Skip links

PR

Tags

กรุงเทพฯ เตรียมเป็นเวทีใหญ่ต้านสแกมเมอร์ระดับเอเชีย! GASA ผนึก Gogolook และ Meta รับมือภัยหลอกลวงข้ามชาติและ AI

เมื่อกลโกงออนไลน์ไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนประเทศ การรับมือจึงไม่อาจเป็นหน้าที่ของใครเพียงฝ่ายเดียว GASA จับมือ Gogolook และ Meta เตรียมจัด Global Anti-Scam Summit Asia 2026 ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระดมความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และผู้เชี่ยวชาญทั่วภูมิภาค เพื่อหาทางสกัดเครือข่ายสแกมเมอร์ที่กำลังทวีความซับซ้อน พร้อมเปิดรายงานสถานการณ์ภัยหลอกลวงในไทยและเอเชียประจำปี 2026 ภัยหลอกลวงออนไลน์กำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของโลกดิจิทัล โดยเฉพาะเมื่อขบวนการสแกมเมอร์ไม่ได้จำกัดการทำงานอยู่เพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายข้ามพรมแดน ใช้ทั้งโทรศัพท์ ข้อความ แพลตฟอร์มออนไลน์ และเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือเข้าถึงเหยื่อ ทำให้การป้องกันและปราบปรามจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมากกว่าที่เคย ด้วยเหตุนี้ Global Anti-Scam Alliance (GASA) องค์กรพันธมิตรต่อต้านกลโกงระดับโลก จึงร่วมมือกับ Gogolook ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Whoscall และ Meta เตรียมจัดการประชุม Global Anti-Scam Summit Asia 2026 ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 10–11 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เกี่ยวข้องจากทั่วเอเชียได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และแนวทางรับมืออาชญากรรมออนไลน์ การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดย GASA ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยได้รับการสนับสนุนจาก Gogolook, Meta, Google, Trend Micro, CUBE AI และ Outseer พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย สถาบันการเงิน ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทเทคโนโลยี นักวิจัย และภาคประชาสังคม นอกจากนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยังมีกำหนดกล่าวปาฐกถาเปิดการประชุม เพื่อสะท้อนบทบาทและแนวทางของประเทศไทยในการรับมือภัยดิจิทัลที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เมื่อสแกมเมอร์ทำงานข้ามชาติ การป้องกันก็ต้องข้ามพรมแดน โยริจ อับราฮัม (Jorij Abraham) กรรมการผู้จัดการ Global Anti-Scam Alliance (GASA) อธิบายว่า ปัจจุบันเครือข่ายสแกมเมอร์ดำเนินงานข้ามพรมแดนและใช้ช่องทางที่หลากหลายในการหลอกลวงผู้คน การรับมือจึงต้องเชื่อมโยงทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
Tags

ไทยขึ้นแท่น “ฮับอวกาศอาเซียน” จัดประชุมระดับโลก “10th Global Moon Village Workshop & Symposium 2026” ปูทางตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์

26 ตุลาคม 2569 –สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ Moon Village Association: MVA เปิดงานประชุมวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับโลก “10th Global Moon Village Workshop & Symposium 2026” อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ณ ห้องประชุม MR 1–3 ชั้น 7 ไอคอนสยาม ฮอลล์ กรุงเทพมหานคร ต้อนรับผู้นำองค์กรอวกาศ นักวิจัย วิศวกร และผู้ประกอบการ New Space กว่าหลายร้อยชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกร่วมงาน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา งานประชุม Global Moon Village Workshop & Symposium ได้หมุนเวียนไปจัดในศูนย์กลางอวกาศชั้นนำของโลก และในครั้งที่ 10 นี้ ถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ที่ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “Hub ความร่วมมือที่เป็นกลาง” โดยการประชุมในครั้งนี้นับเป็นเวทีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงผลสำเร็จและความก้าวหน้าเชิงประจักษ์ของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของมนุษยชาติในการเดินทางกลับสู่ดวงจันทร์อย่างจริงจัง ผ่านโครงการสำรวจระดับนานาชาติ เช่น โครงการอาร์เทมิส (Artemis) และโครงการสถานีวิจัยดวงจันทร์นานาชาติ (ILRS) ของจีน โดยประเทศไทยบรรลุเป้าหมายสำคัญในการทำหน้าที่เชื่อมโยงมหาอำนาจด้านอวกาศ ทั้งจากสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป และญี่ปุ่น ตลอดจนหน่วยงานอวกาศชั้นนำของโลก อาทิ NASA, ESA, JAXA, DSEL และ APRSAF มาร่วมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ยุทธศาสตร์ และกำหนดทิศทางอนาคตการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ร่วมกันโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์ การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน MVA ครั้งที่ 10 นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยืนยันศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์อวกาศแห่งอาเซียน เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้ได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างรอบด้าน ทั้ง ความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยีของคนไทย จากนักวิจัยและวิศวกรไทยที่ได้นำเสนอความพร้อมในการพัฒนาเครือข่ายสถานีภาคพื้นดิน เพื่อรองรับการสื่อสารในภารกิจห้วงอวกาศลึกและดวงจันทร์ ความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมในการผลิตชิ้นส่วนอวกาศและเพย์โหลด (Payload) ฝีมือคนไทย
Tags

อุตสาหกรรมอวกาศจะเป็น New Growth Engine ของไทยได้อย่างไร?

หากพูดถึง “อุตสาหกรรมอวกาศ” ในอดีตหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวที่มีเพียงประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เทคโนโลยีอวกาศสามารถลงมาแก้ปัญหาจริงบนดิน และสร้างประโยชน์เชิงรูปธรรมให้แก่ประชาชนคนไทยได้อย่างยั่งยืน ไม่เพียงแต่ยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของประเทศ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ในหลากหลายมิติ เพราะ Space Economy ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างจรวดหรือดาวเทียม แต่เชื่อมโยงตั้งแต่เกษตร โลจิสติกส์ โทรคมนาคม ไปจนถึงซอฟต์แวร์และบริการข้อมูล โอกาสของไทยจึงอยู่ที่การเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้พัฒนา ผู้ผลิต และผู้ให้บริการ” ในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก ภาพจำของอุตสาหกรรมอวกาศอาจเป็นภารกิจสำรวจนอกโลกที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่เศรษฐกิจอวกาศในวันนี้กำลังเคลื่อนลงมาเชื่อมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนโลกมากขึ้น ตั้งแต่ GPS สำหรับการเดินทางและขนส่ง ข้อมูลดาวเทียมเพื่อการเกษตรและรับมือภัยพิบัติ ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ไปจนถึงซอฟต์แวร์ วิเคราะห์ข้อมูล และบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่ จากข้อมูลของ Space Foundation ชี้ว่า Space Economy ทั่วโลกในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 686,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และที่สำคัญ กว่า 60% ของการเติบโตในอนาคตคาดว่าจะมาจากอุตสาหกรรมทั่วไปที่นำเทคโนโลยีอวกาศไปประยุกต์ใช้ ไม่ใช่ธุรกิจอวกาศโดยตรง ตัวเลขนี้ทำให้คำว่า “อุตสาหกรรมอวกาศ” ไม่ได้จำกัดอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคถัดไป ฐานธุรกิจไทยมีอยู่แล้ว โจทย์คือยกระดับมูลค่า ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ สำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยการเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่ศูนย์ เพราะจากผลการศึกษาของสำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ร่วมกับ NIDA ระบุว่า ไทยมีธุรกิจและบริการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอวกาศกว่า 35,600 กิจการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาทต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล และบริการ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ข้อมูลดาวเทียม ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ สำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยมี Space Economy หรือไม่ แต่คือจะยกระดับจากการเป็นผู้ใช้ประโยชน์
Tags

MEYER จับมือเซ็นทรัล เปิดตัว Hello Kitty Collection ครั้งแรกในไทย เติมความคิวต์ให้ทุกมุมครัว

สาวก Hello Kitty เตรียมใจละลาย! เมื่อ MEYER (ไมย์เออร์) แบรนด์เครื่องครัว จับมือห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เปิดตัว “MEYER Hello Kitty Collection” คอลเลกชันเครื่องครัวลิขสิทธิ์ Hello Kitty ครั้งแรกในประเทศไทย ที่นำความน่ารักของคาแรกเตอร์ขวัญใจคนทั่วโลกมาผสมผสานกับฟังก์ชันการใช้งานในชีวิตประจำวัน พร้อมเปิดให้ Pre-Booking ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 MEYER (ไมย์เออร์) นำโดย คุณโจเซฟ โล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด และบริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล โดยคุณกุลธิดา ยามวินิจ Head of Merchandising – Home Hardline and Small Appliance เปิดตัวคอลเลกชันเครื่องครัวสุดพิเศษที่ตั้งใจเติมความสดใสและสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับทุกช่วงเวลาในห้องครัว ภายใต้แนวคิด “The Cutest Cooking Companion” หรือเพื่อนคู่ครัวที่น่ารักที่สุด คอลเลกชันนี้หยิบเอกลักษณ์ของ Hello Kitty มาถ่ายทอดผ่านดีไซน์โทนสี Misty Pink สีชมพูพาสเทลละมุน พร้อมรายละเอียดลวดลาย Hello Kitty ที่ปรากฏทั้งด้านในและด้านนอกของผลิตภัณฑ์ ผสมผสานความน่ารักเข้ากับการออกแบบที่คำนึงถึงฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้เครื่องครัวไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับประกอบอาหาร แต่ยังเป็นไอเทมที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับพื้นที่ภายในบ้านได้อีกด้วย สำหรับ MEYER Hello Kitty Collection ประกอบด้วยเครื่องครัวและอุปกรณ์เสริมหลากหลายประเภท ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ประกอบอาหารไปจนถึงของใช้ภายในครัว ได้แก่ หม้อมีด้ามจับพร้อมฝา ขนาด 16 ซม. กระทะอเนกประสงค์พร้อมฝา ขนาด 24 ซม. หม้อเหล็กหล่อสองหูเคลือบอีนาเมลพร้อมฝา ขนาด 22 ซม. ชุดอุปกรณ์ประกอบอาหารซิลิโคน 7 ชิ้น พร้อมแท่นวาง ชุดเขียงไม้ธรรมชาติ 3
Tags

“Thailand Space Expo 2026” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ

ทำไม? ประเทศไทยจึงพร้อมเป็นจุดเชื่อมความร่วมมือด้านอวกาศของอาเซียน ประเทศในอาเซียนเผชิญโจทย์ร่วมกันหลายด้าน ตั้งแต่ภัยพิบัติข้ามพรมแดน ความมั่นคงทางอาหาร การบริหารน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ข้อมูลและเทคโนโลยีอวกาศสามารถช่วยตอบโจทย์เหล่านี้ได้ แต่ไม่มีประเทศใดจำเป็นต้องพัฒนาทุกความสามารถเพียงลำพัง ในบริบทนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมความพร้อมของไทยกับข้อมูล ผู้เชี่ยวชาญ โครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน และเครือข่ายนโยบายของภูมิภาคให้ทำงานร่วมกัน ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ สำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ(องค์การมหาชน) หรือ GISTDA กล่าวว่า ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบในการรับบทดังกล่าวจากฐานการประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศ ระบบนิเวศธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกว่า 35,600 กิจการ โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและทดสอบ รวมถึงที่ตั้งซึ่งเชื่อมโยงตลาดอาเซียนกับพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป และอเมริกา สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การประกาศว่าไทยเป็น “ฮับ” แต่คือการพิสูจน์ว่าไทยสามารถเปลี่ยนการพบปะระหว่างประเทศให้เป็นโครงการร่วม ผลลัพธ์ร่วม และโอกาสลงทุนที่ติดตามต่อได้ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 นี้ นับเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการอวกาศไทย กับการเป็นศูนย์กลางการจัดงานมหกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศระดับนานาชาติแห่งปี 3 งานยักษ์ใหญ่ระดับโลกไว้ในคราวเดียวกัน ได้แก่ Thailand Space Expo 2026, Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 (APRSAF-32) และ Moon Village Association Workshop and Symposium ครั้งที่ 10 ซึ่งการเชื่อมทั้ง 3 งานเข้าด้วยกันในประเทศไทยครั้งนี้ ไม่ได้เพียงขับเคลื่อนเฉพาะเทคโนโลยีอวกาศของไทย แต่กำลังเชื่อมนโยบาย พันธมิตร การลงทุน และการพัฒนาคน เพื่อเปิดทางให้ประเทศไทยสู่การเป็น “ASEAN Space Gateway” “Thailand Space Expo 2026” มหกรรมแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอวกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด Space Synergy ที่รวมพลังภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเปิดมุมมองว่าอวกาศคือ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) งานนี้จัดโดย GISTDA ร่วมกับกระทรวง
Tags

SYMPHONY สู่เวทีโลก นำ Global Business Group ขับเคลื่อนการเติบโต เปิดตัวโลโก้ใหม่ สะท้อนพลัง Digital Infrastructure ระดับสากล

บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SYMPHONY COMMUNICATION ตอกย้ำทิศทางการเติบโตสู่เวทีสากล นำโดยทีมผู้บริหาร SYMPHONY Global Business ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเชื่อมต่อระดับนานาชาติ และยกระดับศักยภาพธุรกิจไทยสู่เครือข่ายระดับโลก พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ “SYMPHONY GLOBAL BUSINESS GROUP” เพื่อสะท้อนวิสัยทัศน์ที่กล้าคิด กล้ายกระดับ และกลยุทธ์การดำเนินงานที่ยืดหยุ่นทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตอกย้ำบทบาทการเป็นพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับสากล ภายใต้แนวคิด “พลังแห่งการเชื่อมต่อ” (Power of Connection)”  ขับเคลื่อนด้วยทีมผู้บริหาร Global Business Group  การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ ทีม Global Business Group (GBG) ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในแต่ละภูมิภาค ครอบคลุมตลาดสำคัญทั้งในเอเชียและระดับนานาชาติ  คุณอเล็กซ์ โลห์ (Alex Loh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ซิมโฟนี่ คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า  “เราเชื่อว่าพลังแห่งการเชื่อมต่อคือรากฐานสำคัญของการเติบโตในอนาคต ในวันที่ธุรกิจและเศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย SYMPHONY พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมผู้คน องค์กร และโอกาสทางธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับลูกค้าและพันธมิตรในระยะยาว” คุณปรวีร์ นิลอุบล Head of Global Business Group กล่าวว่า “โลโก้ใหม่ของ SYMPHONY GLOBAL BUSINESS ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นการประกาศบทบาทของเราที่พร้อมเป็นสะพานเชื่อมธุรกิจไทยสู่โลก Global Business Group มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเชื่อมต่อระดับนานาชาติ ผ่านทั้งการพัฒนาโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละภูมิภาค เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจดิจิทัลในระดับสากล ภายใต้คำมั่น ‘We Fast, You First’ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการให้บริการที่รวดเร็ว คล่องตัว และเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนลูกค้าและพันธมิตรในทุกจังหวะของธุรกิจ” โลโก้ SYMPHONY GLOBAL BUSINESS ถ่ายทอดแนวคิด “Power of Connection” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ โดยองค์ประกอบของโลโก้ถูกออกแบบให้สะท้อนวิสัยทัศน์และทิศทางองค์กรในทุกมิติ ได้แก่  Dynamic Globe Icon เส้นโค้งสีส้มสะท้อนถึง การเชื่อมต่อระดับโลก (Global Connectivity) ที่ไร้รอยต่อ เชื่อมโยงผู้คนและธุรกิจเข้าด้วยกันในจังหวะเดียวกัน พร้อมทั้งสื่อถึง ความเร็ว ความคล่องตัว และการปรับตัว (Agility & Momentum) ในโลกยุคใหม่ และยังสะท้อนแนวคิด Modernization ที่มุ่งไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์  Dark Orange Gradient สีส้มเข้มแทนความหมายของ พลัง (Energy) ความทะเยอทะยาน (Ambition) และการเปลี่ยนแปลง (Transformation) สื่อถึง ความมั่นใจ (Confidence) และ วิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Drive) ที่พร้อมผลักดันการเติบโต (Growth) และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือความท้าทายระดับโลก  สัญลักษณ์แห่งการก้าวสู่อนาคต Bold Vision | Strategic Agility | Power of
Tags

ทีเส็บชูผลสำเร็จ ครม. เคาะมาตรการภาษีไมซ์ “หักรายจ่าย 200%” ลดต้นทุนผู้ประกอบการ-หนุนเศรษฐกิจโต

8 ตุลาคม 2569: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ชูผลสำเร็จมาตรการ Quick Big Win ที่ผลักดันมาตรการภาษีของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง หลังคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ เปิดทางให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล “หักรายจ่ายได้ 200%” ของที่จ่ายจริง สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ และงานแสดงสินค้าภายในประเทศ นับตั้งแต่วันที่ ครม. มีมติ ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า มาตรการภาษีในครั้งนี้สอดคล้องกับมาตรการ Quick Big Win ที่ทีเส็บได้ผลักดันสู่ภาครัฐผ่านการร่วมมือกับภาคเอกชน 7 สมาคม เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่อุตสาหกรรมไมซ์ได้รับความสำคัญในฐานะหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และส่งสัญญาณที่ดีในเชิงโอกาสทางการตลาดและธุรกิจให้กับผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการจัดงาน นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความเข้มแข็งของระบบนิเวศไมซ์ไทยที่ผู้มีส่วนได้เสียจากหลากหลายองค์กรร่วมมือกันผลักดันวาระสำคัญ ๆ ให้อุตสาหกรรมไมซ์มีบทบาทเชิงเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น  ทั้งนี้ ภาคเอกชน 7 สมาคมที่ได้ร่วมผลักดันมาตรการ Quick Big Win กับทีเส็บจนนำไปสู่มาตรการภาษีครั้งนี้ประกอบด้วยสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) สมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) สมาคมโรงแรมไทย สมาคมการค้าส่งเสริมการจัดมหกรรมและเทศกาลนานาชาติไทย สมาคมธุรกิจสร้างสรรค์การจัดงาน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย “มาตรการภาษีหักรายจ่ายได้ 200% ตอบรับทิศทางการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของประเทศ โดยสิทธิประโยชน์นี้ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วยลดต้นทุน” ให้กับผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ภาคธุรกิจหันมาใช้เวทีไมซ์เป็นเครื่องมือหลักในการขยายตลาด กระตุ้นการค้าและการลงทุน พร้อมส่งต่อเม็ดเงินหมุนเวียนไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง ขนส่ง และบริการในพื้นที่ ก่อนกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น” ในปีงบประมาณ 2568 ประเทศไทยมีนักเดินทางไมซ์รวม 26.75 ล้านคน สร้างรายได้ 148,451 ล้านบาท ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่าย (Economic Impact by Expenditure) สูงถึง 338,233
Tags

THAYA เปิดตัว ‘โฟร์ท ณัฐวรรธน์’ พรีเซนเตอร์คนล่าสุด พา Oral Care เข้าใกล้ Lifestyle คนรุ่นใหม่

THAYA เปิดตัว ‘โฟร์ท ณัฐวรรธน์’ พรีเซนเตอร์คนล่าสุด THAYA (ทยา) ยาสีฟันพรีเมียมจากสารสกัดธรรมชาติ เปิดตัว “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์ จิโรชน์ธิกุล” ขึ้นแท่นพรีเซนเตอร์คนล่าสุดอย่างเป็นทางการ ภายในงาน “THAYA X FOURTH : Brush & Bright ยิ่งใกล้ ยิ่งกล้ายิ้ม” ณ Wattana Hall ชั้น 3 ICONSIAM พร้อมส่งต่อแนวคิด “กล้ายิ้ม กล้าใกล้ กล้าเปลี่ยน” ชวนคนรุ่นใหม่มองการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นอีกหนึ่งส่วนของ Self-Care และความมั่นใจในชีวิตประจำวัน THAYA นำเสนอภาพใหม่ของยาสีฟันสมุนไพรผ่านแนวคิด MODERN HERBAL ORAL CARE ที่ผสานสารสกัดจากธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยี โดยผลิตภัณฑ์สูตร Violet Whitening มีส่วนผสมของ 5 Berry Antioxidant Complex สารสกัด Purify Xanthone จากเปลือกมังคุด และฟลูออไรด์ 1,500 ppm พร้อมเทคโนโลยี NANO ENCAPSULATION เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพช่องปาก   ทำไม “โฟร์ท” จึงเข้ากับ THAYA อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของการเปิดตัวครั้งนี้ คือการเลือก โฟร์ท ณัฐวรรธน์ มาเป็นตัวแทนของแบรนด์ ด้วยภาพลักษณ์ที่สดใส เป็นธรรมชาติ และมี “รอยยิ้ม” เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ จึงเชื่อมกับแนวคิดของผลิตภัณฑ์ได้อย่างตรงไปตรงมา นอกจากนี้ โฟร์ทยังเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีฐานผู้ติดตามจำนวนมาก ทำให้การสื่อสารเรื่องสุขภาพช่องปากซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นเรื่อง Routine สามารถถูกเล่าใหม่ในมิติของ Lifestyle และ Self-Care ได้ง่ายขึ้น การนำโฟร์ทมาเป็นพรีเซนเตอร์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้าง Awareness แต่ยังช่วยขยับภาพของ “ยาสีฟันสมุนไพร” ให้ดูร่วมสมัยและเข้าใกล้กลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น จากแนวคิดของแบรนด์ สู่การดูแลช่องปากแบบร่วมสมัย ทยากร ตั้งตระกูล Founder and CEO และ แสตมป์
Tags

AGEWell พลิกเกมผ้าอ้อมผู้ใหญ่ จาก “ของจำเป็น” สู่ “คุณภาพชีวิต” ปักหมุด Lotus’s กว่า 400 สาขา รับเมกะเทรนด์สังคมสูงวัย

AGEWell Thailand รุกตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผู้สูงอายุ เปิดตัวผ้าอ้อมผู้ใหญ่ “AGEWell” ครบทั้งแบบกางเกงและแบบเทปกาว ชู Brand Positioning “คุณภาพสูง คุ้มค่า ในราคาที่เข้าถึงได้” พร้อมวางจำหน่ายใน Lotus’s กว่า 400สาขาทั่วประเทศ รองรับความต้องการของตลาดที่ขยายตัวตามการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบของประเทศไทย เบื้องหลังแบรนด์เกิดจากประสบการณ์จริงของ “ออม นฤมล อ่อนละมัย” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ AGEWell Thailand ซึ่งดูแลคุณพ่อที่มีอาการเส้นเลือดในสมองตีบต่อเนื่องนานถึง 21 ปี ร่วมกับ “วุฒิ วรวุฒิ ศรีศศิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AGEWell Thailand พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้จำกัด และสมาชิกในครอบครัวที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล   จากบทเรียนในครอบครัว สู่ผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจชีวิตจริง นฤมลกล่าวว่า “การดูแลคุณพ่อทำให้มองเห็นว่า ปัญหาของการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ไม่ได้มีเพียงเรื่องการซึมซับแต่ยังรวมถึงความอับชื้น ความไม่สบายตัว การพักผ่อนของผู้ใช้ และความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล คุณพ่อจึงเปรียบเสมือน “ผู้ทดลองใช้คนแรก” และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ AGEWell “เมื่อคุณพ่อรู้สึกสบายตัวและพักผ่อนได้ดีขึ้น เราเห็นชัดว่ารายละเอียดเล็ก ๆ ของผลิตภัณฑ์สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของทั้งผู้ใช้และผู้ดูแลได้จริง” ชู Breathable Film-ซึมซับสูงสุด 2,100 ซีซี จุดเด่นของผ้าอ้อม AGEWell คือเทคโนโลยีแผ่นหลังระบายอากาศ “Breathable Film” ช่วยถ่ายเทความร้อนและความชื้น ลดความอับชื้นและความเหนอะหนะ พร้อมแถบวัดความชื้นที่เปลี่ยนสีเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อม ผลิตภัณฑ์แบบกางเกงออกแบบภายใต้แนวคิด “กระชับทุกการเคลื่อนไหว มั่นใจทุกย่างก้าว” เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ ขณะที่แบบเทปกาวชูแนวคิด “ซึมซับเร็ว แห้งสบายตลอดวัน” รองรับการซึมซับสูงสุด 2,100 ซีซี เหมาะสำหรับผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้ดูแล นอกจากนี้ ยังมีแผ่นรองซับขนาด 60 x 90 เซนติเมตร ซึมซับได้สูงสุด 800 ซีซี โดยผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบด้านการระคายเคืองต่อผิวหนังและประสิทธิภาพการซึมซับตามมาตรฐาน ISO 11948-1 ปักหมุดค้าปลีก ควบคู่การเติบโตแบบ ESG AGEWell เตรียมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางออนไลน์ หลังนำผลิตภัณฑ์เข้าวางจำหน่ายใน Lotus’s กว่า

Data เยอะไม่ได้แปลว่าตัดสินใจแม่น เมื่อ TCEB ปั้น “MICE Super Platform” เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นแต้มต่อทางธุรกิจ

เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันแค่ว่า “ใครมีข้อมูลมากกว่า” แต่คือใครมองเห็นโอกาสจากข้อมูลได้เร็วกว่า TCEB จึงปรับ MICE Intelligence Center สู่ “MICE Super Platform” เชื่อมข้อมูล เครื่องมือวิเคราะห์ และบริการดิจิทัลไว้ในที่เดียว หวังช่วยให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนจากการตัดสินใจด้วยความเคยชิน ไปสู่การตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับมากขึ้น ทุกวันนี้ธุรกิจแทบไม่เคยขาด Data แต่สิ่งที่ยังขาดคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลไหนเชื่อได้ ข้อมูลไหนยังไม่หมดอายุ และข้อมูลไหนมากพอที่จะทำให้เรากล้าตัดสินใจ สำหรับธุรกิจ MICE คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะการจัดงานหนึ่งครั้งมีทั้งงบประมาณ เวลา และคนจำนวนมากเป็นเดิมพัน จะจัดงานที่เมืองไหนดี ช่วงไหนเหมาะที่สุด กลุ่มเป้าหมายมีมากพอหรือไม่ พื้นที่มีความพร้อมแค่ไหน งานจะสร้างเงินหมุนเวียนได้เท่าไร และถ้าจะเดินเข้าไป Pitch ลูกค้าหรือสปอนเซอร์ เรามีอะไรยืนยันนอกจากประสบการณ์กับคำว่า “คิดว่าน่าจะเวิร์ก” นี่เป็นหนึ่งในโจทย์ที่สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) กำลังพยายามแก้ ผ่านการปรับ MICE Intelligence Center สู่ “MICE Super Platform” ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 แนวคิดหลักคือการนำข้อมูลอุตสาหกรรม เครื่องมือวิเคราะห์ และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับการจัดงานมาเชื่อมไว้ในระบบเดียว ตั้งแต่การหาโอกาสทางธุรกิจ วิเคราะห์ตลาด เลือกพื้นที่ ประเมินความคุ้มค่า ไปจนถึงการวัดผลหลังจบงาน แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการเปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ คือโจทย์ใหญ่ที่อยู่ข้างหลังว่า ในวันที่ข้อมูลมีอยู่เต็มโลก จะทำอย่างไรให้ Data เหล่านั้นกลายเป็นข้อมูลที่ “ใช้ตัดสินใจได้จริง” Data เยอะขึ้น แต่ Signal อาจไม่ได้เยอะตาม หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงบนเวทีเสวนาคือ ความรู้สึกของคนทำธุรกิจในปัจจุบันที่แทบไม่กล้าตัดสินใจเรื่องสำคัญโดยไม่มีข้อมูลรองรับ เพราะต้นทุนของการตัดสินใจผิดสูงขึ้น ขณะที่ตลาด เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมมาก ฟังเผิน ๆ เราอาจคิดว่านี่คือยุคทองของข้อมูล เพราะไม่ว่าจะอยากรู้อะไร เพียงค้นหาไม่กี่นาทีก็เจอตัวเลข รายงาน หรือบทวิเคราะห์นับไม่ถ้วน แต่ปัญหาคือ Data ที่มากขึ้น ไม่ได้แปลว่า Data ที่ใช้ได้จริงจะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน สิ่งที่คนทำธุรกิจต้องทำให้ได้คือแยกให้ออกว่าอะไรคือ Signal และอะไรเป็นเพียง Noise