ในวงการไอดอลที่ต้องแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งความคาดหวังจากแฟนๆ และบริษัท อีกสารพัดอารมณ์ที่ถาโถมโจมตี จะว่าไปแล้ว นี่เป็นเวทีที่ต้องอาศัยความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก แต่ในปี 2019 ดันมีเมมเบอร์ท่าทางขี้อายพาตัวเองมาอยู่จุดนี้ โดยไม่มีใครเดาออกเลยว่าเธอจะไปได้ไกลแค่ไหน?
เมมเบอร์คนนั้นชื่อ “มามิ้งค์-มาณิฌา”
“…ตอนแรกเรามองไอดอลที่เป็นไอดอลพิมพ์นิยม แล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นแบบนั้น 100% ก็เลยรู้สึกว่าอยากแตกต่าง และหาสีสันใหม่ๆ ให้กับวงการไอดอลด้วย…”
ทว่าชีวิตที่เคยขึ้นเวที ร้อง-เต้นในฐานะ CGM 48 กว่า 6 ปี แต่หลังจากพ้นสภาพสมาชิกวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดัง “มามิ้งค์-มาณิฌา” กลับบอกเราว่า
“…ต่อให้จะพยายามแค่ไหน เราก็ยังเต้นไม่สวยเท่าเพื่อนสักที จริงๆ แล้ว เราไม่สนิทกับร่างกายนี่หน่า(ฮ่าๆ)…”
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยตำแหน่งเปรียบเทียบ คำวิจารณ์ และแรงกดดันหนักอึ้ง ‘มามิ้งค์’ กลับเป็นผู้ที่ดูเหมือนจะไม่เกรงขามต่อชะตากรรม พร้อมรับมือและอยู่ร่วมกับทุกความรู้สึกแบบสบายๆ ตรงนี้เองกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ชื่อของเธอเป็นที่พูดถึงในหมู่แฟนคลับ
“…บางครั้งมันก็มีสิ่งที่เราอยากได้ แบบเราอยากได้โอกาสนี้มากเลย แต่เราไม่ได้รับเลือก บางทีอาจจะทุกข์มาก แต่ถ้าเรามองว่า อืมมม ไม่เป็นไร ครั้งนี้เดี๋ยวเราเป็นผู้ชมมันบ้างก็ได้ มันก็เบาขึ้น…” “…แต่เราก็ไม่ได้ปิดกั้นมันนะ ถ้าเครียดเราก็รู้ตัวว่าเครียด มันช่วยให้ใช้ชีวิตได้เบาสบายขึ้น แต่ถ้าถามว่าตัวเองทำได้ดีไหมก็อาจจะยัง แต่ก็รู้ตัว…” “…คือเราก็เป็นเพื่อนกับทุกความรู้สึกได้…”
สิ่งนี้ จะบอกว่าคาแรคเตอร์ก็ได้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูกต้อง มันคือ ‘ตัวตน‘ ของอดีตเซ็นเตอร์แห่งคณะ CGM เสียมากกว่า ด้วยอิทธิพลจากทางครอบครัว โดยเฉพาะ ‘พี่สาว‘ ที่มามิ้งค์มักกล่าวถึงอยู่ตลอด ทำให้ความสนใจในเรื่องจิตใจ(Spiritual) เป็นหนึ่งในความพิเศษที่ทำให้เธอไม่เหมือนไอดอลคนอื่น
โดยเอกลักษณ์สำคัญอีกประการที่คนติดตามเธอจะได้ฟัง/อ่านอยู่บ่อยๆ คือวลี “สวัสดีมีเมตตา” ประโยคเปิดบทสนทนาที่เธอใช้สื่อสารกับแฟนคลับจนเป็นดั่งภาษิตประจำตัว
“…ความมีเมตตาก็คือการเปิดใจ ไม่ตัดสินว่าสิ่งนี้ดีหรือไม่ดี มองด้วยใจสบายๆ มองด้วยใจที่คิดเช่นว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง..”
ตัวอย่างที่อธิบายเรื่องนี้ได้ชัดเจน ก็คงจะเป็น ‘วิถีมังสวิรัติ’ ของเธอ ด้วยประสบการณ์ที่เคยเห็นรถบรรทุกสัตว์ระหว่างทาง ทำให้ความเป็น ‘ผู้โศกซึ้ง’ ในตัวเธออยู่เฉยไม่ได้ มามิ้งค์จึงเลิกทานเนื้อสัตว์นับแต่นั้นมา และในอนาคตก็อยากจะพัฒนาไปให้ถึงวีแกน คือเลิกบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทั้งมวล
แต่ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่มีใครถามถึงเรื่องนี้ เธอมักจะไม่กล้าตอบตรงๆ เพราะกลัวจะทำให้คนที่ทานเนื้อสัตว์รู้สึกไม่ดี จึงพยายามเลี่ยงตอบไปเรื่องสุขภาพมากกว่า แต่แท้จริงแล้ว เธอกลัวจะเป็นการว่าร้ายคนอื่นต่างหาก
“…จริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธคนที่กินเนื้อสัตว์นะ คือเราก็มีตัวเลือกของเรา เขาก็มีตัวเลือกของเขา มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เอาที่แต่ละคนสบายใจได้เลย…”
ตรงนี้คงขยายมุมมองเรื่องความมีเมตตาแบบไม่ตัดสิน รวมถึงมองด้วยใจ ให้มันเป็นเช่นนั้นเอง ฉบับมามิ้งค์ได้ดีที่สุด
อนึ่ง ความมีเมตตาไม่ได้หมายความว่าต้องละเอียดอ่อน เปราะบาง อ่อนไหวง่ายเสมอไป สำหรับอดีตสมาชิกแห่ง 48 กรุ๊ป เธอมองว่าบางครั้งก็ต้องใช้ความกล้าหาญมั่นคงภายในพอสมควร เพราะไม่ใช่แค่กล้าที่จะแตกต่าง แต่หลายครั้งต้องเผชิญหน้าสู้กับ ’ความเกรงใจ‘ แบบตัวต่อตัว
เฉพาะยิ่งสังคมที่ยึดถือความเกรงใจเป็นประเพณี สำหรับคนที่ดูขี้อายเป็นพื้นฐาน ตรงนี้ยิ่งยากไปอีกขั้น(ผู้เขียน)
“..มันต้องใช้ความแข็งแรงภายใน ในการที่จะบอกแม่ค้าว่าเปลี่ยนเนื้อสัตว์เป็นเต้าหู้ได้ไหมคะ? หรือมีเห็ดไหม?…” “…บางทีเราก็เกรงใจคนอื่น อย่างตอนที่อยู่กับวง เวลาเขาจัดหาอาหารให้เรา แบบข้าวกล่อง บางครั้งเขาก็ต้องสั่งแยกร้านให้เราเลย…” “…จริงๆ เราก็บอกเขาตั้งแต่ก่อนเข้าวง ตั้งแต่ออดิชั่นติดเลย ว่าเราเป็นมังสวิรัติ เขาโอเคไหม? แต่เขาก็โอเค (เขา)บอกว่าได้เลย ก็ต้องขอบคุณมากๆ ที่เขาเข้าใจ ขอบคุณนะคะ(ยกมือไหว้)…”
ท้ายที่สุดแล้ว การมีเมตตาต่อคนอื่นย่อมดีแน่ แต่อย่าลืมว่า เราก็ต้องมีเมตตากับตัวเองด้วย เสมือนเขตแดนที่เราต้องรักษาความมั่นคงภายในเอาไว้
“...เรามีเมตตากับคนอื่น แต่เราก็ต้องมี Boundary มีรั้วบ้านของตัวเองเหมือนกัน…”
จากการได้พูดคุยกับมามิ้งค์ เอาเข้าจริง เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ทุกคนหรือทุกกรณีหรอกที่จะทำได้ แต่จะทำได้บ้าง-ไม่ได้บ้าง ก็ไม่เป็นไร แค่ให้รู้ตัวก็พอ ว่าเราเป็นแบบไหน?
คราวนี้ทำไม่ได้ คราวหน้าก็เอาใหม่
เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นเอง
ขอบคุณมามิ้งค์ สำหรับบทสนทนาดีๆ
