Skip links

Soft Power News

สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ การ์ตูนธรรมะเคลือบช็อกโกแลต จากคำสอนพระเมธีวชิโรดม – ว.วชิรเมธี

ในยุคที่คนเสพติดโซเชียล ลืมตาตื่นขึ้นมาทุกเช้าก็คว้ามือถือไถหน้าจอเสพคอนเทนต์ที่ AI ยกมาเสิร์ฟได้แบบรู้ใจ จึงกลายเป็นงานท้าทายของพระสงฆ์ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการเผยแผ่พระธรรมคำสอน และส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถาวรสืบไป เพราะความสนใจของคนในยุคนี้ถูกดึงดูดจากโซเชียลมีเดียจนแทบไม่มีเวลาเหลือให้สิ่งอื่น ทำให้ธรรมะแบบเดิมๆ  เมื่อเอามาเทียบกับคอนเทนต์ที่เน้นความบันเทิงแล้ว กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและถูกมองว่าน่าเบื่อจนต้องรีบเลื่อนผ่านกันเลยทีเดียว นั่นจึงกลายเป็นที่มาของ  “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ”  แอนิเมชั่นที่จะมาช่วยดึงสติและเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อธรรมะของผู้คน  โดยความร่วมมือของ  มูลนิธิวิมุตตยาลัย,  มูลนิธิพุทธรักษา,  มูลนิธิอริยวรารมย์,  เชลล์ฮัท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์,  ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล  และ ดีทีจีโอ คอร์ปอเรชั่น  ซึ่งเนื้อเรื่องในแอนิเมชั่นนั้นสร้างจากแรงบันดาลใจและหลักธรรมคําสอนของ  “พระเมธีวชิโรดม – ว.วชิรเมธี”  ผ่านตัวละครเณรน้อย “สติมา”  เพื่อหวังให้เกิด Global Mindset  ที่ว่า  “We are One โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกัน”  ที่จะทำให้ประชาคมโลกอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นและเป็นสุข พระเมธีวชิโรดม – ว.วชิรเมธี ประธานกรรมการมูลนิธิวิมุตตยาลัย กล่าวว่า “แอนิเมชันเรื่องนี้เป็นนวัตกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป้าหมายคือการส่งต่อไปยังประชาคมโลก เป็นการทำแพ็คเกจจิ้งให้น่าชื่นชม และกลายเป็น ‘ธรรมะเคลือบช็อกโกแลต’ ที่เข้าใจง่าย สบายๆ ทุกคนสามารถนำมาใช้ได้ในการดำเนินชีวิตจริง ทุกวันนี้เราอยู่กับสื่อโซเชียลมีเดีย พระอาจารย์อยากให้ทุกคนลองถามใจตัวเองดู เราแต่ละคนเข้าไปจ่อมจมในโลกโซเชียลมีเดียกันนานแค่ไหน สื่อเหล่านั้นหากพิจารณาให้ดีย่อมมีทั้งคุณและโทษ ถ้าเราเลือกเสพให้เป็น เราก็จะได้เนื้อหาสาระที่ดี อย่างเรื่อง “สติมา” นี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งสื่อที่จะช่วยเรียกสติของผู้คน เป็นความสนุกสนานที่ผสานเข้ากับธรรมะ ช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตอย่างมีสติ ดั่งคำที่ว่า “เมื่อสติมา ปัญญาเกิด” นั่นเอง” ดร.ชวัลวัฒน์ อริยวรารมย์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เชลล์ฮัท เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด, บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด  และบริษัทในเครือ และประธานมูลนิธิอริยวรารมย์ กล่าวว่า “สติมา เณรน้อยอัจฉริยะ เป็นแอนิเมชันที่ตั้งใจสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ ให้เกิดขึ้นบนสังคมไทยและสังคมโลก ซึ่งภายในแอนิเมชันซีรีส์จะมีเณรน้อยที่ชื่อว่า สติมา เป็นผู้ดำเนินเรื่องคอยให้ความรู้แก่น้องๆ เยาวชน และครอบครัวยุคใหม่ได้รับชมกันแบบเต็มอิ่ม ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่เคยสร้าง “เชลล์ดอน” ให้กลายเป็นตัวละครที่อยู่ในความทรงจำของเด็กๆ ทุกคนและโด่งดังไปมากกว่า 180 ประเทศทั่วโลกมาแล้ว ซึ่งโปรเจกต์นี้ไม่ใช่แค่ทำแล้วจบไป แต่เป็นโปรเจกต์ที่ทำต่อเนื่องแบบยั่งยืน

8 ชาติแชมป์โลก เปิดศึกดวลแข้งฟุตบอลโลกวัยเก๋า อองรี, โรนัลดินโญ่, โอเว่น ฯลฯ ตำนานมากันเพียบ

เตรียมตัวย้อนความทรงจำไปกับแข้งระดับโลก เมื่อ Elite Players Group (EPG) ประกาศว่ากลางปีนี้ จะมีการจัดฟุตบอลโลกสำหรับอดีตนักเตะรุ่นอายุ 35 ปีขึ้นไป โดยทัวร์นาเมนต์นี้ จะให้สิทธิแก่ชาติที่เคยได้แชมป์โลกมาก่อนเท่านั้น ประกอบไปด้วย บราซิล, เยอรมนี, อิตาลี, อาร์เจนติน่า, ฝรั่งเศส, อุรุกวัย, อังกฤษ และสเปน แน่นอนว่า ไฮไลท์สำคัญต้องอยู่ที่อดีตดาวเตะระดับโลก ที่เรียกได้ว่าคัดมาแต่ตัวดังๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ อย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น, ฟาบิโอ คันนาวาโร่, ริวัลโด้, โรนัลดินโญ่ และกาก้า หรือที่แฟนบอลคุ้นชื่อกันเป็นอย่างดี เช่น สตีฟ แม็คมานามาน, โจ โคล, ริโอ เฟอร์ดินานด์, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, มาร์กอส คาฟู, เธียร์รี่ อองรี, มาร์กแซล เดอไซญี่, ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ, การ์เลส ปูโยล, ดีเอโก้ ฟอร์ลัน และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในเมื่ออายุปูนนี้กันแล้ว จะให้แข่งกัน 90 นาทีก็กระไรอยู่ ฝ่ายจัดการแข่งขันจึงลดให้เหลือ 70 นาที และมีพักครึ่งให้ 15 นาทีเหมือนปกติ   ทั้งนี้ แต่ละทีมชาติสามารถลงทะเบียนนักเตะได้ไม่เกิน 18 คน / ทีม  แต่รายชื่อนักเตะที่มีสิทธิลงทะเบียนต้องผ่านการรับใช้ทีมชาติมาก่อน หรือไม่ก็ต้องลงเล่นในลีกระดับสูงมาไม่ต่ำกว่า 100 นัด ส่วนในการแข่งขันก็สามารถเปลี่ยนตัวได้เต็มอัตรา และตามรายงานของ David Coverdale จาก Daily Mail กล่าวว่า ทัวร์นาเมนต์นี้จะจัดขึ้นในฤดูร้อนที่จะถึงนี้ โดยมีอังกฤษเป็นเจ้าภาพ ซึ่งการประชันเพลงแข้งของรุ่นลายครามจะเริ่มขึ้นหลังจากรอบชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1 มิ.ย.) และจะเริ่มการแข่งขันก่อนศึกยูโร 2024 ในเยอรมนีจะคิกออฟ (14 มิ.ย.) EPG Cup

เพศหญิงก็ไม่ใช่…เพศชายก็ไม่เชิง คำนำหน้าชื่อ และ Gender X จะช่วยแก้ปัญหา หรือ เพิ่มปัญหา?

ปัญหาที่กลุ่ม LGBTQIA+ ต้องเผชิญปัญหาหนึ่งคือ ทุกครั้งที่ต้องบ่งบอกระบุเพศในเอกสารทางการ และในเอกสารนั้นมีให้เลือกแค่เพศชาย-หญิง แต่ทว่าสำหรับคนที่ไม่ใช่ทั้งผู้ชาย และไม่ใช่ทั้งผู้หญิง เมื่อจำเป็นต้องเลือก จึงส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่สร้างความกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย เพราะไม่รู้จะใช้เพศอะไรดี และปัญหาดังกล่าวยังรวมไปถึงปัญหาเรื่องคำนำหน้าชื่อ ซึ่งบางครั้งก็ชวนปวดหัว และอาจสร้างความอับอายได้เช่นกัน โดยหนึ่งในทางออกที่หลายประเทศเลือกใช้ในการบ่งบอกระบุเพศที่หลากหลายคือ การใช้ “Gender X” อันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกล่องระบุเพศที่มีแค่ชายกับหญิง’ สิ่งนี้เป็นทางออกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการระบุเพศ หรือรู้สึกว่าไม่สามารถนิยามตัวตนได้ด้วยเพศชาย-หญิง ซึ่งในปัจจุบัน ประเทศที่เลือกใช้ Gender X ในหนังสือเดินทาง (Passport) มีมากกว่า 17 ประเทศ อาทิ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา ออสเตรีย ออสเตรเลีย แคนาดา โคลอมเบีย มอลตา นิวซีแลนด์ ปากีสถาน และอื่นๆ นอกจากนี้ ในบางประเทศยังมอบเจตจํานงอิสระสำหรับ ‘คำนำหน้าชื่อ’ ซึ่งในแต่ละประเทศมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน บางที่ให้เลือกใช้ได้ตามเพศสภาพ แต่คำว่า “เพศสภาพ” ในความหมายของแต่ละประเทศก็ตีความต่างกันอีก บางแห่งมีเงื่อนไขเยอะ บางที่มีเงื่อนไขน้อย ก็ว่ากันไป หรือในบางดินแดนก็มอบสิทธิให้เต็มที่ ถ้าหากคุณไม่ต้องการใส่คำนำหน้าชื่อก็ย่อมได้ แบบนี้ก็มีด้วยเช่นกัน อย่างไรเสีย ความเปลี่ยนแปลงนี้ หากมองโดยผิวเผินอาจจะดี แต่เมื่อนำมาปฏิบัติจริงแล้วก็พบปัญหาอยู่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งในหนังสือเดินทาง เพราะอย่าลืมว่าขณะนี้มีเพียง 17 ประเทศเท่านั้นที่มี Gender X ในเอกสารทางการ เมื่อผู้ที่มี ‘เพศสภาพ’ ต่างจาก ‘เพศกำเนิด’ พกพา Gender X มาในหนังสือเดินทางและสัญจรมายังประเทศที่ไม่มีสัญลักษณ์นี้ในเอกสารดังกล่าว เมื่อนั้นก็สร้างความสับสน งงงวย แก่เจ้าหน้าที่กันเป็นแถบ บางครั้งกว่าจะปล่อยให้เข้าประเทศได้ ก็กินเวลาใช่ย่อย และยิ่งไม่มีคำนำหน้าชื่อ ก็ยิ่งมึนตึ้บกันไปใหญ่ ปัญหานี้เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบต่อการขอวีซ่า ทั้งยังเป็นการขัดขวางโอกาสในการย้ายถิ่นฐานเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ ศาสนา หรือความเป็นอยู่ชีวิต สำหรับประเทศไทย มีการพูดถึงทั้งเรื่อง ‘คำนำหน้าชื่อ’ และ ‘Gender X’ อยู่ในร่าง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ซึ่ง ณ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการฯ อีกไม่นานคงได้เห็นความกระจ่างในการผลักดันสองเรื่องนี้ว่าจะเป็นไปในแนวทางไหน?

พาไปอัพเดต พรบ.สมรสเท่าเทียม เราจะเริ่มเท่าเทียมได้ตอนกี่โมง!

“รัก..แลก..แจก..แถม”   วาเลนไทน์ปีนี้   กทม.  เตรียมความพร้อมสำหรับการจดทะเบียนสมรส และ “จดแจ้งชีวิตคู่”  สำหรับกลุ่ม  LGBTQI+  ที่ 50  สำนักงานเขตทั่วกรุงเทพ มหานคร ด้วยชื่อแคมเปญ “รัก..แลก..แจก..แถม”  โดยผู้ที่เข้าจดทะเบียน / จดแจ้ง ในวันที่ 14 ก.พ. นี้ จะได้รับสิทธิตรวจสุขภาพคู่รักฟรี ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข และโรงพยาบาลในสังกัดกทม. ระยะเวลาในการใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 14 ก.พ. – 15 ส.ค. 2567 กรณีตั้งครรภ์ภายใน 6 เดือน สามารถรับบริการตรวจครรภ์ฟรี อย่างไรก็ดี กิจกรรม  “จดแจ้งชีวิตคู่”  สำหรับกลุ่ม LGBTQI+  นี้  มิได้มีผลทางกฏหมาย เนื่องจากกฎหมายแม่ หรือ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมยังไม่มีผลประกาศใช้ หากแต่เป็นการแสดงเจตนารมย์ที่ให้ความสำคัญแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างเท่าเทียมกัน  รวมถึงแสดงความพร้อมสำหรับการดำเนินการ เพราะหาก พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ประกาศใช้เมื่อไหร่ กทม. พร้อมจัดการให้ทันที   สามารถลงทะเบียนจดแจ้ง / จดทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ : https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScRQiLXPXbyJZp3-17WjjukAfVg1j3ERFMjEqCELyCtfSHQag/viewform   แล้วตอนนี้ “พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม” อยู่ในขั้นตอนไหน? หลังจากที่ร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมซึ่งมีผู้เสนอทั้งหมด 4 ฉบับ (ฉบับประชาชน, ฉบับพรรคก้าวไกล, ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ และฉบับ ครม.)  ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภาในวาระแรก และมีมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับ  จากนั้น คณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณารายละเอียดของทั้ง 4 ร่าง หรือปรับปรุงแก้ไข (ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนนี้) ก่อนจะเสนอกลับให้ที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ และยื่นเสนอต่อวุฒิสภาในลำดับถัดไป ทั้งนี้ หาก พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มีการประกาศใช้เมื่อไหร่ จะทำให้คู่รัก LGBTQI+ ได้รับสิทธิในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน สิทธิในการรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน สิทธิในการรับมรดกจากคู่สมรส รวมไปถึงการตัดสินใจแทนกันทางการแพทย์ โดยทั้งหมดนี้คือ สิทธิในการเป็นคู่รักกันอย่างเท่าเทียม กระนั้นก็ตาม ในทางกฏหมายก็ยังมีการถกเถียงกันอยู่ในหลายประเด็น ทั้งเกณฑ์อายุที่จะแต่งงานกันได้ การหย่าร้าง หรือการเปลี่ยนคำจาก “บิดา-มารดา” เป็น

‘หลินอี’ ร่วมฉลองตรุษจีน “รวย รวย ปัง ปัง” กับ ‘‘8 มหัศจรรย์ปีมะโรง” ที่ Siam Paragon

สยามพารากอน จับมือธนาคารกสิกรไทย ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนต้อนรับ ปีมะโรงอย่างยิ่งใหญ่ กับงาน  “Siam Paragon Golden Prosperous Chinese New Year 2024: The Greatest Year of The Dragon” ระหว่างวันที่ 8-11 กุมภาพันธ์ 2567 ที่สยามพารากอน  โดย ‘หลิน อี’ เปิดตัวอย่างสุดอลังการมาพร้อมกับการเชิดมังกรสองกษัตริย์มิ่งมงคล เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นจากเหล่าแฟนๆ หรือเหล่า ‘เว่ยอี้’  พร้อมกล่าวว่ารู้สึกยินดีอย่างมาก ที่ได้บินตรงมาร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ประเทศไทยในปีมังกรนี้  นอกจากนี้ เทศกาลฉลองตรุษจีนปีมะโรงที่สยามพารากอนปีนี้ ยังจะได้สัมผัสความตระการตากับ ‘8 มหัศจรรย์เบิกศักราชปีมะโรง’ เบิกฤกษ์รับเทศกาลตรุษจีนด้วย มหัศจรรย์หมายเลข 1:  เต็มอิ่มกับความบันเทิงเต็มพิกัด  ซึ่งนอกจากการปรากฏตัวของ หลินอี แล้ว ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567  ยังจะได้พบกับ ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่  ที่จะมาพร้อมกับ เครื่องประดับไฮจิวเวอรี คอลเลคชั่น  “Serpenti”  จาก Bulgari  (บุลการี) ควงคู่ กลัฟ –   คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์  และพบกับ 10 ตัวแทนเด็กฝึกสาว จากรายการ  CHUANG ASIA (ช่วง เอเชีย)  รายการไอดอลเซอร์ไววัลระดับเอเชีย มหัศจรรย์หมายเลข 2:   ‘Tranquil Serenity Dragon’ ผลงานอาร์ต อินสตอลเลชั่นมังกรสีพาสเทลยักษ์สูง 6 เมตร ออกแบบโดยศิลปินระดับโลกชาวอเมริกัน Anchorball (แองเคอร์บอล) หรือ Ken Kelleher (เคน เคลเลอร์) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการรังสรรค์อาร์ต อินสตอลเลชั่นขนาดยักษ์  ที่ได้จัดแสดงผลงานมาแล้วทั้งในนิวยอร์ค, การ์ตาร์, จีน และ อินโดนีเซีย

การท่องเที่ยวสายมู พลวัตทางความเชื่อ ถึงไม่เชื่อ…แต่ก็มู

การท่องเที่ยวสายมู เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสะพัดได้มหาศาล แต่เหตุไฉนสายมูบางรายจึงไปร่วมพิธีมูโดยไม่ได้ยึดถือความเชื่อนั้นๆ เป็นสรณะ? คงต้องเกริ่นก่อนว่า กิจกรรมการท่องเที่ยวทางความเชื่อ / ความศรัทธา นับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญอันก่อให้เกิดรายได้ตั้งแต่ระดับชุมชน ลงไปถึงหน่วยครัวเรือน ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคอยู่พอสมควร โดย ‘นายธนวรรธน์ พลวิชัย’ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ได้คาดการณ์เรื่องนี้ไว้ว่า ธุรกิจสายมูอาจมีเงินสะพัดในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกว่า 10,000 – 15,000 ล้านบาท หรือโตขึ้นร้อยละ 10-20 เพราะความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นั้นยังคงผูกติดอยู่กับการใช้ชีวิตในสังคมไทยมาช้านาน อย่างไรก็ดี การเติบโตขึ้นของกระแส “มูเตลู” ถือว่าเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์สังคมที่น่าสนใจ อันสะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของหมู่ชนจำนวนไม่น้อย เพราะถึงแม้ว่าการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ / ความศรัทธา จะเป็นสิ่งที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน แต่ทว่าคุณค่าที่บางกลุ่มคนในแต่ละยุคยึดถือนั้นแตกต่างกัน และอาจเรียกได้ว่า การท่องเที่ยวสายมูที่ว่านี้ อาจเป็นขั้นกว่าของพุทธพาณิชย์ เนื่องจาก กว่าทศวรรษที่ผ่านมา คำว่า “พุทธพาณิชย์” มักถูกใช้เพื่ออธิบายการหากินกับความศรัทธา ซึ่งแยกได้ยากจากความงมงาย โดยศาสนสถานหลายแห่งใช้วิธีการดังกล่าวเพื่อหาเงินหาทอง สิ่งนี้ส่งผลให้ศาสนิกชนหลายคนลุ่มหลงไปกับการใช้เงินทุนในการทำบุญ กระทั่งยังมีที่เชื่อว่า ยิ่งจ่ายเยอะ ยิ่งได้บุญเยอะ ฉะนั้นแล้ว เพื่อจุดประสงค์ในการทำบุญ ทำนุบำรุงศาสนา สมาชิกสังคมบางรายจึงเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องดีงาม แต่สำหรับ “สายมู” นั้นต่างออกไป เพราะหากพิจารณาถึงพฤติกรรมของสายมูบางประเภทดูแล้วจะพบว่า หลายรายมิได้ยึดถือคุณค่าทางความเชื่อนั้นๆ เป็นสำคัญ หากแต่เป็นกิจกรรม และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากกว่า สิ่งนี้พบเห็นได้จากกลุ่มคนที่ไปแก้ชง โดยที่ไม่ได้ยึดถือความเชื่อนี้เป็นสารัตถะของชีวิต หรือบางรายไปเสริมดวงชะตา โดยไม่ได้สมาทานว่าความเป็นอยู่หลังจากนี้จะดีขึ้นจริง หรือแม้แต่บางท่านที่ใส่เสื้อสีมงคล โดยไม่ได้ยึดถือว่าสีเสื้อจะเป็นมงคลต่อชีวิตโดยแท้ แต่ทว่ามันคือกิจกรรมสำหรับการท่องเที่ยว และ / หรือ ประสบการณ์ในการใช้ชีวิตมากกว่า พูดอีกอย่างคือ “มันเป็นคอนเทนต์ในชีวิต” ซึ่งคอนเทนต์นั้นๆ จะนำไปเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียหรือไม่ ก็สุดแท้แต่ แน่นอน ย่อมมีสายมูจำนวนไม่น้อยที่สมาทานความเชื่อ / ความศรัทธา บางประการไว้เป็นสรณะแห่งจิตวิญญาณ หากแต่จำนวนของผู้ที่รับเอาเฉพาะพิธีกรรม ทว่ามิได้ยึดมั่นแก่นแกนความเชื่อนั้นไว้เป็นรูปธรรมของชีวิตก็เป็นจำนวนที่ควรจับตาดูอยู่ไม่ใช่น้อย การท่องเที่ยวแบบสายมู จึงเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ อันสะท้อนถึงพลวัตของคุณค่าทางความคิด / ความเชื่อ ซึ่งแปรเปลี่ยนไปของผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรม โดยทั้งนี้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งก็มีการปรับตัวให้สอดรับกับกระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวด้วยเช่นกัน

oneD ORIGINAL เล่นใหญ่ จัดเต็ม ไม่น้อยหน้าใคร

เปิดตัวไปด้วยความร้อนแรง ระดับที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้ใคร สำหรับ “oneD ORIGINAL – NEW ERA OF THAI CONTENT ศักราชใหม่ของคอนเทนต์ไทย” ไลน์อัพซีรีส์เรื่องใหม่ของช่อง one ที่ในปีนี้ ซึ่งยกโขยงนักแสดง ผู้กำกับ ฝ่ายเขียนบท และทีมงานทั้งหมด มาสร้างมาตรฐานคุณภาพคอนเทนต์ไทยให้ไปอีกระดับ ด้วยซีรีส์ 5 เรื่อง 5 รสชาติ ที่เพียงแค่ปล่อยทีเซอร์ออกมาก็สัมผัสได้ถึงความใส่สุดแบบไม่น้อยหน้าใคร อาทิ “บางกอกคณิกา Bangkok Blossom” เรื่องราวการต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นคนของเหล่าโสเภณี หรือที่ในเรื่องนี้กล่าวออกมาชัดๆ ว่า “กะหรี่” ผลงานกำกับการแสดงของ ‘สันต์ ศรีแก้วหล่อ’ ที่นำขบวนนักแสดงอย่าง ก้อย อรัชพร, ชาร์เลท วาศิตา, พิยดา อัครเศรณี, ฉัตรชัย เปล่งพานิช, ก้อง วิทยา, เพิร์ล ศัจกร, รัศมีแข ฯลฯ  มิหนำซ้ำ “บางกอกคณิกา” ยังได้พลิกบทบาทอดีตมิสแกรนด์อย่าง “อิงฟ้า วราหะ” ให้มารับบทเป็นหญิงบริการผู้มีความใฝ่ฝัน จึงทำให้ซีรี่ส์เรื่องนี้พร้อมเสิร์ฟความมันส์ และความเร่าร้อนระดับ 8.10 ริกเตอร์ไปยังทุกครัวเรือนที่รับชม  นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่ปล่อยตัวอย่างออกมาแล้วก็สามารถชักจูงสายตาผู้ชมไปค่อนประเทศ นั่นก็คือ “แม่หยัว” The Empress of Ayodhaya” เรื่องราวที่ได้แรงบันดาลใจจาก “แม่อยู่หัว” แห่งอโยธยา สู่หน้าที่อันยิ่งใหญ่ซึ่งเดิมพันด้วยอำนาจ และหัวใจ แค่เพียงทีเซอร์ก็เห็นได้ถึงความยิ่งใหญ่ อลังการ ของงานโปรดักชั่นที่เหนือชั้นกว่าที่ผ่านมา รวมถึง “ท่าพับเป็ด” ของ ‘ใหม่ ดาวิกา’  ซึ่งกระชากจิตและชวนลุ้นไปกับความเข้มข้น “แม่หยัว” นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา, ฟิล์ม ธนภัทร, ตุ้ย ธีรภัทร, เฟิร์น นพจิรา, บิ๊นท์ สิรีธร, พ้อยท์ ชลวิทย์, แป้ง อรจิรา

บอส ‘ชาตรี’ ใจฟู ร่วมพิธีครอบครู “วันมวยไทย”

“ชาตรี ศิษย์ยอดธง” ผู้ก่อตั้งแพล็ตฟอร์มสื่อกีฬาระดับโลก ONE Championship   ได้รับเชิญให้ไปร่วมงาน “มหัศจรรย์วันมวยไทย ดังไกลสู่ชาวโลก 2567 Amazing Muay Thai Festival 2024” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี “นายเศรษฐา ทวีสิน” เป็นประธานในพิธีเปิดงาน  ซึ่งบอสชาตรีก็ได้โพสต์ความรู้สึกจากการได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว Chatri Sityodtong ไว้ว่า “ผมประหลาดใจที่ท่านนายกฯ เศรษฐา มอบรางวัลพิเศษแก่ผมในฐานะผู้มีคุณูปการต่อกีฬามวยไทย และรัฐบาลไทยยังให้เกียรติผมเป็นหนึ่งใน  20  ครูมวยผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของวงการมวยไทย ความจริงคือผมเพียงสานต่อสิ่งที่คนรุ่นก่อนปูทางไว้ ผมเป็นหนี้บุญคุณ ครูยอดธง เสนานันท์ และเพื่อนสมัยเด็กในค่ายศิษย์ยอดธงสำหรับความสำเร็จของผม ทุกวันนี้ ผมเป็นหนี้ชีวิตมวยไทย เพราะเกือบ 40 ปีที่ผมรับบทบาทนักเรียน นักมวย ผู้ฝึกสอน เจ้าของค่าย โค้ช และตอนนี้ผมเป็นซีอีโอ  แม้ว่าผมจะไม่เคยไปถึงระดับสูงสุดในฐานะผู้เข้าแข่งขัน แต่ผมก็รู้สึกถึงพระคุณของบทเรียนที่มวยไทยมอบให้ จากการขัดเกลาฝึกฝนนับร้อยนับพันชั่วโมง ผมได้สืบทอดความเข้มแข็ง ความอ่อนน้อม ความกล้าหาญ ความมีวินัย ความมุ่งมั่น ความวิริยะอุตสาหะ และอื่น ๆ อีกมากมาย เหนือสิ่งอื่นใด มวยไทยทำให้ผมมีหัวใจนักรบผู้มีสปิริตคงกระพันที่จะยืนหยัดต่อสู้เพื่อความฝันและประเทศของผม ขอบคุณมวยไทย!!! ” สำหรับกิจกรรมภายในงานครั้งนี้ ยังมีการจัดแสดงอันยิ่งใหญ่เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณค่า และประวัติศาสตร์อันยาวนานของศิลปะมวยไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งรวมถึงพิธีการขึ้นครูและการครอบครู โดยกำลังพลของกองทัพบก และนักมวยไทยจากสมาคมมวยพระเจ้าเสือ กว่า 5,000 คน ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นสถิติโลก หรือ Guinness World Records เพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับวงการมวยไทยอีกด้วย

“ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” ดูจบปุ๊บ อุทานปั๊บ “นี่มันหนังเี้ยไรวะเนี่ย!”

เปิดตัวรอบสื่อไปแล้วสำหรับภาพยนตร์ไทยแนวใหม่ “ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” ที่นำเสนอความดาร์ก-คอมเมดี้ อันพบได้ยากในหนังตลกไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการร่วมทุนสร้างจากสองค่ายใหญ่คือ วันเดอเรอร์ พิคเจอร์ส และ ฮอลลีวู้ด  (ไทยแลนด์)   อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานกับผู้กำกับชาวฮ่องกงชื่อดัง   นามว่า ‘หยาง ซู่เผิง’ (Yang Shupeng) ผู้กำกับผู้มีชื่อเสียงจากหนังแอคชั่นอย่าง The Robbers (2009), Eastern Bandits (2012) และอื่นๆ แต่คราวนี้ ผู้กำกับที่ฝากผลงานไว้ในระดับโลก ได้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับทีมนักแสดงไทยระดับแถวหน้า อาทิเช่น   อนันดา เอเวอริงแฮม, ก๊อต-จิรายุ, พลอย-เฌอมาลย์, น้อย-พรู, เอก-ธเนศ ฯลฯ เรียกได้ว่า คัดเอานักแสดงระดับทีมชาติมาทั้งนั้น โดยในเรื่องนี้ ได้นำเสนอความแปลกใหม่ที่เหล่านักแสดงหลายคนยังต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า “นี่มันหนังอะไรวะเนี่ย!!” ทั้ง อนันดา เอเวอริงแฮม หรือแม้แต่รุ่นใหญ่อย่าง พี่เอก ธเนศ ต่างรับประกันความเซอร์ไพรส์ที่คุณจะได้พบในหนังเรื่องนี้ โดยผู้กำกับชาวฮ่องกงยังได้นิยามคำจำกัดความของหนังเรื่องนี้ไว้ว่า “Stupid Funny but Cool” ซึ่งหากจะกล่าวถึงความสดใหม่ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอออกมา ก็คือแก่นแกนของความเป็นดาร์ก-คอมเมดี้ กล่าวคือ แต่ละมุกที่ใส่เข้ามาในแต่ละซีนนั้น ล้วนแสดงถึงความเป็นระดับโลกโดยแท้  โดยปัจจัยที่สะท้อนถึงความแตกต่างจากหนังตลกไทยคือ ทุกครั้งที่นึกถึงหนังตลกไทย ถึงแม้หลายๆ มุก ในหนังหลายๆ เรื่อง จะเอาฮาซะจนผู้ชมหงายท้องหงายไส้กันมานักต่อนัก แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วจะพบว่า จำนวนมากเป็นมุกตลกที่ต่างชาติอาจจะไม่เก็ท หรือพูดอีกอย่างคือ มุกตลกในหนังไทยหลายมุก มิได้ถูกแปลงให้เป็นมุกตลกระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่ต่างชาติจะเข้าถึงได้ ทั้งนี้ การจะเข้าใจมุกตลกของแต่ละประเทศได้ ย่อมต้องเข้าใจบริบทของสังคมนั้นๆ ด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคนจากชาติหนึ่ง จะมาเข้าใจมุกตลกของอีกชาติหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อารมณ์ขันเป็นสิ่งสากลที่มนุษย์ทุกหนแห่งมีติดตัว ฉะนั้นแล้ว จึงมีมุกตลกประเภทที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งโลกได้ เรียกว่าเป็น “แก๊กระดับสากล” ที่ทั่วโลกเข้าใจ ซึ่งหากเราต้องการผลักดันหนังไทยไปสู่ระดับโลก รายละเอียดแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ อย่างไรก็ดี “ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” เรื่องนี้ที่ได้ผู้กำกับฝีมือดีจากฮ่องกงมาสรรค์สร้าง “ความขำขื่น” ก็ตีโจทย์แตกกระจุย อาจเป็นเพราะว่า ผู้กำกับเป็นชาวฮ่องกงซึ่งคงจะไม่ได้เข้าใจมุกตลกแบบไทยๆ

เตรียมแพ็คกระเป๋าเที่ยวกันรึยัง! 1 มีนาคมนี้ เปิดฟรีวีซ่าถาวร ไทย-จีน แล้วนะ

หลังจีนทดลองฟรีวีซ่าชั่วคราว 6 ประเทศ ในวันที่ 24 พ.ย. 2566 ได้แก่  ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, สเปน และมาเลเซีย เป็นที่น่าเสียดายที่ยังไม่มีประเทศไทย อยู่ในลิสต์ ณ ตอนนั้น ร้อนถึงรัฐบาลต้องเปิดโต๊ะเจรจากินเวลากว่า  3 เดือน จนนายกเศรษฐา ทวีสิน ก็ประกาศข่าวดีต้อนรับต้นปี 2567 เพื่อสานต่อการยกเว้นวีซ่าชั่วคราว ให้กับคนจีนที่เดินทางมาไทย ถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งใกล้จะหมดเขตลง โดยทั้งนักท่องเที่ยวทั้ง  2 ประเทศสามารถเดินทางไป ไทย-จีน แบบไม่ต้องขอวีซ่าถาวรได้แล้ว เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2567 นี้! เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2567  จีนจะยกเลิกการขอวีซ่าสำหรับคนไทยถาวร   ทำให้ผู้ที่เดินทางทั้งสองประเทศ ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่ากันอีกต่อไป   “สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา และหนังสือเดินทางกึ่งราชการ สามารถพำนักได้ไม่เกิน 30 วัน  รวมระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน  ภายในช่วงเวลา 180 วัน (ยกเว้นกรณีการพำนักถาวร การทำงาน การศึกษา กิจกรรมด้านสื่อ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้า)” นายเศรษฐากล่าวเสริมว่า การฟรีวีซ่าถาวรครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศและยกระดับความสำคัญของพาสปอร์ตไทยให้สูงขึ้น จึงแจ้งไปยังกรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมกันประชาสัมพันธ์ว่า  “เราพร้อมแล้วที่จะเปิดประเทศ และจะดูแลนักท่องเที่ยวของ 2 ประเทศให้ดีด้วย” หลังข่าวฟรีวีซ่าระหว่างไทย-จีน ปล่อยออกมาไม่นาน  “Trip.com”   บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ของจีน เผยว่า คำสืบค้นเกี่ยวกับ “ไทย” เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 90 รวมถึงคำค้นหาเกี่ยวกับ “เที่ยวบินเซี่ยงไฮ้-กรุงเทพฯ” “ปักกิ่ง-กรุงเทพฯ” และเที่ยวบินอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ