Skip links

Film

Tags

“เจเจ-ส้ม มารี” บินลัดฟ้า! ตัวแทนนักพากย์ไทยร่วมงาน “Zootopia 2 Global Celebration” กระทบไหล่ผู้กำกับ-นักแสดงฮอลลีวูด ณ เซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์

สร้างความฮือฮาและภาคภูมิใจให้กับแฟน ๆ ชาวไทย เมื่อสองศิลปินมากความสามารถอย่าง เจเจ – กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ ส้ม – มารี เออเจนี เลอเลย์ ได้รับเกียรติครั้งสำคัญให้เป็นตัวแทนนักพากย์เสียงภาษาไทย บินลัดฟ้าสู่มหานครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมงานเปิดตัวระดับโลกสุดอลังการ “Zootopia 2 Global Celebration” งานที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองและเปิดตัวภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ที่ทุกคนรอคอย “Disney’s Zootopia 2 นครสัตว์มหาสนุก 2” อย่างเป็นทางการ บรรยากาศของงานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยสีสัน ณ โซน Zootopia Land แห่งใหม่ล่าสุดภายในเซี่ยงไฮ้ ดิสนีย์แลนด์ ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นนครสัตว์มหาสนุกอันแสนคุ้นตา เพื่อต้อนรับการกลับมาของเรื่องราวการผจญภัยครั้งใหม่ของคู่หูนักสืบ จูดี้ ฮอปส์ และ นิค ไวลด์ ไฮไลต์สำคัญของงานคือการรวมตัวของทัพนักแสดงและทีมผู้สร้างระดับตำนานจากฮอลลีวูด โดยเจเจและส้ม มารี ได้ร่วมโมเมนต์สุดพิเศษในการกระทบไหล่และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับสองผู้กำกับรางวัลออสการ์อย่าง Jared Bush และ Byron Howard พร้อมด้วยโปรดิวเซอร์มือฉมัง Yvett Merino รวมถึงได้พบกับนักแสดงนำชื่อดังที่ให้เสียงตัวละครหลักอย่าง Ginnifer Goodwin และนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาสมทบชายยอดเยี่ยม Ke Huy Quan การได้เป็นส่วนหนึ่งของงานในฐานะตัวแทนพากย์ไทยนี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทอันโดดเด่นของศิลปินไทยในภาพยนตร์ระดับโลก และเป็นการเพิ่มความตื่นเต้นให้กับการรอคอยรับชมเวอร์ชันพากย์ไทยอย่างแท้จริง นอกจากสองนักพากย์หลักแล้ว งานนี้ยังได้สามหนุ่มหล่อจากวงบอยแบนด์สุดฮอต PROXIE มาร่วมสร้างความประทับใจเป็นพิเศษ ได้แก่ อองรี – ออสการ์ เอ็ดเวิร์ด วัตราเศรษฐ์, กัน – รัชชานนท์ เรือนเพ็ชร์ และ คิม – ปัณณธร จิรศาสตร์ ที่เดินทางไปร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความสุขและเก็บภาพประวัติศาสตร์ของการเปิดตัวภาพยนตร์ในดินแดนนครสัตว์นี้ด้วยตนเอง หลังจบพิธี เหล่าศิลปินไทยยังได้ใช้เวลาสุดสนุกในการเดินตะลุยนครสัตว์ใน Zootopia Land ที่จำลองโลกของจูดี้และนิคออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ สร้างความประทับใจและความทรงจำที่ดีแก่ทุกคนที่ได้เข้าร่วมงานอย่างไม่รู้ลืม การผจญภัยครั้งใหม่ของคู่หูนักสืบสุดป่วนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งใน “Disney’s Zootopia 2 นครสัตว์มหาสนุก 2” แฟน ๆ ชาวไทยเตรียมพบกับความสนุกและเสียงพากย์คุณภาพได้ในโรงภาพยนตร์
Tags

“อนงค์ 2 สามสี่ชาติ” เปิดตัวยิ่งใหญ่ พร้อมส่งตำนานรักข้ามชาติลงจอ 30 ตุลาคมนี้

คาร์แมนไลน์ ร่วมกับ M Studio และจังก้า สตูดิโอ ได้จัดงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์สุดอลังการสำหรับ “อนงค์ 2 สามสี่ชาติ” ภาคต่อของเรื่องราวความรักข้ามภพที่สร้างกระแสและทำให้ผู้ชมหลงรักอย่างล้นหลามในปีที่ผ่านมา ณ ลานอินฟินิซิตี้ฮอลล์ พารากอนซีนีเพล็กซ์ พร้อมเหล่าผู้บริหาร ทีมงาน และนักแสดงนำมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ปรากฏการณ์ความน่ารักที่กลับมาอีกครั้ง หลังจากความสำเร็จอันท่วมท้นของภาคแรก ที่ทำให้คนทั้งประเทศหลงรักผีสาวอนงค์และเรื่องราวความรักอันแสนโรแมนติกของเธอ ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ตำนานความรักระหว่างอนงค์และโจจะกลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเผยเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม ด้วยแนวคิด “เค้ารักกันมา..ทุกชาติ” ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการกำกับโดย เอส คมกฤษ ตรีวิมล ซึ่งนำทีมนักแสดงมากความสามารถกลับมาอีกครั้ง นำโดย โบว์-เมลดา สุศรี และ จี๋-สุทธิรักษ์ ทรัพย์วิจิตร พร้อมด้วยนักแสดงสมทบที่โดดเด่น อาทิ ธามไท แพลงศิลป์, แจ็ค เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์, ฝน ทัตชญา ศุภธัญสถิต และ ฝน ธนสุนทร มาร่วมสานต่อเรื่องราวมหากาพย์แห่งความรักที่ทุกคนรอคอย งานเปิดตัวสุดอลังการ งานปฐมทัศน์ครั้งนี้มีเหล่าผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง ประกอบด้วย คุณชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน), คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร M STUDIO, คุณนลินา ชยสมบัติ กรรมการผู้จัดการ จังก้า สตูดิโอ และคุณสุรวัฒน์ ตุงคะรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิต จังก้า สตูดิโอ นอกจากนี้ยังมี คุณวิรัตน์ เฮงคงดี ตัวแทนผู้บริหาร บริษัทเวิร์คพอยท์เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน), คุณวิชัย กุลธวัชชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม ทีมผู้บริหาร BioActive พันธมิตรผู้สนับสนุน ผู้กำกับ และนักแสดง
Tags

“Tron: Ares ทรอน แอรีส” เปิดฉากสงคราม AI ยกระดับโลกดิจิทัล สู่ประสบการณ์ไซไฟสุดล้ำใจกลางกรุงเทพฯ ก่อนระเบิดความมันเต็มพิกัด 9 ตุลาคมนี้ ในระบบ IMAX

การกลับมาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกดิจิทัลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว! “Tron: Ares ทรอน แอรีส” ภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟฟอร์มยักษ์แห่งปีจาก Walt Disney Studios ได้ฤกษ์เปิดตัวอย่างสมศักดิ์ศรี ด้วยการเนรมิตพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครให้กลายเป็น “The Grid” โลกดิจิทัลสุดล้ำที่แฟน ๆ ทั่วโลกรอคอย ในงาน “Tron: Ares Light Installation” ที่ Infinicity Hall ชั้น 5 สยามพารากอน งานเปิดตัวครั้งนี้ไม่เป็นเพียงแค่การเผยโฉมภาพยนตร์ แต่คือการมอบประสบการณ์เหนือจริงที่พาผู้ร่วมงานก้าวเข้าสู่สมรภูมิของแสงและเสียงแห่งโลกอนาคต Infinicity Hall ถูกเปลี่ยนให้เป็นสนามประลองสุดล้ำ ด้วยเส้นแสงเลเซอร์สีนีออนอันตระการตาที่พาดผ่านผนังและเพดาน ผสานกับจังหวะดนตรี EDM สุดเร้าใจที่กระตุ้นอะดรีนาลีน จัดเต็มด้วยการแสดงแสงสีสุดตื่นตาที่จำลองบรรยากาศของโลก Tron ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ให้ผู้ชมได้อินไปกับสงครามระหว่างมนุษย์และ Ares นักรบเอไออัจฉริยะที่ถูกส่งมาทำภารกิจในโลกจริง บรรยากาศในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยเหล่าคนดังและแฟน Tron ตัวจริงที่มารวมตัวกันอย่างคึกคัก นำโดยสองดาราผู้หลงใหลในโลกไซไฟอย่าง ธามไท แพลงศิลป์ และ เก้า-สุภัสสรา ธนชาต ที่ได้ร่วมแชร์ความประทับใจต่อแฟรนไชส์นี้ รวมถึงความตื่นเต้นกับเนื้อหาใหม่ที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม จากนั้นจึงเป็นการปิดท้ายค่ำคืนด้วยปาร์ตี้สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ภายใต้แสงเลเซอร์และดนตรีจากดีเจชื่อดังระดับโลก 22Bullets ที่ระเบิดความมันด้วยบีตที่สอดรับกับความล้ำสมัยของ Tron: Ares สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้ทุกคนได้เตรียมพร้อมก่อนการฉายจริงในโรงภาพยนตร์ 9 ตุลาคมนี้ เสียงตอบรับสุดยอด: ยกระดับประสบการณ์ไซไฟสู่จอ IMAX นอกจากปาร์ตี้สุดพิเศษแล้ว งานนี้ยังมีการจัดฉายภาพยนตร์รอบสื่อมวลชนเป็นครั้งแรก ซึ่งเสียงตอบรับที่กลับมานั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “Tron: Ares ทรอน แอรีส” คือปรากฏการณ์ใหม่แห่งภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟที่ครบเครื่องในทุกมิติ นักวิจารณ์ต่างยกย่ององค์ประกอบศิลป์ที่ยอดเยี่ยมและไร้ที่ติ ทั้งงานภาพที่ตระการตา การออกแบบฉากแอ็กชันที่เฉียบคม และมิติเสียงที่โอบล้อมผู้ชม จุดที่ได้รับคำชมเป็นพิเศษคือการถ่ายทอดเรื่องราวที่แปลกใหม่และลุ่มลึก ผ่านการเดินทางของ Ares (รับบทโดย Jared Leto) จากการเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีเป้าหมายชัดเจน สู่การค้นหาและทำความเข้าใจในแก่นแท้ของ “ความเป็นมนุษย์” ซึ่งสร้างความประทับใจด้านอารมณ์ความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง ผู้ชมและสื่อมวลชนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือภาพยนตร์ที่ ควรค่าแก่การไปดูในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ระบบ IMAX ซึ่งจะมอบประสบการณ์เต็มอารมณ์ยิ่งกว่า ด้วยภาพที่เต็มตาและเสียงที่ทรงพลัง ทำให้ทุกอณูของโลกดิจิทัล The Grid มีชีวิตชีวาและสัมผัสได้ถึงความมันทะลุจอ การปะทะกันของโลก:
Tags

แก๊งหมาเด็กบุกสยาม: SIVANNA COLORS X หยิ่น-วอร์ และ PERSES กับการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในโลกบิวตี้

ช่วงนี้วงการบิวตี้และวงการบันเทิงมีการร่วมมือกันที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดแบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำอย่าง SIVANNA COLORS ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการดึงตัวสองหนุ่มฮอตแห่งยุค “หยิ่น-อานันท์ ว่อง” และ “วอร์-วนรัตน์ รัศมีรัตน์” พร้อมด้วยบอยแบนด์สุดปังอย่าง “PERSES” มาร่วมงานเปิดตัวเมคอัพคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “Puppy Collection” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดคิวท์ “PUPPY COLLECTION IN BEAUTY PLAYGROUND แก๊งหมาเด็กบุกสยาม ตามหาพี่คนสวยติดสนุก” งานนี้ไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือการรวมตัวของพลังความรัก ความสดใส และความสนุกสนาน ที่ทำให้บรรยากาศทั่วสยามในวันนั้นอบอวลไปด้วยความสุขและความประทับใจ สยามลุกเป็นไฟ! เมื่อ “แก๊งหมาเด็ก” ปรากฏตัว ทันทีที่ หยิ่น-วอร์ และหนุ่มๆ PERSES ทั้ง จั๋ง–วิกร, เน–ณรัณ, กฤติน–กฤติน, ปาล์ม–พีรวิชญ์ และ ปลั๊กกี้–ธรากร ก้าวขึ้นสู่เวที เสียงกรี๊ดจากเหล่าแฟนคลับ “หมูยอ” และ “PIECES” ก็ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ นั่นแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่แฟนๆ มีต่อศิลปินที่พวกเขารอคอยมานาน กิจกรรมบนเวทีเต็มไปด้วยโมเมนต์ฟินๆ ที่ถูกใจแฟนคลับเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมินิคอนเสิร์ตจาก 5 หนุ่ม PERSES ที่ขนเพลงฮิตมามอบความสุขกันแบบจัดเต็ม หรือจะเป็นการร่วมกิจกรรมของ หยิ่น-วอร์ ที่สร้างเคมีสุดละมุน ชวนให้แฟนๆ ยิ้มแก้มแตก รวมถึงกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ใกล้ชิดกับศิลปินคนโปรดอย่างเป็นกันเอง เรียกได้ว่าเป็นการเติมเต็มหัวใจให้เหล่าแฟนคลับได้แบบไม่มีกั๊ก   “Puppy Collection” คอลเลคชั่นสุดคิวท์ที่พร้อมให้คุณสนุกไปกับเมคอัพ นอกเหนือจากความฟินของเหล่าศิลปินแล้ว หัวใจหลักของงานในครั้งนี้คือการเปิดตัวเมคอัพคอลเลคชั่นใหม่ “Puppy Collection” ที่ SIVANNA COLORS ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อเอาใจคนรักเมคอัพและคนรักความสดใสโดยเฉพาะ คอลเลคชั่นนี้ถ่ายทอดความน่ารักของ “เหล่าหมาเด็ก” ได้อย่างลงตัว ผ่านแพ็กเกจจิ้งที่ออกแบบมาได้น่ารักจนใจละลาย พร้อมด้วยเฉดสีที่คัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้สามารถใช้ได้จริงในทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นโทนสีหวานใสที่เหมาะกับ Everyday Look หรือโทนสีสุดชิคที่ช่วยเสริมลุคให้ดูมั่นใจมากยิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถสนุกกับการแต่งหน้าได้อย่างเต็มที่ SIVANNA COLORS ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การแต่งหน้าไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องน่าเบื่อเสมอไป แต่สามารถเป็นเรื่องสนุกสนานและเต็มไปด้วยพลังบวกได้ เหมือนกับคอนเซ็ปต์ของงานในวันนี้ ที่ได้ผสมผสานความน่ารักสดใสของเหล่า “แก๊งหมาเด็ก” เข้ากับโลกของเครื่องสำอางได้อย่างลงตัว เมื่อโลกบิวตี้และโลกบันเทิงหลอมรวมเป็นหนึ่ง อีเวนต์ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเครื่องสำอางธรรมดาๆ แต่คือการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่รวมเอาสองโลกที่แตกต่างกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
Tags

“ประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 33 ประจำปี 2567”  “หลานม่า” มาแรง! กวาด 9 รางวัล

เปิดตัวอย่างอลังการ สมกับเป็นงานประกาศรางวัลทรงคุณค่าของวงการภาพยนตร์ไทยที่จัดต่อเนื่องยาวนานถึง 33 ปี สำหรับงานประกาศรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 33 ประจำปี 2567” จัดขึ้นโดย สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.), วัน แบงค็อก และ อมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 โดยปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ “อินฟินิตี้” จัดขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 ณ วัน แบงค็อก ฟอรั่ม ชั้น 3 เปิดฉากงานด้วยพาเหรดเดินพรมแดงจากเหล่า ผู้กำกับ นักแสดง จากค่ายภาพยนตร์ต่าง ๆ ที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่  บิวกิ้น–พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล, เจฟ ซาเตอร์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ช่อ–พรรณิการ์ วานิช, ณัฏฐ์ กิจจริต, เป้–อารักษ์ อมรศุภศิริ, เอม–ภูมิภัทร ถาวรศิริ, มะเดี่ยว–ชูเกียรติ ศักดิ์วีระ, บอส กูโน, พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์, ใบปอ–ธิติยา จิระพรศิลป์, จั๊มพ์–พิสิฐพล เอกพงศ์พิสิฐ, กระทิง–ขุนณรงค์ ประเทศรัตน์, เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์, มอส–ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ, แบงค์–มณฑป เหมตาล, แฟรงค์–ธนัตถ์ศรันย์ ซำทองไหล, เจแปน–พลอยปภัส ฝนแก้วศิวพร, กอล์ฟ–คุณาวุธ จิรัฐติกร, ปีเตอร์–ปรัตถกร ดวงสว่าง, แปลน–รัฐวิทย์ กิจวรลักษณ์, โยชิ–รินรดา ธุระพันธ์ ฯลฯ จากนั้นสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติร่วมรับชมวิดิโอเพื่อระลึกถึงบุคคลในวงการภาพยนตร์ผู้ล่วงลับ ก่อนที่พิธีกรกล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พร้อมนำเข้า VTR รวมหนังไทยทั้งหมดในปี 2567 ที่เข้าชิงรางวัลในปีนี้ทั้ง 54 เรื่อง  “หม่อม, ไชน่าทาวน์ ชะช่า, เหมรย บน บาป
Tags

เมื่อแชมป์กีฬาหันมาปราบอาชญากร: ทำไม “GOOD BOY” ถึงเป็นซีรีส์ที่คุณไม่ควรพลาด!

พัคโบกอม และ คิมโซฮยอน กลับมาโคจรพบกันอีกครั้งในซีรีส์แอ็กชัน-คอเมดี้สุดระทึกที่จะทำให้คุณทั้งหัวเราะและลุ้นไปพร้อมกัน ใครจะคิดว่าเหล่านักกีฬาเจ้าของเหรียญทองจะปฏิวัติวงการตำรวจได้ขนาดนี้? “GOOD BOY (แชมป์ปราบอาชญากร)” ซีรีส์ใหม่จาก Prime Video กำลังสร้างกระแสความฮิตอย่างต่อเนื่อง โดยพาเราติดตามทีมตำรวจพิเศษที่นำทักษะจากสนามแข่งขันมาใช้ปราบผู้ร้ายในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เรื่องราวแปลกใหม่ น่าติดตาม ลองจินตนาการว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อนักมวยปล้ำ นักขว้างจักร หรือนักกีฬาประเภทอื่น ๆ แขวนนวมแล้วหันมาสวมเครื่องแบบตำรวจ พวกเขาจะนำทักษะเดิมมาใช้จัดการอาชญากรอย่างไร? ซีรีส์เรื่องนี้จะพาเราไปพบกับทีมเฉพาะกิจสุดแกร่ง นำโดย ยุนดงจู (พัคโบกอม), จีฮันนา (คิมโซฮยอน), คิมจองฮยอน (อีซังอี), โกมันซิก (ฮอซองแท) และ ชินแจฮง (แทวอนซอก) ที่รวมพลังกันโค่นล้มองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ ทำไมต้อง “GOOD BOY”? 5 เหตุผลที่คุณจะติดหนึบ! การกลับมาของ “ดรีมทีม” ที่รอคอยมากกว่าทศวรรษ การจับคู่กันของพัคโบกอมและคิมโซฮยอนคือสิ่งที่แฟน ๆ เฝ้ารอมานาน นับตั้งแต่ทั้งคู่เคยร่วมงานกันในฐานะพิธีกรรายการรางวัล นอกจากนี้ ยังได้ผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอย่าง ชิมนายอน จากซีรีส์รางวัล Baeksang อย่าง “Beyond Evil” มากำกับ พร้อมนักแสดงระดับโลก ฮอซองแท จาก “Squid Game” เสริมทัพ ฉากแอ็กชันสุดมันส์ที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น นักแสดงทุกคนฝึกซ้อมนานถึง 3-8 เดือน เพื่อให้ฉากต่อสู้สมจริง พัคโบกอมเผยว่า “ทุกคนมาถึงก่อนเวลาและฝึกกันทุกวัน” การนำเทคนิคกีฬาอย่างมวยปล้ำหรือขว้างจักรมาผสมผสานกับการต่อสู้ทำให้ฉากแอ็กชันดูสดใหม่ แม้แต่การขว้างทิชชู่เปียกก็กลายเป็นฉากแอ็กชันแฟนตาซีที่ทั้งฮาและสร้างสรรค์ ดูง่าย สนุกได้ทุกวัย ต่างจากซีรีส์สืบสวนที่เนื้อหาเข้มข้น “GOOD BOY” ถูกออกแบบมาให้ดูสบาย ๆ เข้าถึงง่าย ผู้กำกับชิมนายอนกล่าวว่า “เราอยากให้คนดูสนุกโดยไม่ต้องคิดมาก” ด้านคิมโซฮยอนเสริมว่า “หวังว่าซีรีส์จะช่วยเติมความสดชื่นให้หน้าร้อนของผู้ชม” เหมาะสำหรับดูคลายเครียดหลังเลิกงานหรือวันหยุด พลังของความยุติธรรมที่อิ่มเอมใจ ในยุคที่ความไม่เป็นธรรมพบเห็นได้ทั่วไป การได้เห็นกลุ่มตัวเอกที่เคยถูกมองข้ามลุกขึ้นสู้เพื่อความยุติธรรม ทำให้ผู้ชมรู้สึกอิ่มเอม พัคโบกอมกล่าวว่า “หวังว่าเราจะเป็นกำลังใจเล็ก ๆ ให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และทุกคนที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในโลกจริง” มากกว่าความสนุก ยังให้แรงบันดาลใจ แม้เป็นซีรีส์แนวเบา ๆ แต่ก็แฝงข้อคิดลึกซึ้ง ฮอซองแทเล่าว่า “ผมรู้สึกจุกในอกตอนอ่านบทบางฉาก”
Tags

นักวิจารณ์ยกนิ้ว! ผู้ชมเทใจ! Elio คือหนัง ‘ฮีลใจ’ แห่งปี

“เอลิโอ” (Elio) ภาพยนตร์แอนิเมชันล่าสุดจาก Disney และ Pixar เป็นอีกหนึ่งผลงานที่สานต่อความสำเร็จในการนำเสนอเรื่องราวอบอุ่นกินใจ หลังจากที่ “Inside Out 2” ได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม มาในครั้งนี้ “เอลิโอ” พาเราดำดิ่งสู่การผจญภัยของเด็กชายผู้โดดเดี่ยว ที่จู่ๆ ความปรารถนาสุดแปลกอย่างการถูกเอเลี่ยนลักพาตัวกลับกลายเป็นจริงขึ้นมา จากเด็กชายผู้แปลกแยก สู่การผจญภัยข้ามจักรวาล เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นกับ เอลิโอ เด็กชายที่รู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ เขามีความปรารถนาที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือการถูกเอเลี่ยนลักพาตัว และเมื่อความปรารถนานี้เป็นจริงขึ้นมา การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ในอวกาศก็เริ่มต้นขึ้น ทำให้เขาได้ค้นพบมิตรภาพครั้งใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน จุดเด่นที่ทำให้ “เอลิโอ” น่าประทับใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้โดดเด่นด้วยหลายองค์ประกอบที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว: งานภาพสุดอลังการ: ฉากอวกาศและ “Comuniverse” ในเรื่องถูกสร้างสรรค์อย่างน่าทึ่ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพถ่ายมาโครผ่านกล้องจุลทรรศน์ของวัสดุต่างๆ ทำให้ได้ภาพของจักรวาลที่แตกต่างและสดใหม่อย่างสิ้นเชิง การเล่าเรื่องที่ลงตัว: “เอลิโอ” ผสมผสานความตื่นเต้นของการผจญภัยในอวกาศเข้ากับเรื่องราวของมิตรภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัวได้อย่างลื่นไหล สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกเพศทุกวัย การถ่ายทอดอารมณ์ที่ลึกซึ้ง: ภาพยนตร์สะท้อนความเหงาและความโดดเดี่ยวของเด็กที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียคนรักได้อย่างเข้าถึงจิตใจ ทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกซาบซึ้งและน้ำตาคลอ ตัวละคร “กลอร์ดอน” ที่น่ารัก: กลอร์ดอน เพื่อนตัวแรกของเอลิโอ มาในรูปแบบของหนอนน้อยเด้งดึ๋งที่มีนิสัยน่ารักและจิตใจเปี่ยมเมตตา แต่ภายใต้ภาพลักษณ์นั้นกลับซ่อนเร้นอัตลักษณ์ที่น่าสนใจ ชวนให้ติดตาม เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์และผู้ชม “เอลิโอ” ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมทั่วไป โดยได้คะแนนจาก Rotten Tomatoes สูงถึง 84% จากฝั่งนักวิจารณ์ และ 91% จากผู้ชมทั่วไป (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2568) ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและความประทับใจที่ภาพยนตร์มอบให้ เบื้องหลังความสำเร็จ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Madeline Sharafian, Domee Shi และ Adrian Molina พร้อมทีมนักพากย์คุณภาพ โดยมี Yonas Kibreab ให้เสียงตัวเอก และสำหรับเวอร์ชันพากย์ไทย ยังได้ โฟร์ท-ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล มาร่วมให้เสียงพากย์ด้วย บทสรุป: ไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่คือความประทับใจที่ไม่ควรพลาด “Disney and Pixar’s Elio เอลิโอ” ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์แอนิเมชันที่สร้างความบันเทิง แต่ยังสะท้อนความรู้สึกและประสบการณ์ที่หลายคนอาจเคยผ่านมา

Hollywood กำกับ – CIA เขียนบท : Argo แผนฉกฟ้า propaganda สะท้านโลก

Argo (2012) เป็นภาพยนตร์แนวสายลับที่คว้ารางวัลออสการ์ไปถึง 3 รางวัล รวมถึง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) ในปีนั้นด้วย แต่เอาเข้าจริงแล้ว เบื้องหลังของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของ CIA ด้วยการอำนวยความสะดวกในการถ่ายทำ เพื่อแลกกับการควบคุมบทภาพยนตร์ให้เป็นไปตามที่ต้องการ ผลที่เกิดขึ้นคือ CIA อนุญาตให้ทีมโปรดักชั่นสามารถถ่ายทำที่สำนักงานใหญ่ของ CIA ได้ ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษที่มอบให้กับโปรดักชั่นเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น นับตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่อง Scorpio เมื่อปี 1973  เรื่องนี้ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมา ผ่านเอกสารกว่า 200 หน้า เกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาในการสร้าง Argo ซึ่งให้ข้อมูลเบื้องหลังว่าทำไม CIA จึงทำงานร่วมกับฮอลลีวูด รวมถึงอีเมลหลายฉบับ ระหว่างหน่วยงาน ผู้กำกับ นักแสดง ทีมงานภาพยนตร์ ซึ่งสนทนากันชนิดที่เรียกว่าหวานเจี๊ยบบไปเลย ตัวอย่างเช่น Ben Affleck ผู้กำกับและนักแสดงนำของเรื่อง ที่กล่าวกับฝ่าย CIA ว่า “เรารักและเคารพ ในความกล้าหาญของหน่วยงานคุณ” ก่อนที่จะให้คำมั่นว่า  “เราต้องการให้กระบวนการสร้างนั้นสมจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”  ทางเจ้าหน้าที่ CIA ก็ตอบกลับว่า “เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นเป็นเรื่องที่เราภูมิใจ”  เอกสารดังกล่าวระบุรายละเอียดว่า เป็นช่วงเวลาหลายเดือนที่ CIA ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การพาทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ทัวร์สำนักงานใหญ่ที่แลงลีย์ รัฐเวอร์จิเนีย นอกจากนี้ Affleck ยังได้รับภาพถ่ายในคลังเอกสาร เพื่อให้ทีมงานจำลองสำนักงานของ CIA ในยุค 80 ขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังมีการประชุมร่วมโต๊ะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ CIA เพื่อวางแผนโปรเจกต์นี้ด้วย คือมีไม่กี่ครั้งจริงๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงสหรัฐฯ จะอำนวยความสะดวกแบบปูพรมที่ถักคำว่า “Welcome” ให้อย่างดี ทำให้ภาพยนตร์เรื่อง Argo มีความสมจริงชนิดที่ยากจะหาใครเทียบได้ กระนั้นก็ตาม ความสมจริงดังกล่าวนั้นเป็นคนละเรื่องกับคำว่า “ข้อเท็จจริง” เพราะอย่างที่บอก ผู้พิจารณาตัวบทภาพยนตร์คือ CIA พูดง่ายๆ คือ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะปรุงแต่งเนื้อเรื่องอย่างไรก็ได้ ว่างั้นเถอะ อาทิเช่น บทบาทของรัฐบาลแคนาดา ซึ่งในชีวิตจริงมีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รวมถึงการออกหนังสือเดินทางปลอมให้ แต่ในเนื้อเรื่องกลับถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงตัวประกอบซะได้ ในประเด็นนี้ แม้แต่อดีตเอกอัครราชทูตแคนาดาในอิหร่าน
Tags

Hollywood VS Micro Drama : การแข่งขันทาง Soft Power ระหว่างสองขั้วมหาอำนาจ

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ Hollywood ครองความเป็นใหญ่ด้าน Soft Power ผ่านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการบันเทิงอเมริกาครองความยิ่งใหญ่ สถาปนาตัวเป็นผู้กำหนดเทรนด์ สร้างรสนิยมจนทั่วโลกต้องสมาทานไปโดยปริยาย อีกทั้งยังยากจะหาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของชาติใดมาเป็นคู่เทียบได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จนกระทั่ง เมื่อไม่นานมานี้มหาอำนาจฝั่งตะวันออกอย่าง ประเทศจีน ได้จับแนวทางที่น่าจับตามองอย่าง “ละครสั้น” หรือ “Micro Drama” ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภคทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และนี่อาจเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระหว่างสมดุลอำนาจทางวัฒนธรรมหลังจากนี้ ท่ามกลางสงครามการค้าที่ร้อนระอุ อิทธิพลทางวัฒนธรรมก็เป็นหนึ่งในการแข่งขันที่กำลังเข้มข้นเช่นเดียวกัน เพราะจุดเปลี่ยนสำคัญคือ ละครสั้นที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโรงภาพยนตร์ ดูที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ เวลาต่อตอนมีตั้งแต่ 5-10 นาที เหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีเวลา ต่างจากภาพยนตร์ Hollywood ที่ไม่ได้เข้าถึงและแทรกซึมไปยังชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้ถึงเพียงนี้ อุตสาหกรรมละครสั้นของจีน มีมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ยังไม่นับรวมภาพยนตร์ในโรงที่จีนก็ให้ความสำคัญอยู่ โดยเฉพาะแนวอนิเมชั่น และ CG ที่ต้องบอกว่าจีนทำดี ทำถึง ไม่น้อยหน้าฝั่งตะวันตก แม้ว่าข้อจำกัดของจีนจะอยู่ที่ระเบียบภาครัฐที่คุมเข้ม แต่ทว่าอุตสาหกรรมบันเทิงจีนก็มีการเติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบที่สำคัญของละครสั้นคือ ความยืดหยุ่นในรูปแบบและต้นทุนการผลิต ที่สามารถปรับขนาดและทดลองใช้ได้อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มอย่าง Douyin (TikTok ของจีน), Xiaohongshu, iQiyi และ Tencent Video เต็มไปด้วยละครสั้น และแบรนด์ต่างๆ ก็เริ่มผสานรวมผลิตภัณฑ์ของตนเข้ากับเนื้อเรื่อง เพื่อการโฆษณาที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงปรับตัวตามความต้องการของตลาดในแต่ละภูมิภาค และกระแสนิยมของผู้ชมได้อย่างคล่องตัว ต่างจากวิธีการแบบดั้งเดิมของภาพยนตร์ Hollywood ที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวน้อยกว่า อีกทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีการเปิดเผยโครงการ Micro Drama Plus จากสำนักงานวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แห่งชาติของประเทศจีน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะผลิตละครสั้นราว 300 เรื่องในปีนี้ และหนึ่งในแผนงานที่ว่านั้นคือการผลิตละครสั้น 100 เรื่องเพื่อนำเสนอแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ทิวทัศน์ธรรมชาติ รวมถึงสถานที่สวยงามตามเมืองต่างๆ ซึ่งนำมาสอดประสานผ่านเนื้อเรื่อง เห็นได้ชัดเจนว่า ทางการจีนเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำเสนอ Soft Power ผ่านละครสั้น ในอดีต มีคำกล่าวที่ว่า กระทรวงวัฒนธรรมที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดของสหรัฐคือ Hollywood แต่ทุกวันนี้ ดูเหมือนประเทศจีนก็กำลังดำเนินแนวทางใกล้เคียงกัน หากแต่ใช้ละครสั้น ที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายกว่า แม้ Hollywood จะยังคงครองความยิ่งใหญ่ในระดับโลก

Content Project Market เปิดตลาดคอนเทนต์ไทย หมดยุคพายเรือในอ่าง

  “หนังดี มีรางวัล แต่ไม่มีคนดู” “ละครดัง มีคนดู แต่ก็วนอยู่กับที่” ปัญหาสารพัดสารเพของวงการคอนเทนต์ไทย ตลอดจนความเห็นจากหลายทิศหลายทาง จริงบ้าง มั่วบ้าง ปะปนกันไป แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนั้นทำให้ศรัทธาของชาวไทยในคอนเทนต์บ้านเกิดเสื่อมสลายไปไม่น้อย เฉพาะยิ่งในยุคสตรีมมิ่งอย่างปัจจุบัน  แต่หากว่ากันตามตรง แท้จริงแล้วคอนเทนต์ไทยในทุกวันนี้ สามารถตีกระแสต่างชาติได้ดีกว่าช่วงก่อนๆ มากนัก ทั้งยอดสตรีมมิ่ง การเข้าฉายต่างประเทศ นำส่งไปยังเทศกาลระดับนานาชาติ รวมถึงการขายลิขสิทธิ์นำไปรีเมค หลายๆ เรื่องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคอนเทนต์ไทย อันสามารถฉายแววในเวทีโลกได้อย่างไม่เคอะเขิน ซึ่งที่ผ่านมาเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ หาช่องทางกันตามมีตามเกิด และกระจัดกระจาย จึงเป็นเหตุผลให้ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์(องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดให้มีการจับคู่ธุรกิจ(business matching) เปิดตลาดซื้อขายคอนเทนต์เป็นครั้งแรกของประเทศในชื่อ Content Project Market ภายใต้โครงการ Content Lab 2024  โดย Content Project Market เปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยได้นำเสนอผลงาน ทั้งบทภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือแอนิเมชันของตนเอง รวมไปถึงไอเดีย คอนเซ็ปต์ (Pitch Deck) ที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนา พรีเซนต์/พิทชิ่งต่อนักธุรกิจ-นักลงทุนในแวดวงอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 64 บริษัท เพื่อต่อยอดผลงานสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในตลาดคอนเทนต์ต่อไป ทั้งนี้ ยังมีหลักสูตรพัฒนาทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงการบ่มเพาะ (Incubation Programs) 4 โครงการ และโครงการสร้างโอกาสทางธุรกิจ 1 โครงการ ได้แก่  Content Lab: Newcomers แคมป์สำหรับคนทำหนังและซีรีส์หน้าใหม่  Content Lab: Mid-Career โครงการพัฒนาโปรเจ็กต์ภาพยนตร์และซีรีส์ สำหรับบุคลากรวิชาชีพระดับกลางในสายโปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักเขียนบท  Content Lab: Animation เวิร์กช็อปพัฒนาซีรีส์โปรเจ็กต์สำหรับสายงานด้านแอนิเมชันในกลุ่ม Mid-Career และ  Content Lab: Advanced Scriptwriting เวิร์กช็อปพัฒนาการเขียนบทระดับมืออาชีพโดยวิทยากรจากไทยและต่างประเทศ โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นครั้งแรกที่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจะได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งองคาพยพตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อยกระดับมาตรฐานคอนเทนต์ไทยให้สามารถเจาะกลุ่มตลาดต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม