Skip links

Thailand Soft Power

มหาศึกรถชนรถ ลดจริงไม่จกตา หั่นราคาสู้ EV

“MAZDA SUPER OFFER – ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% ส่วนลดสูงสุด 120,000 บาท! “ “ซูซูกิ เซียส ลดเลยทันทีคันละ 1.5 แสนบาท ส่วนซูซูกิ เอ็กซ์แอล 7 ลดอีก 8 หมื่นบาท แถมขับฟรี 90 วัน หรือ ผ่อนนาน 90 เดือน ! “ ฯลฯ ข้อเสนอล่อตาล่อใจเงินโบนัสต้นปี 2567 ของบรรดารถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นที่ประกาศโปรโมชันลด-แลก-แจก-แถมกันแบบรัวๆ ทำเอาผู้คนเริ่มรู้สึกถึงบรรยากาศ “แปลกๆ” ในวงการรถยนต์ เพราะถ้าจะบอกว่าข้อเสนอเหล่านี้เป็น “ของขวัญ (?)” ที่แต่ละแบรนด์ต่างต้องการมอบให้ลูกค้าด้วยใจ หรือเตรียมเอาไว้เพื่อต้อนรับงานมอเตอร์โชว์ 2024 ที่กำลังจะถึง ในวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2567 ก็ดูจะเป็นของขวัญที่มากเกินไปหน่อยหรือเปล่า…   จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์นี้ อาจจะต้องย้อนไปในช่วงปี 2566 ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายกลุ่มรถยนต์ญี่ปุ่นชื่อดังในไทย ทั้ง มาสด้า นิสสัน ซูซูกิ เริ่มพากันติดลบเข้าขั้นวิกฤต เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการปล่อยไฟแนนซ์ ประกอบกับอีกหนึ่งปัจจัยหลัก นั่นคือ การเข้ามารุกรานตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถ EV โดยเฉพาะจาก จีน ทำให้รถน้ำมันสัญชาติญี่ปุ่นเริ่มเป็นที่นิยมน้อยลง รถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นแบรนด์ต่างๆ จึงเริ่มหันมากระหน่ำลดราคา แจกสิทธิพิเศษ แถมฟังก์ชันใหม่ในตัวรถกันแบบไม่ยั้ง เพื่อกู้ยอดขายกลับคืนมา แม้จะทำให้กำไรต่อคันที่ได้จากการขายรถลดน้อยลง แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำสำหรับการรักษาฐานการผลิตและกลุ่มธุรกิจการค้าในไทยให้คงอยู่ต่อไป เนื่องด้วย กระแส “รักษ์โลก” ทำให้รถ EV ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในไทยที่ต้องประสบกับปัญหาฝุ่นควันและมลพิษ ซึ่งส่วนหนึ่งมากจากการใช้รถใช้ถนน แถมด้วยค่าน้ำมันที่มีแต่ข่าวว่าจะเพิ่มและไม่มีวันลด ทำให้รถ EV เริ่มเข้ามามีผลต่อหัวใจและกระเป๋าตังค์ของเรามากขึ้น ประกอบกับ ในปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลไทยเริ่มให้การสนับสนุนการนำเข้ารถ EV มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น ภายใต้มาตราการสนับสนุน EV3.0 ที่มุ่งปรับลดภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิต แถมพ่วงด้วยเงินอุดหนุนตามราคาและขนาดแบตเตอรี่อีก

“หอแต๋วแตก” สุดยอดภาพยนตร์จดหมายเหตุที่ไม่เหมือนใคร (และไม่มีใครกล้าเหมือน!)

เป็นไวรัลอีกแล้วววว  สำหรับภาพยนตร์เรื่อง   “หอแต๋วแตก”  ของผู้กำกับมือถึงไม่ต้องพึ่งบทอย่าง   “พชร์ อานนท์”   ที่เดิมที เหมือนจะปิดกล้องไปแล้วสำหรับ “หอแต๋วแตก แหกสัปะหยด” ภาพยนตร์ในซีรีส์หอแต๋วแตกที่  “พี่พชร์” ประกาศว่าจะเป็นภาคสุดท้าย (The Finale) ในวาระครบรอบ 17 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวภาคแรก แต่มิวาย เมื่อมีกระแส “วันกะเทยผ่านศึก” อันเป็นวันประกาศศักดาของกะเทยไทย เช่นนั้นเอง ผู้กำกับระดับขุ่นแม่อย่างพี่พชร์ก็ไม่นิ่งดูดาย รีบโพสต์ประกาศหานักแสดง และหยิบกล้องยกกองไปถ่ายทำเพื่อเพิ่มซีนดังกล่าวเข้าไปในหนังกันแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า คือพึ่งเป็นข่าวไปได้ไม่ทันไร รุ่งขึ้นแกก็โพสต์หานักแสดง และวันต่อมาก็ยกพลไปถ่ายทำ พออีกวันบอกตัดต่อเสร็จสรรพ พร้อมส่งให้กองเซ็นเซอร์ตรวจทานแล้วด้วย อย่างไรก็ดี “พี่พชร์” ได้ชี้แจงว่า ในการถ่ายทำ ตนระมัดระวังเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และไม่ได้สนับสนุนความรุนแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ถ้าไม่มีปัญหาอะไร เตรียมพบฉาก “สุขุมวิท 11” ได้ในวันที่ 14 มี.ค. ที่จะถึงนี้ในโรงภาพยนตร์ได้เลย   งานโปรดักชั่นที่เร็ว..แรง..ทะลุนรก ยิ่งกว่าหนัง The Fast ทุกภาคมารวมกันแบบนี้ คงไม่มีใครทำได้หรือกล้าทำ ถ้าไม่ใช่ “พชร์ อานนท์” นับว่าเป็นการทำงานที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทยเลยก็ว่าได้ กระนั้นก็ตาม แฟนๆ ภาพยนตร์บางท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการทำงานที่เน้นความฉับไว แต่ไร้คุณภาพหรือไม่? สำหรับประเด็นนี้ ผู้กำกับอดีตนักปั้นมือทองได้กล่าวอีกว่า “หนังเราไม่สุกเอาเผากินแน่นอน อย่างน้อยโปรดักขั่นหนังเราก็ไม่แพ้ใครอยู่แล้ว การใช้เวลาในการทำงานมันไม่ได้อยู่กับจำนวนวันที่ทำ แต่มันอยู่ที่ว่าคุณพร้อมและมีความชำนาญแค่ไหนต่างหาก” “บอกตรงนี้ว่า หอแต๋วแตกภาคนี้ไม่มีคำว่าเละ ถึงจะมีฉากสุขุมวิท 11 อยู่ด้วยก็ตาม อย่าดูถูกคนทำหนัง 32 ปี”   การหยิบยกไวรัลที่เกิดขึ้นมาใช้เป็นองค์ประกอบในหนัง ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ตามแบบฉบับ “พชร์ อานนท์” ทั้งไวรัลในไทยหรือต่างชาติ และที่สำคัญ “หอแต๋วแตก” เรียกว่าเป็นหนังที่ถูกจริตคนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่งั้นคงไม่อยู่มาได้ถึง 17 ปี  และหากลองคิดๆ ดู ถ้าปิดตำนาน “หอแต๋วแตก” ไปแล้ว จะมีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนกล้าทำแบบนี้อีกบ้าง ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์อยู่บ้างเป็นธรรมดา ทว่าแต่ละมุขก็เป็น “มีมระดับตำนาน” มาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น “หล่อนมีพิรุธอีกแล้วนะ”

สมมตินะครับสมมติ สมมติถ้าถนนพระราม 2 สร้างเสร็จ คุณครูจะดีใจมั้ยครับ

หลานเอ้ย เคยได้ยินเรื่องของถนนที่สร้างไม่มีวันเสร็จมั้ย… กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีถนนเส้นหนึ่งชื่อว่า พระรามสอง ฉายาถนนเจ็ดชั่วโคตรในตำนานที่สร้างมานานกว่า 50 ปี จนมีอายุพอๆ กับลุงคนหนึ่งที่รู้สึกเหมือนสนิทสนมกันมาเป็นเวลานาน คอยสร้างมีม สร้างเรื่องราวให้เป็นที่เล่าขานมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จนทำให้ The Attraction ตั้งคำถามว่า ถ้าลุงถนนพระรามสอง สร้างเสร็จล่ะ จะเป็นยังไง   เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม เห็น “อะไรแปลกๆ” หรือเปล่า แม้ข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนจะเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่อุบัติเหตุประเภทหนึ่งที่แตกต่างจากท้องถนนทั่วไป คือ ข่าวอุบัติเหตุจากวัสดุก่อสร้างแถวพื้นที่ก่อสร้างทางยกระดับมอเตอร์เวย์ เอ็ม 82 ซึ่งมีให้ได้เห็นได้ยินเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นเหล็กก่อสร้างหล่นทับคนงาน หรือหล่นทะลุรถ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บหลายราย อุบัติเหตุครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เกิดเหตุสลิงรถเครนยกกระเช้าคนงานขาด ทำให้กระเช้าตกลงมาด้านล่าง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพและมีผู้บาดเจ็บอีก 1 ราย บริเวณปากซอยพระรามสอง 72 ถนนพระรามสองขาเข้า แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน จากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นหลายครั้ง ทางภาครัฐมีมาตรการดำเนินการก่อสร้างในช่วงเวลากลางคืนแทน แต่นั่นก็ไม่อาจเรียกความเชื่อใจจากประชาชนให้กลับคืนมาได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะหลังมานี้ ทุกครั้งที่ขับรถผ่าน หลายคนต้องเคยแอบเงยหน้ามองข้างบนว่า ตัวเองจะเป็นผู้โชคร้าย ลุ้นรับวัตถุปริศนาที่หล่นลงมาจากฟ้าหรือไม่ ถ้าภายในปี 68 การก่อสร้างทางยกระดับมอเตอร์เวย์ เอ็ม 82 แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เราก็อาจจะไม่ต้องรีบขับผ่านถนนเส้นนี้ แล้วเปลี่ยนเป็นขับรถชมวิวย่านพระรามสองจากที่สูงกันแบบสบายใจแทนมากขึ้นก็เป็นได้ (แต่พื้นถนนจะยุบหรือไม่ ก็อาจจะเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องกังวลกันต่อไป)    ขอเวลาคืนมาได้ไหม จะเอาไปใช้กับอย่างอื่น เนื่องจากถนนพระรามสองเป็นถนนหลักสำหรับขาเข้า-ออกกรุงเทพ ทำให้ปัจจุบันมีการจราจรหนาแน่นถึง 200,000 คัน/วัน ทำให้เกิดปัญหารถติดอยู่บ่อยครั้ง เราจึงต้องใช้เวลาในการเดินทางนานมากขึ้น อีกทั้งยังต้องทนปวดคอปวดหลัง และควักเงินจ่ายค่าน้ำมันเพิ่มขึ้น ทั้ง ๆ ที่มีรายได้เท่าเดิม ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้กัดกินเวลาชีวิต ทำให้เรามีเวลาทำงานหรือเที่ยวน้อยลง ส่งผลต่อมูลค่าเศรษฐกิจที่สูญเสียไปและไม่มีวันได้กลับมาจำนวนมาก หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่เราต้องติดอยู่บนถนนเส้นนี้ ดังนั้น หากพระรามสองสร้างเสร็จ อย่างน้อยเราก็น่าจะมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ได้เที่ยวทะเล หรือช็อปปิงที่เซ็นทรัล พระราม 2 เพิ่มขึ้นสัก1-2 ชั่วโมง   พร้อมสูดอากาศดีให้ชุ่มปอด  มากไปกว่านั้น

เมืองไทยแดนสวรรค์ ที่เงินเท่านั้น knock everything

10 วันวิปโยค คนไทยโศกทั่วหล้าระกำใจ หมอโดนเตะ, กะเทยถูกรุมอัด, หญิงโดนรัวหมัดชุดใหญ่ 3 เหตุการณ์สลดใจ เกิดขึ้นภายใน 10 วัน   ช่วงระหว่างปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นมีนาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงสิบวันที่มีข่าวคนไทยถูกชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บหนักติดต่อกันถึงสามเหตุการณ์ ประกอบไปด้วย เหตุการณ์แรก วันที่ 24 ก.พ. 67 แพทย์หญิงชาวไทยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ ชาวต่างชาติ ข้อหาทำร้ายร่างกาย ที่ชายหาดจังหวัดภูเก็ต เหตุการณ์ที่สอง คืนวันที่ 3 มี.ค. 67 กะเทยไทยย่านสุขุมวิทถูกกะเทยฟิลิปปินส์รุมสกรัม และหมิ่นแคลน ทำให้คืนต่อมา จึงเกิดการชำระแค้นในวันกะเทยผ่านศึก เหตุการณ์ที่สาม วันที่ 5 มี.ค. 67 สภ.เมืองตรัง รับแจ้งเหตุชายชาวต่างชาติทำร้ายร่างกายผู้หญิงไทยจนอ่วม กลางห้างสรรพสินค้า   เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นในช่วงวันเวลาไล่เลี่ยกัน มิวายทำให้คนไทยผู้ขึ้นชื่อเรื่องขุดคุ้ย ย่อมสืบสาวราวเรื่อง และค้นประวัติต่างชาติผู้ก่อเหตุแต่ละราย และเมื่อนั้นเอง จึงเป็นดั่งสำนวน “น้ำลดตอผุด” เนื่องเพราะทุกรายนามที่ทุกถูกสืบเสาะ ล้วนมีประวัติด่างพร้อยเรื่องการได้รับอภิสิทธิ์โดยมิชอบทั้งสิ้น มิหนำซ้ำ บางรายยังโชว์กร่างไม่ยอมนอบน้อมต่อกฎหมาย ทั้งยังคุยโวถึงบารมีเงินและเส้นสายที่กว้างขวางใหญ่โต แต่หากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ความไม่เท่าเทียมของกฎหมาย และความเหลื่อมล้ำของกระบวนการยุติธรรมไทย เหล่านี้เป็นปัญหาคาราคาซังที่ยังแก้ไม่ตกเสียที ที่ผ่านมา จึงมีกรณีชาวต่างชาติหนีคดีและมาซุกตัวอยู่ในเมืองไทย บ้างก็ลักลอบค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด ของผิดกฎหมาย หรือไม่ก็ประกอบธุรกิจสีเทาผ่านนอมินีคนไทย ทั้งแบบโจ่งแจ้ง และแบบเงามืด เรื่องนี้จึงไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับคนไทย หากแต่เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างดาษดื่น ทว่าในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ สำหรับชาวต่างชาติที่อยากจะมาพักผ่อนหย่อนใจ ทำกิจกรรม ชมแหล่งธรรมชาติ ฯลฯ แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีจำนวนไม่น้อยที่หวังเข้ามาพึ่งความหย่อนยานทางกฎหมายให้เป็นประโยชน์ทั้งทางธุรกิจ และทางส่วนตัว   อนี่ง ประเทศไทยมีธรรมชาติและวัฒนธรรมอันสวยงามที่สามารถดึงดูดชาวต่างชาติได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ความไร้ประสิทธิภาพทางกฎหมายก็อาจจะเป็นหนึ่งใน soft power ของเราที่ทำให้ชาวต่างชาติหลงใหลในประเทศไทยเช่นกันหรือเปล่า? ลองคิดดูเล่นๆ ก็ได้ว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาด้วยวัตถุประสงค์ทั้งสองแบบนี้ แบบไหนเยอะ / น้อย กว่ากัน? และคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่? ลองคอมเม้นกันได้ที่ด้านล่างเลย  

โคราช ขอต้อนรับ งานมหกรรมพืชสวนโลก หรือ “โคราช เอ็กซ์โป 2029” – Korat Expo 2029

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (The International Association of Horticultural Producers – AIPH) ประกาศให้สิทธิ์ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก (International Horticultural Expo)  หรือ “โคราช เอ็กซ์โป 2029” หลังจากทางคณะกรรมการสมาคมพืชสวนโลกระหว่างประเทศ ได้ลงพื้นที่ติดตามรับฟังข้อมูลจากตัวแทนภาครัฐและเอกชน ณ ที่ดินป่าสาธารณประโยชน์โคกหนองรังกา  ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา เมื่อคณะกรรมการฯ  พิจารณาเห็นชอบตามองค์ประกอบ และเงื่อนไขที่กำหนด  จึงอนุมัติให้สิทธิ์แก่เมืองโคราชเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก ด้วยวงเงินงบประมาณการดำเนินงาน 4,280 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีของประเทศไทยชุดที่แล้วได้อนุมัติไป บนพื้นที่จัดงานกว่า 678 ไร่  ระหว่างวันที่ 10 พฤศจิกายน 2572 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2573 รวมทั้งสิ้น 110 วัน โดยงานนี้ จัดภายใต้แนวคิด “ธรรมชาติและพรรณพืชเขียวขจี อนาคตแห่งโลกสีเขียว” (Nature & Greenery: Envisioning the Green Future) โดยจุดมุ่งหวังของการจัดงานในทางตัวเลข มีดังนี้ คาดหวังผู้เข้าชมงานราวๆ 2.6 – 4 ล้านคน ประมาณการเงินสะพัดกว่า 18,942 ล้านบาท หวังเพิ่มมูลค่า GDP 9,163 ล้านบาท และอาจก่อให้เกิดรายได้จากการจัดเก็บภาษี 3,429 ล้านบาท รวมถึงอัตราสร้างงาน 36,003 อัตรา อีกทั้งอานิสงส์ดังกล่าว ยังแผ่ไปถึง 16 อำเภอใกล้เคียงด้วย   การคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมระดับโลก อาจจะสามารถยกระดับจังหวัดนครราชสีมาให้เป็นเมืองต้นแบบด้านนวัตกรรมสีเขียวในอนาคต ตามที่ สยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวในฐานะเมืองเจ้าภาพไว้ว่า ขอขอบคุณรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กรมวิชาการเกษตร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

วธ.ล็อคมง “แอนโทเนียน โพซิ้ว” เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์สงกรานต์ไทยปีนี้

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มอบมงล็อคตำแหน่ง “แอนโทเนีย โพซิ้ว” –  รองชนะเลิศมิสยูนิเวิร์ส 2023 ให้เป็น “นางมโหธรเทวี”  นางสงกรานต์ ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่องค์การยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เพื่อร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาประเพณีสงกรานต์ของประเทศไทยให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ “สร้างเสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก” ที่มุ่งหวังผลักดันให้ไทยเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับโลก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนและชุมชน และส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งนี้ ในแต่ละปี ชื่อ ลักษณะการแต่งกายและลักษณะท่าทางของ นางสงกรานต์ จะแตกต่างกันตามวันและช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนสู่ราศีเมษ ซึ่งในปี 2567 วันสงกรานต์ ตรงกับ วันเสาร์ ที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในช่วงค่ำ-เที่ยงคืน นางสงกรานต์ในปีนี้จึงชื่อว่า “นางมโหธรเทวี” โดยจะทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว (ดอกผักตบชวา) สวมใส่แก้วนิลรัตน์ ทรงจักรที่พระหัตถ์ขวา ทรงตรีศูลที่พระหัตถ์ซ้าย นอนลืมตาเหนือหลังเทวราชพาหนะ คือ มยุรา (นกยูง)   ในเวลาต่อมา @ภูษาผ้าลายอย่าง ออกมากล่าวถึงแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ชุดนี้ผ่านเฟซบุ๊กเพจว่า “ครั้งนี้ ภูษาผ้าลายอย่าง ออกแบบอ้างอิงตามประติมากรรม “อับเฉาเรือ” ในสมัยอยุธยา  ซึ่งเป็นไปตามศิลปนิยม “งามอย่างเทวสตรี” ผสานเข้ากับจินตนิยมของผู้ออกแบบ และผู้สวมใส่  ที่ต้องการให้เห็นถึงความสง่างาม แสดงถึงพลังที่มีอยู่ภายในของสตรีเพศ   จึงได้นำความงามที่หลากหลายของการแต่งกายในสมัยอยุธยา มาร้อยเรียงขึ้นเป็นชุดนี้” “โดยสวมศิราภรณ์ อันเรียกว่า “เทริด” เครื่องประดับศรีษะของชนชั้นสูง พร้อมด้วยใส่อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ (เครื่องประดับอัญมณีสีดำหรือบางตำราว่าสีน้ำเงินเข้มเกือบดำ) นุ่งผ้าลายอย่าง  “ลายสร้อยสามหาว”  สีม่วงดอกผักตบ ที่ออกแบบรังสรรค์ขึ้นใหม่ โดย อ.ธนิต พุ่มไสว (ผู้ก่อตั้งแบรนด์ “ภูษาผ้าลายอย่าง”)  เพื่อให้เป็นลวดลายเฉพาะสำหรับนางสงกรานต์ประจำปีนี้” พร้อมห่มสไบแพรญวนสีม่วงดอกสามหาว ทับด้วยผ้า “สะพัก”ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งด้วยการปักดิ้นข้อถมดิ้นโปร่งประดับปีกแมลงทับ และตรึงโลหะชุบทองลงยาลายประจำยามใบเทศ ถือมาลัยครุยดอกรัก เพิ่มความอ่อนช้อยให้เทวสตรีผู้สวมใส่ ในส่วนของผ้านุ่งและเครื่องประดับที่ แอนโทเนีย สวมใส่ต่างเป็นส่วนที่ถูกรังสรรค์ด้วยช่างมากฝีมือ โดย ผ้านุ่ง “ลายสร้อยสามหาว“ ที่นำดอกสามหาว(ดอกผักตบ) ดอกไม้ประจำนางมโหธรเทวี มาผูกลายขึ้นใหม่ 

เพื่อนหญิงพลังหญิง จับมือลุย ระดมทุน เพื่อหญิงลี้ภัย

6 มี.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ  (UNHCR) ร่วมกับสมาคมฟินเทค และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี จัดทอล์คพิเศษหัวข้อ “Standing with Refugee Women – Tech and Humanitarian Synergy เทคโนโลยีและมนุษยธรรม เพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” เนื่องในวันสตรีสากล บนเวที มีการพูดคุยกับผู้หญิงรุ่นใหม่มากความสามารถจากวงการต่างๆ ที่ต้องรับมือกับทั้งบทบาทการทำงาน บทบาทการดูแลครอบครัว และบทบาทการขับเคลื่อนสังคม สร้างแรงบันดาลใจและบอกเล่าให้เห็นถึงความสำคัญในการลงทุนสนับสนุนผู้หญิง และแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็น “ศรีริต้า เจนเช่น ณรงค์เดช” สมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก “พรทิพย์ กองชุน” Chief Growth Officer และ Co-founder Jitta อดีตผู้บริหาร Google Thailand “ชนิดา คล้ายพันธ์” หัวหน้าฝ่ายนโยบายสาธารณะ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) จำกัด “อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์” ผู้อำนวยการแผนกส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน UNHCR ประเทศไทย   เนื่องจากรายงานล่าสุดของ UNHCR พบว่า จำนวนผู้ลี้ภัยและพลัดถิ่นมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นถึง 114 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยกว่าครึ่ง คือ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ที่นอกจากจะต้องเผชิญความยากลำบากขณะลี้ภัยแล้ว ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการเลือกปฏิบัติและความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพิ่มด้วย ในปี พ.ศ.2566 UNHCR ประเทศไทยจึงจับมือกับ ผู้หญิงแนวหน้าของเมืองไทย จัดตั้งกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือสู่ผู้ลี้ภัยหญิง พร้อมสนับสนุนให้สังคมเกิดความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการสนับสนุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิง “ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิง สามารถส่งต่อความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงชาวซีเรีย และครอบครัวได้กว่า 500 คน ผ่านโครงการมอบเงินช่วยเหลือของ UNHCR ในประเทศจอร์แดน” คุณอีฟเลียน แวนเดอเว่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครอง UNHCR ประเทศไทย กล่าว ครอบครัวผู้ลี้ภัยที่ได้รับความช่วยเหลือจากโครงการด้านการเงินของ UNHCR จะสามารถจัดการกับการเงินได้ตามความต้องการของแต่ละครอบครัวอย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะเป็น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร หรือค่าการศึกษา

สยาม พารากอน ปักหมุดเวทีแฟชั่นโลก ยกขบวนแบรนด์หรูสู่รันเวย์ “World Fashion Trend Spring/Summer 2024”

ก่อนหน้านี้ เราเห็นเหล่าเซเลบริตี้คนดังไปร่วมงานแฟชันระดับโลก ทั้งยังได้เป็นเฟรนด์ ออฟ แบรนด์ และแบรนด์แอมบาสเดอร์ของลักชูรี่แฟชั่นระดับโลกแล้ว  วันนี้ ถึงคิวของเหล่าเซเลบริตี้ไทยได้กลับมาเดินเฉิดฉายอวดลุคลักชูรี่แฟชั่นไทยกันแล้ว สยามพารากอน ผนึกกำลัง สยามเซ็นเตอร์ และ สยามดิสคัฟเวอรี่ พร้อมด้วย ธนาคารกสิกรไทย จัดงานแฟชั่นอีเว้นท์สุดอลังการ “World Fashion Trend Spring/Summer 2024” ยกขบวนเหล่านางแบบนายแบบ และเซเลบริตี้ร่วมอัพเดทคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนใหม่ล่าสุดแห่งปี 2024 จากลักชูรี่แบรนด์ระดับโลก ณ พาร์ค พารากอน สยามพารากอน เพื่อตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางแห่งลักชูรี่แฟชั่นระดับโลกที่ครบครันที่สุด เซเลบริตี้แนวหน้าของวงการยกขบวนมาร่วมเป็นแขกคนสำคัญ และร่วมเดินแบบอวดแฟชั่นลุคสุดล้ำ จากแบรนด์แฟชั่นทั้งไทยและเทศ ในสยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ ไม่ว่าจะเป็น ไบรท์-วชิรวิชญ์ ชีวอารี ในลุคจาก Burberry, ริว-วชิรวิชญ์ วัฒนภักดีไพศาล ในลุคจาก Fendi, บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ ในลุคจาก Prada, ฟรีน สโรชา ในลุคจาก Givenchy, จูเน่ เพลินพิชญา ในลุคจาก Miu Miu, หนุ่มๆ วง BUS อย่าง ภีม-วสุพล พรพนานุรักษ์ ในลุคจาก Saint Laurent , ขุนพล-ปองพล ปัญญามิตร ในลุคจาก Off-White และ ภู-ธัชชัย ลิ้มปัญญากุล ในลุคจาก Coach และอื่น ๆ อีกคับคั่ง พร้อมด้วย แรปเปอร์ชื่อดัง โต้ง TWOPEE – พิทวัส พฤกษกิจ ในลุคจาก Balenciaga ที่มาร่วมสร้างบรรยากาศเติมสีสันด้วยเสียงเพลง ให้การอัพเดทลุคใหม่ประจำฤดูกาลนี้สนุกสนานน่าประทับใจยิ่งกว่าที่เคย   เทรนด์แฟชั่นประจำฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2024 นี้ ทางฝั่งแฟชั่นหญิง นำเสนอสไตล์ “Transparency” ด้วยเนื้อผ้าโปร่ง บาง ใส เผยให้เห็นความงามของสรีระด้านในแบบ

“xี ” ติดท็อปเสิร์ช แต่เจ้าหน้าที่บอกไม่มีค้ากาม Soft Power แบบใหม่แบบสับ…สน

เกิดเป็นคนไทยนี่วางตัวลำบากเสียจริง! ก็เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน We Are Social เว็บไซต์สำรวจและเก็บข้อมูลระดับโลก ได้เปิดเผยข้อมูลและสถิติ ที่รวบรวมได้จาก Google ในปี 2023 และดันมีข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย ซึ่งทำให้เกิดกระแสและสร้างไวรัลกระหึ่มโซเชียล นั่นคือ ในหมวดคำที่คนไทยค้นหามากที่สุด เพราะปรากฏว่ามีคำศัพท์เล็กๆ น่ารักๆ ไพเราะ น่าฟัง ที่เขียนด้วย “ห.หีบ” กับ “สระอี” ผงาดขึ้นมาประกาศความน่าเอ็นดูอยู่ในอันดับ 14 ที่คนไทยค้นหามากที่สุด และในหมวดเว็บไซต์ที่คนไทยนิยมเข้าชมที่สุด ก็ปรากฏว่า อันดับ 10 และ 16 ก็มีเว็บไซต์แปลกๆ ที่เขียนด้วยตัว  X  หลายตัวแบบเด่นๆ แต่ไม่ใช่เว็บใหม่ของ twitter นะ เป็นเว็บอะไรก็ไม่รู้ที่มีแบนเนอร์โฆษณายั้วเยี้ยเต็มไปหมด แล้วดันมาติดท็อปชาร์ตตั้งสองอันดับแหน่ะ (เป็นฝีมือของสมาชิกท่านไหนเอ่ย?)   สำหรับเรื่องนี้ บางคนก็มองในมุมขบขัน บางรายก็แสดงความอับอาย บางฝ่ายก็คิดให้เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนบางท่านก็พูดไปยังเรื่องศีลธรรม เมื่อสัปดาห์ก่อนจึงราวกับว่า เป็นการต่อสู้กันขนาดย่อมๆ ระหว่าง ‘ศีลธรรมอันดี’ กับ ‘วีถีสามัญของมนุษย์’ แต่ก็อีกนั่นแหละ เหมือนฟ้าดินคอยห่วงใยว่าคนไทยจะวางตัวง่ายเกินไป หรือไม่ก็เกรงว่าคนไทยจะไม่มีเรื่องชวนขำประจำสัปดาห์ เพราะหลังจากผ่าน  “วันกะเทยผ่านศึก” อันเกี่ยวข้องกับสาวประเภทสองย่านสุขุมวิทที่เป็น sex worker หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็ลงพื้นที่กันอย่างขันแข็ง พร้อมแถลงเรื่องค้าประเวณีว่า “ไม่มี๊…ไม่มี” มหาศึกของพี่กะเทยเมื่อวันที่ 4 มี.ค. เป็นข่าวดังถึงขนาดที่สื่อระดับโลกยังต้องหยิบจับ ส่วนท็อปเสิร์ชของคนไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่ต่างชาติจะสืบค้น กระนั้นก็ตาม เจ้าหน้าที่ไทยก็แทบไม่เคยจับได้หรือไล่ทัน จนเกิดเป็นวาทะ ‘บ่อนไม่มี-โสเพณีไม่พบ’ ในทุกครั้งที่สำรวจพื้นที่ แต่พูดก็พูดเถอะ เรื่องแบบนี้ชาวบ้านเขาเป็นอันรู้กันว่าเบื้องลึกเบื้องหลังต้องอาศัย ‘คนมีสีระดับสูง’ หรือก็คือต้องจ่ายส่วยนั่นแหละ   เช่นนี้แล้ว คนไทยอย่างเราท่าน ควรยืนตระหง่านต่อสายตาชาวโลกด้วยความเป็นไทยแบบไหนกัน จะภูมิใจที่มีคำน่ารักๆ ติดท็อปเซิร์ช อันสะท้อนถึงการบูชาความสามัญแห่งชีวิต หรือว่าควรรักษาวัฒนธรรมอันดี ตามระเบียบศีลธรรม หรือควรเชิดหน้าชูตากับระบบราชการซึ่งตรวจกี่ทีก็หามีไม่ ราวกับระบบราชการไทยสมาทานแนวทาง “ที่มือไม่มีสาก…เพราะปากไม่มีศีล” เห็นแล้วหรือยังว่า การเกิดเป็นคนไทยนี่วางตัวลำบากเสียจริง แต่เดี๋ยวก่อน หรือนี่จะเป็น Soft Power แบบไทยๆ

Mida แท็กทีมพาร์ทเนอร์ เปิดตัวสู่อุตสาหกรรมเพลงครบวงจร

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2567 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง มีงานเปิดตัว MIDA Entertainment Group ซึ่งเป็นการขยายตัวทางธุรกิจ โดยผนึกกำลังกับพัธมิตรรอบด้าน อาทิเช่น ค่ายเพลงอย่าง ไทบ้าน, เซิ้ง มิวสิก, ค่าย พาราฮัท มิวสิก, ค่าย บ้านสิงห์ มิวสิก และอื่นๆ รวมถึง บริษัทอุปกรณ์เครื่องเสียง และบริษัทจัดเก็บหรือถือครองลิขสิทธิ์เพลงในเครืออีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์เพลงลูกทุ่ง เพื่อชีวิต อินดี้ สตริง ฯลฯ จำนวนทั้งหมดกว่าสองล้านเพลง อีกทั้งยังมีการป้อนผลงานใหม่ๆ จากศิลปินในสังกัดภายใต้ยูนิตที่ชื่อ Uparty MIDA Entertainment Group ภายใต้การบริหารงานโดย อำนาจ ตันกุริมาน ซึ่งมุ่งหวังให้เกิดระบบการดูแลลิขสิทธิ์ที่มีมาตรฐาน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งสถานประกอบการ บริษัทจัดเก็บและผู้ถือครองลิขสิทธิ์ รวมถึงผู้สร้างสรรค์ผลงานเพลง โดย อำนาจ ตันกุริมาน ได้กล่าวไว้ในงานเปิดตัวว่า เรามีประสบการณ์ในหลายๆ ด้าน เราทำงานบนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย “เราจะไม่มีศัตรู” และในอนาคตเมื่อเราแข็งแรง เราก็จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ยังมีการสนธิกำลังกับ ไทบ้านสตูดิโอ และ เซิ้ง มิวสิก รวมถึงบริษัท บ้านสิงห์แฟมิลี่ ซึ่งเป็นตัวแทนของค่ายเพลงฝั่งอีสานอินดี้ ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ MIDA Entertainment Group   นอกจากนี้ ยังมีบริษัท พาราฮัท มิวสิก ซึ่งมี ทิวากร แก้วบุญส่ง เป็นกรรมการผู้บริหาร และเป็นตัวแทนจากแดนปักษ์ใต้ โดย ทิวากร ได้กล่าวถึงการร่วมงานกับ MIDA Entertainment Group ไว้ว่า ผมเป็นตัวแทนพี่น้องจากปักษ์ใต้ ผมร่วมงานกับ MIDA มาสองปีกว่า ทั้งเรื่องการดูแลผลงานเพลง และการจัดกิจกรรม เพราะตอนนี้ที่ปักษ์ใต้มีปัญหาเรื่องการจับลิขสิทธิ์ มีน้องๆ หลายคนที่โดนทำลายความฝันไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งเราสามารถให้ความรู้ที่ถูกต้อง ทั้งยังเป็นการเอื้อเฟื้อแก่พี่น้องชาวปักษ์ใต้ด้วย มากไปกว่านั้น