Skip links

Editor’s Pick

ย้อนรอย Squid Game…พลังชุดโกโกวา คลื่นลูกยักษ์ที่เคยซัดโลก

มาแล้วลูกจ๋า ชุดโกโกวาที่หนูอยากได้! Squid Game – เล่นลุ้นตาย ซีซัน 2 – กำลังจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2024 นี้ แต่ก่อนหน้าที่จะไปถึงวันนั้น อยากจะพาย้อนกลับไปดูความสำเร็จที่ Squid Game ซีซัน 1 เคยทำไว้ จนกลายเป็นอีกตัวอย่างที่ถูกพูดถึงทุกครั้ง เมื่อนึกถึงซอฟต์พาวเวอร์ของเกาหลี แม้ก่อนหน้านี้ซีรีส์เกาหลีจะมีชื่อเสียงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยมาตราการเดินหน้าซอฟต์ พาวเวอร์หนุนการส่งออกสื่อบันเทิงที่จริงจังมาตั้งแต่สมัยปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้ซีรีส์เกาหลีกลายเป็นสื่อบันเทิงหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะแนวรักโรแมนติก ส่งผลให้ซีรีส์เกาหลียังคงมีฐานผู้ชมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ก็มีศักยภาพพอจะดึงนักท่องเที่ยวมาในประเทศและส่งออกวัฒนธรรมไปมากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า อิมแพ็คที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมาของซีรีส์เกาหลี ณ ตอนนี้นั้น ก็คงหนีไม่พ้นการมาถึงของ Squid Game ที่เข้ามาฉีกกฎ ทำลายภาพจำ และสร้างภาพใหม่ให้แก่คำว่า ซีรีส์เกาหลี  หวานนอก ขมใน Squid Game เป็นซีรีส์เกาหลีที่หยิบประเด็นความเหลื่อล้ำทางสังคม ชนชั้นและเงินตราสุดเข้มข้น มาเล่าเรื่องผ่าน การละเล่น ของเด็กเกาหลี แต่การกลับมาเล่นเกมในฐานะผู้ใหญ่ครั้งนี้ ต้องแบกรับภาระที่มากกว่าแค่แพ้แล้วกลับบ้าน เพราะ การแพ้ในเกมนั้น หมายถึง การต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ ซีรีส์เรื่องนี้จึงไม่ต่างจากการฉายด้านน้ำตาลหวาน หลอกตาด้วยสีสันสดใส เชื้อเชิญให้ผู้ชมได้ลองเข้าใกล้ แต่ภายในกลับเคลือบรสชาติขมเฝื่อนของสังคมไว้ ทำให้ไม่ว่าจะเป็นใครในสากลโลกนี้ต่างต่างโอบรสชาติแปลกใหม่ที่ซีรีส์เรื่องนี้มอบให้อย่างพร้อมเพรียง จนกวาดรายได้สร้างมูลค่าให้บริษัทไปเกือบ 900 ล้านดอลลาร์ พร้อมกลายเป็นซีรีส์ที่มียอดผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของ Netflix  ติดเล่น จนเป็นเรื่อง การเล่าเรื่องประเด็นทางสังคมผ่าน การละเล่น ของเด็กเกาหลี นับได้ว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดมาก ทั้งในแง่ของการนำขัดแย้งความเป็น-ความตาย มาเล่นสนุก รวมถึงในแง่ของการนำเสนอ วัฒนธรรมการละเล่นของเกาหลีไปสู่ 190 ประเทศทั่วโลก  ตั้งแต่เกมแรก โกโกวา เอ้ย ไม่ใช่ เกมดอกมูกุงฮวาบานแล้ว หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ เกม AEIOU – หยุด ที่ก็เพิ่งรู้ตอนดูเหมือนกันว่าเกาหลีก็มีเกมแบบนี้ด้วยหรอ ? แถมเพลงที่ร้องก็ยังติดหู ตุ๊กตาผู้หญิงใส่ชุดเอี๊ยมสีเหลืองส้มก็ยังติดตา มาพรร้อมกับการปรากฏตัวครั้งแรกของผู้คุมสีชมพู จนกลายเป็นไอคอนิคหนึ่งประจำเรื่องที่หยิบไปเล่นเป็นมีม แปลงเพลงเป็นเวอร์ชันไทย และกลายเป็นลายเสื้อเด็กเต็มตลาด รวมถึง เกมต่อมา เกมขนมทัลโกนา –

Bangkok Art Biennale 2024…คือ BAB กลับมาแล้ววว!

กลับมาอีกครั้ง Bangkok Art Biennale 2024 มหกรรมศิลปะที่จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยปีนี้จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2024 – 25 กุมภาพันธ์ 2025 กว่า 11 จุดทั่วกรุงเทพ Art Biennale – โอลิมปิกศิลปะ Biennale เป็นคำทั่วไปในภาษาอิตาลี หมายถึง ทุก ๆ 2 ปี ก่อนจะกลายเป็นรูปแบบการจัดแสดงงานศิลปะที่ปรากฎขึ้นทั่วโลก รวมถึง กรุงเทพ โดยมีต้นกำเนิดมาจาก “Venice Biennale” มหกรรมศิลปะที่จัดขึ้นที่อิตาลี ในปี 1895 เนื่องในโอกาสครบรอบวันอภิเษกสมรสปีที่ 25 ของกษัตริย์ Umberto I และราชินี Margherita of Savoy ซึ่งรวบรวมผลงานศิลปะของชาวอิตาลีและอื่นๆทั่วโลก กว่า 500 ชิ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างชื่อเสียงให้กับเมือง ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ และจัดต่อเนื่องกันมาถึง 60 ปี จนเรียกกันว่าเป็นโอลิมปิกแห่งวงการศิลปะ ซึ่งฉายาที่ได้มานี้นั้นไม่ได้หมายถึงการนำผลงานศิลปะมาแข่งขันกัน แต่หมายถึงการนำศิลปะจากทั่วโลกมารวมกันไว้ในงานเดียว กรุงเทพก็มีนะ – Bangkok Art Biennale 2024 Bangkok Art Biennale 2024 (BAB) ในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ในคอนเซปต์ ‘รักษา กายา’ (Nurture Gaia) โดยได้แรงบันดาลใจมากจาก เทพีไกอา – เทพีแห่งปกรณัมกรีก ผู้ให้กำเนิดและหล่อเลี้ยงโลก ซึ่งจะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบผลงานศิลปะร่วมสมัยที่บอกเล่าความสัมพันธ์แห่งความเป็นหญิง มนุษย์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยี กว่า 200 ผลงาน จากศิลปินไทยและนานาชาติ 76 คน โดยจะจัดขึ้น 11 จุดทั่วกรุงเทพ ได้แก่ วัดโพธิ์ วัดอรุณ

Content Project Market เปิดตลาดคอนเทนต์ไทย หมดยุคพายเรือในอ่าง

  “หนังดี มีรางวัล แต่ไม่มีคนดู” “ละครดัง มีคนดู แต่ก็วนอยู่กับที่” ปัญหาสารพัดสารเพของวงการคอนเทนต์ไทย ตลอดจนความเห็นจากหลายทิศหลายทาง จริงบ้าง มั่วบ้าง ปะปนกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนั้นทำให้ศรัทธาของชาวไทยในคอนเทนต์บ้านเกิดเสื่อมสลายไปไม่น้อย เฉพาะยิ่งในยุคสตรีมมิ่งอย่างปัจจุบัน  แต่หากว่ากันตามตรง แท้จริงแล้วคอนเทนต์ไทยในทุกวันนี้ สามารถตีกระแสต่างชาติได้ดีกว่าช่วงก่อนๆ มากนัก ทั้งยอดสตรีมมิ่ง การเข้าฉายต่างประเทศ นำส่งไปยังเทศกาลระดับนานาชาติ รวมถึงการขายลิขสิทธิ์นำไปรีเมค หลายๆ เรื่องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคอนเทนต์ไทย อันสามารถฉายแววในเวทีโลกได้อย่างไม่เคอะเขิน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ หาช่องทางกันตามมีตามเกิด และกระจัดกระจาย จึงเป็นเหตุผลให้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์(องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดให้มีการจับคู่ธุรกิจ(business matching) เปิดตลาดซื้อขายคอนเทนต์เป็นครั้งแรกของประเทศในชื่อ Content Project Market ภายใต้โครงการ Content Lab 2024  โดย Content Project Market เปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยได้นำเสนอผลงาน ทั้งบทภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแอนิเมชันของตนเอง รวมไปถึงไอเดีย คอนเซ็ปต์ (Pitch Deck) ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา พรีเซนต์/พิทชิ่งต่อนักธุรกิจ-นักลงทุนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 64 บริษัท เพื่อต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในตลาดคอนเทนต์ต่อไป ทั้งนี้ ยังมีหลักสูตรพัฒนาทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการบ่มเพาะ (Incubation Programs) 4 โครงการ และโครงการสร้างโอกาสทางธุรกิจ 1 โครงการ ได้แก่  Content Lab: Newcomers แคมป์สำหรับคนทำหนังและซีรีส์หน้าใหม่  Content Lab: Mid-Career โครงการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และซีรีส์ สำหรับบุคลากรวิชาชีพระดับกลางในสายโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักเขียนบท  Content Lab: Animation เวิร์กช็อปพัฒนาซีรีส์โปรเจ็กต์สำหรับสายงานด้านแอนิเมชันในกลุ่ม Mid-Career และ  Content Lab: Advanced Scriptwriting เวิร์กช็อปพัฒนาการเขียนบทระดับมืออาชีพโดยวิทยากรจากไทยและต่างประเทศ โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นครั้งแรกที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งองคาพยพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อยกระดับมาตรฐานคอนเทนต์ไทยให้สามารถเจาะกลุ่มตลาดต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

One Bangkok…เปิดโปรเจกต์มิกซ์ยูส บูส Soft Power (?)

เวลาดูซีรีส์ที่พัวพันกับธุรกิจพันล้าน เรามักจะร้องว้าวไปกับการลงทุนในโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์สุดล้ำค่าที่อยากจะรวบรวมคอนโด ห้าง ออฟฟิศไว้ในที่เดียวกัน ดูแล้วล้ำหน้านำสมัยเกินจริงกว่าจะเกิดขึ้นในไทย แต่นั่นจะไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในซีรีส์อีกต่อไป เพราะ โปรเจคต์แบบนั้นกำลังจะเกิดขึ้นในไทย ONE Bangkok เป็นอภิมหา ‘มิกซ์ยูส (Mixed-Use)’ โปรเจ็กต์ มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท ตั้งอยู่ใจกลางแยกพระราม 4 – ถนนวิทยุ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ที่จะรวมศูนย์การค้า 3 แห่ง โรงแรม-คอนโด 3 แห่ง ออฟฟิศอีก 5 แห่ง และพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ-วัฒนธรรม พร้อมด้วยพื้นที่สีเขียวไว้ในที่เดียวกัน ใช้เวลาแค่ 15 นาที ก็สามารถเก็บครบทุกกิจกรรมได้อย่างง่าย ๆ  ตามหลัก 15-Minute City ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้น  จะเห็นได้ว่า One Bangkok เป็นโปรเจ็กต์มิกซ์ยูสที่พยายามตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทำให้การพัฒนาโปรเจ็กต์อาจแอบซ่อนไอเท็มพิเศษที่จะช่วยตีบวกคะแนน Soft Power ไทยได้ไม่น้อย ตาม “Global Soft Power Index 2024” โดย Brand Finance ในปี 2024 ไทย อยู่อันดับที่ 40 ด้วยคะแนน 44.8 โดยด้านที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คงจะหนีไม่พ้น ด้านธุรกิจและการค้า (Business & Trade) ที่ได้คะแนนไปเพียง 4.9, ด้านวัฒนธรรมและประเพณี (Cultural & Heritage) ที่ได้คะแนนไปเพียง 4.8 และด้านอนาคตยั่งยืน (Sustainable Future)  ที่ได้คะแนนไปเพียง 3.6 ซึ่งยังนับได้ว่าน้อย หากเทียบกับอีก 39 ประเทศก่อนหน้า  ลงทุน ลงใจ ณ กลางเมือง ผลงานก่อนหน้านี้ของ Frasers Property นับได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย ตั้งแต่ปี 2016 ที่เริ่มเดินหน้าโปรเจ็กต์

AI THAILAND FORUM 2024 รวมทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยว AI สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

โอกาสแห่งอนาคตมาถึงแล้ว! “AI THAILAND FORUM 2024” งานเดียวที่รวบรวมทุกสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI ด้วยแนวคิด “Sustainable Growth with AI” เสริมสร้างความเข้าใจ และใช้เครื่องมือ AI เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสังคมไปอย่างยั่งยืน เตรียมพร้อมต่อการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน จากความร่วมมือกันของ สมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) และ สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIAT) พร้อมด้วย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลังร่วมกันจัดงานใหญ่ประจำปี สรุปรวมความแนวทางการแก้ไปปัญหาที่ท้าทายด้วยเทคโนโลยีแห่งยุค ประสานศักยภาพของ AI และผู้ใช้งานไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่วันที่ 25 – 26 ตุลาคม 2567 ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ความพิเศษของงานนี้ อาทิเช่น workshop พิเศษในหัวข้อ “Trustworthiness Day – Korea-Thailand TRAIN Workshop” ซึ่งรวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติและภูมิภาคเอเชียเข้ามาแบ่งปันความรู้ที่สำคัญและล้ำสมัย ตลอดจนสำรวจ “ความน่าเชื่อถือของ AI” ไฮไลต์ของ workshop : Session 1: การบรรยายเรื่อง “มาตรฐาน AI จากองค์กรรับรองบุคคลที่สาม” โดย ดร.ธัชนันท์ กังวานตระกูล ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการตรวจสอบระบบดิจิทัล Session 2: เรียนรู้การ ตรวจสอบความเอนเอียงของข้อมูล และวิธีประเมินความแข็งแกร่งของ AI จาก Dr. Saraswathi Sivamani Session 3: ข้อกำหนดและกระบวนการตรวจสอบใน การพัฒนา AI ที่เชื่อถือได้ กับ Dr. Othmane Atif ผู้จัดการทีมเทคโนโลยีความน่าเชื่อถือของ AI Session 4: การสร้างหลักสูตรฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญ

APT…เกมก๊งเหล้า ทั้งเมา ทั้งมันส์

APT – เกมที่แชยองชอบมากที่สุด ! เวลาดูซีรีส์หรือรายการวาไรตี้ อยู่ดี ๆ ก็จะมีคนพูดขึ้นมาว่า  “เกมที่ … ชอบมากที่สุด” ซึ่งถ้าใครฟังตอนต้นเพลง APT ก็จะได้ยินภาษาเกาหลีท่อนนี้ด้วย เป็นสัญญาบอกว่า หากสิ้นเสียงนี้ เพื่อนคนนั้นจะต้องสุ่มเลือกเกมขึ้นมาเล่น 1 เกม โดยส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นเกมที่เล่นกันในช่วงวัยเด็ก เล่นง่าย จบไว (เพราะเมาแล้ว) อย่างเกมอา-พา-ทึ ซึ่งเป็นเกมที่โรเซ่ชอบมากที่สุด อา-พา-ทึ (아파트) นั้น แปลว่า อพาร์ทเม้น ในภาษาเกาหลี ซึ่งมาจากลักษณะการวางมือเรียงชั้นสูง จากนั้น พูดขึ้นมา 1 ตัวเลขแล้วสลับกันวางมือทับซ้อนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ หากมือใครตรงกับเลขที่กำหนด ก็จะถูกลงโทษ เช่น ดื่มหมดแก้ว ล้างจาน หรือเลี้ยงข้าวเพื่อนในมื้อนั้น เพิ่มความจริงจังให้กับการเล่นเกมในตานั้น ๆ ขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ถ้าไทยมี ชนแก้ว เกาหลีก็ต้อง คอนเบบบ นอกจากเกมอาพาทึแล้ว ยังมีอีกหนึ่งวัฒนธรรมการดื่มของชาวเกาหลีที่อยู่ในเพลงนี้ นั่นก็คือในท่อนของบรูโน่ฮยองที่พูดว่า คอนเบ (건배) พร้อมโบกธงเกาหลี โดยคำว่า คอนเบ เป็นอีกคำที่มักจะได้ยินตอนดูซีรีส์ในฉากที่เหล่าตัวละครล้อมวงดื่มกัน ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า ชนแก้ว ในภาษาไทย ทำไมเกาหลีถึงเป็นประเทศนักดื่ม ด้วยภาระหน้าที่การใช้ชีวิตอันหนักอึ้ง ทำให้ไม่ว่าจะเด็กมหาลัยหรือชาวออฟฟิศ ต่างต้องการออกดื่มไปดริงค์กันตอนหมดวัน กลายเป็นกิจกรรมสังสรรค์ที่ช่วยเสริมสร้างสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม เพิ่มยอดอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งพอกระแสฮันรยูที่ส่งออกซีรีส์และรายการวาไรตี้เกาหลีเริ่มทำงาน วัฒนธรรมการดื่มที่สอดแทรกอยู่ในนั้นก็เติบโตเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ประกอบกับกฎหมายโฆษณาสุราที่ถูกกฎหมาย ทำให้โซจู – เครื่องดื่มสีใส กลายเป็นเครื่องดื่มประจำเกาหลีไปโดยปริยาย จากจุดเริ่มต้นที่ได้เห็น โซจู จนชินตา สร้างภาพประเทศนักดื่มผ่านซีรีส์และรายการวาไรตี้อยู่บ่อยครั้ง แต่สิ่งที่ตามติดมาด้วยมากกว่านั้นก็คือการที่ทำให้ทั่วโลกได้เห็นวัฒนธรรมการดื่ม ไม่ว่าจะการเล่นเกมวงเหล้า หรือ คำที่ใช้ตอนชนแก้ว ช่วยกันชงภาพประเทศนักดื่มสุดสนุกให้เข้มข้นมากขึ้นได้ภายในไม่ถึง 3 นาที จนอยากจะลองล้อมวงดื่มวงดริ้งค์โซจูแบบคนเกาหลีบ้าง เรียกได้ว่าควรจะได้รับการจดบันทึกให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างซอฟต์พาวเวอร์ที่ง่ายและเร็วที่สุดในเวลานี้

ฮันคัง…เมื่อรัฐหนุนหนังสือ จนได้โนเบล

ฮันคัง – นักเขียนหญิงชาวเกาหลีใต้ คนแรกที่คว้ารางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรมในปี 2024 นี้ นับได้ว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของเกาหลีใต้บนเวทีโลก LTI Korea – แบบแปลน แบบแปล รางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม นั้นจะไม่ได้มอบให้ผลงานหนังสือชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ แต่จะพิจารณาผลงานต่างๆ ที่ผ่านมา จึงเป็นเรื่องที่แน่นอนว่า คณะกรรมการรางวัลนี้นั้นย่อมไม่ใช่ชาวเกาหลี หรือมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาเกาหลีทั้งหมด ดังนั้น นอกจากความเก่งกาจของ ฮันคัง ในการถ่ายทอดความเปราะบางของชีวิตมนุษย์ ผ่านการบันทึกบาดแผลทางประวัติศาสตร์แล้ว ปฎิเสธไม่ได้ว่า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลงานของเธอได้รับการคัดเลือกและพิจารณานั้น คือ “การแปล”  ผลผลิตอันสำคัญจากกระแสฮันรยูนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ซีรีส์เกาหลี (K-series) หรือเพลงเกาหลี (K-pop) แต่นออกเหนือจากนั้นยังมี วรรณกรรมเกาหลี (K-lit; Korean literature) ที่เป็นตัวแปรสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งกระแสนี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยในปี 2000 มีการจัดตั้งสถาบันการแปลวรรณกรรมแห่งชาติเกาหลี (Literature Translation Institute of Korea; LTI Korea) เพื่อส่งเสริมวรรณกรรมเกาหลีให้ไปไกลสู่ตลาดโลก พร้อมปรับภาพอุตสาหกรรมวรรณกรรมที่มุ่งเน้นเพียงระดับประเทศให้กลายเป็นระดับนานาชาติ ภารกิจหน้าที่หลักของ LTI Korea คือการหนุนเงินทุนให้กับนักแปลและสำนักพิมพ์ต่างๆ  เพื่อจูงใจให้นักแปลและสำนักพิมพ์ไม่ต้องแบกภาระค่าแปลไว้เพียงฝ่ายเดียว รวมถึงยังมีการสนับสนุนกิจกรรมในการค้นหานักเขียนหน้าใหม่อยู่เป็นระยะ เพื่อเสริมสร้างฐานอุตสหกรรมหนังสือให้แข็งแรง ไปจนถึงสนุบสนุนนักแปลภาษาให้มีคุณภาพมาตราฐาน โดยในปี 2001 มีวรรณกรรมที่ถูกแปลเพียง 22 เรื่อง 9 ภาษา แต่ในปี 2024 มีวรรณกรรมที่ถูกแปลเพิ่มมากขึ้นถึง 63 เรื่อง 44 ภาษา พร้อมกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงปี 2017 เค้าลางของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเริ่มขยับเข้าใกล้มาทีละนิด เนื่องจากในปีนั้น หนังสือเรื่อง The Vegetarian ของฮันคังได้รับรางวัล International Man Booker Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่จะมอบให้แก่วรรณกรรมที่ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษ และถือได้ว่าเป็นรางวัลใหญ่ของวงการวรรณกรรมตะวันตก ทำให้ชื่อของฮันคังเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น และในปีเดียวกันนั้นเอง คิมจียอง เกิดปี 82 ของโชนัมจูเอง ก็กลายเป็นหนังสือขายดีระดับนานาชาติและถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 2019 คิมจียงเกิดปี 1982

สรุป 10 บทเรียน ‘ลิขสิทธิ์’ ต้องรู้! จากช่วงเสวนางาน GeneLabCon

GeneLabCon นอกจากจะเป็นคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปีของค่าย GeneLab แล้ว งานนี้ยังมีช่วง Hard Talk ที่น่าสนใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรี โดยช่วงเสวนาทั้งสองวัน มีการแบ่งหัวข้อดังนี้ วันแรกหัวข้อหลักคือเรื่อง “ลิขสิทธิ์เพลงเป็นของใคร?” ส่วนหัวข้อหลักวันที่สองคือ “ค่ายเพลงยังจำเป็นอยู่ไหม?” ทั้งนี้ เนื่องจากสองหัวข้อดังกล่าวมีเนื้อหาบางส่วนที่คาบเกี่ยวกัน เราจึงขอสรุปรวมประเด็นทั้งสองวันเลยแล้วกัน 1. ลิขสิทธิ์ = ทรัพย์สิน ในยุคนี้ แม้ซีดีอาจไม่ได้ขายเป็นกอบเป็นกำเหมือนสมัยก่อน แต่ข้อดีของสตรีมมิ่งก็คือ มีการจัดเก็บที่เป็นระบบระเบียบมากขึ้นผ่านองค์กรตัวแทนต่างๆ ซึ่งกระบวนการนี้สามารถนำ return มาสู่ผู้สร้างสรรค์ได้เรื่อยๆ เป็นทรัพย์สินที่สร้าง passive income และความมั่นคงในระยะยาวแก่นักแต่งเพลงได้ เพื่อไม่ให้ผู้ผลิตผลงานจำต้องปล่อยเงินหลุดมือ เหตุเพราะเสียรู้เรื่องกฎหมายอีกต่อไป ในส่วนของแฟนคลับ เพียงสนับสนุนผลงานของศิลปินที่รักผ่านช่องทาง official แค่นี้ก็เป็นแฟนด้อมที่น่ารักแล้ว 2. เกณฑ์มาตรฐาน กี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะแฟร์? ​ เรื่องนี้คงต้องกล่าวว่า แม้แต่ระดับโลกก็ไม่มีสัดส่วนตายตัว ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ใครทุ่มกำลังเยอะก็ควรได้เยอะ แต่คนที่ได้น้อยกว่าก็อย่าให้น้อยจนเกินไป แต่ในเบื้องต้น สำหรับศิลปิน/นักแต่งเพลง การเซ็นสัญญา ทำข้อตกลงเรื่องลิขสิทธิ์ ทุกฝ่ายบนโต๊ะเจรจาต้องรู้เท่ากัน แต่การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจส่วนตัว การเซ็นสัญญามันคือดีล ถ้าสมประโยชน์กัน ตกลงกันได้ก็จบ ต่อให้ตัวลิขสิทธิ์เป็นของค่ายก็ตามที เพราะบางคนทำเอง โปรโมทเอง จัดเก็บเอง อาจจะได้น้อยกว่ายกให้ค่ายจัดการด้วยซ้ำ นานาจิตตัง (เรื่องการเซ็นสัญญาศิลปิน เดี๋ยวค่อยว่ากันยาวๆ ครึ่งหลัง) ในปัจจุบันนี้ มีการพยายามผลักดันให้นักแต่งเพลง ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 15 % แต่ก็นั่นแหละ เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เฉพาะยิ่งในบริบทสังคมไทย ซึ่งยังไม่มี ‘สหภาพนักดนตรี’ เป็นกลุ่มก้อน ที่รวมตัวกันเพื่อผลักดันเรียกร้องให้มี ‘มาตรฐานกลาง’ ในเรื่องนี้ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับกฎหมายภาครัฐ และนโยบายเอกชนหลายฝ่าย จึงต้องใช้ความร่วมมือกันระดับมหภาคทีเดียว 3. จ้างศิลปินไปเล่น ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์อีก? หากคุณเป็นผู้ประกอบการที่จ้างศิลปินไปเล่น นอกจากต้องจ่ายค่าจ้างแล้ว ค่าลิขสิทธิ์ก็ต้องจ่ายด้วยเหมือนกัน และที่สำคัญ ในกรณีที่ค่ายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ตัวศิลปินเองก็ต้องขออนุญาตค่ายก่อนใช้เพลงทุกครั้ง แม้จะเป็นเพลงที่เขียนเอง/ทำเองก็เถอะ คือค่ายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เมื่อค่ายได้ค่าจัดเก็บลิขสิทธิ์มาแล้ว ก็จะนำมาแจกจ่ายให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งเงินก็จะวนมาถึงศิลปินเอง เพราะว่าเพลงมันคืองานกลุ่มอะเนอะ ทางที่ดีจึงควรได้กันอย่างทั่วถึงทุกฝ่าย แต่เวลาจ้างศิลปินไปเล่น เงินส่วนนี้มักจะรวมมากับค่าจ้างแล้ว

ชวนฟังหนังแบบของวี “CALL ME DRAMATIC” EP. ALBUM สาดอารมณ์ให้สาสมใจ

แนะนำว่าควรฟัง! สำหรับ EP. Album “7 บทเพลงสาดอารมณ์” ของ “วี-วิโอเลต วอเทียร์” ในชื่อ “CALL ME DRAMATIC” ซึ่งนักร้องหญิงยอดเยี่ยมสองสถาบันผู้นี้ ได้ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ดำดิ่งไปในความนึกคิดต่างๆ ให้ผู้ฟังได้สัมผัสผ่าน 7 บทเพลง ทั้งเรื่องราวส่วนตัว เรื่องของคนรอบข้าง หรือแรงบันดาลใจอื่นๆ ที่ถูกกล่อมเกลาและเปิดเผยออกมาแบบที่ไม่ต้องปรุงแต่งอะไรมากมาย ทั้งความสุข ความอิจฉา โกรธ เศร้า เพ้อฝัน ทุกสิ่งอย่างในห้วงคำนึงของศิลปิน ถูกเรียบเรียงออกมาราวกับว่าเป็น Soundtrack ประกอบความรู้สึกต่างๆ ในแต่ละช่วง แต่ละตอนของชีวิตบุคคลหนึ่ง โดยทั้งหมดถูกนำเสนอออกมาด้วยกิมมิคของภาพยนต์หลายเรื่อง ซึ่งล้วนสอดแทรกเข้าไปในเนื้อร้อง และ Music Video แต่ละตัว เปรียบเสมือนวีได้สร้างเพลงประกอบหนังแต่ละเรื่องของตัวเองขึ้นมาให้แฟนๆ ได้รับชม และรับฟังในอารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งอารมณ์รัก คิดถึง ฟุ้งซ่าน เจ็บปวด รายละเอียดทั้ง 7 บทเพลง ที่ “วิโอเลต วอเทียร์” นิยามเอาไว้ 3 คำ ได้แก่ “ฉูดฉาด ไม่มีฟิลเตอร์ ตลก” 1.  DRAMATIC เป็นเพลงที่มาจากการคิดคนเดียว พูดคนเดียว หรืออารมณ์มโนของผู้หญิง เวลาคนเรามีความรัก เรามักจะวาดฝันอะไรไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งที่บางทีความสัมพันธ์ยังไม่ทันเริ่มต้นเลย ตกอยู่ในช่วงเวลาคลั่งไคล้กับสิ่งหนึ่งมากๆ ชนิดที่พยายามยับยั้งตัวเองไม่ให้มโนแล้ว แต่ก็ห้ามไม่ได้ 2. ENVY เป็นเพลงที่เล่าถึงมุมมองคู่รักที่อิจฉาตัวเองที่ได้เจอความรักที่ดี และตั้งคำถามว่าทำไมฉันถึงโชคดีขนาดนี้ที่ฉันได้เจอคนน่ารักแบบเธอ “ENVY” ในบริบทที่ “วิโอเลต” ตั้งใจจะสื่อสารออกมานั้น เธอสามารถแปลงสารความหมายคำว่า “ENVY” ในเชิง Negative เรื่องความรู้สึก “อิจฉา” ให้กลายเป็นความหมายเชิง Positive ที่ว่า “ฉันอิจฉาตัวเองจังที่มีเธอเป็นคนรัก” โดย “วิโอเลต” แต่งเพลงนี้เพื่อมอบเป็นของขวัญในวันแต่งงานของเพื่อนสนิทอย่าง “นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล” และ “แมน-ณัฐภูมิ เหล่าสถิรวงศ์” 3.BEST FRIEND เพลงนี้เล่าถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิทที่ถึงขั้นต้องเลิกคบ เพราะดันเกิดการผิดใจกัน ทำให้เราสูญเสียเพื่อนสนิท แต่ในขณะเดียวกันเราก็คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน และมีความหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะกลับมาเป็นเพื่อนสนิทกันได้อีกครั้ง 4. DANCING ON A GRAVEYARD เพลงที่ “วิโอเลต” นิยาม keyword เอาไว้ 5 คำนั่นก็คือ “หลุมศพความสัมพันธ์” คืออีกหนึ่งมุมมองความรักเชิงประชดประชัน ผ่านการตั้งคำถามว่า คนหนึ่งสามารถมีความสุขอยู่ได้อย่างไร? ในขณะที่อีกคนกำลังทนทุกข์ทรมาน เจ็บปวด จากคนเห็นแก่ตัว ถูกทำร้ายจิตใจ และความรู้สึก โดย “วิโอเลต” ยังมีนัยยะแอบแฝงว่าคนหนึ่งสุข อีกคนทุกข์ เพราะถูกเหยียบย่ำ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “เต้นรำบนสุสาน” หรือเต้นรำบนหลุมฝังศพของคนที่ตายไปแล้ว มันก็เหมือนกับการที่เราติดกับอยู่ใน “หลุมศพความสัมพันธ์” นั่นเอง 5.

เปิดประวัติ Wonderkid วงหัวควาย “ดั๊ม คาราบาว” หนุ่ม 18 ตัวแทน “ป๋าดุก”

ดั๊ม คาราบาว ชายหนุ่มผู้เข้ามาเป็นสมาชิกคณะควายเฒ่าสุดยอดตำนาน ตั้งแต่อายุ 18 ปี หลังจากที่ลือชัย งามสม หรือ ‘ป๋าดุก’ มือคีย์บอร์ดประจำวงคาราบาว จากไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 หลังจากนั้นแฟนๆ ก็ได้รู้จักกับสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี วงเพื่อชีวิตระดับนี้จะเอาใครมาเล่นคีย์บอร์ดตำแหน่งนั้นก็ได้ และเชื่อว่ามีผู้แก่กล้าหลายรายซึ่งพร้อมด้วยฝีมือ แต่คาราบาวกลับเซอร์ไพรส์แฟนๆ อย่างไม่คาดคิด เพราะหวยดันมาออกที่หนุ่มคะนองวัย 18 ปี ผู้ได้รับการขนานนามจาก ‘น้าแอ๊ด’ ว่า “เด็กอัจฉริยะ” ด้วยความสามารถที่ล้นเหลือ เล่นได้ทุกเครื่องในวง เสียบแทนใครตำแหน่งไหนก็ได้หมดอย่างไม่บกพร่อง หนุ่มดั๊มจึงได้รับความไว้วางใจจากลุงๆ ให้รับผิดชอบในตำแหน่งที่ขาดหาย อย่างล่าสุด คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้ายของเล็ก-คาราบาว ที่จัดขึ้นกับปู-พงษ์สิทธิ์ ดั๊มเองก็ได้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงส้นตีน วงแบ็คอัพคอนเสิร์ตใหญ่ตลอด 3 ชั่วโมงที่อิมแพค อารีนา  แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ คงต้องกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ เพราะดั๊มไม่ได้รู้จักใครในวงเป็นการส่วนตัว ไม่ได้เป็นญาติกับใครทั้งนั้น ไม่รู้จะเอาตัวเองไปอยู่ในวงโคจรรอบข้างของสมาชิกคาราบาวได้อย่างไร ในเมื่อโอกาสไม่ได้วิ่งเข้าหาเรา ก็ต้องเป็นเราที่วิ่งหาโอกาส ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากความพร้อม โอกาส และจังหวะเวลา ทว่ากว่าจะมาเป็น ‘ดั๊ม คาราบาว’ เราคงต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น (ภาพจาก facebook: Drum Aekkaman Solo) เด็กชายดั๊ม จากพนัสนิคม เด็กชาย เอกมันต์ พิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เติบโตขึ้นที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในครอบครัวที่ชื่นชอบเสียงเพลง และมีเครื่องดนตรีอยู่ใกล้ตัว ทำให้เด็กชายดั๊มเริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่ 3 ขวบ และมีความคิดอยากจะเล่นกับวงคาราบาวตั้งแต่ตอนนั้น “ความคิดที่อยากจะเล่นกับคาราบาว มีมาตั้งแต่ 3 ขวบเลย” ดั๊มย้อนความหลังถึงวัยเด็กให้เราฟัง จนเมื่ออายุ 6 ขวบ ดั้มจึงได้เริ่มหัดเล่นดนตรี ในตอนแรกดั๊มอยากเป็นมือกลอง แต่ทว่าคุณพ่อดันบังคับให้เล่นกีต้าร์ เด็กน้อยจึงต้องหัดกีต้าร์เป็นอันดับแรก ทั้งฝึกเองบ้าง เรียนรู้จากคนใกล้ตัวบ้าง ต่อมาเมื่อน้องดั๊มอยู่ ป.4 ก็ได้รับโอกาสได้เล่นดนตรีกับผู้ใหญ่มากขึ้น ได้เล่นร่วมกับวงดนตรีรุ่นพี่ และวงรุ่นพ่อ ได้รับหน้าที่เป็นมือโซโล่ รวมถึงได้แสดงดนตรีตามงานต่างๆ อยู่ตลอด และถึงแม้ว่าต่อมา