Skip links

Latest

อะจ๊ะเอ๋! ตัวเอง… ทำไมนะ เจ้านกน้อยทวีตตี้ ถึงไปโผล่ใน MV “ไอยู” ?!

ทวีตตี้ – นกน้อยตัวเหลือง จาก Looney Tunes แอนิเมชันซีรีส์วัยเด็กของใครหลายคนที่คอยเรียกเสียงฮาจากผู้ชมด้วยพฤติกรรมแปลกๆ มาแล้วเกือบ90ปี ตั้งแต่ช่วงยุคทองของแอนิเมชันอเมริกาที่ฝากตัวละครต่างๆ ไว้ให้เรามากมาย   เนื่องจาก สตูดิโอวอลต์ ดิสนีย์ ปฏิวัติวงการแอนิเมชันด้วยการใช้ “เทคนิคภาพเคลื่อนไหวและเสียง” ในแอนิเมชัน “มิกกี้ เมาส์” เรื่อง “Steamboat Willie” ตามมาด้วยการใช้”เทคนิคภาพสี”ในเรื่อง “Flowers and Trees” ทำให้วงการแอนิเมชันแตกต่างจากยุคก่อนหน้าที่เคยเป็นหนังเงียบภาพขาวดำ   ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สตูดิโอวอเนอร์ บราเธอส์ จึงเริ่มเดินเกมเปิดประเดิมสตูดิโอด้วยการผลิตแอนิเมชันตอนสั้นเรื่อง Looney Tunes ให้กำเนิดเจ้ากระต่าย บักส์ บันนี่ ก่อนจะตามมาด้วยตัวละครที่เรารู้จักต่างๆ ตามมา   ทวีตตี้เข้ามายังซีรีส์นี้ในปี 1942 ภายใต้เรื่อง A Tale of Two Kitties ซึ่งในตอนแรกทางสตูดิโอ วางให้ทวีตตี้เป็นลูกนกป่าทั่วไป ตัวเปลือยสีมชมพูและมีนิสัยก้าวร้าว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นนกน้อยน่ารักสีเหลืองสด ดวงตาเรียวยาวสีฟ้า ในปี 1946 ภายใต้เรื่อง Tweety and the cat (ซึ่งคือเจ้าแมวซิลเวสเตอร์ในเวลาต่อมา) อีกทั้ง ในตอนแรกของการปรากฏตัว ทวีตตี้ ยังเคยถูกวางให้เป็น ตัวผู้ ก่อนเพศของทวีตตี้จะคลุมเคลือมากขึ้นในตอนต่อๆ มา   หนึ่งปีให้หลังการเปลี่ยนแปลง ทวีตตี้ในแอนิเมชันซีรีส์ชุด “Tweetie Pie” ก็ได้รับรางวัลออสการ์ในสาขาเรื่องสั้นยอดเยี่ยม (การ์ตูน) เป็นครั้งแรก โดยชื่อ ทวีตตี้ มาจากการเล่นคำกับคำว่า “สวีทตี้ (sweetie)” และ “ทวีต (tweet)” ซึ่งเป็นเสียงนกร้องในภาษาอังกฤษ ประกอบกับผู้พากษ์เสียงคนแรก “Mel Blanc” ยังชอบพากษ์ให้ตัวละครต่างๆ ออกเสียงไม่ชัด ทำให้ทวีตตี้กลายเป็นนกเสียงแหลมที่ไม่สามารถออกเสียงตัว /s/, /k/ และ /g/ แต่จะออกเสียงเป็นตัว /t/, /d/ และ /θ/ (คล้ายๆ

The Guitar Mag Awards 2024 งานประกาศรางวัลแห่งปี สำหรับคนวงการดนตรีตัวจริง

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับงานประกาศรางวัลทางดนตรีที่ขึ้นชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองไทย “THE GUITAR MAG AWARDS 2024” ที่ปีนี้จัดภายใต้ธีม “MUSIC MOUNAMENT : อนุสาวรีย์แห่งเสียงเพลง” เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ณ TRUE ICON HALL ชั้น 7 @ ICONSIAM โดยปีนี้เป็นปีที่ 13 ของ “THE GUITAR MAG AWARDS” ที่ได้จัดงานประกาศรางวัลมอบให้แก่ศิลปินในวงการดนตรีที่สร้างสรรค์งานคุณภาพสู่อุตสาหกรรมดนตรีไทยในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งภายในงานได้รวบรวมคนวงการดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเอาไว้อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ไม่ว่าจะเป็นศิลปินรุ่นใหม่ไปจนถึงรุ่นใหญ่ ในหลากหลายประเภทแนวดนตรี ซึ่งในปีนี้ “THE GUITAR MAG AWARDS 2024” มีการมอบทั้งหมด 18 รางวัล ประกอบไปด้วย Lifetime Achievement รางวัลพิเศษ ได้แก่ เสกสรรค์ ศุขพิมาย และ วง LOSO      2 . Recording Best Recording Of The Year ได้แก่ อัลบั้ม MOOD3 ศิลปิน VARITDA สังกัด Melodic Corner      3 . The Guitar Man Of The Year ได้แก่ เทพวิพัฒน์ ประชุมชนเจริญ จากเพลง Chalawan Funk ศิลปิน H3F      4 . Best Producer Of The Year ได้แก่

10 เมษานี้ มาดู Netflix ‘ธี่’ ห้องเรามั้ย

จากเรื่องเล่าเรื่องจริงของคุณแม่ สู่ กระทู้เด็ด Pantip ในตำนาน ก่อนจะกลายเป็น หนังสือนิยายสุดลี้ลับ ที่ถูกนำมาเล่าขานต่ออีกครั้งในรายการเล่าเรื่องผีสุดฮิตในไทย The Ghost Radio แปรเปลี่ยนเป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็น ภาพยนตร์ ในที่สุด แค่เส้นของทางกว่าจะมาเป็นภาพยนตร์ของ “ธี่หยด” ก็สามารถการันตีความหลอนและความสนุกที่อยู่มาทุกยุค ทุกสมัย ทุกแพลตฟอร์มเท่าที่เรื่องเล่าหนึ่งจะมีได้เป็นอย่างดี ทำให้เมื่อเรื่องนี้ถูกหยิบมาทำเป็นหนังสามารถกวาดรายได้ทั้งในและนอกประเทศไปกว่า 600 ล้านบาท “ธี่หยด”  เป็นเรื่องราวสุดระทึกขวัญของครอบครัวต่างจังหวัดธรรมดาๆ ที่เริ่มไม่ธรรมดา เมื่อ “แย้ม” ลูกสาวคนกลางที่แสนน่ารักอ่อนหวานเริ่มมีอาการแปลกไป คล้ายว่าถูกผีร้ายเข้าสิง ทุกคนในครอบครัวจึงต้องหาทางช่วยเพื่อพา “แย้ม” คนเดิมกลับมา    ทว่า “นี่ไม่ใช่แค่หนังผีธรรมดา” แต่ นี่ยังเป็นหนังแอ็คชันจัดเต็มระหว่าง “คนvsผี” ซึ่งเป็นสิ่งที่เหล่าคนดูหนังผีอย่างเราอยากเห็นมาตลอด เพราะ ผีส่วนใหญ่ในหนังมักจะมาในรูปแบบหลอกหลอนเอาชีวิตคน แต่ครั้งนี้ถึงคราวของคนอยากไล่ต้อนเอาชีวิตผีบ้าง เมื่อทั้งหมอคน ทั้งหมอผีไม่สามารถกำจัดผีร้ายตัวนี้ไปได้ จึงต้องถึงมือลุงยักษ์ – พี่ชายคนโตตัวเปิดประจำตี้ที่หอบหิ้วปืนลูกซองคู่ใจไปไล่ยิงแสกหน้าผีกันทั้งเรื่องแบบไม่เว้นให้ได้พัก ความสนุกของหนังยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะ อีกหนึ่งความพิเศษของหนัง คือ การที่เราจะได้ยินเสียงสวดคำว่า ธี่หยด ในเวอร์ชันผู้หญิงกันจริงๆ ซึ่งแค่นี้ก็ว่าหลอนหูแล้ว แต่ตัวหนังยังเพิ่มบรรยากาศขนลุกให้มากขึ้นด้วยเพลง “โปรดเถิดดวงใจ” ของ ทูล ทองใจ เพลงลูกกรุงสุดหวาน ที่จะเปิดประสบการณ์ทำให้เราฟังเพลงนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป   ใครที่ยังไม่เคยดูบอกเลยว่านี่เป็นหนังผีไทยอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด ส่วนใครที่เคยดูแล้ว ก็ควรดูซ้ำ เพื่อย้อนภาพความหลอนต้อนรับวันหยุดยาวสงกรานต์ พร้อมเตรียมตัวรอรับภาคต่อสุดมันส์ของ “ลุงยักษ์” ในธี่หยด 2 การมาเยือนถิ่น Netflix ในครั้งนี้ของ ธี่หยด จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะสามารถดังก้องกังวาลจนสร้างปรากฏการณ์ไปทั่ว “โลก” เหมือนที่ครั้งหนึ่ง Hunger คนหิว เกมกระหาย เคยขึ้นแท่นภาพยนตร์ติดอันดับ 1 ของโลก มาแล้วได้หรือไม่ หรือพอจะมีลุ้นมั้ยว่า วิญญาณร้ายตนนี้จะมีกำลังพอที่จะพาภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อไทยให้ออกไปเป็นที่รู้จักมากขึ้นได้บ้างมั้ย? ก็คงต้องรอดูกันต่อไป  

ศึกมหาเวทย์ มวยไทย X ไสยศาสตร์ “ปู่มหามุนี VS อาจารย์ยอด”

มวยหยุดโลกของแทร่! สำหรับศึกมหาเวทย์ระหว่าง ปู่มหามุนี VS อาจารย์ยอด ที่ขึ้นชกกันเมื่อวันที่ 11 มี.ค. 67 ในศึกไฟต์คลับปทุมธานี ณ เทศกาลบอลลูน love นวนครเฟสติวัล 2024 เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของงานที่หลายคนรอคอย ภายใต้กติกาที่มีเพียงข้อเดียวคือ “ห้ามปล่อยควายธนูมาสู้แทน”   โดยทางเพจผู้จัดงาน FIGHTCLUB THAILAND ได้เผยแพร่การชกระหว่าง นายชัยรัตน์ ยอดพรม หรืออดีต “ปู่มหามุนี” ฤาษีชื่อดังวัย 44 ปี ขึ้นชกกับ “อาจารย์ยอด” วัย 41 ปี โดยทั้งคู่แม้จะมีส่วนสูงเท่ากัน แต่ทางด้าน “อาจารย์ยอด” เหนือกว่าด้วยน้ำหนักตัวที่มากกว่าราวๆ 4 กิโลกรัม จึงทำให้ “ปู่มหามุนี” โดนบรรเลงเพลงมวยไปแบบครบชุด ทั้งหมัด-เท้า-เข่า-ศอก จนพ่ายแพ้ไปแบบไม่ครบยก แต่ทว่าก็ได้ใจแฟนๆ ที่เอาใจช่วยด้วยเสียงเชียร์อันล้นหลาม รวมถึงแฟนๆ ในออนไลน์ที่แห่คอมเมนต์ชื่นชมหัวใจของปู่มหามุนี อาทิ “ปู่แบกน้ำหนักเยอะเกิน แต่หัวใจใหญ่กว่าตับ ” “หุ่นต่างกันเยอะ นับถือใจปู่เลยครับ” “แบกน้ำหนักเกินหัวหน้า” “แพ้ไม่เป็นไร แค่ใจสู้ก็พอ แค่รูปร่างก็เป็นรองแล้ว ถือว่าได้สู้”   แมตช์นี้เรียกได้ว่าเป็นการนำ Soft Power อันโดดเด่นของประเทศไทยมาผสมผสานกัน ทั้งเรื่องไสยศาสตร์ หรือ “มูเตลู” และเรื่องศิลปะการต่อสู้ หรือ “Fight” ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5F ที่รัฐบาลมุ่งมั่นผลักดัน อาจจะดูแปลกตาและไม่เหมือนใคร แต่คงต้องกล่าวว่า นี่แหละคือ Thailand Only แบบของแทร่  

‘ผ้าขาวม้า’ ไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นวิถีชีวิต

ในเมื่อใส่มาติดๆ กันหลายวันขนาดนี้แล้ว ก็คงต้องพูดถึงกันเสียหน่อย สำหรับ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมต. คลัง ที่ขณะนี้ทำงานเดินสายพบปะต่างชาติเพื่อหาโอกาสให้ประเทศไทย ตามสไตล์  ‘นายกเซลส์แมน’   พร้อมด้วย  “ผ้าขาวม้า”  ที่พกติดตัวไปโชว์ให้ชาวโลกได้เห็นถึงงานฝีมือคนไทย  และขณะเดียวกันก็เป็นการโปรโมต Soft Power ไทยไปพร้อมๆ กัน   ทั้งนี้ “ผ้าขาวม้า” นับว่าเป็นอาภรณ์ประจำกายของคนไทยหลายหมู่เหล่ามายาวนาน ทั้งยังถูกใช้ในหลากหลายบริบท อาทิ ใช้พันคอ เช็ดเหงื่อ คาดเอว ปูนั่ง อาบน้ำ ฯลฯ รวมถึงในปัจจุบันนี้ ก็มีใยผ้าให้เลือกมากขึ้นตามประเภทที่ใช้ ด้วยเหตุนี้ ผ้าขาวม้าจึงเรียกได้ว่าเป็น  ‘ผืนผ้าอเนกประสงค์’  ซึ่งเกิดขึ้นมาจากวิถีชีวิตของคนไทยโดยแท้  เนื่องเพราะคนไทยอาศัยอยู่ในภูมิประเทศเขตร้อน และหากย้อนกลับไปตามวิถีดั้งเดิม กิจกรรมต่างๆ ก็มักจะทำกันกลางแจ้ง  เช่น ทำไร่ ไถนา ทอดผ้าป่า งานบวช งานวัด ฯลฯ ฉะนั้นแล้ว ผืนผ้าอเนกประสงค์ที่บางเบา ซับเหงื่อได้ดี และพกพาสะดวก จึงเป็นไอเทมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยมาแต่เดิม ยิ่งไปกว่านั้น ในหลายพื้นที่ยังมีธรรมเนียม “ผูกผ้าขาวม้า” ให้แขกเหรื่อผู้มาเยือน อันเป็นการแสดงถึงการผูกไมตรีจิตอย่างอบอุ่น และสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันไปในตัว   แต่หากจะกล่าวกันด้วยเรื่องของการเมือง จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เรามักจะเห็นนักการเมืองคาดผ้าขาวม้า ลงพื้นที่พบปะหาเสียงกับพ่อแม่พี่น้อง  ซึ่งในแง่หนึ่ง  ก็เป็นการช่วยลดความรู้สึกอันสูงส่งทรงเกียรติของนักการเมือง ให้ลงมาใกล้ชิด และสร้างความรู้สึก ‘เป็นพวกเดียวกันกับประชาชนมากขึ้น’ นักการเมืองหลายคนจึงเลือกใช้ผ้าขาวม้าด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้ กระนั้นก็ตาม นายกฯ คนที่ 30  แห่งราชอาณาจักรไทยมองการณ์ไกลกว่านั้น เพราะการหยิบผ้าขาวม้ามาประดับกาย จนแทบจะเป็นของติดตัวไปแล้ว ณ ช่วงนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจผ้าขาวม้า ซึ่งนับว่าเป็นวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ที่ดี   แต่ก็มิวาย ทำให้เกิดคำถามว่า การที่  ‘เซลส์แมนนิด’  นำผ้าขาวม้า ไปอวดโฉมต่อต่างชาติ  โดยเฉพาะยิ่ง ในประเทศเขตหนาวแล้วนั้น  จะมีประสิทธิภาพ / ประสิทธิผลเพียงใด? เนื่องจากภูมิอากาศที่ต่างจากบ้านเรา ซึ่งก็หมายถึงวิถีชีวิตที่ต่างจากบ้านเรา ในเขตเมืองหนาว เขาก็ต้องการผ้าผืนหนา แล้วทีนี้ ผ้าผืนบางลายตารางสีสวยจะเป็นที่ต้องการของต่างชาติได้จริงหรือ?

Oppenheimer คว้า 7 รางวัล สรุปผลออสการ์ ในงาน Academy Awards ครั้งที่ 96

จบลงแล้วกับการประกาศรางวัลออสการ์ หรืองาน Academy Awards ครั้งที่ 96 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสรุปผลปิดฉากหนังประจำปี 2023 ได้อย่างดีเยี่ยมแบบไม่ค้านสายตา จนแทบจะไม่ต้องลุ้น เพราะแต่ละเรื่องที่ได้รับรางวัล ถือว่าสมมงกันสุดๆ แม้บางเรื่องจะได้รับกระแสตอบรับและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนักตลอดการฉายว่า “ดูยาก” อย่าง Oppenheimer, The Boy and the Heron แต่ก็ยังคงคว้ารางวัลกันไปตามสไตล์หนังรางวัล ปีนี้ Oppenheimer กวาดรางวัลออสการ์ไปถึง 7 รางวัล ซึ่งถือว่าเป็นหนังที่ได้รับรางวัลมากที่สุด ตามมาติดๆ ด้วย Poor Things ที่คว้าไปถึง 4 รางวัล รวมถึง หนังที่หลายคนจับตามองอย่าง Anatomy of a Fall, The Zone of Interest, ก็ถือรางวัลกลับบ้านติดไม้ติดมือไปกันคนละหนึ่งรางวัล   ใครคว้ารางวัลไหนบ้างไปดูกันเลยยย … รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (Best Picture) Oppenheimer   รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม (Best Director) คริสโตเฟอร์ โนแลน จาก Oppenheimer   รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม (Best Actor) คิลเลียน เมอร์ฟีย์ จาก Oppenheimer   รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยม (Best Actress) เอ็มมา สโตน จาก Poor Things   รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Best Supporting Actor) โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ จาก Oppenheimer   รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Best Supporting Actress) เดไวน์ จอย แรนดอล์ฟ จาก The Holdovers  

มหาศึกรถชนรถ ลดจริงไม่จกตา หั่นราคาสู้ EV

“MAZDA SUPER OFFER – ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท! “ “ซูซูกิ เซียส ลดเลยทันทีคันละ 1.5 แสนบาท ส่วนซูซูกิ เอ็กซ์แอล 7 ลดอีก 8 หมื่นบาท แถมขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 90 เดือน ! “ ฯลฯ ข้อเสนอล่อตาล่อใจเงินโบนัสต้นปี 2567 ของบรรดารถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ประกาศโปรโมชันลด-แลก-แจก-แถมกันแบบรัวๆ ทำเอาผู้คนเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศ “แปลกๆ” ในวงการรถยนต์ เพราะถ้าจะบอกว่าข้อเสนอเหล่านี้เป็น “ของขวัญ (?)” ที่แต่ละแบรนด์ต่างต้องการมอบให้ลูกค้าด้วยใจ หรือเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับงานมอเตอร์โชว์ 2024 ที่กำลังจะถึง ในวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ก็ดูจะเป็นของขวัญที่มากเกินไปหน่อยหรือเปล่า…   จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ อาจจะต้องย้อนไปในช่วงปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายกลุ่มรถยนต์ญี่ปุ่นชื่อดังในไทย ทั้ง มาสด้า นิสสัน ซูซูกิ เริ่มพากันติดลบเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปล่อยไฟแนนซ์ ประกอบกับอีกหนึ่งปัจจัยหลัก นั่นคือ การเข้ามารุกรานตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV โดยเฉพาะจาก จีน ทำให้รถน้ำมันสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มเป็นที่นิยมน้อยลง รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์ต่างๆ จึงเริ่มหันมากระหน่ำลดราคา แจกสิทธิพิเศษ แถมฟังก์ชันใหม่ในตัวรถกันแบบไม่ยั้ง เพื่อกู้ยอดขายกลับคืนมา แม้จะทำให้กำไรต่อคันที่ได้จากการขายรถลดน้อยลง แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำสำหรับการรักษาฐานการผลิตและกลุ่มธุรกิจการค้าในไทยให้คงอยู่ต่อไป เนื่องด้วย กระแส “รักษ์โลก” ทำให้รถ EV ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในไทยที่ต้องประสบกับปัญหาฝุ่นควันและมลพิษ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากการใช้รถใช้ถนน แถมด้วยค่าน้ำมันที่มีแต่ข่าวว่าจะเพิ่มและไม่มีวันลด ทำให้รถ EV เริ่มเข้ามามีผลต่อหัวใจและกระเป๋าตังค์ของเรามากขึ้น ประกอบกับ ในปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลไทยเริ่มให้การสนับสนุนการนำเข้ารถ EV มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้มาตราการสนับสนุน EV3.0 ที่มุ่งปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต แถมพ่วงด้วยเงินอุดหนุนตามราคาและขนาดแบตเตอรี่อีก

“หอแต๋วแตก” สุดยอดภาพยนตร์จดหมายเหตุที่ไม่เหมือนใคร (และไม่มีใครกล้าเหมือน!)

เป็นไวรัลอีกแล้วววว  สำหรับภาพยนตร์เรื่อง   “หอแต๋วแตก”  ของผู้กำกับมือถึงไม่ต้องพึ่งบทอย่าง   “พชร์ อานนท์”   ที่เดิมที เหมือนจะปิดกล้องไปแล้วสำหรับ “หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด” ภาพยนตร์ในซีรีส์หอแต๋วแตกที่  “พี่พชร์” ประกาศว่าจะเป็นภาคสุดท้าย (The Finale) ในวาระครบรอบ 17 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวภาคแรก แต่มิวาย เมื่อมีกระแส “วันกะเทยผ่านศึก” อันเป็นวันประกาศศักดาของกะเทยไทย เช่นนั้นเอง ผู้กำกับระดับขุ่นแม่อย่างพี่พชร์ก็ไม่นิ่งดูดาย รีบโพสต์ประกาศหานักแสดง และหยิบกล้องยกกองไปถ่ายทำเพื่อเพิ่มซีนดังกล่าวเข้าไปในหนังกันแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า คือพึ่งเป็นข่าวไปได้ไม่ทันไร รุ่งขึ้นแกก็โพสต์หานักแสดง และวันต่อมาก็ยกพลไปถ่ายทำ พออีกวันบอกตัดต่อเสร็จสรรพ พร้อมส่งให้กองเซ็นเซอร์ตรวจทานแล้วด้วย อย่างไรก็ดี “พี่พชร์” ได้ชี้แจงว่า ในการถ่ายทำ ตนระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่ได้สนับสนุนความรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เตรียมพบฉาก “สุขุมวิท 11” ได้ในวันที่ 14 มี.ค. ที่จะถึงนี้ในโรงภาพยนตร์ได้เลย   งานโปรดักชั่นที่เร็ว..แรง..ทะลุนรก ยิ่งกว่าหนัง The Fast ทุกภาคมารวมกันแบบนี้ คงไม่มีใครทำได้หรือกล้าทำ ถ้าไม่ใช่ “พชร์ อานนท์” นับว่าเป็นการทำงานที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยเลยก็ว่าได้ กระนั้นก็ตาม แฟนๆ ภาพยนตร์บางท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำงานที่เน้นความฉับไว แต่ไร้คุณภาพหรือไม่? สำหรับประเด็นนี้ ผู้กำกับอดีตนักปั้นมือทองได้กล่าวอีกว่า “หนังเราไม่สุกเอาเผากินแน่นอน อย่างน้อยโปรดักขั่นหนังเราก็ไม่แพ้ใครอยู่แล้ว การใช้เวลาในการทำงานมันไม่ได้อยู่กับจำนวนวันที่ทำ แต่มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมและมีความชำนาญแค่ไหนต่างหาก” “บอกตรงนี้ว่า หอแต๋วแตกภาคนี้ไม่มีคำว่าเละ ถึงจะมีฉากสุขุมวิท 11 อยู่ด้วยก็ตาม อย่าดูถูกคนทำหนัง 32 ปี”   การหยิบยกไวรัลที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นองค์ประกอบในหนัง ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ตามแบบฉบับ “พชร์ อานนท์” ทั้งไวรัลในไทยหรือต่างชาติ และที่สำคัญ “หอแต๋วแตก” เรียกว่าเป็นหนังที่ถูกจริตคนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่อยู่มาได้ถึง 17 ปี  และหากลองคิดๆ ดู ถ้าปิดตำนาน “หอแต๋วแตก” ไปแล้ว จะมีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนกล้าทำแบบนี้อีกบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์อยู่บ้างเป็นธรรมดา ทว่าแต่ละมุขก็เป็น “มีมระดับตำนาน” มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น “หล่อนมีพิรุธอีกแล้วนะ”

สมมตินะครับสมมติ สมมติถ้าถนนพระราม 2 สร้างเสร็จ คุณครูจะดีใจมั้ยครับ

หลานเอ้ย เคยได้ยินเรื่องของถนนที่สร้างไม่มีวันเสร็จมั้ย… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีถนนเส้นหนึ่งชื่อว่า พระรามสอง ฉายาถนนเจ็ดชั่วโคตรในตำนานที่สร้างมานานกว่า 50 ปี จนมีอายุพอๆ กับลุงคนหนึ่งที่รู้สึกเหมือนสนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน คอยสร้างมีม สร้างเรื่องราวให้เป็นที่เล่าขานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จนทำให้ The Attraction ตั้งคำถามว่า ถ้าลุงถนนพระรามสอง สร้างเสร็จล่ะ จะเป็นยังไง   เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็น “อะไรแปลกๆ” หรือเปล่า แม้ข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนจะเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่อุบัติเหตุประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากท้องถนนทั่วไป คือ ข่าวอุบัติเหตุจากวัสดุก่อสร้างแถวพื้นที่ก่อสร้างทางยกระดับมอเตอร์เวย์ เอ็ม 82 ซึ่งมีให้ได้เห็นได้ยินเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเหล็กก่อสร้างหล่นทับคนงาน หรือหล่นทะลุรถ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย อุบัติเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุสลิงรถเครนยกกระเช้าคนงานขาด ทำให้กระเช้าตกลงมาด้านล่าง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพและมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย บริเวณปากซอยพระรามสอง 72 ถนนพระรามสองขาเข้า แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ทางภาครัฐมีมาตรการดำเนินการก่อสร้างในช่วงเวลากลางคืนแทน แต่นั่นก็ไม่อาจเรียกความเชื่อใจจากประชาชนให้กลับคืนมาได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะหลังมานี้ ทุกครั้งที่ขับรถผ่าน หลายคนต้องเคยแอบเงยหน้ามองข้างบนว่า ตัวเองจะเป็นผู้โชคร้าย ลุ้นรับวัตถุปริศนาที่หล่นลงมาจากฟ้าหรือไม่ ถ้าภายในปี 68 การก่อสร้างทางยกระดับมอเตอร์เวย์ เอ็ม 82 แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เราก็อาจจะไม่ต้องรีบขับผ่านถนนเส้นนี้ แล้วเปลี่ยนเป็นขับรถชมวิวย่านพระรามสองจากที่สูงกันแบบสบายใจแทนมากขึ้นก็เป็นได้ (แต่พื้นถนนจะยุบหรือไม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องกังวลกันต่อไป)    ขอเวลาคืนมาได้ไหม จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น เนื่องจากถนนพระรามสองเป็นถนนหลักสำหรับขาเข้า-ออกกรุงเทพ ทำให้ปัจจุบันมีการจราจรหนาแน่นถึง 200,000 คัน/วัน ทำให้เกิดปัญหารถติดอยู่บ่อยครั้ง เราจึงต้องใช้เวลาในการเดินทางนานมากขึ้น อีกทั้งยังต้องทนปวดคอปวดหลัง และควักเงินจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีรายได้เท่าเดิม ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้กัดกินเวลาชีวิต ทำให้เรามีเวลาทำงานหรือเที่ยวน้อยลง ส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจที่สูญเสียไปและไม่มีวันได้กลับมาจำนวนมาก หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่เราต้องติดอยู่บนถนนเส้นนี้ ดังนั้น หากพระรามสองสร้างเสร็จ อย่างน้อยเราก็น่าจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้เที่ยวทะเล หรือช็อปปิงที่เซ็นทรัล พระราม 2 เพิ่มขึ้นสัก1-2 ชั่วโมง   พร้อมสูดอากาศดีให้ชุ่มปอด  มากไปกว่านั้น

เมืองไทยแดนสวรรค์ ที่เงินเท่านั้น knock everything

10 วันวิปโยค คนไทยโศกทั่วหล้าระกำใจ หมอโดนเตะ, กะเทยถูกรุมอัด, หญิงโดนรัวหมัดชุดใหญ่ 3 เหตุการณ์สลดใจ เกิดขึ้นภายใน 10 วัน   ช่วงระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นมีนาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงสิบวันที่มีข่าวคนไทยถูกชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บหนักติดต่อกันถึงสามเหตุการณ์ ประกอบไปด้วย เหตุการณ์แรก วันที่ 24 ก.พ. 67 แพทย์หญิงชาวไทยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ชาวต่างชาติ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ที่ชายหาดจังหวัดภูเก็ต เหตุการณ์ที่สอง คืนวันที่ 3 มี.ค. 67 กะเทยไทยย่านสุขุมวิทถูกกะเทยฟิลิปปินส์รุมสกรัม และหมิ่นแคลน ทำให้คืนต่อมา จึงเกิดการชำระแค้นในวันกะเทยผ่านศึก เหตุการณ์ที่สาม วันที่ 5 มี.ค. 67 สภ.เมืองตรัง รับแจ้งเหตุชายชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายผู้หญิงไทยจนอ่วม กลางห้างสรรพสินค้า   เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในช่วงวันเวลาไล่เลี่ยกัน มิวายทำให้คนไทยผู้ขึ้นชื่อเรื่องขุดคุ้ย ย่อมสืบสาวราวเรื่อง และค้นประวัติต่างชาติผู้ก่อเหตุแต่ละราย และเมื่อนั้นเอง จึงเป็นดั่งสำนวน “น้ำลดตอผุด” เนื่องเพราะทุกรายนามที่ทุกถูกสืบเสาะ ล้วนมีประวัติด่างพร้อยเรื่องการได้รับอภิสิทธิ์โดยมิชอบทั้งสิ้น มิหนำซ้ำ บางรายยังโชว์กร่างไม่ยอมนอบน้อมต่อกฎหมาย ทั้งยังคุยโวถึงบารมีเงินและเส้นสายที่กว้างขวางใหญ่โต แต่หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความไม่เท่าเทียมของกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำของกระบวนการยุติธรรมไทย เหล่านี้เป็นปัญหาคาราคาซังที่ยังแก้ไม่ตกเสียที ที่ผ่านมา จึงมีกรณีชาวต่างชาติหนีคดีและมาซุกตัวอยู่ในเมืองไทย บ้างก็ลักลอบค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด ของผิดกฎหมาย หรือไม่ก็ประกอบธุรกิจสีเทาผ่านนอมินีคนไทย ทั้งแบบโจ่งแจ้ง และแบบเงามืด เรื่องนี้จึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทย หากแต่เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างดาษดื่น ทว่าในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับชาวต่างชาติที่อยากจะมาพักผ่อนหย่อนใจ ทำกิจกรรม ชมแหล่งธรรมชาติ ฯลฯ แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีจำนวนไม่น้อยที่หวังเข้ามาพึ่งความหย่อนยานทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และทางส่วนตัว   อนี่ง ประเทศไทยมีธรรมชาติและวัฒนธรรมอันสวยงามที่สามารถดึงดูดชาวต่างชาติได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ความไร้ประสิทธิภาพทางกฎหมายก็อาจจะเป็นหนึ่งใน soft power ของเราที่ทำให้ชาวต่างชาติหลงใหลในประเทศไทยเช่นกันหรือเปล่า? ลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ทั้งสองแบบนี้ แบบไหนเยอะ / น้อย กว่ากัน? และคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่? ลองคอมเม้นกันได้ที่ด้านล่างเลย