเทศไทยจึงเลิกขายภาพรวมแบบกว้างๆ แล้วหันมาชูอุตสาหกรรมที่เป็น “แม่เหล็ก” 7 ด้าน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินคุณภาพสูง: Medical & Wellness: การดึงดูดงานด้าน Longevity และวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลก Agri-Tech & Future Food: การใช้ความมั่นคงทางอาหารเป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ Smart Manufacturing &

เมื่อ “ความปลอดภัย” กลายเป็นงานศิลปะ คปภ. ชวนเช็กอินสตรีทอาร์ตสุดชิคใน Bangkok Design Week 2026

Bangkok Design Week 2026 เทศกาลออกแบบที่เสริมศักยภาพกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติบุกชุมชนเก่าย่านตลาดน้อย สัมผัสเสน่ห์ศิลปะกลางกรุง พร้อมเรื่องราวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย-จีนที่สืบทอดมายาวนาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตครั้งนี้ เปิดตัว “INSURANCE STREET SENSE” มุ่งผลักดันคนรุ่นใหม่ร่วมสัมผัสพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนการปรับโฉมทางม้าลาย และติดตั้งไลต์ติ้งตกแต่งบริเวณทางข้าม สร้างความโดดเด่นและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้สัญจรไปมา ตลอดระยะเวลาจัดงาน ตั้งแต่วันนี้-8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ HUGS Songwat ถนนทรงวาด ผ่านผลงานศิลปะกราฟิตี้ เสวนา และกิจกรรมที่มีให้เห็นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น สำหรับไฮไลต์ภายในงาน พบกับการออกแบบกราฟิตี้บนอาคารทรงเก๋อย่าง HUGS Songwat โดยศิลปินชื่อดัง “ภิชญ ศรีระพงษ์” (BEERPITCH) นักออกแบบ Typography Art ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ นำเสนอผลงานลวดลาย Geometric ที่ผสานเรื่องราวชุมชนเข้ากับโลโก้ OIC สัญลักษณ์สำนักงาน คปภ. สื่อถึงความปลอดภัย การปกป้อง และการลดความเสี่ยง ตอกย้ำแนวคิด “ศิลปะบนพื้นที่สาธารณะคุ้มครองอัตลักษณ์ชุมชน เช่นเดียวกับประกันภัยที่คุ้มครองผู้คนในทุกมิติชีวิต” ได้เป็นอย่างดี พบกับมาสคอตสุดคิวต์ “น้องพิทักษ์” ตัวแทนนักคุ้มครองที่คอยต้อนรับทุกคน พร้อมชวนเล่น Photo Booth: Photo Effect แชะ & แชร์ แล้วติดแฮชแท็ก #OICONYOURSIDE #BKKDW2026 เพื่อรับเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่หน้างาน พลาดไม่ได้! กิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ HUGS Songwat ถนน ทรงวาด สามารถติดตามข้อมูลได้ทาง: Facebook: oicthailand Website: www.oic.or.th Youtube: @oic.thailand Instagram: @oic.thailand X: oic_thailand TikTok: oicthailand #OICSTREETSENSE #OICONYOURSIDE #ประกันภัยใกล้ฉัน #OICอยู่ข้างๆคุณ #คปภ.อยู่ข้างๆคุณ

“เอกชัย ศรีวิชัย” ผู้พลิกโฉมนักร้องให้เป็น “ตลกท่านหนึ่ง”

เสียงหัวเราะอาจทำให้โลกดูเบาลง แต่สำหรับ “เอกชัย ศรีวิชัย” เสียงหัวเราะยังมีความลึกซึ้งกว่านั้น เพราะอารมณ์ขันเป็นภาษาสากลที่เข้าถึงทุกคน และเป็นพลังที่ผลักให้เขายังอยู่ในวงการมายาวนานกว่าหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นฐานะนักร้อง นักแสดง หรือนายหนังตะลุง แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือ ศิลปินที่เติบโตมาจากความเข้าใจชีวิต และความจริงของสังคมไทยผ่านสายตาของเขา ในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราได้เห็นเอกชัยพูดถึง “ตัวตนในฐานะศิลปิน” มากกว่าที่เคยเห็น ตั้งแต่การเป็นนายหนังตะลุงที่ต้องเข้าใจความรู้สึกคนดู จังหวะฮา จังหวะเงียบ และจังหวะที่จะพูดความจริงลงไปอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามบางอย่างต่อผู้มีอำนาจ สังคม และความไม่ยุติธรรม เพราะสำหรับเขา  “ตลกไม่ได้มีหน้าที่แค่เรียกเสียงหัวเราะ แต่ต้องกล้าที่จะสะท้อนความจริงด้วย” และจากการคลุกคลีกับศิลปะพื้นบ้านแขนงต่างๆ ทำให้เขาพบความแตกต่างของการเล่นตลกในแต่ละภูมิภาค ตลกอีสานจะมีเสน่ห์แบบบ้านๆ ตลกภาคกลางจะเน้นจังหวะและการเล่าเรื่อง ส่วนตลกภาคใต้ที่เขาเติบโตมานั้น ดุดัน ตรงไปตรงมา และไม่กลัวแตะประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะ “เรื่องการเมือง” เพราะในสายตาของเอกชัย  “ชีวิตคนใต้ผูกพันกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองมาตลอด จะให้เล่นตลกแบบไม่แตะความจริง ก็คงไม่ใช่ตัวตนของเรา” ความสนใจใคร่รู้ในความสนุกมิติต่างๆ ส่งผลให้นักร้องที่ชื่อ “เอกชัย ศรีวิชัย” ผลิกบทบาทฐานะนักร้อง จากเดิมที่นักร้องลูกทุ่งจะต้องเป็น “พระเอกหน้าเวที” เป็นเจ้าชาย หรือเป็นลูกๆ ของบรรดาแม่ยก แต่ใน “ศรีวิชัยโชว์” นักร้องและหัวหน้าวงผู้นี้ เปรียบเสมือนตลกคนหนึ่งที่ใครจะเล่นหัวก็ได้ ตราบใดที่เป็นการแสดง ตรงนี้เองที่ทำให้บทบาทของนักร้องหน้าเวทีเปลี่ยนแปลงไป         แต่การผลิกคาแรคเตอร์จาก “นักร้อง” มาสู่ “ตลก” ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีเสมอไป เพราะในอีกประเด็นหนึ่ง เอกชัยยังพูดถึงดราม่าเพลง “หมากัด” ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการเล่นกับเรื่องใต้สะดือ ซึ่งบางคนไม่อาจรับได้ จนเกิดกระแสต่อต้านในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เอกชัยมองว่า นี่คืออารมณ์ขันแบบพื้นบ้าน เป็นศิลปะอันสะท้อนความจริงของวัฒนธรรม ถ้าเราปิดกั้นจนหมด เราอาจจะไม่ได้พูดถึงปัญหาอะไรเลยสักอย่าง และหนึ่งประโยคที่เขาพูดในบทสัมภาษณ์นี้ น่าจะเป็นประโยคที่อธิบายตัวตนเอกชัยได้ดีที่สุด: “เมื่อไหร่ที่เรากลัวคำวิจารณ์ จะไม่มีทางได้เห็นผลงานชิ้นใหม่” — เอกชัย ศรีวิชัย นอกจากบทบาทในโลกตลก เอกชัยยังพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้สร้างงานภาพยนตร์ และ “กิ่งแก้ว” คือผลงานเรื่องล่าสุดที่สะท้อนความมืด ความจริง และความเจ็บปวดของมนุษย์ผ่านเรื่องราวสยองขวัญ หญิงสาวผู้มีอาการทางจิตที่ถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวและฆ่าเด็ก แม้จะยืนยันว่าตนไม่ผิด แต่หลักฐานกลับมัดตัวจนศาลตัดสินประหารชีวิต ก่อนที่เธอจะตายไปพร้อมคำว่า “ฉันไม่ผิด” และกลายเป็นวิญญาณอาฆาตคอยตามทวงความจริงจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังผี แต่มันตั้งคำถามถึงความยุติธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรม ว่าสุดท้ายแล้ว…ใครกันแน่คือ

การส่องสว่างครั้งสุดท้ายก่อนกำเนิดใหม่: เจฟ ซาเตอร์ ปิดฉากจักรวาล ‘RED GIANT’ อย่างสมบูรณ์แบบด้วย 3 เพลงใหม่และ “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)”

ตลอดปีที่ผ่านมา หากจะมีศิลปินไทยสักคนที่ยืนยันความเป็น ‘Global Pop Star’ ได้อย่างไม่มีข้อกังขา ชื่อของ เจฟ ซาเตอร์ (JEFF SATUR) คงผงาดอยู่บนอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน การเดินทางใน “The Year of Red Giant” ที่เริ่มต้นอย่างร้อนแรงด้วยซิงเกิล “Ride or Die” ได้พาเขาไปสร้างปรากฏการณ์ Sold Out ในทัวร์คอนเสิร์ตกว่า 12 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่ São Paulo ไปจนถึงกรุงเทพฯ วันนี้ จักรวาลดาวสีแดงดวงนี้กำลังเข้าสู่ฉากสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด นั่นคือการปล่อย “JEFF SATUR : Red Giant EP” พลังแห่ง ‘ดาวยักษ์แดง’ ที่พร้อมระเบิดสู่การเริ่มต้นใหม่ แนวคิดของ “Red Giant” ไม่ได้เป็นเพียงชื่ออัลบั้ม แต่มันคือการเปรียบเปรยถึงช่วงเวลาที่ดาวดวงหนึ่งกำลังเปล่งประกายสุดขีด ก่อนจะยุบตัวและระเบิดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงพลังงาน, ความทุ่มเท และพัฒนาการทางดนตรีที่เจฟได้ทุ่มเทตลอดปี 2025 อย่างชัดเจน เราได้เห็นจุดสว่างที่สุดจุดหนึ่งในเดือนพฤษภาคม กับ Red Giant Concert ณ IMPACT Arena กรุงเทพฯ ที่บัตร Sold Out ทั้ง 2 รอบ และเป็นที่ที่เพลง “Tell Me The Name” ถูกเปิดตัวก่อนใคร ซึ่งการรวมทุกบทเพลงแห่งปีไว้ใน EP นี้ จึงเป็นเหมือนการบันทึกประวัติศาสตร์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขา ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้สองครั้งผ่าน “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)” หัวใจสำคัญของการปิดฉากครั้งนี้คือ 3 เพลงใหม่ที่ถูกปล่อยออกมา โดยเฉพาะซิงเกิลภาษาไทยที่อบอุ่นและเป็นของขวัญส่งท้ายปีอย่างแท้จริง “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)” เวอร์ชันไทยได้ถูกปล่อยไปตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พร้อมมิวสิกวิดีโอที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยได้นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์มากเสน่ห์อย่าง เจนิส-เจณิสตา มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว

3 เหตุผลที่ต้องดู Predator: Badlands พรีเดเตอร์: แดนเถื่อน ใน IMAX

ภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์สุดมันส์แห่งปี “Predator: Badlands พรีเดเตอร์: แดนเถื่อน” กำลังสร้างกระแสความฮือฮาอย่างแรงหลังเข้าฉาย ด้วยการนำเสนอมุมมองใหม่ของจักรวาลพรีเดเตอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมฉากแอ็กชันสุดระทึกที่ทำให้ทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมต่างยกนิ้วให้ คะแนนสูงลิ่ว การันตีความมันส์ ผลตอบรับจาก Rotten Tomatoes พิสูจน์ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างชัดเจน โดย Tomatometer ฝั่งนักวิจารณ์ให้คะแนนสูงถึง 85% คว้ามะเขือเทศสดมาครอง ขณะที่ Popcornmeter ฝั่งผู้ชมก็ให้คะแนนล้นหลามถึง 95% (ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) ยืนยันว่านี่คือภาพยนตร์ที่คุ้มค่าแก่การเดินทางไปชมในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในระบบ IMAX 3 เหตุผลที่ต้องดูใน IMAX 1. ฉากแอ็กชันมันทะลุจอ ฉากแอ็กชันใน Predator: Badlands ได้รับคำชมว่าดุเดือดและระทึกเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของหุ่นยนต์ซินธ์ (Synthetics) การล่าสัตว์ประหลาด หรือการเอาชีวิตรอดจากกับดักสุดอันตราย เมื่อรวมกับระบบ IMAX ที่เพิ่มมิติของภาพและเสียงกระหึ่มถึงใจ ความมันส์จึงทวีคูณเป็นเท่าตัว 2. ภาพดาว Genna สุดอลังการ ทีมงาน VFX ระดับโลกนำโดย Olivier Dumont ผู้กำกับด้านเอฟเฟกต์ภาพจาก Doctor Strange in the Multiverse of Madness และ Shang-Chi มาควบคุมงาน ร่วมกับสตูดิโอชื่อดังอย่าง Wētā Workshop, Framestore และ ILM สร้างสรรค์ภาพของดาว Genna แดนเถื่อนที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งต้นไม้และสัตว์ที่น่ากลัวและร้ายกาจ การชมในระบบ IMAX จะทำให้คุณได้สัมผัสความน่าสะพรึงกลัวของดาวดวงนี้แบบเต็มตาเต็มอารมณ์ 3. เข้าถึงอารมณ์พรีเดเตอร์ครั้งแรก นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในจักรวาลพรีเดเตอร์ที่ให้ผู้ชมเห็นใบหน้าและอารมณ์ของนักล่าสุดโหดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีหน้ากากปิดบัง จอยักษ์ IMAX จะทำให้คุณรู้สึกได้ว่าสัตว์ประหลาดที่เคยน่ากลัว ก็มีชีวิตจิตใจไม่ต่างจากมนุษย์ พิสูจน์ความเป็นนักล่า สำหรับแฟนหนังที่อยากทดสอบสัญชาตญาณนักล่าในตัวเอง อย่าพลาด “Predator: Badlands Immersive Experience” เพียงแสดงบัตรชมภาพยนตร์ก็เข้าร่วมบททดสอบสุดท้าทายได้ทันที ระหว่างวันที่ 6-16 พฤศจิกายน