เมื่อ AI ทำให้ความรู้เข้าถึงได้ภายในไม่กี่วินาที ขณะที่องค์กรให้ความสำคัญกับทักษะและศักยภาพในการทำงานมากกว่าวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียว มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญชวนสังคมตั้งคำถามถึงบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัย พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนค้นหาศักยภาพและออกแบบอนาคตของตนเองผ่านงาน ABAC CONNEXT 2026
วันที่มหาวิทยาลัยต้องยกงาน Open House ออกจากรั้ววิทยาเขต พาคณบดี อาจารย์ รุ่นพี่ และศิษย์เก่าไปตั้งเวทีอยู่กลางศูนย์การค้าสยามพารากอน ภาพดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียนและผู้ปกครอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความเคลื่อนไหวนี้อาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่ลึกกว่านั้นของระบบอุดมศึกษาไทย
มหาวิทยาลัยในวันนี้ไม่สามารถวางตัวเป็นเพียง “Destination” ที่อาศัยชื่อเสียง อาคารเรียน และบรรยากาศภายในวิทยาเขต เพื่อรอให้ผู้เรียนเดินเข้ามาหาได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่ต้องปรับบทบาทเป็น “Outreach Brand” ที่เดินเข้าไปอยู่ในพื้นที่ชีวิต พื้นที่ความสนใจ และพื้นที่การตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย
การจัดงาน ABAC CONNEXT 2026 ที่ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จึงมีความน่าสนใจมากกว่างานแนะนำคณะทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อการสื่อสารของงานไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า ABAC มีหลักสูตรอะไรบ้าง แต่เริ่มจากคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
“Is a Degree Still Enough?”
ปริญญาหนึ่งใบยังเพียงพอหรือไม่ ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI สามารถสรุปหนังสือ เขียนโค้ด แปลภาษา สร้าง Presentation วิเคราะห์ข้อมูล และอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่างานครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมมากแค่ไหน หรือสามารถสร้างยอดสมัครเรียนได้เท่าไร แต่คือมหาวิทยาลัยนานาชาติรุ่นบุกเบิกอย่าง ABAC จะสามารถเปลี่ยนทุนทางประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นคุณค่าที่เด็กรุ่นใหม่มองเห็น สัมผัสได้ และยินดีลงทุนด้วยเวลาและค่าเล่าเรียนหรือไม่
เมื่อ Legacy ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ด้วยตัวเอง
มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีพัฒนาการจาก Assumption School of Business หรือ ASB ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1969 โดยต่อยอดจากรากฐานของ Assumption Commercial College ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Assumption Business Administration College หรือ ABAC ในปี 1972 และได้รับสถานะเป็น Assumption University ในปี 1990
ประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษทำให้ ABAC สั่งสมทุนทางสังคมไว้ไม่น้อย ทั้งภาพลักษณ์ด้านภาษาอังกฤษ ความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ สภาพแวดล้อมนานาชาติ เครือข่ายศิษย์เก่า ตลอดจนความเชื่อมั่นในฐานะสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงมายาวนาน
อย่างไรก็ตาม ในตลาดการศึกษายุคใหม่ Legacy ไม่สามารถสร้างคุณค่าได้ด้วยตัวเอง คำว่า “เปิดมานาน” ไม่ได้หมายความว่า “พร้อมสำหรับอนาคต” โดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับชื่อเสียงในอดีตที่ไม่ได้รับประกันว่าเด็กยุคใหม่จะมองเห็นความคุ้มค่าของการใช้เวลาสี่ปีในมหาวิทยาลัย
นักเรียนในวันนี้ไม่ได้เปรียบเทียบ ABAC กับมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงไม่กี่แห่งเหมือนในอดีต แต่กำลังเปรียบเทียบกับหลักสูตรนานาชาติของมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยในต่างประเทศ หลักสูตรออนไลน์ Micro-credentials, Bootcamp การฝึกงาน ตลอดจนเส้นทางเข้าสู่อาชีพโดยใช้ Portfolio และประสบการณ์ตรงแทนการพึ่งพาปริญญาเพียงอย่างเดียว
การแข่งขันจึงเปลี่ยนจากคำถามว่า “มหาวิทยาลัยใดมีชื่อเสียงมากกว่า” ไปสู่คำถามที่ตรงและท้าทายกว่าเดิมว่า “ฉันต้องจ่ายเงินและใช้เวลาสี่ปี เพื่อให้ได้อะไรที่หาเองจากอินเทอร์เน็ตหรือ AI ไม่ได้”
โจทย์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ ABAC เพียงแห่งเดียว แต่เป็นแรงกดดันที่มหาวิทยาลัยไทยแทบทุกแห่งกำลังเผชิญพร้อมกันอย่างน้อยสามด้าน ได้แก่ จำนวนเด็กที่ลดลง เทคโนโลยีที่ลดการผูกขาดความรู้ และพฤติกรรมของผู้เรียนที่ไม่ได้เชื่อในชื่อสถาบันโดยอัตโนมัติเหมือนคนรุ่นก่อน
เด็กเกิดน้อยลง ขณะที่ตัวเลือกทางการศึกษาเพิ่มขึ้น
แรงปะทะที่รุนแรงที่สุดต่อระบบอุดมศึกษาไทยอาจไม่ใช่ AI แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร โดยจำนวนการเกิดจดทะเบียนในประเทศไทยลดลงจาก 736,352 คนในปี 2015 เหลือ 462,240 คนในปี 2024 หรือลดลงประมาณ 37.2% ภายในเวลาเพียงเก้าปี
แม้เด็กที่เกิดในปี 2024 จะยังไม่เข้าสู่มหาวิทยาลัยจนถึงช่วงประมาณปี 2042 แต่แนวโน้มดังกล่าวชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ฐานผู้เรียนวัย 18–22 ปีจะค่อย ๆ เล็กลงเป็นระลอก และส่งผลต่อจำนวนผู้เรียนในระบบอุดมศึกษาในระยะยาว
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ABAC จะสามารถแข่งขันกับสถาบันใดได้หรือไม่ แต่อยู่ที่มหาวิทยาลัยทุกแห่งกำลังแข่งขันกันในตลาดที่ Demand เชิงประชากรลดลง ขณะที่ Supply ทางการศึกษายังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สถาบันที่พึ่งพารายได้จากนักศึกษาระดับปริญญาตรีวัย 18 ปีเป็นหลัก ย่อมเผชิญความเสี่ยงทั้งจากจำนวนห้องเรียนที่ว่างลง รายได้ค่าเล่าเรียนที่ลดลง และต้นทุนของอาคาร บุคลากร และระบบสนับสนุนขนาดใหญ่ที่ไม่ได้ลดลงตามจำนวนนักศึกษา
ขณะเดียวกัน ผู้เรียนรุ่นใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาคือ Gen Alpha ซึ่งเติบโตมากับหน้าจอ อัลกอริทึม วิดีโอสั้น เกมออนไลน์ และผู้ช่วย AI พวกเขาคุ้นเคยกับประสบการณ์ที่ได้รับการออกแบบเฉพาะบุคคล สามารถค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบหลักสูตร อ่านประสบการณ์ของนักศึกษา และตรวจสอบผลลัพธ์ด้านอาชีพได้ก่อนเดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยจริง
หากมหาวิทยาลัยยังนำเสนอเพียงรายชื่อคณะ อาคารเรียน หรือถ้อยคำประชาสัมพันธ์ที่คล้ายคลึงกันทุกแห่ง ก็ยิ่งยากที่จะตอบคำถามว่าเหตุใดผู้เรียนควรเลือกลงทุนกับสถาบันใดสถาบันหนึ่ง
นักศึกษาลดลง ไม่ได้หมายความว่า Brand Equity ลดลงเสมอไป
จากข้อมูลที่รวบรวมในบทความวิชาการเรื่อง Thailand as a New International Higher Education Hub ซึ่งเปรียบเทียบโครงสร้างนักศึกษาของ Assumption University ระหว่างปี 2000–2020 ระบุว่า นักศึกษารวมของ Assumption University ลดลงจาก 22,594 คน เหลือ 9,683 คน ขณะที่จำนวนนักศึกษาไทยลดลงประมาณ 66%
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกัน จำนวนนักศึกษาต่างชาติเพิ่มขึ้นจาก 1,458 คน เป็น 2,536 คน และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 6.5% เป็น 26.2% ของนักศึกษาทั้งหมด
ตัวเลขดังกล่าวยืนยันได้ว่า ฐานนักศึกษาไทยของ ABAC หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่สามารถนำไปสรุปทันทีว่า Brand Equity ของมหาวิทยาลัยลดลง เพราะจำนวนนักศึกษาเป็นผลลัพธ์ปลายทางที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ตั้งแต่โครงสร้างประชากร ภาวะเศรษฐกิจ ค่าเล่าเรียน จำนวนคู่แข่ง นโยบายการรับเข้า ไปจนถึงอัตราการเปลี่ยนผู้สมัครให้เป็นผู้ลงทะเบียนจริง
สิ่งที่ข้อมูลชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดคือ ความเป็นนานาชาติของ ABAC ไม่ได้หายไป แต่กำลัง “เปลี่ยนรูป”
ข้อมูลสาธารณะในปีการศึกษา 2568 ระบุว่า มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญมีนักศึกษาต่างชาติประมาณ 4,241 คน ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาเมียนมา 2,316 คน หรือประมาณ 54.6% และนักศึกษาจีน 1,324 คน หรือประมาณ 31.2%
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศูนย์กลางของตลาดนักศึกษาต่างชาติกำลังเปลี่ยนทิศทาง การเติบโตของนักศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้านช่วยรักษาความหลากหลายภายในมหาวิทยาลัย แต่ขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งโจทย์ใหม่ด้านการดูแลนักศึกษาต่างชาติ การสื่อสาร ภาษา วีซ่า สุขภาวะ การปรับตัว และความพร้อมในการทำงานหลังสำเร็จการศึกษา
ความเป็น International จึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนธงชาติภายใน Campus เท่านั้น แต่ควรวัดจากความสามารถของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนความหลากหลายให้กลายเป็นทักษะการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม เครือข่ายระดับภูมิภาค และความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้คนที่มีภูมิหลังแตกต่างกันได้จริง
เมื่อ AI ให้คำตอบได้ มหาวิทยาลัยต้องสร้างสิ่งที่มากกว่าคำตอบ
AI ไม่ได้ทำให้มหาวิทยาลัยหมดความจำเป็น แต่กำลังลดมูลค่าของการผูกขาดข้อมูลและการถ่ายทอดเนื้อหาแบบเดิม
ผู้เรียนสามารถใช้ AI สรุปตำรา อธิบายทฤษฎี เขียนโค้ด สร้างสไลด์ แปลภาษา หรือออกแบบแผนการเรียนเบื้องต้นได้แทบจะทันที หากมหาวิทยาลัยยังวางตัวเป็นเพียงผู้ส่งมอบเนื้อหา ก็จะถูกตั้งคำถามมากขึ้นว่าเหตุใดผู้เรียนจึงต้องเดินทางเข้าห้องเรียนและจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพง เพื่อรับฟังสิ่งที่สามารถค้นหาได้จากหน้าจอ
ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซีกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ กล่าวว่า กระแส Degree Inflation ไม่ได้หมายความว่าปริญญากำลังสูญเสียคุณค่า แต่เป็นสัญญาณว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนไป
“กระแส Degree Inflation หรือแนวโน้มที่ปริญญาเพียงใบเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความได้เปรียบในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่าปริญญากำลังหมดคุณค่า แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยกำลังเปลี่ยนจาก ‘ผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้’ ไปสู่ ‘ผู้พัฒนาศักยภาพของมนุษย์’ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว” ภราดา ดร.ศิริชัย กล่าว
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้คุณค่าของมหาวิทยาลัยต้องเคลื่อนจาก Content Delivery ไปสู่ Experience Design โดยเปลี่ยนจากการบอกคำตอบไปสู่การฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถาม เปลี่ยนจากการจดจำเนื้อหาไปสู่การตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ เปลี่ยนจากการสอบให้ผ่านไปสู่การนำความรู้ไปใช้ และเปลี่ยนจากการเรียนรู้เพียงลำพังไปสู่การได้รับ Feedback, Mentorship, Network และประสบการณ์จริงที่เทคโนโลยียังไม่สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์
มหาวิทยาลัยในอนาคตจึงไม่ได้แข่งขันกันด้วยจำนวนหลักสูตรหรือชื่อเสียงของสถาบันเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการสร้าง Future-ready Graduates หรือผู้เรียนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคมได้ตลอดชีวิต
Business School ต้องพาผู้เรียนออกจากตำราไปพบโลกจริง
สำหรับ Business School บทบาทของการศึกษาไม่ควรจบอยู่ที่การสอน Framework การอ่านกรณีศึกษา หรือการจดจำโมเดลทางธุรกิจ แต่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างธุรกิจ ทดลองตลาด วิเคราะห์ข้อมูล พบลูกค้า และทำงานกับปัญหาที่มีข้อจำกัดจริง
ดร.ชัยณรงค์ รุ่งเรืองอาภรณ์ คณบดีคณะบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า เกณฑ์ที่องค์กรใช้พิจารณาบุคลากรกำลังเปลี่ยนจากการมองผลการเรียนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การประเมินความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์จริง
“องค์กรชั้นนำในปัจจุบันไม่ได้มองหาผู้สมัครที่มีเพียงผลการเรียนที่ดี แต่ต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหา คิดเชิงธุรกิจ สื่อสาร ทำงานร่วมกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรม และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษาจึงต้องเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโลกของการทำงานตั้งแต่ยังอยู่ในมหาวิทยาลัย” ดร.ชัยณรงค์ กล่าว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่านักศึกษาได้เรียนรายวิชาอะไร แต่คือระหว่างเรียนพวกเขาได้เผชิญกับโจทย์จริงมากเพียงใด ได้เรียนรู้จากลูกค้า ผู้ประกอบการ และความล้มเหลวหรือไม่ ได้ทำงานข้ามศาสตร์หรือไม่ และสามารถเปลี่ยนความรู้ในตำราให้เป็นการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปได้เพียงใด
AI อาจช่วยรวบรวมข้อมูล เสนอทางเลือก หรือเร่งกระบวนการคิด แต่ยังไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ของการตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ ประสบการณ์จากการทำงานกับปัญหาจริงจึงยังเป็นส่วนสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องออกแบบให้เกิดขึ้นระหว่างการเรียน
AI ไม่ใช่คู่แข่ง แต่เป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนต้องเข้าใจ
สำหรับสายวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงไม่ได้หมายถึงการสอนให้ผู้เรียนต่อต้าน AI แต่ต้องทำให้ผู้เรียนเข้าใจว่าจะทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอย่างไรให้เกิดประโยชน์ และรู้เท่าทันข้อจำกัดของเครื่องมือที่นำมาใช้
ดร.ณรงค์ อภิรัตน์สกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กล่าวว่า AI จะกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ผู้เรียนจากทุกสาขาวิชาต้องสามารถใช้งานได้
“AI ไม่ใช่คู่แข่งของมนุษย์ แต่เป็นเครื่องมือที่ผู้เรียนทุกสาขาวิชาต้องสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงระบบ การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน และการสร้างนวัตกรรม” ดร.ณรงค์ กล่าว
ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มวิชา AI เข้าไปในหลักสูตรอีกหนึ่งรายวิชา แต่อยู่ที่การทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ในทุกศาสตร์ นักศึกษาต้องเข้าใจว่า AI มีความสามารถด้านใด มีข้อจำกัดตรงไหน ข้อมูลที่ได้รับอาจมีอคติหรือไม่ และผลลัพธ์ที่นำไปใช้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมอย่างไร
ในโลกการทำงาน ผู้ที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่รู้ทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่คือคนที่สามารถตั้งคำถามกับเทคโนโลยี ตรวจสอบผลลัพธ์ เชื่อมโยงความรู้จากหลายด้าน และใช้เครื่องมือเหล่านั้นเพื่อสร้างทางออกใหม่ได้อย่างรับผิดชอบ
เมื่อเทคโนโลยีเก่งขึ้น ทักษะความเป็นมนุษย์ยิ่งสำคัญ
ในอีกด้านหนึ่ง การศึกษาด้านภาษา มนุษยศาสตร์ และการสื่อสารไม่ควรถูกลดทอนเหลือเพียงการแปลคำศัพท์หรือการจดจำหลักไวยากรณ์ เพราะสิ่งที่ AI ทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องคือการประมวลผลภาษา แต่สิ่งที่ยังต้องอาศัยมนุษย์คือการทำความเข้าใจบริบท ความรู้สึก ความขัดแย้ง และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
ดร.ชญาดา ธนวิสุทธิ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า ทักษะทางภาษาในโลกยุคใหม่มีความหมายมากกว่าความสามารถในการแปลถ้อยคำจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่ง
“ภาษาและทักษะการสื่อสารไม่ใช่แค่เรื่องของการแปลคำศัพท์ ซึ่ง AI ทำได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่มันคือศิลปะของการปฏิสัมพันธ์ การเจรจาต่อรอง และการเข้าถึงความรู้สึกของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้คือ Soft Skills ขั้นสูงที่การนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถสอนได้ พื้นที่มหาวิทยาลัยคือสนามซ้อมชั้นดีที่จะหล่อหลอมความฉลาดทางอารมณ์ให้กับเด็กยุคนี้” ดร.ชญาดา กล่าว
บทบาทของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้อยู่เพียงการจัดห้องเรียนหรือถ่ายทอดความรู้ แต่รวมถึงการสร้างพื้นที่ให้ผู้เรียนได้พบกับความแตกต่าง ต้องทำงานร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนกัน ฝึกฟัง เจรจา ประนีประนอม รับผิดชอบ และเรียนรู้ว่าการตัดสินใจของตนส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างไร
เมื่อ Hard Skills บางประเภทสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น Human Skills เช่น การสื่อสาร ความเห็นอกเห็นใจ จริยธรรม การทำงานร่วมกับผู้อื่น และภาวะผู้นำ ยิ่งกลายเป็นทักษะสำคัญที่องค์กรและสังคมต้องการ
ในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ คำตอบที่ถูกอาจยังไม่เพียงพอ
ประเด็นเรื่องบทบาทของมนุษย์ยิ่งชัดเจนขึ้นในวิชาชีพด้านการแพทย์และสุขภาพ แม้ AI จะสามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผลภาพทางการแพทย์ หรือเสนอทางเลือกในการรักษาได้แม่นยำขึ้น แต่การตัดสินใจในสถานการณ์จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อมูลเพียงอย่างเดียว
ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของวิชาชีพแพทย์ยังคงอยู่ที่ความเข้าใจมนุษย์และความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ
“แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในวงการแพทย์และสุขภาพมากขึ้น แต่หัวใจของวิชาชีพยังคงอยู่ที่การตัดสินใจเชิงวิชาชีพ ความเข้าใจมนุษย์ จริยธรรม และความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ต้องได้รับการปลูกฝังผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และการทำงานร่วมกับผู้คนจริง” ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สุวัฒน์ กล่าว
ในสถานการณ์จริง แพทย์ไม่ได้เผชิญเพียงโรคหรือชุดข้อมูล แต่กำลังเผชิญกับมนุษย์ที่มีครอบครัว ความกลัว ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ความเชื่อ และเงื่อนไขชีวิตแตกต่างกัน
AI อาจคำนวณความน่าจะเป็นได้ แต่การสื่อสารข่าวร้าย การตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน หรือการเลือกแนวทางที่เคารพศักดิ์ศรีของผู้ป่วย ยังคงต้องอาศัยวิจารณญาณ จริยธรรม และความเข้าใจมนุษย์
นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถวัดผลผู้เรียนด้วยการจดจำคำตอบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนฝึกใช้ความรู้ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อชีวิตและสังคม
ทุนเดิมของ ABAC ต้องทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมผู้เรียนสู่โลกจริง”
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและตลาดการศึกษา ABAC ยังมีสินทรัพย์หลายด้านที่แพลตฟอร์มออนไลน์หรือสถาบันเกิดใหม่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้น ทั้งความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจ การใช้ภาษาอังกฤษ สภาพแวดล้อมนานาชาติ เครือข่ายพันธมิตร และฐานศิษย์เก่าที่กระจายตัวอยู่ในหลายอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์เหล่านี้ไม่ควรถูกเก็บไว้เป็นเพียง “ของดีในตู้โชว์” ที่มีไว้บอกเล่าความสำเร็จในอดีต แต่ต้องถูกนำมาใช้เป็น “สะพาน” เชื่อมผู้เรียนจากห้องเรียนไปสู่โลกการทำงานจริง
เสาแรกของสะพานคือการเชื่อม ธุรกิจ ภาษาอังกฤษ และสังคมนานาชาติ เข้าด้วยกัน หากมหาวิทยาลัยออกแบบการเรียนรู้อย่างจริงจัง สภาพแวดล้อมที่ผู้เรียนต้องทำงานและแก้ปัญหาร่วมกับเพื่อนต่างวัฒนธรรม จะช่วยพัฒนา Intercultural Competence ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับองค์กรระดับภูมิภาคและระดับโลก
เสาที่สองคือเครือข่ายพันธมิตรและความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งโครงการแลกเปลี่ยน เส้นทางการเรียนแบบ 3+1 โครงการข้ามประเทศ และความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้ต้องถูกเปลี่ยนจากรายชื่อพันธมิตรบนเว็บไซต์ให้กลายเป็นโอกาสที่นักศึกษาเข้าถึงได้จริง ตั้งแต่การฝึกงาน การทำโครงการร่วม การเรียนต่อ ไปจนถึงโอกาสเริ่มต้นอาชีพในต่างประเทศ
เสาที่สามคือเครือข่ายศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยที่เปิดดำเนินการมายาวนานย่อมมีศิษย์เก่ากระจายตัวอยู่ในองค์กรและธุรกิจจำนวนมาก แต่ Alumni Network จะยังเป็นเพียงทุนเชิงสัญลักษณ์ หากศิษย์เก่าปรากฏอยู่เฉพาะในทำเนียบหรือข่าวแสดงความยินดี
โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนเครือข่ายดังกล่าวให้เป็นระบบ Mentor, Internship, Career Referral และ Industry Classroom ที่เชื่อมผู้เรียนเข้ากับโลกการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม
สะพานสู่อนาคตจึงไม่ได้เกิดจากจำนวนสินทรัพย์ที่มหาวิทยาลัยมีอยู่ แต่เกิดจากความสามารถในการเชื่อมสินทรัพย์แต่ละด้านเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเดินข้ามจากความรู้ในห้องเรียนไปสู่ประสบการณ์ โอกาส และอาชีพในโลกจริงได้
จากการแนะนำคณะ สู่การช่วยผู้เรียนออกแบบอนาคต
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของงาน ABAC CONNEXT คือการไม่เริ่มต้นด้วยการบอกว่าสถาบันมีอะไรดี แต่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนเข้ามาค้นหาว่าตนเองสนใจอะไร ถนัดอะไร และเส้นทางการเรียนแบบใดเหมาะสมกับตนเอง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนจากการขายหลักสูตร ไปสู่การช่วยผู้เรียนออกแบบอนาคต เพราะเด็กยุคใหม่ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “มหาวิทยาลัยนี้มีคณะอะไร” แต่เริ่มจากคำถามว่า “ฉันเป็นใคร ฉันอยากทำอะไร และสิ่งที่เรียนจะพาฉันไปไหน”
กิจกรรมอย่าง AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test สามารถทำหน้าที่เป็นประตูแรก ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นความสนใจ ศักยภาพ และแนวโน้มด้านอาชีพของตนเอง แต่ความแตกต่างที่แท้จริงจะเกิดขึ้นในขั้นตอนหลังจากนั้น
มหาวิทยาลัยสามารถออกแบบ Personalized Pathway ให้กับผู้เรียนได้หรือไม่ ผู้เรียนสามารถทดลองเรียนหลายศาสตร์ก่อนตัดสินใจได้มากเพียงใด สามารถเรียนข้ามคณะ สะสม Micro-credentials สร้าง Portfolio หรือเปลี่ยนเส้นทางโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดได้หรือไม่
มหาวิทยาลัยยุคใหม่จึงต้องเปลี่ยนจาก Degree Provider ไปเป็น Career and Opportunity Connector ที่ไม่ได้มอบเพียงวุฒิการศึกษา แต่ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเส้นทาง เชื่อมต่อกับผู้คน และสร้างโอกาสให้กับตนเองได้ตั้งแต่ระหว่างเรียน
ทางออกจากวิกฤตเด็กเกิดน้อย ต้องขยายความหมายของคำว่า “ผู้เรียน”
คำตอบของวิกฤตประชากรไม่ควรมีเพียงการเพิ่มงบโฆษณา เพื่อแข่งขันแย่งนักเรียนมัธยมกลุ่มเดิมให้หนักขึ้น แต่ต้องเริ่มจากการขยายความหมายของตลาดการศึกษาใหม่ทั้งหมด
แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่จะลดลง แต่ความต้องการเรียนรู้ไม่ได้ลดลงตามไปด้วย ในทางตรงกันข้าม AI กำลังทำให้ทักษะมีอายุสั้นลง คนวัยทำงานอาจต้อง Reskill หลายครั้งตลอดชีวิต ผู้บริหารต้องเรียนรู้เทคโนโลยี เจ้าของกิจการต้องปรับโมเดลธุรกิจ และผู้สูงวัยก็ต้องพัฒนาทักษะใหม่เพื่อใช้ชีวิตในสังคมดิจิทัล
สำหรับ ABAC โอกาสดังกล่าวสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนา Lifelong Learning Platform ที่ครอบคลุมผู้เรียนหลายช่วงวัย ตั้งแต่หลักสูตรระยะสั้น 6–12 สัปดาห์ เช่น AI สำหรับผู้บริหาร ภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ การสืบทอดธุรกิจครอบครัว และ Data-driven Decision Making ไปจนถึง Micro-credentials ที่สามารถสะสมเป็น Certificate หรือเทียบโอนเข้าสู่ปริญญาผ่านระบบ Credit Bank
มหาวิทยาลัยยังสามารถพัฒนา Corporate Academy โดยร่วมออกแบบหลักสูตร Reskill กับองค์กรและภาคธุรกิจ ตลอดจนหลักสูตรสำหรับผู้เรียนวัย 50 ปีขึ้นไป เช่น Digital Literacy การใช้ AI อย่างปลอดภัย การวางแผนการเงิน และการเป็นผู้ประกอบการหลังเกษียณ
แนวทางดังกล่าวไม่ใช่เพียงช่องทางหารายได้เพื่อทดแทนนักศึกษาปริญญาตรีที่ลดลง แต่เป็นการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยจากสถานที่ที่คนเข้ามาเรียนเพียงครั้งเดียว ให้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งผู้คนสามารถกลับมาเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต
พารากอนอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
การจัดงาน ABAC CONNEXT 2026 กลางสยามพารากอนเป็นการขยับที่น่าจับตา เพราะสะท้อนว่า ABAC กำลังเปลี่ยนจากสถาบันที่รอให้ครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมชม Campus เป็นแบรนด์ที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของนักเรียนและผู้ปกครอง
ภายในงานจะมีเวที The Future of University Forum เปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้บริหารมหาวิทยาลัยร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความหมายของการเรียนมหาวิทยาลัยในโลกใหม่
ผู้ร่วมเวทีประกอบด้วยผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ อาทิ ปวิณ วรพฤกษ์ Senior Strategic Account Manager, Public Sector, Amazon Web Services ประเทศไทย, ภูรี อัครผลพานิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพาณิชย์ แกร็บ ประเทศไทย และคุณแม่ยุ้ย แม่น้องภู–ธัชชัย และภีม–ธนัช เจ้าของช่อง @phupeemmom พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและผู้บริหารมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถทำกิจกรรม AI Career Match & Entrepreneurial DNA Test เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพ ความถนัด และเส้นทางการศึกษาหรืออาชีพที่เหมาะสม ตลอดจนพูดคุยกับคณาจารย์และทีม Admissions จากทุกคณะ เพื่อรับคำปรึกษาในการวางแผนศึกษาต่อ
อย่างไรก็ตาม การออกมาพบกลุ่มเป้าหมายเพียงหนึ่งครั้งยังไม่เท่ากับ Transformation ทั้งมหาวิทยาลัย คำตอบที่แท้จริงจะปรากฏหลังงานจบลงว่า ABAC สามารถเปลี่ยนผู้เข้าร่วมงานให้เป็นผู้สมัครได้กี่คน เปลี่ยนผู้สมัครเป็นผู้ลงทะเบียนได้มากเพียงใด หลักสูตรมีความยืดหยุ่นขึ้นจริงหรือไม่ และวิธีการประเมินผลได้รับการปรับให้สอดคล้องกับการมาถึงของ AI อย่างไร
ตัวชี้วัดสำคัญยังรวมถึงการที่นักศึกษาได้ทำงานกับโจทย์จริง มีโอกาสฝึกงานและได้รับ Mentorship มากขึ้นหรือไม่ ตลอดจน Short Courses และระบบ Credit Bank สามารถดึงคนวัยทำงานกลับเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ได้จริงเพียงใด
ในช่วง 12–24 เดือนข้างหน้า ตัวชี้วัดของ ABAC จึงไม่ควรมีเพียงยอด Reach จำนวนผู้ร่วมงาน หรือ Engagement บนสื่อสังคมออนไลน์ แต่ควรรวมถึงอัตราตอบรับ Offer อัตราการคงอยู่ของนักศึกษา รายได้จาก Non-degree Programs และจำนวนศิษย์เก่าที่กลับมาเป็น Mentor, Partner หรือประตูสู่อาชีพให้กับนักศึกษารุ่นใหม่
เดิมพันครั้งใหม่ของมหาวิทยาลัย
ภารกิจใหม่ของ ABAC คือการเปลี่ยน Legacy ให้เป็นประสบการณ์ที่ผู้เรียนสัมผัสได้ เปลี่ยนเครือข่ายให้เป็นโอกาส เปลี่ยนความนานาชาติให้เป็นทักษะการทำงานข้ามวัฒนธรรม และเปลี่ยน AI จากเครื่องมือทำการบ้านให้เป็นคู่คิดที่ผู้เรียนรู้จักใช้ ตรวจสอบ และรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนจากสถานที่ที่ผู้คนเข้ามารับปริญญาเพียงครั้งเดียว ให้กลายเป็นพื้นที่ที่คนทุกช่วงวัยสามารถกลับมาเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และออกแบบอนาคตของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
ABAC CONNEXT อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยที่พูดว่า “เรามีอะไร” ไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ถามผู้เรียนว่า “คุณอยากเป็นใคร และเราจะช่วยพาคุณไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร”
แต่คำตอบว่า ABAC สามารถปรับตัวให้ทันโลกใหม่ได้หรือไม่ จะไม่ได้อยู่บนเวทีสยามพารากอนเพียงวันเดียว คำตอบจะอยู่หลังจากไฟภายในงานดับลง อยู่ในหลักสูตรที่เปลี่ยนจริง อยู่ในระบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นขึ้น อยู่ในประสบการณ์ที่ AI ไม่สามารถมอบให้แทนได้ และอยู่ในโอกาสที่ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถนำไปสร้างอนาคตของตนเองได้จริง
เพราะในโลกที่ความรู้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปริญญาอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป แต่มหาวิทยาลัยที่ช่วยให้คนรู้จักตนเอง คิดเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ และเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นโอกาสได้จริง จะยังคงมีคุณค่าเสมอ
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน ABAC CONNEXT 2026 ได้ในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00–20.00 น. ณ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ฟรี และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมผ่าน Facebook: Assumption University of Thailand หรือโทรศัพท์ 02-783-2222 ต่อ 3587











