Skip links

PR

Tags

เจาะกลยุทธ์ “ห่อใหญ่” Sticker Marketing เชื่อม ‘ความเชื่อ’ กับ ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ พลังของสติกเกอร์ ที่ซ่อนอยู่รอบตัวรถ

สติกเกอร์แผ่นเล็กๆ นอกจากจะแต่งเติมสีสันให้ข้าวของเครื่องใช้แล้ว มันยังทำหน้าที่แสดงตัวตน รสนิยม วิถีชีวิต หรือความเชื่อของผู้ครอบครองออกมาให้คนอื่นได้รู้จัก ตลอดจนลดระยะห่าง พลันเชื่อมสัมพันธ์ได้ในบางครั้ง สำหรับสังคมไทย หนึ่งในสถานที่ที่พบสติกเกอร์ได้มากที่สุดคือ “ท้องถนน” เนื่องเพราะวัฒนธรรมการติดสติกเกอร์ในฐานะเครื่องประดับรถ ปรากฏพบตั้งแต่สังคมสองล้อ ยันชุมชนสิบล้อ ทำให้พื้นที่รอบตัวรถ มีสถานะคาบเกี่ยวกันระหว่าง ‘พื้นที่ส่วนตัว’ กับ ‘พื้นที่สาธารณะ’ กระทั่งพื้นที่เล็กๆ ดังกล่าว สามารถสร้างกระแสในสังคม และอาจเป็นที่พูดถึงได้จากจุดนั้น อย่างในตอนนี้ ที่สติกเกอร์ “ห่อใหญ่” กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ อีกทั้งยังพบเห็นได้มากมายตามถนนหนทาง ด้วยความโดดเด่นที่นำ ‘ความเชื่อ’ มาสอดประสานเข้ากับ ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ จนกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สติกเกอร์ชิ้นนี้แตกต่าง พร้อมสร้างกระแสให้กับร้าน “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์” ร้านจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ จากอำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา ให้เป็นที่พูดถึงในขณะนี้ “ห่อใหญ่” สติกเกอร์ที่ ‘สายมู’ ต้องมีติดรถ พระอาจารย์แจ้ วัดน้อมประชาสรรค์ ในสังคมที่อุดมไปด้วยเรื่องมูเตลู ดังนั้น สิ่งที่ห่อใหญ่มอบให้แก่กลุ่มลูกค้า นอกจากความเชื่อมั่นในอะไหล่คุณภาพดีแล้ว ยังรวมถึงความอุ่นใจในการเดินทางสัญจร หรือกล่าวให้ชัดเจนคือ เรื่องแคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม และเรื่องโชคลาภ อันเป็นสิ่งที่คนไทยผู้ใช้รถใช้ถนนล้วนอยากมีติดรถเอาไว้ เนื่องเพราะสติกเกอร์ห่อใหญ่ ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนแผ่นยันต์ อีกทั้งยังผ่านการปลุกเสก และลงเลขยันต์จากพระอาจารย์แจ้ วัดน้อมประชาสรรค์ พระเกจิชื่อดัง ผู้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาด้านพิธีสิริมงคล แห่งจังหวัดอยุธยา เท่านั้นยังไม่พอ สติกเกอร์ดังกล่าวยังไล่ลำดับตัวเลข Lucky Number ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละแผ่น คล้ายเครื่องรางยุคใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า น่าจับจอง พร้อมกับสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับผู้ครอบครองสติกเกอร์มงคลที่ว่านี้ สติกเกอร์ของห่อใหญ่จึงเป็นตัวอย่างของการผสานความเชื่อหลังพวงมาลัย อันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ โดยบ้างก็ยึดถือพอเป็นพิธี บ้างก็ยึดเหนี่ยวเป็นสรณะแห่งจิตใจ อย่างไรก็ดี ความเชื่อนี้ถูกผนวกเข้ากับแบรนด์ จนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ และสร้างการพูดถึงได้แบบทบทวีคูณ เพราะสติกเกอร์แผ่นยันต์ดังกล่าวยังช่วยโฆษณาชื่อร้านไปโดยปริยาย ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ กับ ‘เอกลักษณ์แบบไทย’ เมื่อวิถีความเชื่อด้านคมนาคม ถูกสมาทานเข้ากับอะไหล่แบรนด์ไทย ส่งผลให้ “ห่อใหญ่” สามารถสร้างความแตกต่างบนท้องถนน และสร้างความโดดเด่นอันหาไม่ได้จากที่อื่น อีกทั้งยังสร้างกิมมิคที่อาจเป็นจุดเด่นให้ อะไหล่แบรนด์ไทย’ เดินหน้าควบคู่ไปกับ ‘เอกลักษณ์แบบไทย’ ผ่านความเชื่อความศรัทธารอบๆ ตัวรถ เฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่การแข่งขันธุรกิจไม่ได้วัดกันเพียงคุณภาพสินค้า
Tags

“พานาโซนิค” ปฏิวัติวงการถ่านไฟฉาย ส่งแคมเปญ “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” ลุย Music Marketing มัดใจคนทุกเจนเนอเรชั่น

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและมักมองว่าสินค้าบางประเภทเป็นเพียง “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity) ที่ซื้อแบรนด์ไหนก็เหมือนกัน “ถ่านไฟฉาย” มักจะตกอยู่ในหมวดหมู่นี้ หลายคนมักจะหยิบถ่านไฟฉายยี่ห้อใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดโดยไม่ได้ใส่ใจถึงคุณภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่สำหรับ พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) แบรนด์ถ่านไฟฉายอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี พวกเขากำลังเปลี่ยนผ่านความคิดนี้แบบถอนรากถอนโคน ด้วยการปล่อยหมัดฮุกทางการตลาดที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ผ่านแคมเปญ “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การออกโฆษณาชิ้นใหม่ แต่คือการเดินหมากเชิงกลยุทธ์ที่ล้ำลึกด้วยการใช้ Music Marketing เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ระดับตำนานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล สานต่อความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) พร้อมตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยระดับญี่ปุ่นที่ไม่มีใครเทียบได้ เจาะลึกอินไซต์: ทำไมถึง “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้มาจากอินไซต์ (Insight) ที่แท้จริงของผู้บริโภค บ่อยครั้งที่เราเลือกซื้อถ่านไฟฉายราคาถูกหรือแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคย แล้วต้องพบกับปัญหาถ่านหมดไว จ่ายไฟไม่เสถียร หรือที่เลวร้ายที่สุดคือ “สารเคมีรั่วไหล” จนทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงต้องพังเสียหาย พานาโซนิคจึงหยิบยก Pain Point นี้มาสร้างเป็น Key Message หลักที่ว่า “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” เพื่อกระตุกต่อมความคิดของผู้บริโภคให้หันมาตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกใช้ถ่านไฟฉายที่มีคุณภาพ ข้อความนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งคำเตือนสติและคำยืนยันถึงความมั่นใจในคุณภาพสินค้าของพานาโซนิค ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ครองใจคนไทยและครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง¹ Music Marketing: อาวุธทรงพลังทะลุทะลวงอัลกอริทึม ท่ามกลางสมรภูมิคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจ (Attention Economy) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สมาธิของผู้คนสั้นลง การใช้โฆษณาแบบฮาร์ดเซลล์ (Hard Sell) เล่าสรรพคุณยาวๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พานาโซนิคจึงเลือกใช้ “Music Marketing” หรือการตลาดผ่านเสียงเพลง เป็นเครื่องมือหลักในการเจาะทะลุกำแพงความสนใจของผู้บริโภค ทำไมต้องเป็นดนตรี? ดนตรีมีอิทธิพลโดยตรงต่ออารมณ์และความรู้สึก (Emotional Connection) เสียงและจังหวะสามารถสร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Recall) ได้ดีกว่าข้อความทั่วไป ยิ่งในยุคที่วิดีโอสั้น (Short-form Video) อย่าง TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube Shorts กำลังครองเมือง ดนตรีคือ “กระดูกสันหลัง” ที่ทำให้คอนเทนต์เหล่านั้นมีชีวิตชีวาและถูกส่งต่อ (Viral) ได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์นี้ยังเปิดประตูสู่การสร้าง User Generated Content (UGC) หรือคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดยผู้บริโภคเอง
Tags

เซ็นทรัล รีเทล เดินหน้ากลยุทธ์ Online-to-On-ground เปิดตัว “Central The Fashion Disruptors 2026” หนุนแบรนด์ไทยโตยั่งยืน

ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยักษ์ใหญ่แห่งวงการค้าปลีกไทย เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์ห้างสรรพสินค้าแห่งแรงบันดาลใจ (The Store of Inspiration) ด้วยการประกาศจัดงาน “Central The Fashion Disruptors 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สานต่อความสำเร็จจากการเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย พร้อมชูวิสัยทัศน์การเชื่อมต่อโลกออนไลน์สู่หน้าหมุดหมายออฟไลน์ (Online-to-On-ground) อย่างไร้รอยต่อ เพื่อสร้างระบบนิเวศการค้าปลีกที่ยั่งยืนให้แก่แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ คุณวรลักษณัย พิจารณ์จิตร ผู้อำนวยการฝ่ายสินค้าสตรี กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เปิดเผยถึงกลยุทธ์เบื้องหลังว่า งานในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่อีเว้นต์แฟชั่นทั่วไป แต่เป็น “เวทีเชิงกลยุทธ์” ที่ห้างเซ็นทรัลตั้งใจเปิดพื้นที่ให้แก่แบรนด์ไทยและครีเอเตอร์ที่มีศักยภาพบนโลกโซเชียลได้เข้ามามีตัวตนที่แข็งแกร่งในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ภายใต้ธีม “The Unposted Stories” ซึ่งเป็นการสะท้อนเรื่องราวเบื้องหลังการทำงานที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่มักจะไม่ถูกพบเห็นบนหน้าฟีดโซเชียลมีเดีย กลยุทธ์การเชื่อมโยงแฟชั่นและบิวตี้ (Cross-Category Synergy) หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปีนี้คือการนำเสนอแนวคิด Cross-Category ที่ผสานโลกของแฟชั่นและบิวตี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีการร่วมมือกับพันธมิตรระดับสากลอย่าง HERA Thailand แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำจากเกาหลีใต้ เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบ (Total Look) ให้แก่ลูกค้า การนำเสนอความพิเศษผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์อย่าง “หลิงหลิง – ศิริลักษณ์ คอง” และสาวฮอตแห่งยุคอย่าง “ออม – กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์” เป็นตัวอย่างของการใช้พลังของ Influencer Marketing มาสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดกลุ่มลูกค้า Gen New ที่มีความหลากหลาย ยกระดับประสบการณ์ด้วย Gamification และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการมากกว่าแค่การซื้อสินค้า ห้างเซ็นทรัลได้นำนวัตกรรมเชิงประสบการณ์ (Experiential Retail) เข้ามาปรับใช้ อาทิ: SNAP-TIFY: โซนถ่ายภาพที่มอบประสบการณ์เสมือนเป็นนางแบบมืออาชีพพร้อมรับ Comp Card ส่วนตัว GAME-TIFY: ระบบ Interactive ภายใต้คอนเซปต์ “Pick or Skip” ที่นำ Gamification มาช่วยให้ลูกค้าค้นหาสไตล์ที่ใช่จาก 15 แบรนด์ไทยชั้นนำ (อาทิ Rally Movement, Mitr, Wacay)
Tags

65 ปี “พานาโซนิค เอเนอร์จี” เบอร์หนึ่งครองใจคนไทย ดัน Strategic Hub ลุยอาเซียนด้วยความยั่งยืน

หากพูดถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่อยู่คู่บ้านคนไทยมาทุกยุคสมัย “ถ่านไฟฉายพานาโซนิค” ย่อมเป็น Top of Mind ที่หลายคนนึกถึง ล่าสุด บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ฉลองวาระครบรอบ 65 ปี ซึ่งไฮไลต์สำคัญไม่ได้มีเพียงการตอกย้ำแชมป์เบอร์ 1 ในตลาด แต่คือก้าวยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศไทยจาก “ฐานการผลิต” สู่การเป็น “ศูนย์บัญชาการระดับภูมิภาค (Regional Hub)” อย่างเต็มตัว อะไรคือ Key Success ที่ทำให้แบรนด์ระดับตำนานยังคงความสดใหม่ ครองใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน และหาช่องว่างเติบโตได้เสมอในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไว? เจาะลึก 4 อินไซต์กลยุทธ์ของ พานาโซนิค เอเนอร์จี ไปพร้อมกัน 1. ยกระดับไทยจาก “ฐานผลิตแรกนอกญี่ปุ่น” สู่ “ศูนย์บัญชาการภูมิภาค” การที่พานาโซนิคปักหมุดให้ไทยเป็นฐานการผลิตถ่านไฟฉายแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 สะท้อนชัดถึงความเชื่อมั่นและกลยุทธ์การลงทุนระยะยาว (Long-term Commitment) ตลอด 65 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ไม่ได้หยุดแค่การผลิต แต่เดินหน้าถ่ายทอดเทคโนโลยีและขยายสเกลอย่างต่อเนื่อง ปี 2020: ยกระดับประเทศไทยขึ้นเป็นสำนักงานใหญ่ ดูแลระบบจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 2025: สร้างสถิติยอดผลิตสะสมทะลุ 20,000 ล้านก้อน พร้อมส่งออกไปยัง 40 กว่าประเทศทั่วโลก ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่า ไทยคือ “จุดยุทธศาสตร์หลัก” ที่แข็งแกร่งทั้งในแง่ของ Supply Chain และศักยภาพของบุคลากร 2. ตลาดถ่านไฟฉาย “ยังไม่ตาย” และกำลังขยายตัวเจาะดีมานด์ใหม่ ในยุคที่แบตเตอรี่แบบชาร์จได้เข้ามามีบทบาท พานาโซนิคกลับเปิดเผย Data ที่น่าสนใจว่า ถ่านไฟฉายแบบดั้งเดิมยังคงมีความต้องการในตลาดโลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลาดเอเชียแปซิฟิก: ดีมานด์พุ่งทะลุ 3,000 ล้านก้อนต่อปี ตลาดในไทย: ความต้องการทรงตัวในระดับสูงราว 320 ล้านก้อนต่อปี ปัจจัยขับเคลื่อน (Growth Drivers) มาจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่, การเติบโตของอุปกรณ์สมาร์ทโฮมและรีโมตคอนโทรลในภาคครัวเรือน รวมถึงภาคธุรกิจบริการอย่างโรงแรมที่มีปริมาณการใช้งานมหาศาล ซึ่งพานาโซนิคยังคงกวาด Market Share อันดับ 1
Tags

เจาะลึกบิ๊กมูฟ ‘ทีเส็บ’ กางแผนปั้นไทยสู่ Medical Hub คว้า 3 งานประชุมเภสัชฯ ระดับโลก โกยเม็ดเงิน 151 ล้านบาท

หากพูดถึงอุตสาหกรรม MICE (Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ของไทย เรามักจะเห็นภาพของการเป็นจุดหมายปลายทางยอดฮิตระดับโลก แต่ในยุคที่การแข่งขันสูงขึ้น แค่การท่องเที่ยวอย่างเดียวอาจไม่พอ ประเทศไทยจำเป็นต้องชู “จุดแข็งเฉพาะตัว” ขึ้นมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักเดินทางกลุ่มคุณภาพ (High-value Traveler) ล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ได้เดินหมากครั้งสำคัญ ในฐานะ National Bidder ด้วยการประกาศความสำเร็จในการคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมนานาชาติด้านเภสัชศาสตร์แบบรวดเดียว 3 งานรวดในช่วงปี 2569–2570 อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จนี้? และทำไม “อุตสาหกรรมเภสัชกรรม” ถึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของภาพใหญ่ระดับชาติ? เรามาถอดรหัสกลยุทธ์นี้ไปพร้อมกัน 1. เจาะ Ecosystem ครบวงจร: ตั้งแต่ “ต้นน้ำ” ยัน “ปลายน้ำ” ความน่าสนใจของดีลนี้ ไม่ใช่แค่จำนวนงาน แต่คือ “ความครอบคลุม” (Comprehensive) ของกลุ่มเป้าหมาย หากมองในมุมการตลาด นี่คือการเจาะ Customer Journey ของวงการเภสัชกรรมแบบ End-to-End ครบทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม: กลุ่ม Future Gen (นิสิตนักศึกษา): งาน The 71st IPSF World Congress 2026 (ก.ค.-ส.ค. 2569 ที่จุฬาฯ) ดึงดูดนักศึกษาเภสัชฯ จากทั่วโลกกว่า 600 คน นี่คือการสร้าง Brand Awareness ของประเทศไทยในใจว่าที่เภสัชกรและผู้นำระดับโลกในอนาคต กลุ่ม Academic (นักวิชาการ/สถาบันการศึกษา): งาน AASP Conference 2027 (ก.ค. 2570 ที่เชียงใหม่) รวมตัวนักวิชาการและคณบดี 600 คน ยกระดับมาตรฐานการศึกษาและงานวิจัย โชว์ศักยภาพไทยในฐานะศูนย์กลางการศึกษาด้านสาธารณสุข กลุ่ม Professional (ผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรกำกับดูแล): งาน FAPA Congress 2026

ถอดรหัสก้าวใหม่ Supersports ยกระดับรีเทลสู่ ‘Sports Ecosystem’ ดึง T-POP ตัวท็อป ATLAS ปลุกสปิริตคนยุคใหม่

การแข่งขันในตลาดรีเทลอุปกรณ์กีฬาในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของการมีสินค้าครบหรือราคาดีที่สุดอีกต่อไป แต่คือการสร้าง ‘ประสบการณ์’ และ ‘คอมมูนิตี้’ ที่ตอบโจทย์อินไซต์ของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ล่าสุด Supersports (ซูเปอร์สปอร์ต) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดสินค้ากีฬาของไทย ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ตั้งแต่ต้นปี ผ่านบิ๊กอีเวนต์ “Supersports Powering Year Of Sport 2026 – Beyond Movement Beyond Limits” ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเปิดตัวแคมเปญธรรมดา แต่คือการประกาศกร้าวถึงทิศทางใหม่ภายใต้กลยุทธ์ ‘Move to A New Height’ ที่ Supersports กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองจากจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้ง (Retail Destination) สู่การเป็น ‘Sports Ecosystem’ อย่างเต็มรูปแบบ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกมูฟเมนต์สำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของแบรนด์กีฬาที่คนไทยคุ้นเคย Store 3.0: ทลายกรอบรีเทล สู่ The Best Multi-Brand Sports Store in Southeast Asia หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ คือการยกระดับ Supersports เซ็นทรัลเวิลด์ แฟลกชิพสโตร์ ให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับภูมิภาค โมเดลที่น่าจับตามองคือการนำคอนเซปต์ Store 3.0 มาใช้ ซึ่งเป็นการเบลนด์เส้นแบ่งระหว่างโลกออฟไลน์และออนไลน์ (Omnichannel) เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ในมุมมองของ Marketing นี่คือการยกระดับ Customer Journey ขั้นสุด พื้นที่แห่งนี้ถูกออกแบบให้เป็น ‘Playground’ สำหรับคนรักกีฬาผ่านประสบการณ์แบบ Immersive สโตร์ไม่ได้มีไว้แค่โชว์สินค้า แต่มี โซนทดลองสินค้าเฉพาะทาง ที่ให้ลูกค้าได้เทสต์จริงก่อนซื้อ มีเทคโนโลยี การวิเคราะห์รูปเท้าแบบ 3D โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารองเท้าที่ฟิตพอดีกับสรีระและการใช้งาน ไปจนถึงพื้นที่ให้คำปรึกษาที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ระดับบิกินเนอร์ที่เพิ่งหัดวิ่ง ไปจนถึงนักกีฬาอีลิทที่ต้องการทำลายสถิติ PB (Personal Best) ของตัวเอง Sports Community: สร้างแรงกระเพื่อมผ่าน

‘โคราช’ แซง ‘เชียงใหม่’ เมืองในฝันชาว Digital Nomad อันดับ 5 ของโลก

ย้อนกลับไปสัก 5 ปีก่อน หากใครสักคนเดินมาบอกว่า “โคราช” กำลังจะกลายเป็นหมุดหมายระดับท็อปของโลกสำหรับชาว Digital Nomad หลายคนคงเลิกคิ้วสงสัย หรือมองเป็นเรื่องตลกขบขัน  แต่ในปี 2025 ตัวเลขและสถิติได้แสดงผลเป็นที่ประจักษ์ ด้วยยุทธศาสตร์การปั้นเมืองที่ “ถูกที่ ถูกเวลา และถูกจุด” จากรายงานล่าสุดของ HotelWithTub ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่ววงการ Remote Work เมื่อ “กรุงเทพมหานคร” คว้าอันดับ 1 เมืองในฝันของ Digital Nomad แต่สิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าคือ “ม้ามืด” อย่าง “นครราชสีมา (โคราช)” ที่ทะยานขึ้นมาติด อันดับ 5 ของโลก แซงหน้าเมืองขวัญใจมหาชนอย่างเชียงใหม่เป็นที่เรียบร้อย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนนัยสำคัญว่า โลกกำลังเปลี่ยนทิศ จากการมองหาแค่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสวยหรู สู่การค้นหา “ความจริงแท้” (Authenticity) และนี่คือเกมรุกครั้งสำคัญของ ทีเส็บ (TCEB) ที่กำลังเปลี่ยนโคราชจาก “เมืองทางผ่าน” ให้กลายเป็น “เมืองพักและเพาะบ่ม” ธุรกิจดิจิทัล ทำไมต้องโคราช? ในยุคที่ค่าครองชีพในเมืองหลวงทั่วโลกต่างดีดตัวขึ้นสูง โคราชกลับแก้ Pain Point ของชาว Nomad ได้ตรงเป้า ด้วยจุดเด่นเรื่อง “ค่าครองชีพที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม Top 5” แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง รวมถึงคะแนนด้าน คุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในระดับ “ดีเยี่ยม” (คะแนนรวมสูงถึง 80 คะแนน) ต่างจากเชียงใหม่ที่เริ่มหนาแน่น แต่ว่าโคราชยังมี พื้นที่ให้หายใจ และมีโอกาสให้เติบโต สอดคล้องกับเทรนด์ของ Nomad ยุคใหม่ที่ไม่ได้ต้องการแค่โต๊ะกาแฟไว้นั่งทำงานชั่วคราว แต่ต้องการพื้นที่ที่พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้จริง พร้อมครอบครัวในระยะยาว ยุทธศาสตร์ TCEB: เลิกฝันเป็น Silicon Valley ความสำเร็จนี้เกิดจากการวางหมากบนพื้นฐานความเป็นไปได้ของ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ที่ใช้กลไก MICE (Meetings, Incentives, Conventions, Exhibitions) มาเป็นเครื่องมือ Repositioning
Tags

การเดินทางครั้งใหม่สู่โลกแห่งมนตรา: เตรียมพบกับ “PiXXiE Tales Concert : The Enchanted Ceremony” ฉลองครบรอบ 5 ปีสุดยิ่งใหญ่

นับเป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในวงการ T-Pop เมื่อสามสาวเกิร์ลกรุ๊ปมากเสน่ห์ PiXXiE (มาเบล, พิมมา, อิงโกะ) แห่งค่าย LIT Entertainment พร้อมแล้วที่จะพาทุกคนก้าวเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์อีกครั้ง ในคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 ที่มีชื่อว่า “PiXXiE Tales Concert : The Enchanted Ceremony” เพื่อฉลองครบรอบ 5 ปีของการเดินทางที่น่าอัศจรรย์ของพวกเธอ งานนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและความสำเร็จที่พวกเธอสั่งสมมาตลอดระยะเวลาห้าปีเต็ม การประกาศข่าวดีครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ SCBX Next Stage ชั้น 4 สยามพารากอน ซึ่งเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและประทับใจ เหล่า PiXXeL (ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ได้รับการต้อนรับด้วยโชว์สดสุดพิเศษที่พิสูจน์ถึงพลังเสียงและการแสดงอันน่าหลงใหลของสามควีนแห่ง PiXXiE Land ตั้งแต่เปิดงาน สื่อถึงความอ่อนโยน ทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ที่สะกดทุกสายตา ก่อนที่พวกเธอจะร่วมกันแถลงจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเหล่า PiXXiE ได้การันตีแล้วว่า ความยิ่งใหญ่และเซอร์ไพรส์ที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ จะมีมากกว่าคอนเสิร์ตครั้งก่อนอย่างแน่นอน ทำให้แฟน ๆ ที่มาร่วมงานต่างตื่นเต้นและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ คอนเสิร์ต “PiXXiE Tales Concert : The Enchanted Ceremony” ถูกนิยามให้เป็น ‘บทใหม่ของหนังสือนิทาน’ ที่สานต่อและต่อยอดมาจากคอนเซ็ปต์ของคอนเสิร์ตครั้งก่อน มันคือการเชื้อเชิญให้ทุกคนก้าวเข้าสู่เวทีที่ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสุดตระการตา ด้วยโปรดักชันระดับเวทมนตร์เหนือจินตนาการ ที่จะพาผู้ชมหลุดเข้าไปในอีกมิติหนึ่งอย่างแท้จริง การแสดงในครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การร้องและเต้นเท่านั้น แต่จะบอกเล่าเรื่องราวแห่งโลกเวทมนตร์ การเดินทางที่ยาวนาน และการเติบโตที่น่าอัศจรรย์ของสามสาว จาก ‘ภูติจิ๋วตัวน้อย’ ในวันแรก สู่การสวมบทบาทเป็น ‘ราชินีผู้ครอบครองมนตรา’ ที่พร้อมจะสะกดทุกคนด้วยความสามารถและเสน่ห์ของพวกเธอ มาเบล พิมมา และอิงโกะ เตรียมทุ่มเทสุดพลังเพื่อมอบการแสดงที่ตราตรึงใจให้กับแฟน ๆ และไม่เพียงเท่านั้น ความพิเศษยังไม่หมดลง เพราะพวกเธอได้เตรียม Special Guest สุดพิเศษ ที่จะมาร่วมสร้างความเซอร์ไพรส์บนเวที ซึ่งจะทำให้หัวใจของเหล่า PiXXeL เต้นแรงและมีความสุขไปตลอดการแสดง สำหรับวันสำคัญที่ทุกคนรอคอย คอนเสิร์ต “PiXXiE Tales Concert : The Enchanted
Tags

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จัดใหญ่ “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ชู 55 เมืองรอง ด้วย ‘Hidden Gems’ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวปลายปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 ผลักดันศักยภาพ “เมืองรอง” 55 จังหวัด ผ่านงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” ภายใต้แนวคิด “เมืองรอง เมืองที่ทุกคน ต้องลอง” ต่อยอด จุดแข็งด้านวัฒนธรรม–ธรรมชาติ–วิถีชุมชน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีมูลค่า คาดว่าการจัดงานจะช่วย ผู้ประกอบการและชุมชนกว่า 25,000 ราย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม กระจายรายได้สู่พื้นที่เมืองรองทั่วประเทศ นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เดินหน้ามาตรการเร่งกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยในช่วงที่ผ่านมาได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ทั้งการยกระดับมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ ให้มีความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกทาง ห้องน้ำสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมรองรับการท่องเที่ยวตลอดปี นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน 2568 ที่สนับสนุนค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในเมืองรอง 50% โครงการ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 30,000 บาท พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ ผลักดันเมืองรองให้เป็น MICE Cities รวมทั้งส่งเสริมการจัดงาน เทศกาล และประเพณีท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักในระดับประเทศ ตลอดจนสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ผ่านมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อช่วยฟื้นฟูภาคธุรกิจโรงแรมและบริการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงฯได้ตั้งเป้าให้การท่องเที่ยวเมืองรองเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับงาน “เทศกาลเมือง (ต้อง) รอง” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “เมืองรอง เมืองที่ทุกคน ต้องลอง” ด้วยไฮไลต์สำคัญ 5 MUST DO | 5 HIDDEN GEMS | 55 DESTINATIONS รวบรวมเสน่ห์การท่องเที่ยว วิถีชีวิต และอารยธรรมจากทั้ง 5 ภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ ภาคเหนือ
Tags

“Season of Love Song ครั้งที่ 15” หนาวสุด ฟินสุด มันส์สุด ยันเช้า!

ผ่านพ้นไปเป็นที่เรียบร้อยกับเทศกาลดนตรี “Chang Music Connection Presents Season of Love Song ครั้งที่ 15” เรียกว่าเป็นแลนด์มาร์กคอนเสิร์ตฤดูหนาวที่แฟนเพลงนับหมื่นมารวมตัวกัน ปีนี้หนาวแบบจริงจัง ณ เวเนโต้ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ในธีม Fantastic Circus ที่ได้เนรมิตเวทีคอนเสิร์ตกลางธรรมชาติให้กลายเป็นคานิวัลแห่งเสียงดนตรี มาพร้อมชิงช้าสวรรค์ การต้อนรับจากนุ้งแกะ สีสัน และการตกแต่งทุกมุมประดับด้วยแสงไฟทั่วทั้งงาน เอ็นจอยไปกับเสียงเพลงและบรรยากาศลมหนาวตลอดค่ำคืนวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ถึงเช้าวันอาทิตย์ ด้วยอุณหภูมิที่ต่ำลงเรื่อยๆ ตลอดทั้งคืน โดยผู้จัด CI Showbiz ที่สร้างสรรค์โชว์อัดแน่นกว่า 15 ชั่วโมงเต็ม เริ่มกันด้วยเปิดโชว์แรกช่วงบ่ายจากสาวๆ เกิร์ลกรุ๊ปวงน้องใหม่ “THX” ที่โชว์เรียกน้ำย่อยแจกความน่ารัก สดใส ต้อนรับชาว SoLS ซึ่งฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ต่อด้วย คู่หูเพลงรัก “SERIOUS BACON” ฟังเพลงชิลๆ เพลิดเพลินไปกับแสงแดดอ่อนๆ แบบอบอุ่น ต่อเนื่องด้วยหนุ่ม “PUN” ศิลปินเดี่ยวมาแรงยุคนี้ ที่กำลังขึ้นแท่นขวัญใจแฟนเพลงรุ่นใหม่ มากับซาวด์ดนตรีเคลิ้มๆ ฟินได้ทุกเพลงแบบโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะเข้าสู่ช่วงยามเย็น โชว์สกิลแร็ปด้วย “D GERRARD” ของจริงที่ไม่พูดพร่ำทำเพลง แค่เริ่ม Flow ชาว SoLS ก็โยกตามกันแล้ว และขอต้อนรับช่วงค่ำด้วย “LIPTA” สองหนุ่มวงป็อปแถวหน้าที่แฟนเพลงทุกเจเนอเรชันชื่นชอบ มาสร้างสีสันและรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเพลงฮิตที่ทำให้หยุดยิ้มไม่ได้ ร่วมร้องและร่วมเต้นท่ามกลางบรรยากาศลมหนาวแบบต่อเนื่อง แต่ความฮอตยังทวีคูณสู้ลมหนาว เพราะสาวๆ “4EVE” แห่งวงการ T-POP ขึ้นมาโชว์สเต็ปฮอตๆ กับท่าเต้นสุดฮิต เป็นปีที่ 2 ให้ชาว SoLS ได้กรี๊ด กับเสน่ห์เฉพาะตัว ไฟลุกเวทีอีกครั้ง มาถึงศิลปินแห่งยุคที่ทุกคนรอคอย “NONT TANONT” พร้อมบทเพลงคลั่งรักและพลังเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ สานต่อโมเมนต์สุดพิเศษให้แฟนๆ ฟินต่อเนื่องตลอดทั้งคืนแบบไม่มีเบื่อ พร้อมส่งต่อเวทีให้กับ “TILLY BIRDS” มาทั้งทีเสิร์ฟเพลงฮิตแบบจุกๆ ถ่ายทอดความสนุก และความเป็นกันเองให้แฟนๆ