Skip links

Thailand Soft Power

บางกอกคณิกา โสเภณีสู้ชีวิต ผู้ผลิตสู้กองเซ็นเซอร์

บางกอกคณิกา ซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุดจากช่อง one31 บอกเล่าเรื่องราว การสู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับของอาชีพหญิงโสเภณีย่านสำเพ็งที่ต้องการจะโบกมือลาอาชีพ เพื่อไปทำตามความฝันของตนเอง แต่การจะทำเช่นนั้นกลับไม่ง่าย เพราะสถานะทางสังคมที่ผูกพวกเธอไว้ พวกเธอจึงจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเธอ   “สายตาทุกคู่จงมองมา นี่คือดอกไม้งามที่ราคาแพงที่สุดแห่งหอบุปผาชาติ See for yourself!” เปิดเรื่องมาแม่ราตรี เจ้าของสำนักโสเภณีบุปผาชาติ ก็สปีคอิงลิช ทำให้เราสงสัยว่า โสเภณีไทย ในมุมมองต่างชาติสมัยนั้นเป็นอย่างไร ? การจะตอบคำถามนั้น อาจต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงการก่อตั้ง สำเพ็ง หรือ สามเพ็ง เป็นย่านการค้าของชุมชนชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากบริเวณคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดพื้นที่สำหรับสร้างพระบรมมหาราชวัง ในปีในปีพ.ศ.2325 นับแต่นั้นมา สำเพ็งจึงเต็มไปด้วยชาวจีนหลากหลายเชื้อชาติ แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ชาย ย่านการค้าโสเภณีจึงถือกำเนิดขึ้น และกลายเป็นย่านที่มีชื่อเสียง   การค้าที่ใหญ่ที่สุดในสยามในช่วงเวลานั้น เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติมากมาย จึงเกิดโรงโสเภณีฝาหรั่งตามมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในแต่ละพื้นที่ จึงไม่ปรากฏแน่ชัดนักว่ามุมมองชาวต่างชาติที่มีต่อโสเภณีไทยเป็นอย่างไร แต่ก็มีบันทึกไว้ว่าอัตรา “ค่าคอร์ส” ของชาวไทยหรือจีนที่ต้องจ่ายคือ 2 สลึง-1 บาท หรือหากเป็นหญิงโสเภณีชั้นสูงจะต้องจ่ายในราคาถึง 5 บาท หากฝรั่งหรือญี่ปุ่นจะใช้บริการต้องจ่าย 2-4 บาท ซึ่งสูงกว่าชาวไทยหรือจีน แต่ถ้ามีการกำหนดไว้เช่นนี้ อาจหมายถึงโสเภณีไทยก็มีชื่อเสียงเลื่องลือมานานแล้ว   แม้ในสมัยนั้น อาชีพโสเภณีย่านสำเพ็งดูจะเป็นอาชีพที่เปิดเผย มีการจัดเก็บภาษีและพรบ.ป้องกันสัญจรโรค แต่อาชีพนี้ก็ยังคงเป็นอาชีพที่มีสถานะทางสังคมอยู่ล่างสุด เป็นที่รังเกียจของสังคมถึงขั้นที่ว่าห้ามชายแต่งเอาเป็นภรรยา “เมื่อโสเภณีถูกตีตราให้ต่ำยิ่งกว่าทาส พวกเธอจึงมิอาจได้รับสิทธิ์ความเป็นคน”   ละครเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นการกลับมาดูละครไทยในรอบหลายปี เนื่องด้วยพล็อตเรื่องที่น่าสนใจที่นำเสนอเรื่องราวอีกมุมหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานอย่าง “นางคณิกา” หรือโสเภณี มาถ่ายทอดในมิติการต่อสู้เพื่อสิทธิในชีวิตของตนเอง พร้อมสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวไทยสมัยนั้นได้อย่างลงตัว ทั้งชุดไทย อาหารไทย หรือที่พีคที่สุดก็คงจะเป็นการนำเพลง แสงสุดท้าย ของบอดี้สแลมมา re-arrange ผสานกับดนตรีไทย สำหรับใช้แสดงในโชว์แรกของพวกเธอ เพื่อสื่อถึงการดิ้นรนต่อสู้เพื่อสิทธิในชีวิตของตัวเอง จึงนับได้ว่าเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้ดีทีเดียว แม้ในจังหวะแรกจะรู้สึกประดักประเดิดในแง่ของช่วงเวลาเล็กน้อยที่เซ็ตติ้งเรื่องราวไว้ใน พ.ศ.2435 จนแอบสงสัยว่าพี่ตูนแมสมาตั้งนานแล้วเหรอเนี่ยยยย   ในแง่ของเนื้อหาละครจึงมีความดาร์กพอสมควร เพราะนำเสนอเรื่องราวของหญิงโสเภณีในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างเปิดกว้าง และหลุดจากกรอบละครประวัติศาสตร์เดิมที่มักจะถ่ายทอดเรื่องราวหญิงไทยตามขนบ แต่จะกว้างขนาดไหนก็ยังต้องผ่านกองเซ็นเซอร์ แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องของ “กะหรี่” แต่คำว่า “กะหรี่” กลับถูกเซ็นเซอร์ซะงั้น งานนี้ นอกจากกะหรี่ในเรื่องต้องสู้เพื่อตัวเองแล้ว ช่อง

LOSO Original ในรอบ 23 ปี คอนเสิร์ตใหญ่ คอนเสิร์ตกลาง คอนเสิร์ตเสก

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนๆ วงร็อครุ่นใหญ่ขวัญใจมหาชนอย่าง “วงโลโซ” ที่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า สมาชิกยุคแรกเริ่มทั้งสามคน ประกอบไปด้วย เสก-เสกสรรค์ ศุขพิมาย (ร้องนำ, กีตาร์), ใหญ่-กิตติศักดิ์ โคตรคำ (กลอง) และ กลาง-ณัฐพล สุนทราณู (เบส) จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 23 ปี “28 YRS LOSO WE ARE THE ROCK & ROLL CONCERT”    หลังจากที่เดิมที สมาชิกรุ่นแรกเริ่มวงโลโซแยกทางกันไปเมื่อปี พ.ศ.2546 หรือ 20 กว่าปีก่อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ที่ยังอยากเห็นไลน์อัพในตำนานกลับมารวมตัวบรรเลงความเป็นร็อคแอนด์โรลให้แฟนๆ หายคิดถึง จนเมื่อไม่กี่ปีก่อนเราจึงได้เห็นภาพของสมาชิกยุคแรกเริ่มได้กลับมาพบปะกันในฐานะ “เพื่อน” กันอีกครั้ง โดยในประเด็นนี้ “เสก โลโซ” ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ผมไม่ได้เจอใหญ่กับพี่กลางนานแล้ว มีความคิดถึงกัน นัดเจอกัน ปรับความเข้าใจในเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา พอได้กอดกันน้ำตาซึม ก็รู้สึกว่าต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ ผ่านมา 2 ปี ก็คนติดต่อมาว่าจะทำคอนเสิร์ต ก็รับปากตกลง … ตอนนี้เรียกว่าตกผลึกแล้ว อายุก็ 50 กันแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ กลับมารวมตัวกันก็ดีใจและรักกันมากกว่าเดิม”   ส่วนทาง “ใหญ่-กิตติศักดิ์ โคตรคำ” มือกลองคู่บุญของ “พี่เสก” ก็เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ตอนโน้นเราทะเลาะกัน มันไม่ใช่เรื่องอื่น ส่วนมากจะมีปัญหากันเรื่องเงิน แต่เราไม่มีเรื่องพวกนั้น คือเราเป็นวงที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย งานทั้งหมดเราเป็นคนทำเองหมด จะมีอีโก้ว่าไม่กลัวใครแค่นั้นเลย พอวันนึงเรากลับมาเคลียร์กันนิดเดียว นั่งคุยกัน ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก”   และหากจะกล่าวถึง “วงโลโซ” ก็นับว่าเป็นวงดนตรีที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดในวงการเพลงไทย และยังเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะฟรอนต์แมนที่ทุกคนเรียกว่า “พี่เสก” ก็เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะ “ร็อคแอนด์โรลสตาร์” ซึ่งยากจะหาใครมาเปรียบ นอกจากนี้ ในทางดนตรี ก็มีการยกย่องว่า แนวทางของโลโซนี่เองก็เป็นการบรรจบกันระหว่างความเป็น “ร็อค” กับ “เพื่อชีวิต”

MCT Presents Songwriter Thailand Showcase 2024

งานนี้เพื่อนพ้องนักแต่งเพลงมารวมตัวกันอย่างคึกคัก ทั้ง ศิลปิน นักดนตรี โปรดิวเซอร์ โดยในการเปิดงาน มี ‘คุณวิเชียร ฤกษ์ไพศาล’ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติด้านดนตรี กล่าวเปิดงาน ประกาศผลักดันให้อุตสาหกรรมดนตรีให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีของไทยและยกระดับคนทำงานในอุตสาหกรรม   การเสวนาช่วงแรกมี ‘คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ’ (ก้อ) ‘คุณธารณ ลิปตพัลลภ’ (แทน ลิปตา) และ ‘คุณดนุภพ กมล’ (บอม Muzik Move) ผู้แทนจาก MCT ขึ้นมาพูดถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมดนตรี และทำความรู้จัก MCT ช่วงที่สองเป็น Songwriter Inspiration Talk : Story behind the Song ได้นักแต่งเพลงแห่งยุค ซึ่งเป็นสมาชิกนักแต่งเพลงของ MCT ‘คุณปณิธิ เลิศอุดมธนา’ (ข้าว Fellow Fellow) และ ‘คุณอัจฉริยา ดุลยไพบูลย์’ (แอ้ม) QUEEN OF T-POP มาร่วมแชร์เบื้องหลังและที่มาของเพลงฮิตติดหูกันอย่างเป็นกันเอง ช่วงถัดมา เป็น Songwriter Trick & Tips ที่ได้ ‘คุณปิยวัฒน์ มีเครือ’ (ปู๋ นักร้องนำวง HENS) มาแนะนำวิธีหาแรงบันดาลใจ เพื่อช่วยปลดล็อกเมื่อแต่งเพลงแล้วถึงทางตันให้กับนักแต่งเพลงมือใหม่   จากนั้น การเสวนาช่วงสุดท้าย ‘คุณธารณ ลิปตพัลลภ’ ขึ้นมาพูดคุยบนเวทีอีกครั้ง ร่วมกับ ‘ผศ. ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ราชรักษ์’ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมบันเทิง มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ‘คุณวรภัทร วงศ์สุคนธ์’ (พัด วง Mean) ผู้บริหารบริษัท marr ในเครือค่ายเพลง LOVEiS Entertainment ในหัวข้อ เส้นทางและอนาคตของอาชีพนักแต่งเพลง แชร์ประสบการณ์ตลอดระยะเวลาการทำงาน

30 เมษายน วันชานมไข่มุกแห่งชาติ ย้อนรอยยุทธศาสตร์เครื่องดื่มหวานร้อย

ชานมไข่มุก เครื่องดื่มเพิ่มน้ำตาลในเลือดขวัญใจชาวเราที่ต้องดื่มทุกวันเหมือนเป็นอวัยวะที่ 34 แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ใครกันที่สรรสร้างสวรรค์ในรูปแบบเครื่องดื่มหวานร้อยลูกกลมๆ แบบนี้ขึ้น แน่นอนว่าจากชื่อก็พอจะรู้ว่าต้นกำเนิดมากจากไต้หวัน แต่ในสมัยก่อน ยังไม่มีความสำคัญเรื่องการจดลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็มีเรื่องเล่ายอดนิยมอยู่ 2 เรื่อง   เรื่องเล่าแรก เกิดขึ้นในปี 1986 ที่ร้านชา ฮันหลิน เมืองไถหนาน โดยถัวซ่งเหอ-เจ้าของร้าน นำแป้งมันสัมปะหลังเชื่อมน้ำตาล ลักษณะคล้ายสาคู ซึ่งเป็นขนมหวานไต้หวันใส่ลงไปในชา เกิดเป็นเมนูชาไข่มุกขึ้นในที่สุด   อีกเรื่องเล่าหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 1988 ที่ร้านชาชุน ฉุ่ย ถัง เมืองไถจง โดยในส่วนของชา หลิว ฮั่นฉี-เจ้าของร้าน เดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นการดื่มชาและกาแฟแบบเย็น จึงกลับมาเปิดร้านชาร้านนี้ เพื่อขาย ชาเย็น บ้าง เพราะเดิมที ไต้หวันนิยมดื่มเพียงชาร้อนเท่านั้น ต่อมาขณะที่ หลินชิ่วฮุย-ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กำลังประชุมอยู่ที่ร้าน รู้สึกเบื่อ จึงเท “เฟิ่นเหยียน” ขนมหวานของไต้หวันที่ทำจากแป้งมัน ลักษณะคล้ายขนมโมจิ ลงไปในชา เมื่อลองกินแล้วพบว่าอร่อย จากนั้น ทดลองทำแจกให้พนักงานชิมก่อนจะขายเมนูนี้ในที่สุด ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูยอดนิยมของพื้นที่นี้   ไม่ว่าเรื่องเล่าใดจะจริงแท้หาใช่เรื่องสำคัญ ตอนนี้ชานมไข่มุกนั้นได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก เกิดธุรกิจแบรนด์ชานมไข่มุกที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ในเอเชียและยุโรป ในช่วง 1990 แต่ก็ซบเซาลง ด้วยกระแสเครื่องดื่มที่เกิดขึ้นต่อมา กระทั่งในปี 2016 ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของไต้หวันผลักดันนโยบาย New Southbound Policy เที่ยวไต้หวันฟรีวีซ่า พร้อมส่งเสริมให้ “ชานมไข่มุก” เป็นเครื่องดื่มประจำชาติที่ต้องลอง ต่อมาในปี 2017-2018 นโยบายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รัฐบาลจึงเริ่มหยิบชานมไข่มุกของร้านฮันหลินมาเสิร์ฟเลี้ยงรับรองแขกของรัฐบาลจากทั่วโลก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวไต้หวัน สายการบินแห่งชาติไต้หวันอย่าง EVA หรือ China Airlines ผู้ที่มาท่องเที่ยวไต้หวันมักมีโอกาสได้ชิมรสชาติชานมไข่มุกแบบไต้หวัน ในกรุงไทเประหว่างการพักต่อเครื่องที่สนามบินไทเปเถาหยวน   ส่วนภาคเอกชนก็มีการตอบรับนโยบายชานมไข่มุกนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงนั้นเราจะเห็นได้ว่าตามท้องตลาดเต็มไปด้วยสินค้ารูป รส กลิ่น ชานมไข่มุกออกมาจำนวนมาก กลายเป็นกระแสชานมไข่มุกฟีเวอร์หนักถึงขั้นมีกะเพราชานมไข่มุก คั่วไก่ไข่มุก ก๋วยเตี๋ยวไข่มุก พิซซ่าไข่มุก ลูกอมไข่มุก และอื่นๆ อีกมาก

หมอลำกลางกรุง ถูกร้องเรียนเสียงดัง ปัญหาคนเมือง กับ คอนเสิร์ตกลางแจ้ง

เมื่อวานนี้ (28 ก.พ. 67) บริเวณลานหมอชิต 2 เขตจตุจักร กทม. มีการแสดงคอนเสิร์ตจากหมอลำคณะใหญ่ ตั้งแต่ช่วงเย็นไปจนถึงกลางดึก โดยระหว่างนั้นมีรายงานว่าชาวบ้านละแวกใกล้เคียงได้มีการร้องเรียนเรื่องเสียงดังรบกวนจากคอนเสิร์ตดังกล่าว ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการร้องเรียนในพื้นที่แห่งนี้ เพราะที่ผ่านมาไม่นานก็เคยมีในกรณีเดียวกันมาแล้ว ทั้งนี้ ปัญหาข้างต้นนับได้ว่า เป็นความท้าทายแห่งเมืองหลวงของประเทศที่ประกาศกร้าวตั้งเป้าเป็น ‘กรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ต’ แต่ทว่าพื้นที่กลางแจ้งอันสามารถตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าวดูจะมีจำกัด และถึงแม้ว่า ที่ผ่านมากรุงเทพฯ เองก็มีโอกาสต้อนรับศิลปินระดับโลกหลายรายนามที่ข้ามน้ำข้ามฟ้ามาเล่นคอนเสิร์ตในเมืองกรุง แต่ก็อีกนั่นแหละ สถานที่ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นฮอลล์ หรือไม่ก็สนามกีฬา ซึ่งควบคู่มากับราคาบัตรที่แพงหูฉี่ เพียงแค่นี้ก็คัดคนที่ไม่มีกำลังซื้อซึ่งเป็นชนหมู่มากของเมืองแห่งนี้ออกไปได้เลย เห็นแต่จะมีเพียงชนชั้นกลางค่อนบนขึ้นไป ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้นที่เข้าถึงคอนเซ็ปต์นี้ ส่วนคนธรรมดาเดินดินกินข้าวแกง โอกาสที่จะเข้าถึงคำว่า ‘กรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ต’ ก็คงจะยากหน่อย เหตุเพราะสถานที่จัดคอนเสิร์ตที่คนเดินถนนจะสามารถเข้าถึง ไม่ได้มีอยู่ใกล้ตัวเท่าใดนัก รวมถึงการจัดระเบียบผังเมืองที่ไม่ได้สร้างไว้ให้มีลานกลางแจ้งที่สามารถใช้เสียงดังได้มาตั้งแต่แรก ผลที่ออกมาก็คือการร้องเรียนเรื่องเสียงตามงานคอนเสิร์ตกลางแจ้งดังที่ผ่านๆ มา   ฉะนั้นแล้ว การไปสู่จุดมุ่งหมายแห่งการเป็น ‘เมืองคอนเสิร์ต’ นั้น ยังมีปัญหาที่ควรพิจารณา มากกว่าแค่การนำศิลปินจากต่างชาติมาแสดงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องจัดการเชิงพื้นที่ จัดโซนนิ่งสำหรับพื้นที่กิจกรรมกับที่พักอาศัย ตลอดจนปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้เหมาะสมแก่การจัดแสดงและรับชมดนตรี เช่น ลานกิจกรรมในชุมชน ใต้ทางด่วน ดาดฟ้า ฯลฯ รวมไปถึงการสนับสนุน live house ให้การจัดแสดงดนตรีเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันคนทุกหมู่เหล่ามากขึ้น ทั้งหมดนี้เพื่อให้กรุงเทพฯ กลายเป็น ‘เมืองคอนเสิร์ต’ อย่างที่มุ่งหวังต่อไป … อ้างอิง : https://www.amarintv.com/news/detail/216053 https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000110726 https://urbancreature.co/city-of-concerts/  

ปลดปล่อยพลัง “ตัวแม่” ในตัวคุณ นักท่องเที่ยวชายเที่ยววัดอรุณ ในลุคชุดไทยสไบเฉียง!

กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไปแล้วแน่ๆ  เพราะไม่ว่าจะเดินไปมุมไหน ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวชาย/หญิง ใส่ชุดไทยออกทริปถ่ายรูปคู่วัดอรุณกันจนเป็นกิจกรรมฮิตที่ชาวต่างชาติป้ายยากันรุ่นสู่รุ่นจนชินตา   เช่นเดียวกันกับนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ที่เลือกเช่าชุดไทยสไบเฉียง มาสวมใส่ถ่ายรูปภายในวัดกันอย่างสวยงาม   แต่เอ๊… เดี๋ยวนะ นี่มันชุดผู้หญิงมั้ยนะ คุณพรี่!!!  

มีอะไรในกอไผ่ เบื้องหลังส่งกลับแพนด้า “ฟู่เป่า” หรือสัมพันธ์จีน-เกาหลีกำลังสั่นคลอน

ย้อนกลับสู่ยุคแพนด้าครองโซเชียล หลังเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา เกาหลีใต้ส่งคืน “ฟู่เป่า” ลูกแพนด้าตัวแรกของอ้ายเป่า และเล่อเป่าที่เกิดเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2563 ตามข้อตกลงการยืมแพนด้าในฐานะทูตสันถวไมตรีที่ต้องส่งคืนลูกแพนด้าอายุ 2-4 ปี ฟู่เป่าอาศัยอยู่กับอ้ายเป่าและเล่อเป่าที่สวนสนุกเอเวอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสวนสนุกกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ ทำให้ครอบครัวแพนด้าก้อนนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่คนเกาหลี มีภาพและวิดีโอต่างๆ ให้แฟนๆ ได้ติดตามมากมาย ประกอบกับความน่ารักของฟู่เป่าและคุณปู่ คังชอลวอน ผู้ดูแลฟู่เป่าที่คอยอยู่ข้างๆ ฟู่เป่ามาเสมอ เจ้าหญิงน้อยตัวนี้ มีรายการร่วมกับคุณปู่เป็นของตัวเองในชื่อว่า “Fu Bao & Grandpa” จำนวน 4 ตอน ซึ่งออกอากาศไปเมื่อปี 2023 ซึ่งในปี 2024 ได้จองอู NCT มาร้องเพลงประกอบพาร์ท 1 ในเพลง Smile Goodbye และได้ซึลกิ Red Velvet มาร้องเพลงประกอบพาร์ท 2 ในเพลง You are joy and luck’   ดูๆ ไปแล้วไม่ต่างจากเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนที่เราต้องได้ดูช่วงช่วง หลินฮุ่ย หลินปิง ในเรื่องเล่าเช้านี้ก่อนไปโรงเรียน/ไปทำงาน พร้อมร้องเพลงติดหู “จั๊ด จัด จา ดา” กระทั่งเปิดช่องแพนด้า แชนแนล เพื่อดูความน่ารักของเจ้าก้อนขนพวกนี้ 24 ชม. การเดินทางกลับจีนของฟู่เป่าจึงสร้างความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ชาวเกาหลีใต้ไม่แพ้กับตอนที่หลินปิงต้องกลับจีนด้วยเหตุผลเดียวกับฟู่เป่า จึงอาจเรียกได้ว่าครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ การทูตแพนด้า (Panda diplomacy) ประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย หลังความสัมพันธ์สัมพันธ์ระหว่างจีนและเกาหลีระส่ำระส่ายมาตั้งแต่ 2016 เนื่องจากในปีนั้นเกาหลีใต้อนุญาตให้สหรัฐฯ เข้ามาติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธ (THAAD) ทำให้จีนออกตัวแบนอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีรุนแรง จนคนในวงการบันเทิงเกาหลี-จีนต้องหยุดพักงานข้ามประเทศกันไปหลายคน การเดินทางส่งฟู่เป่าในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจีนที่พยายามส่งสัญญาณสานสัมพันธ์กับเกาหลีอีกครั้งอย่างเห็นได้ชัด ทั้งส่งเอกอัครราชทูตจีนประจำเกาหลีใต้เข้าร่วมบอกลาฟู่เป่า และส่งกงสุลใหญ่จีนในกวางจูเดินทางไปเข้าร่วมพิธีศพของคุณแม่ของคุณปู่คังที่เพิ่งจากไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า มอบพวงหรีดและของขวัญธีมแพนด้าอีกจำนวนหนึ่ง และแสดงความประทับใจแก่คุณปู่ที่ยังเดินทางไปจีนพร้อมฟู่เป่า   นอกจากนี้ ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีน ยังจัดงานแถลงข่าวต้อนรับการกลับบ้านของฟู่เป่า แถมยังใช้โอกาสนี้กล่าวถึงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ให้เกาหลีใต้จำกัดการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์มายังจีน “จีนและสาธารณรัฐเกาหลีมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดและฝังแน่นอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานของกันและกัน” “เราหวังว่า

“สงกรานต์ 21 วัน” ประชาสัมพันธ์ห่วย หรือเพราะอะไร? จะดีกว่านี้ไหมถ้ามี…?

สงกรานต์ปีนี้ผ่านพ้นไปอย่างคึกคักในหลายพื้นที่ คงต้องชื่นชมหลายฝ่ายซึ่งมีส่วนผลักดัน water fest ให้พิเศษมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่เดี๋ยวก่อน… กระแสตอบรับจากชาวไทยใช่ว่าจะมีคำชมเพียงอย่างเดียว เพราะแม้ “สงกรานต์ 21 วัน” จะลุล่วงไปแล้ว แต่ความฉงนสงสัยในนโยบายก็ยังเป็นสิ่งที่คาใจใครหลายคน รวมถึงชาวต่างชาติด้วย ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามตอบโต้ว่า เนื่องจากงบยังไม่ออก ปีนี้จึงไม่อาจทำอะไรได้มากเท่าที่คิด ทว่าปัญหาที่แท้อาจไม่ใช่เรื่องงบประมาณ หากแต่เป็นเรื่องของการสื่อสารที่ยัง ‘ทำไม่ถึง’ และ ‘ขาดเอกภาพ’ เสียมากกว่า ฉะนั้นแล้ว เรามาช่วยกันคิดหน่อยว่า ในแง่การสื่อสาร รัฐบาลควรทำอย่างไรให้ดีกว่านี้ แม่นยำกว่านี้ และมีประสิทธิภาพกว่านี้ อาทิเช่น จะดีกว่านี้ไหมถ้ามี “ผู้นำทางการสื่อสาร”   แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่างานนี้อยู่ในการกำกับดูแลของ “อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร” แต่ทว่าบทบาทการเป็นผู้นำทางการสื่อสารอาจจะยังไม่เด่นชัดนัก เพราะเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน การสื่อสารแคมเปญก็กระจายไปยังหลายฝ่าย ซึ่งข้อเสียคือประชาชนไม่รู้ว่าจะฟังใครดี? ลองนึกถึงตอนที่เรื่อง digital wallet กำลังฝุ่นตลบกันอยู่ ครานั้นนายกเศรษฐาก็พูดเสียงดังฟังชัดเลยว่า ต่อแต่นี้ขอให้ “ฟังผมคนเดียว” หรือแม้แต่ช่วงที่มีวิกฤตโควิด-19 นายกประยุทธ์ ก็แถลงการณ์เองทุกวัน เหล่านี้คือการเล่นบท ‘ผู้นำทางการสื่อสาร’ ให้ประชาชนได้รับรู้ ทว่าสำหรับนโยบาย “สงกรานต์ 21 วัน” พอเข้าเดือนเมษายน “อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร” ก็กลายเป็น ‘ผู้นำล่องหน’ ไปอย่างน่าเสียดาย ถ้ามีใครสักคนในรัฐบาลเล่นบท ‘ผู้นำทางการสื่อสาร’ ป้อนข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนอยู่เป็นระยะๆ ก็คงไม่ต้องปล่อยให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศเสียเวลาสืบหาข้อมูลมากดังที่ผ่านมา จะดีกว่านี้ไหมถ้า “มี road map ที่ชัดเจนกว่านี้”    1 เมษายน คือ Day 1 ของ “สงกรานต์ 21 วัน” แต่มีประชาชนไทยสักกี่คนกันเชียวที่รู้ว่ามีอีเว้นท์ที่ไหน? อย่างไรบ้างในวันแรก? และยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงชาวต่างชาติ เพราะผลลัพธ์ที่เห็นกันก็คือ ไวรัลหนุ่มจีนขัดปืนเก้อ ไม่เจอน้ำแม้แต่หยดเดียว ยืนเปลี่ยวกลางอโศก แค่นี้ก็สะท้อนถึงการประชาสัมพันธ์แผนที่เส้นทางการเล่นน้ำที่ยังสร้างการรับรู้ได้ไม่เพียงพอเป็นอย่างดี ซึ่งของแบบนี้มีหรือที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะทำไม่ได้?   จะดีกว่านี้ไหมถ้า “มีช่องทางสื่อสารเป็นหลักแหล่ง”  บางเทศกาลในต่างประเทศ เขาจัดเล็กกว่าเรา แต่เขายังมีเว็บไซต์ มีเพจ มียูทูบให้ได้ติดตามดูความเคลื่อนไหว รวมถึงการรวบรวมข้อมูล แต่เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้ว่างบประมาณยังไม่ออก เอาเป็นว่าปีหน้าค่อยมาตัดสินอีกทีละกัน

อากาศโคตรร้อน แต่ทำไมคนไทยไม่กิน “อาหารเย็น”!?

คนไทยไม่กินอาหารเย็น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง อาหารในมื้อเย็น เพื่ออดอาหารลดน้ำหนักแบบ IF แต่อาหารเย็นที่เราจะพูดถึงเป็นอาหารเย็นที่อุณหภูมิ เพราะ ถ้าไม่นับอาหารว่างอย่าง “ข้าวแช่” และ “แตงโมปลาแห้ง” ที่เป็นพระเอกประจำฤดูนี้ รวมถึงขนมหวานคลายร้อนอื่นๆ อย่างข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ลอยแก้วแล้ว ไทยก็แทบจะไม่มี “เมนูคาว” ที่ทานแบบ “เย็นๆ” เพื่อดับร้อนเลย เมื่อพูดถึงอาหารคาวที่ต้องทานแบบเย็นๆ ในหน้าร้อน เท่าที่ทราบทางฝั่งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีจะมีเมนู “หมี่เย็น” ที่เป็นเมนูอาหารจานหลักประจำหน้าร้อน โดยจะนำเส้นหมี่ต้มสุกไปผ่านน้ำเย็น จากนั้นนำไปคลุกซอส หรือปรุงรสเพิ่มเล็กน้อย เพื่อความกลมกล่อม   เมนู “หมี่เย็น” ในจีนจะเรียกว่า “เหลียงเมี่ยน” เล่ากันว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง พระนางบูเช็คเทียน จักรพรรดินีเพียงองค์เดียวของจีน ในวัย 14 ปี มีเพื่อนสนิทชายคนหนึ่งชื่อ “เจี้ยนเฟิง” ทั้งสองมักจะเที่ยวเล่นบริเวณริมน้ำและแวะพักกินบะหมี่ที่ร้านในละแวกนั้น จนวันหนึ่งในฤดูร้อน ทั้งสองอยากกิน “หมี่เย็น” จึงลองเสนอให้เจ้าของร้านลองทำ จนออกมาเป็น”หมี่เย็นคู่สามีภรรยา” แม้ทั้งสองจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริง แต่พ่อครัวหลวงก็ถูกรับสั่งให้ถวายหมี่เย็น “ต้นตำรับจักรพรรดินี” ให้พระนางในวันคล้ายวันพระราชสมภพของทุกปี วัฒนธรรมการกินอาหารประเภทเส้นจากจีนเดินทางไปยัง ญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคนารา-ยุคเฮอัน ซึ่งตรงกับราชวงศ์ถังของจีน โดยในช่วงแรกเป็นอาหารที่กินกันเฉพาะโอกาสพิเศษในวัง กว่าจะได้รับความนิยมทั่วญี่ปุ่นก็อยู่ในยุคเอโดะแล้ว จนเกิดเป็นเมนูโซเมง โซบะ อุด้ง ที่นิยมนำมาใส่น้ำแข็งทานในปัจจุบัน   ส่วนทางเกาหลีใต้ก็มีเมนูหมี่เย็น ชื่อว่า “แน็งมย็อน” โดยเอกสารสมัยศตวรรษที่ 19 ระบุว่า แน็งมย็อน ได้รับอิทธิพลมาจากเมนูอาหารเกาหลีเหนือชื่อ “แร็งมย็อน” ซึ่งเมนูนี้ปรากฎในเกาหลีใต้มาตั้งแต่สมัยโชซ็อน แต่มาได้รับความนิยมทั่วคาบสมุทรเกาหลี หลังเกิดสงครามเกาหลีขึ้น เดิมที “แน็งมย็อน” เป็นเมนูสำหรับฤดูหนาว เนื่องจากตัวเส้นหมี่ ทำมาจาก “บักวีต” ซึ่งเหมาะแก่การทานในอุณหภูมิเย็นมากกว่า เพราะจะช่วยให้เส้นเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ในปัจจุบัน แน็งมย็อน ได้รับความนิยมในช่วงหน้าร้อนด้วย โดยการใส่น้ำแข็งแทนเช่นกันกับญี่ปุ่น   จะเห็นได้ว่า อาหาร เป็นสิ่งที่โยงใยกับวัฒนธรรม เมนูอาหารเย็นทั้ง ข้าวแช่ และ หมี่เย็น จึงเป็นการนำเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่กินกันเป็นประจำอย่าง เส้น

เปิดตัวบีเบียร์ – คราฟต์เบียร์ฝีมือ “แบมแบม” ไอดอลเกาหลีทำคราฟต์เบียร์ได้ด้วยหรอ?

“แบมแบม” ทดลองเปิดตัว “บีเบียร์ (Bbeer)” – คราฟต์เบียร์ฝีมือแบมแบมที่แอบแง้มโปรเจ็กต์เครื่องดื่มชุ่มคอให้อากาเซ่เห็นตั้งแต่รายการ Bam House Season 1 ทำเอาอิจฉาแขกรับเชิญหลายคนที่ต่างได้ลองดื่มกันไปแล้ว จนในที่สุด เมื่อวานนี้ (22 เม.ษ.) ก็ถึงตาของอากาเซ่สายดื่มบ้างแล้ว โดยการทดลองเปิดตัวในไทยครั้งนี้ บีเบียร์ มีวางจำหน่ายที่ – San Nae Deul Korean Restaurant เอกมัย – Kstreat express restaurant จัตุจักร บีเบียร์ที่ทดลองวางจำหน่ายในไทยทั้งสองพื้นที่ได้รับกระแสตอบรับจากแฟน ๆ ที่ไปรอต่อแถว รับบัตรคิวซื้ออย่างล้นหลาม ทำให้หมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าใครยังไม่ได้ลองก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะ บีเบียร์มีแผนจะวางจำหน่ายที่ 7-11 แน่นอน สามารถติตตามข่าวสารเพิ่มเติม ได้ที่ IG: @ thesatellitebrewing   ตลาดคราฟต์เบียร์ในเกาหลีเป็นยังไง ทำไม “แบมแบม” ทำคราฟต์เบียร์ได้ ? ภาพไอดอลดื่มเบียร์ หรือเป็นพรีเซ็นเตอร์ ถือว่าเป็นเรื่องปกติในวงการ แต่ถึงขั้นทำคราฟต์เบียร์เอง อาจเห็นได้ไม่บ่อยนัก แล้ววงการคราฟต์เบียร์ในเกาหลี เปิดกว้างถึงขนาดที่ไอดอลสามารถทำคราฟต์เบียร์เองได้เลยหรอ?   จุดเริ่มต้นตลาดคราฟต์เบียร์ของเกาหลี ไม่ต่างจากไทยมากนัก เนื่องจากช่วงก่อนหน้านี้ เกาหลีใต้เองก็มีบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า ก้าวสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคราฟต์เบียร์ในเกาหลีใต้ น่าจะต้องย้อนกลับไปในปี 2009 เกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อเบียร์นำเข้าในราคาที่เหมาะสมมากขึ้นได้ และเกิดการให้ความสนใจเรื่องความหลากหลายของรสชาติมากขึ้น เมื่อตลาดเบียร์ต่างชาติที่มีความหลากหลายมากกว่าโซจูและมักกอลลี เริ่มเข้ามามีส่วนแบ่งในตลาดมากขึ้น ในช่วงปี 2011 จึงเริ่มมีการปรับข้อกฎหมายโรงผลิตเบียร์ โดยจากเดิม กฎหมายกำหนดให้โรงเบียร์ต้องผลิตเบียร์มากกว่า 1 ล้านลิตร/ปี จึงจะได้รับใบอนุญาตการผลิต ปรับลดลงเหลือ 150,000 ลิตร/ปี และ 50,000 ลิตร/ปี ในที่สุดในปี 2014 ต่อมาในปี 2020 กฎหมายสุราของเกาหลีใต้มีการเคลื่อนไหวที่สำคัญอีกครั้งในเรื่อง “การเก็บภาษี” จากเดิม จะเรียกเก็บภาษีสุราตามมูลค่าต้นทุนการผลิต เปลี่ยนมาเรียกเก็บภาษีตามปริมาณเบียร์ที่ขาย ทำให้สามารถตั้งราคาไม่สูงมาก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายย่อยสามารถแข่งขันกับรายใหญ่ได้   นอกจากนี้ ในปีเดียวกันนั้นเอง