Skip links

Global Attraction

เตรียมเดรส ออกไปแดร็ก! Drag Bangkok Festival 2024

“Drag Bangkok Festival 2024” ครั้งแรกในไทยและเอเชียกับการรวมตัวศิลปิน Drag กว่า 500 ชีวิตจากทั่วทุกมุมโลก มาร่วมกันเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลาย บนลานพาร์ค พารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน ระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2567 พร้อม เดินขบวนไปกับ Bangkok Pride Festival 2024 ในธีม “I’ve got the power” ในวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2567 ด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนของ Yellow Channel ร่วมกับ Bangkok Pride และ ONESIAM (สยามพารากอน, สยามเซ็นเตอร์, สยามดิสคัฟเวอรี่)   แดร็ก (Drag) – อีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สร้างชื่อเสียงให้ไทยกลายเป็นดินแดนแห่ง LGBTQIA+ เปิดกว้างให้ทุกคนนำเสนอตัวตนผ่านร่างกาย ด้วยศิลปะที่หลากหลาย ทั้งแต่งหน้า ทำผม ทำชุด เต้น ออกแบบโชว์ ลิปซิงก์และร้องเพลงตามที่ต้องการ แต่การเป็นแดร็กไม่ใช่เรื่องง่าย แค่แต่งตัวและลิปซิงก์ ตามสื่อโซเชียลมีเดียเราจะเริ่มเห็นศิลปินแดร็กที่สอนแต่งหน้า เปิดเบื้องหลังการทำชุดออกแบบโชว์ พาไปเดินซื้อผ้า ตัดชุด ทำวิกที่สำเพ็ง เราต้องหยุดดูและทึ่งกับการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินแดร็กไทยทุกครั้ง   ในปัจจุบัน ชุมชนแดร็กไทยเป็นที่รู้จักและเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะ นอกจากแดร็กจะเป็นกระบอกเสียงให้กับชุมชน LGBTQIA+ ในไทยแล้ว แดร็กยังเป็นศิลปินอีกหนึ่งกลุ่มที่ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับตัวเองและผู้คนในวงการ รวมถึง แบรนด์ ร้านค้า หรือหน่วยงานและองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเริ่มหันมาทำงานร่วมกับศิลปินแดร็กเพิ่มขึ้น แดร็กจึงเป็นนักสร้างสรรค์อีกหนึ่งกลุ่มที่มีศักยภาพ ทั้งในด้านต่อยอดเศรษฐกิจ ศิลปะและวัฒนธรรมไทยที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีพลังดึงดูดผู้คนทั่วโลกให้หันมาสนใจไทยในฐานะแลนด์มาร์ก LGBTQIA+ ได้อย่างแน่นอน  

4 พฤษภา Star Wars Day May the 4th Be With You

หากใครเป็นแฟนตัวยงของภาพยนต์ไซไฟระดับบรมครูอย่าง “Star wars” คงเป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ ‘4 พฤษภาคม’ ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวัน “Star wars Day” ที่เหล่าผู้เลื่อมใสภาพยนต์ไซไฟชุดนี้จะร่วมกันจัดปาร์ตี้ ทำกิจกรรมเกี่ยวกับ Star wars อยู่ทุกปี โดยจุดเริ่มต้นของ “Star wars Day” นั้นมาจากวรรคทองในมหาสงครามจักรวาลที่ตัวละครในเรื่องจะกล่าวว่า “May the force be with you” หรือ “ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน” อันเป็นอมตะพจน์ที่จดจำของมหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งมีความหมายคือการอวยพร และด้วยความที่คำว่า “May” และ “Force” ในวลีดังกล่าว พ้องเสียงกับคำว่า “May” ที่หมายถึงเดือนพฤษภาคม และ “Fourth” ที่หมายถึงอันดับ 4 จึงทำให้เกิดการแปลงวรรคทองข้างต้นให้เป็น “May the Fourth be with you”   ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หลักฐานที่มีการบันทึกว่าสำนวนดัดแปลงนี้ถูกใช้ในทางสาธารณะเป็นครั้งแรกจะเกิดขึ้นหลังจากที่ “Margaret Thatcher” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักรชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1979 โดยทางพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอได้ลงโฆษณาในหน้าหลักของหนังสือพิมพ์ “London Evening News” เพื่อเป็นการฉลองชัย และแสดงความยินดีด้วยประโยค “May the Fourth Be With You, Maggie. Congratulations!” (โดยมีบางสื่ออ้างว่า ขณะนั้นกองถ่าย Star wars ของ George Lucas กำลังถ่ายทำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักพิมพ์ดังกล่าวด้วย อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าอะนะ) หลังจากนั้นสำนวนดัดแปลงนี้ก็ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อาทิเช่น แอนิเมชั่นเรื่อง Count Duckula ก็นำประโยคนี้ไปเล่นเมื่อปี ค.ศ.1988 หรือแม้แต่การประชุมสภาของรัฐสภาอังกฤษ สมาชิกจากพรรคแรงงานอย่าง Harry M. Cohen ก็เคยหยิบยกประโยคนี้มีใช้ประกอบการอภิปรายเรื่องความมั่นคงในรัฐสภามาแล้วในปี ค.ศ.1994 กระทั่ง Boris Johnson ก็เคยใช้ประโยคนี้ปิดท้ายการหาเสียงเช่นกันในปี

เมื่อ ‘ชาร์ลี แชปลิน’ ใช้อารมณ์ขันผลักดัน สวัสดิภาพแรงงาน soft power แบบไม่ต้องพูดเยอะ

1 พฤษภาคม คือวันแรงงานสากลของทุกปี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรำลึกเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพแรงงาน และตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานในฐานะมนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ โดยหนึ่งในผู้ที่ขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวตามวิถีความถนัดของตนนั้นคือ “ชาร์ลี แชปลิน” ศิลปินผู้ใช้อารมณ์ขันผ่านจอภาพยนต์เป็นเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง   ชาร์ลี แชปลิน เกิดเมื่อปี ค.ศ.1889 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากลำบาก และเป็นเวลาเดียวกันที่กรุงลอนดอนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากเข้าสู่ยุคอุตสาหกกรม โดยกว่าที่ผู้คน (ลูกจ้าง-นายจ้าง) จะปรับตัวให้อยู่ร่วมกันในยุคใหม่ได้อย่างสันติสุข ก็ต้องสังเวยมาด้วยความทุกข์ยากของแรงงานชนชั้นล่างจำนวนมาก ส่งผลให้ลอนดอนในเวลานั้นเต็มไปด้วยความแออัด สกปรก และอันตราย โดยบ้างก็ว่าช่วงนั้นเป็นยุคมืดของลอนดอนด้วยซ้ำไป เปรียบเทียบง่ายๆ “ชาร์ลี แชปลิน” ลืมตาดูโลกหลังจากที่ “แจ็กเดอะริปเปอร์” ตระเวนก่อเหตุฆาตกรรมในย่านเสื่อมโทรมได้ 1 ปี จากนั้นเมื่ออายุ 18 ปี “ชาร์ลี แชปลิน” ได้ไปถึงแผ่นดินอเมริกาในฐานะนักแสดง จนเขาเริ่มมีชื่อเสียง / เงินทอง มากขึ้น แต่มิวาย ความระส่ำระสายของชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลอนดอน แต่ทว่ากำลังเกิดขึ้นกับทั้งโลก และแน่นอนว่า การจะเข้าใจอารมณ์ขันของมนุษย์ได้ ก็จำต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ก่อน โดย “ชาร์ลี แชปลิน” ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พึงสังวรถึงความทุกข์ยากแห่งชีวิต และความสนใจในเรื่องนี้จึงนำไปสู่ตัวละคร “คนจรจัด” (The Tramp) อันเป็นภาพจำอมตะจนถึงทุกวันนี้   กระทั่งราวๆ 20 ปีต่อมา อเมริกาก็เข้าสู่ยุค “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great Depression 1929 -1939) ซึ่งเป็นภาวะแห่งความแร้นแค้น ว่างงาน และกระวนกระวาย ซึ่งประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญชะตากรรมความลำบาก และในช่วงเวลานั้นเอง “ชาร์ลี แชปลิน” จึงได้ออกผลงานภาพยนต์ที่สะท้อน ‘หัวอกแรงงาน’ และจิกกัด ‘ทุนนิยมอุตสาหกรรม’ เอาไว้อย่างเจ็บแสบ ด้วยผลงานที่ชื่อ “Modern Times” (1936) ซึ่งวิพากษ์ถึงความขาด/ไร้มนุษยธรรมในการจ้างงาน แค่ฉากเริ่มต้นของเรื่อง ก็เปิดด้วยภาพตัดสลับระหว่าง ‘ฝูงสัตว์ที่กำลังวิ่งอยู่ในคอกอย่างเบียดเสียด’ กับ ‘คนเมืองที่แออัดจากรถไฟไปสู่โรงงาน’ ซึ่งเปรียบเทียบสภาพการณ์ใช้แรงงานคนไม่ต่างจากสัตว์ โดยแกนหลักของ “Modern Times” ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักซึ่ง “ชาร์ลี แชปลิน” ได้แสดงเป็นคนงานในโรงงาน

30 เมษายน วันชานมไข่มุกแห่งชาติ ย้อนรอยยุทธศาสตร์เครื่องดื่มหวานร้อย

ชานมไข่มุก เครื่องดื่มเพิ่มน้ำตาลในเลือดขวัญใจชาวเราที่ต้องดื่มทุกวันเหมือนเป็นอวัยวะที่ 34 แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ใครกันที่สรรสร้างสวรรค์ในรูปแบบเครื่องดื่มหวานร้อยลูกกลมๆ แบบนี้ขึ้น แน่นอนว่าจากชื่อก็พอจะรู้ว่าต้นกำเนิดมากจากไต้หวัน แต่ในสมัยก่อน ยังไม่มีความสำคัญเรื่องการจดลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็มีเรื่องเล่ายอดนิยมอยู่ 2 เรื่อง   เรื่องเล่าแรก เกิดขึ้นในปี 1986 ที่ร้านชา ฮันหลิน เมืองไถหนาน โดยถัวซ่งเหอ-เจ้าของร้าน นำแป้งมันสัมปะหลังเชื่อมน้ำตาล ลักษณะคล้ายสาคู ซึ่งเป็นขนมหวานไต้หวันใส่ลงไปในชา เกิดเป็นเมนูชาไข่มุกขึ้นในที่สุด   อีกเรื่องเล่าหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 1988 ที่ร้านชาชุน ฉุ่ย ถัง เมืองไถจง โดยในส่วนของชา หลิว ฮั่นฉี-เจ้าของร้าน เดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นการดื่มชาและกาแฟแบบเย็น จึงกลับมาเปิดร้านชาร้านนี้ เพื่อขาย ชาเย็น บ้าง เพราะเดิมที ไต้หวันนิยมดื่มเพียงชาร้อนเท่านั้น ต่อมาขณะที่ หลินชิ่วฮุย-ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กำลังประชุมอยู่ที่ร้าน รู้สึกเบื่อ จึงเท “เฟิ่นเหยียน” ขนมหวานของไต้หวันที่ทำจากแป้งมัน ลักษณะคล้ายขนมโมจิ ลงไปในชา เมื่อลองกินแล้วพบว่าอร่อย จากนั้น ทดลองทำแจกให้พนักงานชิมก่อนจะขายเมนูนี้ในที่สุด ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูยอดนิยมของพื้นที่นี้   ไม่ว่าเรื่องเล่าใดจะจริงแท้หาใช่เรื่องสำคัญ ตอนนี้ชานมไข่มุกนั้นได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก เกิดธุรกิจแบรนด์ชานมไข่มุกที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ในเอเชียและยุโรป ในช่วง 1990 แต่ก็ซบเซาลง ด้วยกระแสเครื่องดื่มที่เกิดขึ้นต่อมา กระทั่งในปี 2016 ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของไต้หวันผลักดันนโยบาย New Southbound Policy เที่ยวไต้หวันฟรีวีซ่า พร้อมส่งเสริมให้ “ชานมไข่มุก” เป็นเครื่องดื่มประจำชาติที่ต้องลอง ต่อมาในปี 2017-2018 นโยบายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รัฐบาลจึงเริ่มหยิบชานมไข่มุกของร้านฮันหลินมาเสิร์ฟเลี้ยงรับรองแขกของรัฐบาลจากทั่วโลก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวไต้หวัน สายการบินแห่งชาติไต้หวันอย่าง EVA หรือ China Airlines ผู้ที่มาท่องเที่ยวไต้หวันมักมีโอกาสได้ชิมรสชาติชานมไข่มุกแบบไต้หวัน ในกรุงไทเประหว่างการพักต่อเครื่องที่สนามบินไทเปเถาหยวน   ส่วนภาคเอกชนก็มีการตอบรับนโยบายชานมไข่มุกนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงนั้นเราจะเห็นได้ว่าตามท้องตลาดเต็มไปด้วยสินค้ารูป รส กลิ่น ชานมไข่มุกออกมาจำนวนมาก กลายเป็นกระแสชานมไข่มุกฟีเวอร์หนักถึงขั้นมีกะเพราชานมไข่มุก คั่วไก่ไข่มุก ก๋วยเตี๋ยวไข่มุก พิซซ่าไข่มุก ลูกอมไข่มุก และอื่นๆ อีกมาก

จากไวรัล Asoka มา Ayothaya Makeup ไม่น่าเชื่อ อินฟลูฯ+ครีเอเตอร์ไทย “ทุ่มทุน” และ “ทำถึง” กันเบอร์นี้เลย!!!

ท่ามกลางกระแสไวรัล Asoka Makeup ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ประวัติศาสตร์อินเดียฟอร์มยักษ์อย่าง Asoka (อโศกมหาราช) ทำให้ไม่ว่าจะไถฟีดไปทางไหน ก็เจอเหล่าคนดังและอินฟูลเอนเซอร์ปล่อยคอนเทนต์ เล่นใหญ่ ทำถึง ประชันโฉมกันอย่างสนุกสนาน คนบันเทิงและอินฟูลฯ ที่ปล่อยคอนเทนต์แบบจัดเต็มเรียกยอดไลค์ไปหลักแสนหลักล้านก็มีตั้งแต่ พิ้งกี้ สาวิกา, มิน พีชญา, พิมรี่พาย, เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น, กระแต อาร์สยาม, เลิกลั่ก ฯลฯ และคนอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่าเทรนด์บันเทิงม่วนจอยแบบนี้ มีหรือพี่ไทยจะปล่อยผ่าน หันมาครีเอทแฮชแท็ก Ayothaya Makeup “ฟร่อม ไท๊แล้นด์” เข้าประกวดกะเค้าด้วย งานนี้ “พรีมพร้อม” บิวตี้บล็อกเกอร์เจ้าของแอ็กเคานต์ Premepromt เปิดประเดิมแจ้งเกิดคอนเทนต์นี้ก่อนใครเพื่อน ส่งแฟชั่นลุคสไตล์อโยธยา และชุดไทยโบราณระดับสวยมงลงออกไปเฉิดฉายในหน้าฟีดโซเชียลของผู้คนทั่วโลก ตามมาด้วยขบวนทัพครีเอเตอร์ชาวไทยอย่าง น้องเนสตี้, ตู่ ซาวติส, นัท นิสามณี, บิว วราภรณ์, โอปอล สุชาตา รองอันดับ 3 มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2022 และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งแต่ละคนก็เรียกได้ว่า ทำดี ทำถึง กวาดยอดวิวรวมกันเกินกว่า 20 ล้านวิวเลยทีเดียว   เบื้องหลังความปังที่แต่ละชาติขุดเอาความจึ้ง เอาความปึ้งของตัวเองมาประชัน โชว์ของ กันแบบเบิ้มๆ นั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญทุกองค์ประกอบ เพราะ การจะเนรมิตรลุคให้เรียกได้ว่า “ทำถึง” นอกจากแฟชั่นเสื้อผ้า และการแต่งหน้าแล้ว แน่นอนว่า “ทรงผม” ก็ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ต้องใส่ใจ เพราะ หากเหล่าอินฟลูอินเซอร์ลืมให้ความสำคัญ คอนเทนต์ที่ตั้งใจจะดันให้ปัง ก็อาจพังจนมิสชั่นเฟลไปเลยก็ได้ อะแฮ่ม!… ด้วยเหตุนี้ เราเลยถือโอกาสแนะนำสิ่งดีๆ อย่าง ไดร์เป่าผมพานาโซนิครุ่น “นาโนแคร์ EH-NAOJ” ด้วยพลังนาโนอี มอยสเจอร์พลัส (nanoeT MOISTURE+) นวัตกรรมเฉพาะส่งตรงจากญี่ปุ่น ช่วยให้ผมแห้งไวแบบไม่รู้สึกแสบร้อนหนังศีรษะ มาพร้อม “โหมดบิวตี้” เทคโนโลยีที่โกบียอนด์ไปไกลกว่าไดร์เป่าผม ช่วยผลักอนุภาคความชุ่มชื้นเข้าสู่ชั้นผิวได้มากถึง

มีอะไรในกอไผ่ เบื้องหลังส่งกลับแพนด้า “ฟู่เป่า” หรือสัมพันธ์จีน-เกาหลีกำลังสั่นคลอน

ย้อนกลับสู่ยุคแพนด้าครองโซเชียล หลังเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ส่งคืน “ฟู่เป่า” ลูกแพนด้าตัวแรกของอ้ายเป่า และเล่อเป่าที่เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ตามข้อตกลงการยืมแพนด้าในฐานะทูตสันถวไมตรีที่ต้องส่งคืนลูกแพนด้าอายุ 2-4 ปี ฟู่เป่าอาศัยอยู่กับอ้ายเป่าและเล่อเป่าที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ทำให้ครอบครัวแพนด้าก้อนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนเกาหลี มีภาพและวิดีโอต่างๆ ให้แฟนๆ ได้ติดตามมากมาย ประกอบกับความน่ารักของฟู่เป่าและคุณปู่ คังชอลวอน ผู้ดูแลฟู่เป่าที่คอยอยู่ข้างๆ ฟู่เป่ามาเสมอ เจ้าหญิงน้อยตัวนี้ มีรายการร่วมกับคุณปู่เป็นของตัวเองในชื่อว่า “Fu Bao & Grandpa” จำนวน 4 ตอน ซึ่งออกอากาศไปเมื่อปี 2023 ซึ่งในปี 2024 ได้จองอู NCT มาร้องเพลงประกอบพาร์ท 1 ในเพลง Smile Goodbye และได้ซึลกิ Red Velvet มาร้องเพลงประกอบพาร์ท 2 ในเพลง You are joy and luck’   ดูๆ ไปแล้วไม่ต่างจากเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนที่เราต้องได้ดูช่วงช่วง หลินฮุ่ย หลินปิง ในเรื่องเล่าเช้านี้ก่อนไปโรงเรียน/ไปทำงาน พร้อมร้องเพลงติดหู “จั๊ด จัด จา ดา” กระทั่งเปิดช่องแพนด้า แชนแนล เพื่อดูความน่ารักของเจ้าก้อนขนพวกนี้ 24 ชม. การเดินทางกลับจีนของฟู่เป่าจึงสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ชาวเกาหลีใต้ไม่แพ้กับตอนที่หลินปิงต้องกลับจีนด้วยเหตุผลเดียวกับฟู่เป่า จึงอาจเรียกได้ว่าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ การทูตแพนด้า (Panda diplomacy) ประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย หลังความสัมพันธ์สัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีระส่ำระส่ายมาตั้งแต่ 2016 เนื่องจากในปีนั้นเกาหลีใต้อนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ (THAAD) ทำให้จีนออกตัวแบนอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีรุนแรง จนคนในวงการบันเทิงเกาหลี-จีนต้องหยุดพักงานข้ามประเทศกันไปหลายคน การเดินทางส่งฟู่เป่าในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจีนที่พยายามส่งสัญญาณสานสัมพันธ์กับเกาหลีอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งส่งเอกอัครราชทูตจีนประจำเกาหลีใต้เข้าร่วมบอกลาฟู่เป่า และส่งกงสุลใหญ่จีนในกวางจูเดินทางไปเข้าร่วมพิธีศพของคุณแม่ของคุณปู่คังที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า มอบพวงหรีดและของขวัญธีมแพนด้าอีกจำนวนหนึ่ง และแสดงความประทับใจแก่คุณปู่ที่ยังเดินทางไปจีนพร้อมฟู่เป่า   นอกจากนี้ ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยังจัดงานแถลงข่าวต้อนรับการกลับบ้านของฟู่เป่า แถมยังใช้โอกาสนี้กล่าวถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เกาหลีใต้จำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มายังจีน “จีนและสาธารณรัฐเกาหลีมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและฝังแน่นอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของกันและกัน” “เราหวังว่า

เปิดตัวบีเบียร์ – คราฟต์เบียร์ฝีมือ “แบมแบม” ไอดอลเกาหลีทำคราฟต์เบียร์ได้ด้วยหรอ?

“แบมแบม” ทดลองเปิดตัว “บีเบียร์ (Bbeer)” – คราฟต์เบียร์ฝีมือแบมแบมที่แอบแง้มโปรเจ็กต์เครื่องดื่มชุ่มคอให้อากาเซ่เห็นตั้งแต่รายการ Bam House Season 1 ทำเอาอิจฉาแขกรับเชิญหลายคนที่ต่างได้ลองดื่มกันไปแล้ว จนในที่สุด เมื่อวานนี้ (22 เม.ษ.) ก็ถึงตาของอากาเซ่สายดื่มบ้างแล้ว โดยการทดลองเปิดตัวในไทยครั้งนี้ บีเบียร์ มีวางจำหน่ายที่ – San Nae Deul Korean Restaurant เอกมัย – Kstreat express restaurant จัตุจักร บีเบียร์ที่ทดลองวางจำหน่ายในไทยทั้งสองพื้นที่ได้รับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่ไปรอต่อแถว รับบัตรคิวซื้ออย่างล้นหลาม ทำให้หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าใครยังไม่ได้ลองก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะ บีเบียร์มีแผนจะวางจำหน่ายที่ 7-11 แน่นอน สามารถติตตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ IG: @ thesatellitebrewing   ตลาดคราฟต์เบียร์ในเกาหลีเป็นยังไง ทำไม “แบมแบม” ทำคราฟต์เบียร์ได้ ? ภาพไอดอลดื่มเบียร์ หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือว่าเป็นเรื่องปกติในวงการ แต่ถึงขั้นทำคราฟต์เบียร์เอง อาจเห็นได้ไม่บ่อยนัก แล้ววงการคราฟต์เบียร์ในเกาหลี เปิดกว้างถึงขนาดที่ไอดอลสามารถทำคราฟต์เบียร์เองได้เลยหรอ?   จุดเริ่มต้นตลาดคราฟต์เบียร์ของเกาหลี ไม่ต่างจากไทยมากนัก เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เองก็มีบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคราฟต์เบียร์ในเกาหลีใต้ น่าจะต้องย้อนกลับไปในปี 2009 เกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเบียร์นำเข้าในราคาที่เหมาะสมมากขึ้นได้ และเกิดการให้ความสนใจเรื่องความหลากหลายของรสชาติมากขึ้น เมื่อตลาดเบียร์ต่างชาติที่มีความหลากหลายมากกว่าโซจูและมักกอลลี เริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น ในช่วงปี 2011 จึงเริ่มมีการปรับข้อกฎหมายโรงผลิตเบียร์ โดยจากเดิม กฎหมายกำหนดให้โรงเบียร์ต้องผลิตเบียร์มากกว่า 1 ล้านลิตร/ปี จึงจะได้รับใบอนุญาตการผลิต ปรับลดลงเหลือ 150,000 ลิตร/ปี และ 50,000 ลิตร/ปี ในที่สุดในปี 2014 ต่อมาในปี 2020 กฎหมายสุราของเกาหลีใต้มีการเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกครั้งในเรื่อง “การเก็บภาษี” จากเดิม จะเรียกเก็บภาษีสุราตามมูลค่าต้นทุนการผลิต เปลี่ยนมาเรียกเก็บภาษีตามปริมาณเบียร์ที่ขาย ทำให้สามารถตั้งราคาไม่สูงมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้   นอกจากนี้ ในปีเดียวกันนั้นเอง

สนามหลวงคัมแบ็ค จัดเฟสติวัลสุดอลัง… ปีหน้ามีอีกมั้ย?

อีเวนต์สงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้สุดคึกคัก เมื่อหลายภาคส่วนร่วมปรบมือเป็นจังหวะเดียวกัน ดันสงกรานต์สู่เฟสติวัลระดับโลก ทั้งภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้เต็มไปด้วยอีเวนต์สนุกๆ ที่กระจายไปทั่วพื้นที่ แต่ความพิเศษของปีนี้ที่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เห็นมานาน คือการเนรมิตสนามหลวงเป็นสถานที่จัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” ซึ่งมีทั้งศิลปินระดับแถวหน้า โดยเฉพาะแนว EDM ที่ขนมาให้แดนซ์กันสะบัด โชว์น้ำพุ โดรนแปรอักษร และกิจกรรมอื่นๆ ทั่วทั้งสนามหลวง   หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ท้องสนามหลวงสำหรับคนเมืองกรุงนั้นถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ตามสะดวก พอนานเข้าพื้นที่สนามหลวงจึงเริ่มเสื่อมโทรม กระทั่งมีการกั้นรั้วเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพ เพิ่มมาตรการจำกัดการเข้า-ออก และจำกัดการใช้สอยเพื่อประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการที่สนามหลวงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 ในประเด็นนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างสองแนวทาง ว่าควรชั่งน้ำหนักสองสิ่งนี้อย่างไรให้เหมาะสม ได้แก่ การใช้สนามหลวงเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ กับ การอนุรักษ์ทุ่งแห่งนี้ให้สวยงามเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ทำนองเดียวกับที่ วุฒิธร มิลินทจินดา หรือ “วู้ดดี้” พิธีกรชื่อดัง และผู้จัดเทศกาลดนตรี S2O ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในฐานะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ สาขาเฟสติวัล ที่มีบทบาทในการจัดงานสงกรานต์ที่สนามหลวงไว้ว่า “ไม่แน่ใจว่าพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่เรายังจะสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ เพราะหลายคนก็มีการเตือนว่าที่แห่งนี้เป็นที่ๆ ต้องคิดดีๆ นะว่าจะเอาไปใช้ต้องมีการขอ ต้องมีการทำเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” แต่จนแล้วจนรอด เมื่อไม่กี่วันก่อนเราก็ได้เห็นภาพที่งามตระการตา ด้วยแสงสีและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะภาพฉากของเวทีคอนเสิร์ต ที่มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ประกอบเด่นเป็นฉากหลังตั้งสง่า อีกทั้งยังแลเห็นพระบรมมหาราชวังอยู่อีกมุมไกลๆ เรียกได้ว่าเป็นภูมิทัศน์อันงดงามที่หาชมได้ยาก และน่าจะสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ไม่น้อย   เมื่อภาพออกมาเช่นนี้แล้ว จึงทำให้หลายคนเห็นถึงความเป็นไปได้ และอยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นอีกบ่อยๆ บ้างก็พูดถึงการผ่อนปรนมาตรการ และจัดเฟสติวัลในท้องสนามหลวงสักปีละสอง-สามครั้งดีไหม? แต่ชาวเน็ตบางรายก็กล่าวว่า ควรเก็บไว้สำหรับงานสงกรานต์ปีละครั้งพอ เพื่อความแรร์ของภูมิภาพดังกล่าว ประเด็นนี้ก็สุดแท้แต่มุมมองของผู้คน อย่างไรก็ดี ทางองคาพยพขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของภาครัฐก็มีการเปรยๆ ไว้ว่า ปีนี้เป็นเพียงแค่ออเดิร์ฟ เพราะปีหน้า เมื่องบประมาณผ่าน คงได้จัดใหญ่ จัดเต็มกว่านี้อีกแน่นอน (แต่ไม่รู้ว่าจะจัดที่สนามหลวงต่อหรือเปล่านะ) ทั้งนี้ คนยิ่งเยอะ ปัญหายิ่งแยะ เพราะคอมเมนต์จากผู้ร่วมงานบางรายยังแสดงความคิดเห็นเรื่องปัญหาการจัดการขยะ, ห้องน้ำสาธารณะ, รถ shuttle bus รับส่งนักท่องเที่ยว รวมถึงการเพิ่มรอบรถไฟฟ้ายามดึก เหล่านี้ก็ยังเป็นความท้าทายที่ผู้จัดงานควรพิจารณาควบคู่ไปกับการใช้สอยพื้นที่สนามหลวงให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศต่อไป

ปักหมุดเล่นน้ำวันไหล ประเพณีสะท้อนนิสัยคนไทยว่าเป็นพวกชอบติดลม!?

จะมีสักกี่เทศกาลในโลกนี้ ที่แม้ว่าตัวงานหลักตามกำหนดการจะจบลงไปแล้ว แต่ทว่าในบางพื้นที่ยังมีการจัดงานส่งท้ายราวกับเป็น after party เฉลิมฉลองหลังงานจบ เหมือนกับว่าหมู่ชนบางแห่งยังไม่จุใจ ยังติดลม อยากสนุกกันต่อ ลักษณะเช่นนี้อาจจะมีเพียง “วันไหลสงกรานต์” ในประเทศไทยที่เดียวในโลกก็เป็นได้ และใช่หรือไม่ว่า สิ่งนี้อาจเป็นประเพณีอันสะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทย ว่าเป็นพวกชอบติดลมล่วงเวลา?   เดิมทีเดียว “วันไหลสงกรานต์” ที่เรารู้จักกันนั้นมีชื่อว่า “ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหล” ซึ่งเป็นการทำบุญขึ้นปีใหม่ที่นิยมปฏิบัติต่อๆ กันมาเฉพาะยิ่งในภาคตะวันออก และภาคกลางบางจังหวัด โดยจะจัดขึ้นหลังสงกรานต์ราวๆ 5 – 6 วัน เป็นประเพณีที่ชาวบ้านจะร่วมกันขนทรายจากชายหาดระแวกนั้น นำมาก่อสร้างพระเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยการนำทรายมากองสูงแล้วรดน้ำเอาไม้ปั้นกลึงให้เป็นรูปทรงเจดีย์จำนวน 84,000 กอง เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ปักธงทิว รวมถึงมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอื่นๆ ทำบุญเลี้ยงพระและผู้ร่วมงาน โดยทรายที่ชาวบ้านนำมานั้น วัดก็จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ถือว่าเป็นงานรื่งเริงที่ช่วยพัฒนาวัดและชุมชุนไปพร้อมๆ กัน   ทว่าต่อมา เมื่อสภาพบ้านเมือง และความเป็นอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไป งานก่อสร้างในวัดจึงมิได้สำคัญเท่าสมัยก่อน อีกทั้งการขนทรายเข้าวัดด้วยแรงงานคนก็มิได้มีความจำเป็นอีกต่อไป เมื่อนั้น ‘งานก่อพระทรายน้ำไหล’ จึงค่อยๆ ลดบทบาทลง แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งงานบุญและกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เมื่อปราศจากการก่อพระทราย จึงได้มีการปรับชื่อเหลือเพียง “ประเพณีวันไหล” หรือ “วันไหลสงกรานต์” อย่างเช่นทุกวันนี้   โดยเฉพาะยิ่งในจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว “งานวันไหล” ซึ่งเปรียบดั่งประเพณีขึ้นปีใหม่ประจำท้องถิ่น จึงกลายเป็นสถานที่เก็บตกของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ที่ยังอยากสนุกในวันสงกรานต์กันต่อ หรือกล่าวอีกทางคือ ยังติดลม ยังไม่อยากเลิกเล่นน้ำ และหากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ใช่หรือไม่ว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีลักษณะนิสัยดังกล่าว ทั้งชอบสนุก, ชอบติดลม, มาสาย และไม่เป็นเวลา ฉะนั้นแล้ว ในแง่หนึ่ง ความนิยมในประเพณีวันไหล จึงเป็นสิ่งสะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทยได้เป็นอย่างดี ว่าคนไทยเป็นคนอย่างไร จริงหรือเปล่านะ?  

Tomorrowland ดินแดนวันพรุ่งนี้ โอกาสของไทย หรือฝันที่ไกลเกิน?

“Tomorrowland” – เทศกาลดนตรี EDM สุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่รวบรวมศิลปินชื่อดังนับร้อยชีวิตมาแสดงบนเวทีที่ประดับประดาด้วยธีมแฟนตาซีสุดอลังการกว่า 16 เวที พร้อมเฉลิมฉลองด้วยพลุหลากสีสุดตื่นตาที่จะมาแต่งเติมท้องฟ้ายามกลางคืนให้สดใส แถมผู้เข้าร่วมงานยังได้พบเจอคนคอดนตรีเดียวกันอีกนับหมื่น จนคว้ารางวัล “งานดนตรีที่ดีที่สุดแห่งปี” 5 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่ปี 2012-2016 ในงาน International Dance Music Awards   จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ต้องย้อนไปในปี 2005 สองพี่น้อง Manu และ Michiel Beers ร่วมกับบริษัท ID&T เนรมิตลานกว้างในสวนสาธารณะ De Schorre ที่เมือง Boom ประเทศเบลเยียมให้กลายเป็นงานเทศกาลดนตรี EDM ที่ผู้คนนับล้านอยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต แม้จะต้องแย่งชิงและจ่ายค่าบัตรราคาแพงขนาดไหน ทำให้ในปีที่แล้ว Tomorrowland มีผู้เข้าร่วมกว่า 400,000 คน เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ใช้งาน Reddit รายหนึ่งที่ชื่อ “ilcowy” ทดลองคำนวณขนาดพื้นที่การจัดงานเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงกว่า 13 แห่ง โดยใช้ Google Earth Pro บันทึกภาพเทศกาลต่างๆ จากนั้นนำไปร่างในโปรแกรมออกแบบที่ชื่อว่า “CAD” เพื่อเปรียบเทียบขนาดของแต่ละเทศกาล ผลปรากฏว่า Tomorrowland มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 โดยมีพื้นที่ประมาณ 537 เอเคอร์ หรือประมาณ 1,358 ไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของเมืองบูม หรือถ้าใครนึกภาพไม่ออก ก็เหมือนเอางาน Big moutain มาต่อกัน 2.5 งาน หรือเอางาน Maya มาต่อกันถึง 4 งานเลยทีเดียว !   แน่นอนว่าเมื่อจัดงานใหญ่ขนาดนี้ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจย่อมมากขึ้นตามไปด้วย  แม้ในช่วงแรกของการจัดงานย่อมเป็นธรรมดาที่จะไม่ได้กำไร แถมยังขาดทุนบ้างในบางครั้ง แต่ในปี 2013 มีการเปิดเผยว่า Tomorrowland สามารถสร้างรายได้กว่า 70 ล้านยูโร ให้แก่เบลเยียมได้