Skip links

Soft Power News

สนามหลวงคัมแบ็ค จัดเฟสติวัลสุดอลัง… ปีหน้ามีอีกมั้ย?

อีเวนต์สงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้สุดคึกคัก เมื่อหลายภาคส่วนร่วมปรบมือเป็นจังหวะเดียวกัน ดันสงกรานต์สู่เฟสติวัลระดับโลก ทั้งภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้สงกรานต์ในกรุงเทพฯ ปีนี้เต็มไปด้วยอีเวนต์สนุกๆ ที่กระจายไปทั่วพื้นที่ แต่ความพิเศษของปีนี้ที่คนกรุงเทพฯ ไม่ได้เห็นมานาน คือการเนรมิตสนามหลวงเป็นสถานที่จัดงาน “Maha Songkran World Water Festival 2024 เย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์” ซึ่งมีทั้งศิลปินระดับแถวหน้า โดยเฉพาะแนว EDM ที่ขนมาให้แดนซ์กันสะบัด โชว์น้ำพุ โดรนแปรอักษร และกิจกรรมอื่นๆ ทั่วทั้งสนามหลวง   หากย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ท้องสนามหลวงสำหรับคนเมืองกรุงนั้นถือว่าเป็นพื้นที่สาธารณะที่ประชาชนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ตามสะดวก พอนานเข้าพื้นที่สนามหลวงจึงเริ่มเสื่อมโทรม กระทั่งมีการกั้นรั้วเพื่อปรับปรุงทัศนียภาพ เพิ่มมาตรการจำกัดการเข้า-ออก และจำกัดการใช้สอยเพื่อประโยชน์ต่างๆ รวมถึงการที่สนามหลวงได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2520 ในประเด็นนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงกันระหว่างสองแนวทาง ว่าควรชั่งน้ำหนักสองสิ่งนี้อย่างไรให้เหมาะสม ได้แก่ การใช้สนามหลวงเพื่อจัดอีเวนต์ต่างๆ กับ การอนุรักษ์ทุ่งแห่งนี้ให้สวยงามเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ทำนองเดียวกับที่ วุฒิธร มิลินทจินดา หรือ “วู้ดดี้” พิธีกรชื่อดัง และผู้จัดเทศกาลดนตรี S2O ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในฐานะอนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ สาขาเฟสติวัล ที่มีบทบาทในการจัดงานสงกรานต์ที่สนามหลวงไว้ว่า “ไม่แน่ใจว่าพื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่เรายังจะสามารถใช้ได้อยู่หรือไม่ เพราะหลายคนก็มีการเตือนว่าที่แห่งนี้เป็นที่ๆ ต้องคิดดีๆ นะว่าจะเอาไปใช้ต้องมีการขอ ต้องมีการทำเรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” แต่จนแล้วจนรอด เมื่อไม่กี่วันก่อนเราก็ได้เห็นภาพที่งามตระการตา ด้วยแสงสีและบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะภาพฉากของเวทีคอนเสิร์ต ที่มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว ประกอบเด่นเป็นฉากหลังตั้งสง่า อีกทั้งยังแลเห็นพระบรมมหาราชวังอยู่อีกมุมไกลๆ เรียกได้ว่าเป็นภูมิทัศน์อันงดงามที่หาชมได้ยาก และน่าจะสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติได้ไม่น้อย   เมื่อภาพออกมาเช่นนี้แล้ว จึงทำให้หลายคนเห็นถึงความเป็นไปได้ และอยากให้ภาพนี้เกิดขึ้นอีกบ่อยๆ บ้างก็พูดถึงการผ่อนปรนมาตรการ และจัดเฟสติวัลในท้องสนามหลวงสักปีละสอง-สามครั้งดีไหม? แต่ชาวเน็ตบางรายก็กล่าวว่า ควรเก็บไว้สำหรับงานสงกรานต์ปีละครั้งพอ เพื่อความแรร์ของภูมิภาพดังกล่าว ประเด็นนี้ก็สุดแท้แต่มุมมองของผู้คน อย่างไรก็ดี ทางองคาพยพขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของภาครัฐก็มีการเปรยๆ ไว้ว่า ปีนี้เป็นเพียงแค่ออเดิร์ฟ เพราะปีหน้า เมื่องบประมาณผ่าน คงได้จัดใหญ่ จัดเต็มกว่านี้อีกแน่นอน (แต่ไม่รู้ว่าจะจัดที่สนามหลวงต่อหรือเปล่านะ) ทั้งนี้ คนยิ่งเยอะ ปัญหายิ่งแยะ เพราะคอมเมนต์จากผู้ร่วมงานบางรายยังแสดงความคิดเห็นเรื่องปัญหาการจัดการขยะ, ห้องน้ำสาธารณะ, รถ shuttle bus รับส่งนักท่องเที่ยว รวมถึงการเพิ่มรอบรถไฟฟ้ายามดึก เหล่านี้ก็ยังเป็นความท้าทายที่ผู้จัดงานควรพิจารณาควบคู่ไปกับการใช้สอยพื้นที่สนามหลวงให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศต่อไป

ปักหมุดเล่นน้ำวันไหล ประเพณีสะท้อนนิสัยคนไทยว่าเป็นพวกชอบติดลม!?

จะมีสักกี่เทศกาลในโลกนี้ ที่แม้ว่าตัวงานหลักตามกำหนดการจะจบลงไปแล้ว แต่ทว่าในบางพื้นที่ยังมีการจัดงานส่งท้ายราวกับเป็น after party เฉลิมฉลองหลังงานจบ เหมือนกับว่าหมู่ชนบางแห่งยังไม่จุใจ ยังติดลม อยากสนุกกันต่อ ลักษณะเช่นนี้อาจจะมีเพียง “วันไหลสงกรานต์” ในประเทศไทยที่เดียวในโลกก็เป็นได้ และใช่หรือไม่ว่า สิ่งนี้อาจเป็นประเพณีอันสะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทย ว่าเป็นพวกชอบติดลมล่วงเวลา?   เดิมทีเดียว “วันไหลสงกรานต์” ที่เรารู้จักกันนั้นมีชื่อว่า “ประเพณีก่อพระทรายน้ำไหล” ซึ่งเป็นการทำบุญขึ้นปีใหม่ที่นิยมปฏิบัติต่อๆ กันมาเฉพาะยิ่งในภาคตะวันออก และภาคกลางบางจังหวัด โดยจะจัดขึ้นหลังสงกรานต์ราวๆ 5 – 6 วัน เป็นประเพณีที่ชาวบ้านจะร่วมกันขนทรายจากชายหาดระแวกนั้น นำมาก่อสร้างพระเจดีย์ทรายถวายเป็นพุทธบูชา ด้วยการนำทรายมากองสูงแล้วรดน้ำเอาไม้ปั้นกลึงให้เป็นรูปทรงเจดีย์จำนวน 84,000 กอง เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ ปักธงทิว รวมถึงมีพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอื่นๆ ทำบุญเลี้ยงพระและผู้ร่วมงาน โดยทรายที่ชาวบ้านนำมานั้น วัดก็จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ถือว่าเป็นงานรื่งเริงที่ช่วยพัฒนาวัดและชุมชุนไปพร้อมๆ กัน   ทว่าต่อมา เมื่อสภาพบ้านเมือง และความเป็นอยู่ได้เปลี่ยนแปลงไป งานก่อสร้างในวัดจึงมิได้สำคัญเท่าสมัยก่อน อีกทั้งการขนทรายเข้าวัดด้วยแรงงานคนก็มิได้มีความจำเป็นอีกต่อไป เมื่อนั้น ‘งานก่อพระทรายน้ำไหล’ จึงค่อยๆ ลดบทบาทลง แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งงานบุญและกิจกรรมรื่นเริงอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ ซึ่งปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เมื่อปราศจากการก่อพระทราย จึงได้มีการปรับชื่อเหลือเพียง “ประเพณีวันไหล” หรือ “วันไหลสงกรานต์” อย่างเช่นทุกวันนี้   โดยเฉพาะยิ่งในจังหวัดใหญ่ๆ ที่เป็นเมืองท่องเที่ยว “งานวันไหล” ซึ่งเปรียบดั่งประเพณีขึ้นปีใหม่ประจำท้องถิ่น จึงกลายเป็นสถานที่เก็บตกของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศ ที่ยังอยากสนุกในวันสงกรานต์กันต่อ หรือกล่าวอีกทางคือ ยังติดลม ยังไม่อยากเลิกเล่นน้ำ และหากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ใช่หรือไม่ว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มีลักษณะนิสัยดังกล่าว ทั้งชอบสนุก, ชอบติดลม, มาสาย และไม่เป็นเวลา ฉะนั้นแล้ว ในแง่หนึ่ง ความนิยมในประเพณีวันไหล จึงเป็นสิ่งสะท้อนลักษณะนิสัยของคนไทยได้เป็นอย่างดี ว่าคนไทยเป็นคนอย่างไร จริงหรือเปล่านะ?  

ต่างชาติคอมเมนต์รัว ‘มินนี่’ สวยขยี้ใจ ในลุคนางมโหธรเทวี

มินนี่ (G)I-DLE อวดลุคชุดไทยสุดสง่า “นางมโหธรเทวี” นางสงกรานต์ประจำปี 2567 ให้เราได้เห็นกันแบบชัดๆ ในไอจีส่วนตัว หลังปรากฎตัวในงาน ไอคอนสยามมหัศจรรย์เจ้าพระยามหาสงกรานต์ 2567 เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา กวาดใจแฟนคลับทั้งไทยและต่างชาติไปมากมายที่พากันชื่นชมความสวยของมินนี่ในชุดไทย ไม่ว่าจะเป็น   – วัฒนธรรมไทยสวยมาก ฉันชอบเวลาเห็นไอดอลโอบรับวัฒนธรรมของพวกเขา – ช่างเป็นเจ้าหญิงที่ล้ำค่า ฉันดีใจที่ได้เห็นคุณเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของคุณและมีส่วนร่วมในนั้นเป็นเกียรติที่ได้เห็นคุณแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง ฉันรักคุณ เจ้าหญิง – ถึงจะไม่ได้เป็นแฟนคลับ (G)I-DLE แต่ต้องยอมรับเลยว่าเธอสวยมาก ชุดไทยโบราณสวยมากจริงๆ – เธอดูน่าทึ่งมากในชุดไทย  – มินนี่เรียบหรูและเลอค่ามาก… – วัฒนธรรมไทยเจ๋งจริงๆ มินนี่เหมือนเทพเจ้าเลย!! … ความคิดเห็นบางส่วนจากทวิต https://twitter.com/iconsiam/status/1779482111759851845 https://twitter.com/hou…/status/1779448964040802414/quotes และ IG: min.nicha https://www.instagram.com/p/C5yCRcNSsC0/?img_index=8  

สงกรานต์ วันปล่อยผีของพี่กะเทยไทย

หากย้อนกลับไปก่อนหน้าที่จะมี “Pride Month” หรือตอนที่ยังไม่มี “วันกะเทยผ่านศึก” เทศกาลประจำปีที่นับว่าเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของ “พี่จะเทยไทย” ก็คงต้องเป็นวันสงกรานต์นี่แหละ ที่เหล่าตัวแม่ ตัวมัม จะมาเฮฮาสังสรรค์ และประชันความเริ่ด ความโฮ่ง ความเฟียสด้วยกันในที และที่สำคัญ คือการได้เล่นน้ำ / ประแป้งหนุ่มๆ หล่อๆ ที่ผ่านไปผ่านมา จนถือได้ว่าเป็นมหกรรมแอ๊วผู้ชายประจำปีที่หากมีแต้มบุญ อาจได้ของดีติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย   พูดก็พูดเถอะ ตามธรรมชาติของเทศกาล งานรื่งเริงเถลิงสุขต่างๆ นั้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่ผู้คนโดยทั่วไปจะได้โอกาสแหกขนบ ละเมิดกฎบรรทัดฐานต่างๆ บางคนใช้ชีวิตมาทั้งปีไม่ค่อยได้ดื่ม ได้ดริ๊ง ก็ตั้งวงกินดื่มกันยันเช้า ร้องคาราโอเกะกันเสียงดัง บ้างก็เปิดเพลงเต้นกันริมฟุตบาท หรือกลางถนน ตั้งด่านรอสาดน้ำผู้สัญจรไปมา หรือแม้แต่การสาดน้ำ / ประแป้ง ผู้อื่น ก็ถือเป็นการปลดปล่อยกฎระเบียบทางสังคมเช่นกัน เพราะหากลองไปสาดน้ำคนอื่นใน 300 กว่าวันที่ไม่ใช่วันสงกรานต์ดูสิ คงได้เละตุ้ม แบบไม่เป๊ะแน่ๆ   และด้วยประเพณีการสาดน้ำ(ซึ่งช่วยเพิ่มความเซ็กซี่) และการเล่นแป้ง(ที่ช่วยให้เข้าถึงตัวได้ง่ายขึ้น) จึงทำให้สงกรานต์เป็นหนึ่งในเทศกาลที่เปิดช่องให้มีการละลาบละล้วงเพศตรงข้ามได้ง่ายที่สุดเทศกาลหนึ่งในโลก ซึ่งก็ยิ่งเข้าทางพี่กะเทยบางคนเข้าไปใหญ่ …ย้ำนะว่าบางคน แค่บางคน   รวมถึงจากที่ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น เตรียมชุด เตรียมพร็อพ กันมาทั้งปี เมื่อถึงวันที่จะได้ปลดปล่อย งานนี้จึงไม่มีใครยอมใครกันเลยทีเดียว และยิ่งบรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยคนสนิท เคล้าด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ก็ยิ่งคะยั้นคะยอความกล้า ให้เปลี่ยนฟุตบาตเป็นรันเวย์ เปลี่ยนถนนเป็นเวทีโคเชลลากันอย่างมิได้นัดหมาย พร้อมฝากวีรกรรมระดับตำนานกันไว้ทุกปีๆ   ฉะนั้นแล้ว “พี่กะเทย” จึงเป็นหนึ่งใน iconic ฉ่ำๆ ประจำ “สงกรานต์” ไม่แพ้ปืนฉีดน้ำ รถกระบะ รองเท้าแตะ ฯลฯ และเป็นหนึ่งในสีสันที่สามารถพบเจอได้ทุกปี ใครพบเจอวีรกรรม ‘ไวรัลประจำสงกรานต์’ ของพี่กะเทยบ้านไหน ก็อย่าลืมแชร์มาให้เราดูด้วยน๊าาา ใครทำถึง ใครจึ้ง ใครเริ่ด ส่งเข้าประกวดได้ที่ใต้คอมเมนต์เลยยย  

Tomorrowland ดินแดนวันพรุ่งนี้ โอกาสของไทย หรือฝันที่ไกลเกิน?

“Tomorrowland” – เทศกาลดนตรี EDM สุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่รวบรวมศิลปินชื่อดังนับร้อยชีวิตมาแสดงบนเวทีที่ประดับประดาด้วยธีมแฟนตาซีสุดอลังการกว่า 16 เวที พร้อมเฉลิมฉลองด้วยพลุหลากสีสุดตื่นตาที่จะมาแต่งเติมท้องฟ้ายามกลางคืนให้สดใส แถมผู้เข้าร่วมงานยังได้พบเจอคนคอดนตรีเดียวกันอีกนับหมื่น จนคว้ารางวัล “งานดนตรีที่ดีที่สุดแห่งปี” 5 ครั้งติดต่อกันตั้งแต่ปี 2012-2016 ในงาน International Dance Music Awards   จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ต้องย้อนไปในปี 2005 สองพี่น้อง Manu และ Michiel Beers ร่วมกับบริษัท ID&T เนรมิตลานกว้างในสวนสาธารณะ De Schorre ที่เมือง Boom ประเทศเบลเยียมให้กลายเป็นงานเทศกาลดนตรี EDM ที่ผู้คนนับล้านอยากไปเยือนสักครั้งในชีวิต แม้จะต้องแย่งชิงและจ่ายค่าบัตรราคาแพงขนาดไหน ทำให้ในปีที่แล้ว Tomorrowland มีผู้เข้าร่วมกว่า 400,000 คน เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ใช้งาน Reddit รายหนึ่งที่ชื่อ “ilcowy” ทดลองคำนวณขนาดพื้นที่การจัดงานเทศกาลดนตรีที่มีชื่อเสียงกว่า 13 แห่ง โดยใช้ Google Earth Pro บันทึกภาพเทศกาลต่างๆ จากนั้นนำไปร่างในโปรแกรมออกแบบที่ชื่อว่า “CAD” เพื่อเปรียบเทียบขนาดของแต่ละเทศกาล ผลปรากฏว่า Tomorrowland มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 โดยมีพื้นที่ประมาณ 537 เอเคอร์ หรือประมาณ 1,358 ไร่ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของเมืองบูม หรือถ้าใครนึกภาพไม่ออก ก็เหมือนเอางาน Big moutain มาต่อกัน 2.5 งาน หรือเอางาน Maya มาต่อกันถึง 4 งานเลยทีเดียว !   แน่นอนว่าเมื่อจัดงานใหญ่ขนาดนี้ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจย่อมมากขึ้นตามไปด้วย  แม้ในช่วงแรกของการจัดงานย่อมเป็นธรรมดาที่จะไม่ได้กำไร แถมยังขาดทุนบ้างในบางครั้ง แต่ในปี 2013 มีการเปิดเผยว่า Tomorrowland สามารถสร้างรายได้กว่า 70 ล้านยูโร ให้แก่เบลเยียมได้

สงกรานต์เซ็นทรัลเล่นใหญ่ระดับโลก คว้า Miss Universe ช่วยโปรโมท พร้อมเวทีรำวงโชว์ของดี Thai Rhythm จาก Joeyboy

เมื่อวานนี้ (2 เม.ย.)  บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าวแคมเปญฉลองสงกรานต์มหาบันเทิงระดับโลก “THAILAND’S SONGKRAN FESTIVAL 2024” พร้อมกันทั้ง 41 ศูนย์การค้าทั่วประเทศ ทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง ตั้งแต่วันที่ 2 – 21 เมษายนนี้ โดย ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า สงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญที่ UNESCO เพิ่งรองรับให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันจับต้องไม่ได้ของโลก ซึ่งปีนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลได้ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด Bring Thainess to The World ดึงความเป็นไทยสู่ระดับโลก ซึ่งข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. คาดว่า ปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 8 – 10 ล้านราย รวมถึงอาจสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 50,000 – 80,000 ล้านบาท นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ตบเท้าเข้ามายังประเทศไทยในช่วงเดือนเมษายน ยังเป็นโอกาสของการท่องเที่ยวทั้งในเมืองหลักและเมืองรอง โดยมีการผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น และความเป็นไทยในหลากหลายรูปแบบมาอวดโฉมต่อต่างชาติทั้งหมดกว่า 1,000 กิจกรรมทั่วประเทศ ด้วยคีย์เวิร์ดสำคัญคือ Culture and Entertainment   ยิ่งไปกว่านั้น ความพิเศษในปีนี้คือการคว้า “เชย์นิส ปาลาซิโอส” Miss Universe 2023 มาในฐานะ Global Cultural Ambassador หรือนางสงกรานต์ระดับจักรวาล เพื่อหวังโปรโมทความเป็นไทย และผลักดันวัฒนธรรมไทยไปสู่ระดับสากล พร้อมกันนั้นยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านการทุ่มงบมหาศาล และเล่นใหญ่จัดเต็มกว่าที่ผ่านมา “เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าไทยก็มีของดี” ณัฐกิตติ์ กล่าวในช่วงท้ายของงานแถลงข่าว และแน่นอน ไฮไลท์สำคัญสำหรับช่วงวันสงกรานต์ที่แลนด์มาร์คสำคัญอย่าง centralwOrld ในปีนี้คืองาน “Thai Rhythm Songkran Festival 2024” ซึ่งนำทัพโดย

เกินไปมั้ย BABYMONSTER ปล่อยเพลงใหม่ไป 2 วัน คนดู 42 ล้านวิว+ คอมเมนต์หลักแสน!!!

สงสัยคงเป็นพลังความคิดถึงของแฟน ๆ ที่ได้เห็นน้อง “อาฮยอน” กลับมา ไฮโน๊ตปังๆ แร็พสับๆ เติมเต็ม  BABYMONSTER ให้ครบ 7 คนอีกครั้ง หรือถ้าใครคิดถึงสองสาวแทกุกไลน์ “แคนนี่-ชิกิต้า” และ “แพร-ภริตา” ก็ต้องบอกเลยว่า ทั้งสองคนยังคงมาฟาดเสน่ห์แบบจึ้งจิตจึ้งใจให้แฟน ๆ ชาวไทยหายคิดถึงกันอย่างแน่นอน  สามารถรับฟังและรับชมเพลง “SHEESH” ได้แล้วที่ https://www.youtube.com/watch?v=2wA_b6YHjqQ

Summer Sonic Bangkok 2024

หลังจากไม่กี่วันก่อนมีการประกาศ Lineup ศิลปินบางส่วนที่จะมาแสดงในงาน Summer Sonic Bangkok 2024 ปรากฏว่ามี BODYSLAM วงร็อคระดับแถวหน้าของเมืองไทยเป็นหนึ่งในรายชื่อที่อยู่ในลิสต์ ทั้งยังประกบกับ special guests อย่าง BABYMETAL วงไอดอลชื่อดังแนวคาวาอีเมทัลสัญชาติญี่ปุ่น พร้อมด้วย  F.HERO แร็ปเปอร์เบอร์ต้นๆ ของบ้านเรา   โดยก่อนหน้านี้ ศิลปินทั้งสามรายนามได้ร่วมงานกันมาแล้วในเพลง LEAVE IT ALL BEHIND –  F.HERO x BODYSLAM x BABYMETAL https://www.youtube.com/watch?v=7rdc-QV6P6s…  ซิงเกิ้ลพิเศษที่ผสมผสานความเป็นไทยกับญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งความดุเดือดในพาร์ทดนตรีที่เรียกได้ว่าซัดเต็มข้อในแบบที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วจากวง BODYSLAM (ในไลน์กีต้าร์แอบมีกลิ่นไอพิณลูกทุ่ง-หมอลำอยู่ด้วยนะ) และการเรียงร้อยถ้อยคำภาษาไทยอย่างวิจิตรตามสไตล์ F.HERO รวมถึงความสดใสน่ารักคาวาอี้เดสก๊ะ จาก BABYMETAL วงไอดอลที่นำความเป็น j-rock มาผสานกันอย่างลงตัว เพลงนี้หลังจากปล่อยออกมาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก็ได้รับกระแสตอบรับและคำชื่นชมจากแฟนเพลงทั้งไทย ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ อยู่ไม่น้อย   โปรเจกต์นี้นับว่าเป็นการสานสัมพันธ์ทางดนตรีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นอีกครั้ง และยังถือว่าต่อยอดความสำเร็จจากเพลง PA PA YA!! ผลงานของ BABYMETAL ที่ F.HERO ได้ไปร่วม featuring มาเมื่อปี 2019 โดยขณะนี้ยอดวิวใน YouTube ปาเข้าไป 45 ล้านวิวแล้ว https://youtu.be/oO7Y8NsnkRg?si=pHQ8xw9JGuHDR1EY และมากไปกว่านั้น F.HERO ยังได้เป็นแขกรับเชิญพิเศษในคอนเสิร์ตของ BABYMETAL เมื่อครั้งที่วงไอดอลคาวาอีเมทัลมาโชว์ฝีมือในประเทศไทย รวมถึงการแสดงของ BABYMETAL ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย   นอกจากนี้ งานดนตรี Summer Sonic Bangkok 2024 ที่กำลังจะถึงในอีกไม่นาน ยังเป็นครั้งแรกที่จัดนอกประเทศญี่ปุ่น อันเป็นมาตุภูมิของงานดนตรีดังกล่าว อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์การจัด Festival ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นด้วย ฉะนั้นแล้ว โชว์ของ BODYSLAM ซึ่งมี F.HERO และ BABYMETAL เป็นแขกรับเชิญพิเศษ

เปิดที่มา “สยามเมืองยิ้ม” หรือ “Thailand, The Land of Smile” ภาษิตประจำใจที่คนไทยใช้โฆษณาตัวเองมากว่าค่อนศตวรรษ ไฉนกำเนิดขึ้นจากยุคเผด็จการที่เผชิญหน้ากับกระแสคลื่นแห่งการเมืองโลก?

ที่มาของคำว่า “ยิ้มสยาม” หรือ “สยามเมืองยิ้ม” (ไม่ว่าจะใช้คำไหนก็ตาม) ไม่ปรากฎเป็นที่แน่ชัดว่าเริ่มต้นมาแต่เมื่อใด หรือว่าใครเป็นผู้บัญญัติ แต่สำหรับประเด็นนี้ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เคยเขียนถึงไว้ในบทความ “ยิ้มสยามคือยิ้มให้ใคร? เรายิ้มอย่างไทยหรือยิ้มเพื่ออะไรกันแน่?” ซึ่งเผยใน The Matter เมื่อปี 2559 โดยสรุปความได้ว่า หลังจากยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลไทยขณะนั้นเลือกเข้าข้าง “ฝรั่ง” มากกว่า ทำให้มีชาวตะวันตกเข้ามายังประเทศไทยเยอะขึ้น และเป็นพวกฝรั่งนั่นเองที่เรียกเราว่า “สยามเมืองยิ้ม”   ทั้งนี้ ศิริพจน์ ยังเพิ่มเติมอีกว่า ผู้ที่ถูกอ้างถึงบ่อยๆ ในสมมุติฐานนี้คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ผู้เคยอธิบายเรื่อง “สยามเมืองยิ้ม” ไว้ที่คอลัมน์ประจำของตน ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐว่า เนื่องเพราะคนไทยไม่สามารถโต้ตอบฝรั่งได้ด้วยภาษาอังกฤษ ทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ แบบไปต่อไม่ถูก พวกฝรั่งตาน้ำข้าวก็ไม่เข้าใจว่า …พวกยูยิ้มให้ไอทำไม? จึงทำให้ฝรั่งเรียกอาการดังกล่าวว่า “ยิ้มสยาม” สมมุติฐานข้างต้นนี้แม้จะมีมูลอยู่บ้าง ทว่าจะจริงแท้แค่ไหนก็มิอาจทราบได้ เพราะฝรั่งในยุคกระโน้นคงไม่เหลืออยู่ให้ซักถามเสียแล้วกระมัง   อย่างไรก็ดี คำว่า “สยามเมืองยิ้ม” หรือ “ยิ้มสยาม” ปรากฏพบว่าถูกใช้เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยวไทยครั้งแรกในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำเผด็จการในยุค พ.ศ. 2500 ต้นๆ โดยในประเด็นนี้ ชินวัฒน์ ตั้งสุทธิจิต นักวิจัยอิสระระบุว่า หลังจากที่ สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2504 อันส่งผลให้เกิดการกระตุ้นการลงทุนและการท่องเที่ยวจากต่างชาติ และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว จึงทำให้คำว่า “สยามเมืองยิ้ม” หรือ “ยิ้มสยาม” ถูกใช้เพื่อโปรโมทการท่องเที่ยว โดยมีการใช้ อนุสาร อ.ส.ท. ซึ่งเป็นนิตยสารท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นพร้อมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท.) เป็นสื่อกลางประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้คนไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วย “รอยยิ้ม” ที่ดูเป็นมิตรเข้าถึงง่าย สร้างความรู้สึกปลอดภัย ยินดีพร้อมให้บริการ เฉพาะยิ่งกับ “ชาวอเมริกัน” เนื่องเพราะวิสัยทัศน์ของ

เพลงเทคโนแห่งเบอร์ลิน – ร่องรอยซอฟต์ พาวเวอร์ในมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ส่วนใหญ่แล้ว มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มักเป็นวัฒนธรรม ประเพณีหรือวิถีชีวิตที่ให้ความรู้สึกแบบดั้งเดิมมากกว่า ซึ่งผ่านการบ่มเพาะมาเป็นระยะเวลานาน จนสามารถเป็นตัวแทนให้แก่ประเทศนั้น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นปี่สก็อตของสก็อตแลนด์ หรืออย่างล่าสุด “สงกรานต์ไทย” ที่ถูกรับรองไปเมื่อไม่นานนี้   ทว่า ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมดั้งเดิมเท่านั้นที่จะสามารถเป็นตัวแทนของประเทศได้ แต่ในบางครั้ง วัฒนธรรมสมัยใหม่ก็สามารถทำหน้าที่นั้นได้ด้วยเช่นกัน เมื่อ 13 มี.ค. 2024 ที่ผ่านมา ยูเนสโก ประกาศยก แนวเพลงเทคโนในพื้นที่เบอร์ลิน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของประเทศเยอรมนี ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของวงการเทคโนในเบอร์ลิน หลังรณรงค์กันมานานกว่าสิบปี   จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อาจจะต้องย้อนกลับไป ตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น ที่นอกจากการแบ่งแยกพื้นที่ประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ในทางกายภาพแล้ว “ดนตรีป็อป” ยังเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการแบ่งแยกแนวความคิดเหล่านี้อย่างชัดเจนอีกด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการพยายามต่อสู้กันผ่านซอฟต์พาวเวอร์ที่แต่ละฝ่ายมี แทนการใช้อาวุธสงครามโจมตีกันอย่างในช่วงสงครามโลก โดยครึ่งแรกของทศวรรษ “ดนตรีร็อก” เป็นแนวเพลงที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการสื่อสารแนวคิดเหล่านี้ในพื้นที่ต่างๆ ประเทศเยอรมนี เองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่เต็มไปด้วยร่องรอยของซอฟต์พาวเวอร์นี้ ทำให้เนื้อเพลงเยอรมนีสองฝั่งกำแพงเบอร์ลินในช่วงยุค 80 แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยที่ฝั่งตะวันตกมักจะมีเพลงที่สื่อถึงเสรีภาพและประธิปไตย ในขณะที่ฝั่งตะวันไม่เป็นเช่นนั้น แม้ฝั่งตะวันออกจะรับอิทธิพลทางดนตรีมาบ้าง แต่เนื้อเพลงก็จะพูดถึงเรื่องอื่นแทน   ก่อนที่ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ ดนตรีเทคโน เริ่มกลายเป็นแนวเพลงที่มีอิทธิพลกับเยอรมนีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหลังกำแพงเบอร์ลินพังทลายลงในปี 1989 เนื่องจาก ดนตรีเทคโนเป็นแนวเพลงที่เกิดจากการสังเคราะห์เสียงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ แถมยังไม่มีเนื้อร้อง มันจึงไม่มีทางสื่อความหมายหรือสอดแทรกแนวคิดทางการเมือง “มันจึงสื่อถึงอะไรก็ได้ ตามแต่ที่ผู้ฟังต้องการ เมื่อกำแพงที่ขวางกั้นสิ้นสุดลง พื้นที่อาคารร้างเมืองเบอร์ลินถูกจับจองจากเหล่าหนุ่มสาว ผู้โหยหาเสรีภาพจากทั้งสองฟากฝั่งที่มารวมตัวกัน เพื่อสังสรรค์และเพ้อฝันถึงชีวิตในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น พร้อมเปิดเพลงแนวเทคโนที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้น จนก่อเกิดคลับแนวเพลงเทคโนจำนวนมาก   ณ ห้างสรรพสินค้าร้างแห่งหนึ่งในเมืองฝั่งตะวันออก มีคลับเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อ Tresor เชื้อเชิญโปรดิวเซอร์แนวเพลงเทคโนจากเมืองดีทรอยต์  รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองต้นกำเนิดแนวเพลงเทคโนมาเล่นที่เบอร์ลิน ยิ่งทำให้เพลงแนวนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จนท้ายที่สุด ในขบวนเฉลิมฉลอง ‘Love Parade’ มีการเปิดเพลงเทคโนไปทุกหนแห่ง ส่งเสียงเปลี่ยนให้เบอร์ลินกลายเป็นเมืองแห่งเพลงเทคโนมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้ไม่ว่าจะอยู่มุมไหน หรือจะเช้าตรู่ขนาดไหน เราก็สามารถฟังเพลงแนวเทคโนในเบอร์ลินได้เสมอ   การได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกจึงเป็นเหมือนการการันตีความปลอดภัยให้แนวเพลงเทคโนไปอีกขั้น เพราะ แนวเพลงเทคโนของเบอร์ลินจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น หลังต้องเผชิญกับ “วิกฤตการเที่ยวคลับ” ในช่วงโควิด-19 ที่ส่งผลให้ค่าเช่าที่และค่าจ้างพุ่งสูงขึ้น สวนทางกับรายได้จากนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาฟังเพลงเทคโนที่เบอร์ลิน รวมถึง คลับแนวเพลงเทคโนต่างๆ จะยังได้รับความคุ้มครองเพิ่มขึ้น ภายใต้กฎหมายการวางผังเมืองอีกด้วย   แม้ดนตรีเทคโนจะไม่มีเนื้อร้อง