Skip links

Latest

โคราช ขอต้อนรับ งานมหกรรมพืชสวนโลก หรือ “โคราช เอ็กซ์โป 2029” – Korat Expo 2029

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (The International Association of Horticultural Producers – AIPH) ประกาศให้สิทธิ์ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo)  หรือ “โคราช เอ็กซ์โป 2029” หลังจากทางคณะกรรมการสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ ได้ลงพื้นที่ติดตามรับฟังข้อมูลจากตัวแทนภาครัฐและเอกชน ณ ที่ดินป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา  ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อคณะกรรมการฯ  พิจารณาเห็นชอบตามองค์ประกอบ และเงื่อนไขที่กำหนด  จึงอนุมัติให้สิทธิ์แก่เมืองโคราชเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ด้วยวงเงินงบประมาณการดำเนินงาน 4,280 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีของประเทศไทยชุดที่แล้วได้อนุมัติไป บนพื้นที่จัดงานกว่า 678 ไร่  ระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2573 รวมทั้งสิ้น 110 วัน โดยงานนี้ จัดภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแห่งโลกสีเขียว” (Nature & Greenery: Envisioning the Green Future) โดยจุดมุ่งหวังของการจัดงานในทางตัวเลข มีดังนี้ คาดหวังผู้เข้าชมงานราวๆ 2.6 – 4 ล้านคน ประมาณการเงินสะพัดกว่า 18,942 ล้านบาท หวังเพิ่มมูลค่า GDP 9,163 ล้านบาท และอาจก่อให้เกิดรายได้จากการจัดเก็บภาษี 3,429 ล้านบาท รวมถึงอัตราสร้างงาน 36,003 อัตรา อีกทั้งอานิสงส์ดังกล่าว ยังแผ่ไปถึง 16 อำเภอใกล้เคียงด้วย   การคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมระดับโลก อาจจะสามารถยกระดับจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นเมืองต้นแบบด้านนวัตกรรมสีเขียวในอนาคต ตามที่ สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวในฐานะเมืองเจ้าภาพไว้ว่า ขอขอบคุณรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กรมวิชาการเกษตร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

วธ.ล็อคมง “แอนโทเนียน โพซิ้ว” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สงกรานต์ไทยปีนี้

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มอบมงล็อคตำแหน่ง “แอนโทเนีย โพซิ้ว” –  รองชนะเลิศมิสยูนิเวิร์ส 2023 ให้เป็น “นางมโหธรเทวี”  นางสงกรานต์ ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เพื่อร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาประเพณีสงกรานต์ของประเทศไทยให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ “สร้างเสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก” ที่มุ่งหวังผลักดันให้ไทยเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับโลก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนและชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ในแต่ละปี ชื่อ ลักษณะการแต่งกายและลักษณะท่าทางของ นางสงกรานต์ จะแตกต่างกันตามวันและช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนสู่ราศีเมษ ซึ่งในปี 2567 วันสงกรานต์ ตรงกับ วันเสาร์ ที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในช่วงค่ำ-เที่ยงคืน นางสงกรานต์ในปีนี้จึงชื่อว่า “นางมโหธรเทวี” โดยจะทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว (ดอกผักตบชวา) สวมใส่แก้วนิลรัตน์ ทรงจักรที่พระหัตถ์ขวา ทรงตรีศูลที่พระหัตถ์ซ้าย นอนลืมตาเหนือหลังเทวราชพาหนะ คือ มยุรา (นกยูง)   ในเวลาต่อมา @ภูษาผ้าลายอย่าง ออกมากล่าวถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ชุดนี้ผ่านเฟซบุ๊กเพจว่า “ครั้งนี้ ภูษาผ้าลายอย่าง ออกแบบอ้างอิงตามประติมากรรม “อับเฉาเรือ” ในสมัยอยุธยา  ซึ่งเป็นไปตามศิลปนิยม “งามอย่างเทวสตรี” ผสานเข้ากับจินตนิยมของผู้ออกแบบ และผู้สวมใส่  ที่ต้องการให้เห็นถึงความสง่างาม แสดงถึงพลังที่มีอยู่ภายในของสตรีเพศ   จึงได้นำความงามที่หลากหลายของการแต่งกายในสมัยอยุธยา มาร้อยเรียงขึ้นเป็นชุดนี้” “โดยสวมศิราภรณ์ อันเรียกว่า “เทริด” เครื่องประดับศรีษะของชนชั้นสูง พร้อมด้วยใส่อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ (เครื่องประดับอัญมณีสีดำหรือบางตำราว่าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ) นุ่งผ้าลายอย่าง  “ลายสร้อยสามหาว”  สีม่วงดอกผักตบ ที่ออกแบบรังสรรค์ขึ้นใหม่ โดย อ.ธนิต พุ่มไสว (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ภูษาผ้าลายอย่าง”)  เพื่อให้เป็นลวดลายเฉพาะสำหรับนางสงกรานต์ประจำปีนี้” พร้อมห่มสไบแพรญวนสีม่วงดอกสามหาว ทับด้วยผ้า “สะพัก”ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งด้วยการปักดิ้นข้อถมดิ้นโปร่งประดับปีกแมลงทับ และตรึงโลหะชุบทองลงยาลายประจำยามใบเทศ ถือมาลัยครุยดอกรัก เพิ่มความอ่อนช้อยให้เทวสตรีผู้สวมใส่ ในส่วนของผ้านุ่งและเครื่องประดับที่ แอนโทเนีย สวมใส่ต่างเป็นส่วนที่ถูกรังสรรค์ด้วยช่างมากฝีมือ โดย ผ้านุ่ง “ลายสร้อยสามหาว“ ที่นำดอกสามหาว(ดอกผักตบ) ดอกไม้ประจำนางมโหธรเทวี มาผูกลายขึ้นใหม่ 

เพื่อนหญิงพลังหญิง จับมือลุย ระดมทุน เพื่อหญิงลี้ภัย

6 มี.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ  (UNHCR) ร่วมกับสมาคมฟินเทค และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี จัดทอล์คพิเศษหัวข้อ “Standing with Refugee Women – Tech and Humanitarian Synergy เทคโนโลยีและมนุษยธรรม เพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” เนื่องในวันสตรีสากล บนเวที มีการพูดคุยกับผู้หญิงรุ่นใหม่มากความสามารถจากวงการต่างๆ ที่ต้องรับมือกับทั้งบทบาทการทำงาน บทบาทการดูแลครอบครัว และบทบาทการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจและบอกเล่าให้เห็นถึงความสำคัญในการลงทุนสนับสนุนผู้หญิง และแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็น “ศรีริต้า เจนเช่น ณรงค์เดช” สมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก “พรทิพย์ กองชุน” Chief Growth Officer และ Co-founder Jitta อดีตผู้บริหาร Google Thailand “ชนิดา คล้ายพันธ์” หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด “อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์” ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR ประเทศไทย   เนื่องจากรายงานล่าสุดของ UNHCR พบว่า จำนวนผู้ลี้ภัยและพลัดถิ่นมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 114 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยกว่าครึ่ง คือ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ที่นอกจากจะต้องเผชิญความยากลำบากขณะลี้ภัยแล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพิ่มด้วย ในปี พ.ศ.2566 UNHCR ประเทศไทยจึงจับมือกับ ผู้หญิงแนวหน้าของเมืองไทย จัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ลี้ภัยหญิง พร้อมสนับสนุนให้สังคมเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสนับสนุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิง “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิง สามารถส่งต่อความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงชาวซีเรีย และครอบครัวได้กว่า 500 คน ผ่านโครงการมอบเงินช่วยเหลือของ UNHCR ในประเทศจอร์แดน” คุณอีฟเลียน แวนเดอเว่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครอง UNHCR ประเทศไทย กล่าว ครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการด้านการเงินของ UNHCR จะสามารถจัดการกับการเงินได้ตามความต้องการของแต่ละครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร หรือค่าการศึกษา

สยาม พารากอน ปักหมุดเวทีแฟชั่นโลก ยกขบวนแบรนด์หรูสู่รันเวย์ “World Fashion Trend Spring/Summer 2024”

ก่อนหน้านี้ เราเห็นเหล่าเซเลบริตี้คนดังไปร่วมงานแฟชันระดับโลก ทั้งยังได้เป็นเฟรนด์ ออฟ แบรนด์ และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของลักชูรี่แฟชั่นระดับโลกแล้ว  วันนี้ ถึงคิวของเหล่าเซเลบริตี้ไทยได้กลับมาเดินเฉิดฉายอวดลุคลักชูรี่แฟชั่นไทยกันแล้ว สยามพารากอน ผนึกกำลัง สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมด้วย ธนาคารกสิกรไทย จัดงานแฟชั่นอีเว้นท์สุดอลังการ “World Fashion Trend Spring/Summer 2024” ยกขบวนเหล่านางแบบนายแบบ และเซเลบริตี้ร่วมอัพเดทคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนใหม่ล่าสุดแห่งปี 2024 จากลักชูรี่แบรนด์ระดับโลก ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน เพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งลักชูรี่แฟชั่นระดับโลกที่ครบครันที่สุด เซเลบริตี้แนวหน้าของวงการยกขบวนมาร่วมเป็นแขกคนสำคัญ และร่วมเดินแบบอวดแฟชั่นลุคสุดล้ำ จากแบรนด์แฟชั่นทั้งไทยและเทศ ในสยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ ไม่ว่าจะเป็น ไบรท์-วชิรวิชญ์ ชีวอารี ในลุคจาก Burberry, ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล ในลุคจาก Fendi, บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ ในลุคจาก Prada, ฟรีน สโรชา ในลุคจาก Givenchy, จูเน่ เพลินพิชญา ในลุคจาก Miu Miu, หนุ่มๆ วง BUS อย่าง ภีม-วสุพล พรพนานุรักษ์ ในลุคจาก Saint Laurent , ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร ในลุคจาก Off-White และ ภู-ธัชชัย ลิ้มปัญญากุล ในลุคจาก Coach และอื่น ๆ อีกคับคั่ง พร้อมด้วย แรปเปอร์ชื่อดัง โต้ง TWOPEE – พิทวัส พฤกษกิจ ในลุคจาก Balenciaga ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศเติมสีสันด้วยเสียงเพลง ให้การอัพเดทลุคใหม่ประจำฤดูกาลนี้สนุกสนานน่าประทับใจยิ่งกว่าที่เคย   เทรนด์แฟชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2024 นี้ ทางฝั่งแฟชั่นหญิง นำเสนอสไตล์ “Transparency” ด้วยเนื้อผ้าโปร่ง บาง ใส เผยให้เห็นความงามของสรีระด้านในแบบ

“xี ” ติดท็อปเสิร์ช แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีค้ากาม Soft Power แบบใหม่แบบสับ…สน

เกิดเป็นคนไทยนี่วางตัวลำบากเสียจริง! ก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน We Are Social เว็บไซต์สำรวจและเก็บข้อมูลระดับโลก ได้เปิดเผยข้อมูลและสถิติ ที่รวบรวมได้จาก Google ในปี 2023 และดันมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดกระแสและสร้างไวรัลกระหึ่มโซเชียล นั่นคือ ในหมวดคำที่คนไทยค้นหามากที่สุด เพราะปรากฏว่ามีคำศัพท์เล็กๆ น่ารักๆ ไพเราะ น่าฟัง ที่เขียนด้วย “ห.หีบ” กับ “สระอี” ผงาดขึ้นมาประกาศความน่าเอ็นดูอยู่ในอันดับ 14 ที่คนไทยค้นหามากที่สุด และในหมวดเว็บไซต์ที่คนไทยนิยมเข้าชมที่สุด ก็ปรากฏว่า อันดับ 10 และ 16 ก็มีเว็บไซต์แปลกๆ ที่เขียนด้วยตัว  X  หลายตัวแบบเด่นๆ แต่ไม่ใช่เว็บใหม่ของ twitter นะ เป็นเว็บอะไรก็ไม่รู้ที่มีแบนเนอร์โฆษณายั้วเยี้ยเต็มไปหมด แล้วดันมาติดท็อปชาร์ตตั้งสองอันดับแหน่ะ (เป็นฝีมือของสมาชิกท่านไหนเอ่ย?)   สำหรับเรื่องนี้ บางคนก็มองในมุมขบขัน บางรายก็แสดงความอับอาย บางฝ่ายก็คิดให้เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนบางท่านก็พูดไปยังเรื่องศีลธรรม เมื่อสัปดาห์ก่อนจึงราวกับว่า เป็นการต่อสู้กันขนาดย่อมๆ ระหว่าง ‘ศีลธรรมอันดี’ กับ ‘วีถีสามัญของมนุษย์’ แต่ก็อีกนั่นแหละ เหมือนฟ้าดินคอยห่วงใยว่าคนไทยจะวางตัวง่ายเกินไป หรือไม่ก็เกรงว่าคนไทยจะไม่มีเรื่องชวนขำประจำสัปดาห์ เพราะหลังจากผ่าน  “วันกะเทยผ่านศึก” อันเกี่ยวข้องกับสาวประเภทสองย่านสุขุมวิทที่เป็น sex worker หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็ลงพื้นที่กันอย่างขันแข็ง พร้อมแถลงเรื่องค้าประเวณีว่า “ไม่มี๊…ไม่มี” มหาศึกของพี่กะเทยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. เป็นข่าวดังถึงขนาดที่สื่อระดับโลกยังต้องหยิบจับ ส่วนท็อปเสิร์ชของคนไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ต่างชาติจะสืบค้น กระนั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยก็แทบไม่เคยจับได้หรือไล่ทัน จนเกิดเป็นวาทะ ‘บ่อนไม่มี-โสเพณีไม่พบ’ ในทุกครั้งที่สำรวจพื้นที่ แต่พูดก็พูดเถอะ เรื่องแบบนี้ชาวบ้านเขาเป็นอันรู้กันว่าเบื้องลึกเบื้องหลังต้องอาศัย ‘คนมีสีระดับสูง’ หรือก็คือต้องจ่ายส่วยนั่นแหละ   เช่นนี้แล้ว คนไทยอย่างเราท่าน ควรยืนตระหง่านต่อสายตาชาวโลกด้วยความเป็นไทยแบบไหนกัน จะภูมิใจที่มีคำน่ารักๆ ติดท็อปเซิร์ช อันสะท้อนถึงการบูชาความสามัญแห่งชีวิต หรือว่าควรรักษาวัฒนธรรมอันดี ตามระเบียบศีลธรรม หรือควรเชิดหน้าชูตากับระบบราชการซึ่งตรวจกี่ทีก็หามีไม่ ราวกับระบบราชการไทยสมาทานแนวทาง “ที่มือไม่มีสาก…เพราะปากไม่มีศีล” เห็นแล้วหรือยังว่า การเกิดเป็นคนไทยนี่วางตัวลำบากเสียจริง แต่เดี๋ยวก่อน หรือนี่จะเป็น Soft Power แบบไทยๆ

Mida แท็กทีมพาร์ทเนอร์ เปิดตัวสู่อุตสาหกรรมเพลงครบวงจร

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2567 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง มีงานเปิดตัว MIDA Entertainment Group ซึ่งเป็นการขยายตัวทางธุรกิจ โดยผนึกกำลังกับพัธมิตรรอบด้าน อาทิเช่น ค่ายเพลงอย่าง ไทบ้าน, เซิ้ง มิวสิก, ค่าย พาราฮัท มิวสิก, ค่าย บ้านสิงห์ มิวสิก และอื่นๆ รวมถึง บริษัทอุปกรณ์เครื่องเสียง และบริษัทจัดเก็บหรือถือครองลิขสิทธิ์เพลงในเครืออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์เพลงลูกทุ่ง เพื่อชีวิต อินดี้ สตริง ฯลฯ จำนวนทั้งหมดกว่าสองล้านเพลง อีกทั้งยังมีการป้อนผลงานใหม่ๆ จากศิลปินในสังกัดภายใต้ยูนิตที่ชื่อ Uparty MIDA Entertainment Group ภายใต้การบริหารงานโดย อำนาจ ตันกุริมาน ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดระบบการดูแลลิขสิทธิ์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งสถานประกอบการ บริษัทจัดเก็บและผู้ถือครองลิขสิทธิ์ รวมถึงผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลง โดย อำนาจ ตันกุริมาน ได้กล่าวไว้ในงานเปิดตัวว่า เรามีประสบการณ์ในหลายๆ ด้าน เราทำงานบนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย “เราจะไม่มีศัตรู” และในอนาคตเมื่อเราแข็งแรง เราก็จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ยังมีการสนธิกำลังกับ ไทบ้านสตูดิโอ และ เซิ้ง มิวสิก รวมถึงบริษัท บ้านสิงห์แฟมิลี่ ซึ่งเป็นตัวแทนของค่ายเพลงฝั่งอีสานอินดี้ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ MIDA Entertainment Group   นอกจากนี้ ยังมีบริษัท พาราฮัท มิวสิก ซึ่งมี ทิวากร แก้วบุญส่ง เป็นกรรมการผู้บริหาร และเป็นตัวแทนจากแดนปักษ์ใต้ โดย ทิวากร ได้กล่าวถึงการร่วมงานกับ MIDA Entertainment Group ไว้ว่า ผมเป็นตัวแทนพี่น้องจากปักษ์ใต้ ผมร่วมงานกับ MIDA มาสองปีกว่า ทั้งเรื่องการดูแลผลงานเพลง และการจัดกิจกรรม เพราะตอนนี้ที่ปักษ์ใต้มีปัญหาเรื่องการจับลิขสิทธิ์ มีน้องๆ หลายคนที่โดนทำลายความฝันไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเราสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งยังเป็นการเอื้อเฟื้อแก่พี่น้องชาวปักษ์ใต้ด้วย มากไปกว่านั้น

แชร์ทริคสายมูกดบัตรคอนฯ ไม่น่าเชื่อ สวดปุ๊บ กดได้ปั๊บ อะไรกันคับเนี่ย!!

ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา  “โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา” คาถาบูชาพระพิฆเนศ อันลือชื่อเรื่องความสำเร็จในทุกความปรารถนา ทั้งการเรียน การงาน การเงิน ความรัก หรือแม้กระทั่ง การกดบัตร    การกดบัตร คือ การทำสงคราม  ไม่ว่าจะบัตรคอน แฟนมีต แฟนไซน์ ลัคกี้แฟน กว่าจะได้บัตรมาแต่ละครั้ง เหล่าแฟนคลับจำเป็นต้องต่อสู้กับผู้คนจำนวนมาก ทั้งกับแฟนคลับด้อมเดียวกันที่พักศึกนอกบ้าน มาห้ำหั่นกันเอง เท่านั้น ยังไม่พอยังต้องต่อสู้กับร้านรับจ้างกดบัตรที่มักใช้บอทและเล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ ลัดเลาะหาช่องทางชิงบัตรจากเราไป ซ้ำร้าย ยังเสี่ยงที่จะถูกโกงเงินจากการอัพบัตรในราคาพิเศษ   แฟนคลับจึงจำต้องทำทุกวิถีทางที่จะผ่านศึกนี้ไปให้ได้เป็นผู้โชคดีที่จะได้รับชมการแสดง หรือได้พูดคุยกับศิลปินแค่เสี้ยวนาที บัตรคอนหรือสิทธิ์ที่ได้มาจึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ เพื่อการนั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสำเร็จอย่าง พระพิฆเนศ จึงเข้ามาเป็นความหวังของเหล่าแฟนคลับ ก่อนกดบัตร หรือลุ้นสิทธิลัคกี้แฟน เพียงท่อง “โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา” – คาบูชาพระพิฆเนศ พร้อม “ขอ” ที่นั่งที่ต้องการ และบรรยายรายละเอียดของผังที่นั่งและโซนราคาอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้น ตั้งใจมั่นแล้วกดบัตรที่ต้องการก็ถือว่าเป็นอันเสร็จพิธี     ในบางครั้ง อาจมีการบูชาเทพองค์อื่นที่ขึ้นชื่อในด้านที่ต่างกันร่วมด้วย เช่น พระแม่ลักษมี พระขันธกุมาร ท้าวเวสสุวรรณ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จมากขึ้น  อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า การมูจะการันตีโอกาสได้บัตร 100% เพราะข้อจำกัดทางด้านเน็ต ระบบหลังบ้านของเว็บกดบัตร หรือเมื่อท่านฟังคำขอแล้ว อาจจะพิจารณาว่าอยากช่วยเราประหยัดเงิน ก็อาจจะทำให้เรามีโอกาสไม่ได้บัตรอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ช่วยเพิ่มความหวังในใจให้แก่แฟนคลับที่ตั้งตารอศิลปินมานานนับปีได้  ตอนนี้ ไลน์อัพคอนเสิร์ตที่จะจัดในปี 2024 ยาวเป็นหางว่าววว ใครมีแพลนจะไปคอนไหน อย่าลืมลองขอพระพิฆเนศดูนะ 😉

อย่าล้อเล่นกับระบบ พี่กะเทย x มวยไทย เปิดสังเวียน #สุขุมวิทซอย11 กะเทยไทย-ปินส์ยกพวกตีกัน

ในฝั่งกีฬา  “มวยไทย”  พี่กะเทยเคยฝากประวัติศาสตร์ให้ประเทศไทยมาแล้ว โดยบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คงจะหนีไม่พ้น “ตุ้ม-ปริญญา เจริญผล” – อดีตแชมป์มวยไทยแห่งสนามมวยเวทีลุมพินี ผู้ขี้นสังเวียนชกพร้อมกับ “เครื่องสำอาง” สีสันสดใส ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากในสมัยนั้น แต่สิ่งนี้ก็มีส่วนช่วยให้พาเธอล้มนักมวยไทย และต่างชาติมาแล้วหลายราย จนได้รับโอกาสเซ็นสัญญาชก ณ ประเทศญี่ปุ่น  เธอมีจุดมุ่งหมายในการชกมวยอย่างแน่วแน่ คือเพื่อหาเงินสำหรับผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งในปีเดียวกันกับที่เธอได้แชมป์ เธอก็สามารถทำความฝันของเธอได้สำเร็จ จนเรื่องราวของเธอถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง บิวตี้ฟูล บ๊อกเซอร์ กวาดรางวัลและรายได้มากมายจากต่างประเทศ  ปัจจุบันตุ้มประกาศแขวนนวมอย่างเป็นทางการมานานหลายปีแล้วแต่ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการ โดยการเปิดค่ายมวยไทยของตัวเองชื่อว่า “น้องตุ้มมวยไทยยิม” ที่บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อสอนมวยไทยให้แก่ผู้ที่สนใจแบบไม่จำกัดเพศและอายุ   ในวาระแห่งชาติ#สุขุมวิทซอย11 ราชินีสังเวียนอย่าง “ตุ้ม” ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “ฉันละอยากจะฝากแม่ไม้มวยไทยให้กลับไปฟิลิปปินส์ แล้วจะรู้ว่ากะเทยไทยของแท้ ที่นี่ประเทศไทย กะเทยไทย มวยไทย ลูกๆ เข้าค่ายแม่ด่วนๆ แม่จะสอนมวยให้” เพราะ หลังไทย – ปินส์แอบหยิกหลัง วางมวยกันมาทุกการประกวดนางงาม ล่าสุด พี่กะเทยไทยหยิบวัฒนธรรม   “มวยไทย” มายกระดับซอฟต์ พาวเวอร์ไทยไปอีกขั้นอีกครั้ง เมื่อมีพี่กะเทยไทย 2 คน  ถูกกลุ่มพี่กะเทยฟิลิปินส์กว่า 20 คน รุมทำร้าย และขโมยทรัพย์สิน  พร้อมนำคลิปเหตุการณ์ ไปเผยแพร่ต่อในเชิงเหยียดหยาม เมื่อเป็นเช่นนั้น  ทีมพี่กะเทยไทย ก็อยู่เฉยไม่ได้ เกิดการรวมตัวกันแบบไม่ได้นัดหมาย หน้าโรงแรมถิ่นกะเทยปินส์  โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากสถานีตำรวจนครบาลลุมพินีเข้าดูแล และพยายามส่งตัวพี่กะเทยฟิลิปปินส์ ขึ้นรถไปโรงพักทีละ  2-3 คน  พี่กะเทยไทยจึงอาศัยจังหวะนี้เข้าไปป้อนยำใหญ่ใส่สาระพัด จนกำเนิดปาฏิหารย์นางปีน นางลอย นางบินข้ามหัวหมดไม่สนยศ สนตำแหน่ง เรียกได้ว่าจะหมัดจะมวย กระบวย จะเหล็ก งัดออกมาเอาคืนกันแบบพอประมาณ (ประมาณว่าเจ็บหนักแน่) เรียกได้ว่าพี่สาวกะเทยฟิลิปปินส์พลาด มาล้อเล่นกับระบบพี่สาวกะเทยไทยที่ผ่านการฝึกรด. เขาชนไก่ และการเกณฑ์ทหารกันมาเกือบทุกคน  แถมยังพร้อมใจทำงานกันเป็นระบบ ยิ่งกว่าประกวดเชียร์ลีดเดอร์งานกีฬาสี  เพราะแค่คลิปสั้นๆ  ก็ปาไปล้านเรื่องราว คนหนึ่งเจรจาหลีกทาง หรือจะเรียกว่า ส่งสัญญาณขยิบตาเปิดศึก

ไทย เองก็เป็นได้นะ Friend of Brand ตัวพ่อ-ตัวแม่ ตัวแทนแบรนด์แฟ-ระดับโลก

หากติดตามวงการแฟชันระดับโลกในช่วง 1-2 ปีมานี้ จะเห็นได้ว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้เข้าร่วมงานแฟชันวีคเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ ไม่ได้มีเพียงแค่นักแสดง นักร้อง หรือศิลปิน K-pop ชื่อดังเท่านั้น แต่เรายังเริ่มแอบเห็นเหล่า “นักแสดงไทย” ที่ถูกเชื้อเชิญไปเคียงคู่กับเหล่าเซเลบจากทั่วโลกอีกด้วย  มากไปกว่านั้น หลายแบรนด์ยังแสดงออกถึงการเริ่มให้ความสำคัญกับนักแสดงไทยขึ้นไปอีกขั้น ผ่านการแต่งตั้งให้นักแสดงไทยหลายคนเป็นเฟรนด์ ออฟ แบรนด์ (Friend of Brand) หรือ แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ (Brandambassador) เพื่อโปรโมทแบรนด์ของตน โดย “เฟรนด์ ออฟ แบรนด์ (Friend of Brand)” หรือในบางครั้งจะใช้ชื่อว่า “เฟรนด์ ออฟ เฮ้าส์ (Friend of House)” จะหมายถึง บุคคลที่มีชื่อเสียง สามารถสวมใส่สินค้าของแบรนด์ร่วมงานอีเว้นท์ แฟชันวีค หรือสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ เช่น ‘ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์’ นักแสดงหญิงไทยคนเดียวที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Friend of Louis Vuitton , ‘เบลล่า-ราณี แคมเปน’ นักแสดงหญิงไทยคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น Freind of Fendi  การได้รับโอกาสก้าวเข้ามาเป็น เฟรนด์ ออฟ แบรนด์ ของครอบครัวแบรนด์แฟชันต่าง ๆ ก็นับได้ว่าเป็นเกียรติมากแล้ว  แต่ในบางครั้ง หาก เฟรนด์ ออฟ แบรนด์ ได้ร่วมงานกับแบรนด์หลายครั้ง ก็มีสิทธิ์ที่จะได้เลื่อนขั้นเป็น “แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ (Brand ambassador)” หรือ”เฮ้าส์ แอมบาสซาเดอร์ (House Ambassador)” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวแทนของแบรนด์ในประเทศ เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์แบรนด์ในประเทศ ส่วนในระดับโลก จะเป็นหน้าที่ของ โกลบอล แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ (Global Brand Ambassador)    ล่าสุด Gucci เพิ่งประกาศให้ กลัฟ คณาวุฒิ เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ชายคนแรกของไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์คนที่สองของไทย ต่อจากใหม่ ดาวิกา

คนไทยเสียดายแทน Taylor Swift พลาดแล้ว ไม่ยอมมาเล่นคอนเสิร์ตดีย์ๆ ในไทย 🥹🥲

เป็นประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่อง สำหรับคอนเสิร์ต ‘The Eras Tour’ ของศิลปินสาวเบอร์หนึ่งจากแผ่นดินสหรัฐฯ อย่าง “Taylor Swift” ที่ล่าสุดบินลัดแผ่นฟ้ามาหาแฟนๆ ชาว ‘Swifties’ ณ ประเทศสิงคโปร์ ด้วยการแสดงคอนเสิร์ตกว่า 6 รอบ ตั้งแต่วันที่ 2 – 4 และ 7 – 9 มีนาคม 2567 เดิมที การทัวร์คอนเสิร์ตของนักร้องสาวเจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ดกว่า 14 รางวัล ดูเหมือนจะไม่มีประเด็นเผ็ดร้อนอะไร กระทั่งเมื่อ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่า สิงคโปร์จ่ายเงินให้กับผู้จัดคอนเสิร์ตราวๆ 500 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไข ห้ามมิให้ยอดศิลปินหญิงผู้นี้จัดแสดงคอนเสิร์ตที่อื่นใดในเอเชีย ซึ่งนายกเศรษฐา ได้แสดงทัศนะไว้ว่า “…ถ้ารู้งี้ผมว่าผมดีลมาประเทศไทย ต่อโชว์ต่ำกว่า 2 ล้านเหรียญอีก ผมมั่นใจว่าเขาสามารถดึงดูดสปอนเซอร์ได้ เขาสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาได้ที่เมืองไทยเยอะกว่า…”   ทั้งนี้ ตัวแทนจากทางการสิงคโปร์ ได้ออกมาตอบโต้ว่า มีการจ่าย ‘เงินสนับสนุน’ จริง แต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้น ส่วนตัวเลขที่แท้จริงก็ยังไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจน ประเด็นดังกล่าวนี้ก็เป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง กระทั่งทำให้หลายฝ่ายห่วงว่า ‘ศึกชิงนาง’ ในครั้งนี้ อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนหรือไม่? อย่างไรก็ดี งานนี้ดูเหมือนว่า นอกจากพระศุกร์เข้า แล้วยังจะมีพระเสาร์แทรกอีกด้วย เมื่อ ‘ศึกชิงนาง’ ยังไม่ทันวาย ซ้ำร้าย ‘ศึกชิงตั๋ว’ ก็เข้ามาสมทบ เมื่อมีชาวเน็ตกลุ่มหนึ่งติดแฮชแท็ก #buybybei ซึ่งพูดถึงกรณีของผู้บริโภคบางรายที่ซื้อตั๋วกับร้านรับกดบัตรในโซเชียล แต่ปรากฎว่า เมื่อสแกนตั๋วก่อนจะเข้างาน พบว่า มีบุคคลอื่นได้สแกนเลขที่นั่งของตั๋วดังกล่าวไปแล้ว มิหนำซ้ำ บางเลขที่ของตั๋วยังมีผู้มาแสดงความเป็นเจ้าของกว่า 8 ราย   กระนั้นก็ตาม ในมิติทางเศรษฐกิจก็คงต้องบอกว่า สิงคโปร์รับประโยชน์ไปเต็มๆ โดยสำนักข่าว CNBC ได้รายงานว่า ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ Maybank วิเคราะห์ว่าคอนเสิร์ต Taylor Swift สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวแก่สิงคโปร์ได้ราวๆ 260.3 –