Skip links

Soft Power News

LOSO Original ในรอบ 23 ปี คอนเสิร์ตใหญ่ คอนเสิร์ตกลาง คอนเสิร์ตเสก

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนๆ วงร็อครุ่นใหญ่ขวัญใจมหาชนอย่าง “วงโลโซ” ที่ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า สมาชิกยุคแรกเริ่มทั้งสามคน ประกอบไปด้วย เสก-เสกสรรค์ ศุขพิมาย (ร้องนำ, กีตาร์), ใหญ่-กิตติศักดิ์ โคตรคำ (กลอง) และ กลาง-ณัฐพล สุนทราณู (เบส) จะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 23 ปี “28 YRS LOSO WE ARE THE ROCK & ROLL CONCERT”    หลังจากที่เดิมที สมาชิกรุ่นแรกเริ่มวงโลโซแยกทางกันไปเมื่อปี พ.ศ.2546 หรือ 20 กว่าปีก่อน ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ที่ยังอยากเห็นไลน์อัพในตำนานกลับมารวมตัวบรรเลงความเป็นร็อคแอนด์โรลให้แฟนๆ หายคิดถึง จนเมื่อไม่กี่ปีก่อนเราจึงได้เห็นภาพของสมาชิกยุคแรกเริ่มได้กลับมาพบปะกันในฐานะ “เพื่อน” กันอีกครั้ง โดยในประเด็นนี้ “เสก โลโซ” ได้กล่าวเอาไว้ว่า “ผมไม่ได้เจอใหญ่กับพี่กลางนานแล้ว มีความคิดถึงกัน นัดเจอกัน ปรับความเข้าใจในเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมา พอได้กอดกันน้ำตาซึม ก็รู้สึกว่าต้องมีคอนเสิร์ตใหญ่ ผ่านมา 2 ปี ก็คนติดต่อมาว่าจะทำคอนเสิร์ต ก็รับปากตกลง … ตอนนี้เรียกว่าตกผลึกแล้ว อายุก็ 50 กันแล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ กลับมารวมตัวกันก็ดีใจและรักกันมากกว่าเดิม”   ส่วนทาง “ใหญ่-กิตติศักดิ์ โคตรคำ” มือกลองคู่บุญของ “พี่เสก” ก็เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ว่า “ตอนโน้นเราทะเลาะกัน มันไม่ใช่เรื่องอื่น ส่วนมากจะมีปัญหากันเรื่องเงิน แต่เราไม่มีเรื่องพวกนั้น คือเราเป็นวงที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย งานทั้งหมดเราเป็นคนทำเองหมด จะมีอีโก้ว่าไม่กลัวใครแค่นั้นเลย พอวันนึงเรากลับมาเคลียร์กันนิดเดียว นั่งคุยกัน ตอนนั้นพวกเรายังเด็ก”   และหากจะกล่าวถึง “วงโลโซ” ก็นับว่าเป็นวงดนตรีที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดในวงการเพลงไทย และยังเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะฟรอนต์แมนที่ทุกคนเรียกว่า “พี่เสก” ก็เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะ “ร็อคแอนด์โรลสตาร์” ซึ่งยากจะหาใครมาเปรียบ นอกจากนี้ ในทางดนตรี ก็มีการยกย่องว่า แนวทางของโลโซนี่เองก็เป็นการบรรจบกันระหว่างความเป็น “ร็อค” กับ “เพื่อชีวิต”

MCT Presents Songwriter Thailand Showcase 2024

งานนี้เพื่อนพ้องนักแต่งเพลงมารวมตัวกันอย่างคึกคัก ทั้ง ศิลปิน นักดนตรี โปรดิวเซอร์ โดยในการเปิดงาน มี ‘คุณวิเชียร ฤกษ์ไพศาล’ ประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติด้านดนตรี กล่าวเปิดงาน ประกาศผลักดันให้อุตสาหกรรมดนตรีให้เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมดนตรีของไทยและยกระดับคนทำงานในอุตสาหกรรม   การเสวนาช่วงแรกมี ‘คุณณฐพล ศรีจอมขวัญ’ (ก้อ) ‘คุณธารณ ลิปตพัลลภ’ (แทน ลิปตา) และ ‘คุณดนุภพ กมล’ (บอม Muzik Move) ผู้แทนจาก MCT ขึ้นมาพูดถึง ภาพรวมอุตสาหกรรมดนตรี และทำความรู้จัก MCT ช่วงที่สองเป็น Songwriter Inspiration Talk : Story behind the Song ได้นักแต่งเพลงแห่งยุค ซึ่งเป็นสมาชิกนักแต่งเพลงของ MCT ‘คุณปณิธิ เลิศอุดมธนา’ (ข้าว Fellow Fellow) และ ‘คุณอัจฉริยา ดุลยไพบูลย์’ (แอ้ม) QUEEN OF T-POP มาร่วมแชร์เบื้องหลังและที่มาของเพลงฮิตติดหูกันอย่างเป็นกันเอง ช่วงถัดมา เป็น Songwriter Trick & Tips ที่ได้ ‘คุณปิยวัฒน์ มีเครือ’ (ปู๋ นักร้องนำวง HENS) มาแนะนำวิธีหาแรงบันดาลใจ เพื่อช่วยปลดล็อกเมื่อแต่งเพลงแล้วถึงทางตันให้กับนักแต่งเพลงมือใหม่   จากนั้น การเสวนาช่วงสุดท้าย ‘คุณธารณ ลิปตพัลลภ’ ขึ้นมาพูดคุยบนเวทีอีกครั้ง ร่วมกับ ‘ผศ. ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ราชรักษ์’ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาอุตสาหกรรมบันเทิง มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ‘คุณวรภัทร วงศ์สุคนธ์’ (พัด วง Mean) ผู้บริหารบริษัท marr ในเครือค่ายเพลง LOVEiS Entertainment ในหัวข้อ เส้นทางและอนาคตของอาชีพนักแต่งเพลง แชร์ประสบการณ์ตลอดระยะเวลาการทำงาน

“แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” หนังตลกนักมวยในรอบ 18 ปี พร้อมการกลับมาของ “พิง ลำพระเพลิง”

หลังจากที่ห่างหายจากจอภาพยนต์ไปกว่า 7 ปี สำหรับผู้กำกับที่ครบเครื่องมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง “พิง ลำพระเพลิง” ที่ล่าสุดกลับมาพร้อมภาพยนต์แนวคอมเมดี้ ที่มีกลิ่นอายความเป็นหนังตลก-นักมวย ในชื่อเรื่อง “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปนึกถึงหนังตลก-นักมวย เมื่อ 18 ปีก่อน ที่ในปัจจุบันกลายเป็นมีมระดับตำนานไปแล้วในโลกออนไลน์อย่าง “แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า” แต่สำหรับเรื่องนี้ ทางพี่พิงก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า ไม่ได้เป็นการทำภาคสองของเรื่องดังกล่าว หากแต่เป็นหนังตลก-นักมวยในปัจจุบัน ซึ่งตนอยากสร้างให้ร่วมสมัยกับยุคนี้ จึงเขียนบทขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย แปดพัน สตูดิโอ, และดำเนินงานสร้างโดย บริษัท ดรีมอะฮอลิค จำกัด   ขณะเดียวกัน ไลน์อัพนักแสดงของ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะได้คู่พระเอก-นางเอกที่หน้าตาดีแต่ติดตลกอย่าง เก้า-จิรายุ และ ฝน-ศนันธฉัตร มารับบทเป็นตัวแสดงนำของเรื่อง รวมถึงยังมี ชิน-ชินวุฒิ และ อาไท-สุภทัต นอกจากนี้ยังนำทัพฮาด้วยทีมสร้างเสียงหัวเราะอย่าง โจ๊ก ไอศกรีม, ยัด เฟ็ดเฟ่, ต้าร์ เฟ็ดเฟ่ ที่มารวมตัวกันสามคนในภาพยนต์เป็นครั้งแรกในเรื่องนี้ พร้อมตอบสนองความฮาให้ผู้ชมทุกท่าน   ทั้งนี้ ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามที แต่ทว่าภาพยนต์ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ที่พึ่งบวงสรวงเปิดกล้องไปเมื่อวานนี้ (7 พ.ค. 67) นับว่าสอดรับกับบรรยากาศที่คนจำนวนมากในโลกออนไลน์หวนนึกถึงหนังตลกไทยในช่วงสิบกว่าปีก่อน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของหนังไทยที่หลายเรื่องได้สร้างตำนานเอาไว้ในหลากแนวทาง แต่ก็อีกเช่นกัน ในห้วงเวลานี้ก็ถือว่าเป็นยุคที่คอนเทนต์ไทยกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ คุณภาพ เนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ โอกาสและกระแสตอบรับของ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” จะได้ฟีดแบคจากผู้ชมในลักษณะไหนก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป  

“เทอม 3” ตำนาน “ผีๆ” ในรั้วมหา’ลัย

“สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” แถลงข่าวเปิดตัว “เทอม 3” สานต่อตำนานความสยองในรั้วมหาวิทยาลัยเลื่องชื่อที่ทุกคนเคยได้ยิน พร้อมเปลี่ยนโรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ให้กลายเป็นลานคณะ จัดพิธีกรรมต้อนรับนักศึกษาน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นพิธีบูมรับน้องใหม่จากผีรุ่นพี่ พิธีบายศรีสู่ขวัญด้วยด้ายแดงที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและแฟนคลับผูกข้อไม้ข้อมือนักแสดงในเรื่อง พร้อมแจก “โปสเตอร์คาแร็กเตอร์” เป็นของที่ระลึก พิธีลุ้นรับเสื้อยืด “เทอม 3” จากพี่เทค   งานนี้ยังมีสอบสัมภาษณ์นักศึกษาใหม่ที่มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวเบื้องหลังความสยองจากนักแสดงนำ 5 ท่าน  “มาร์ซ-จุทาวุฒิ ภัทรกำพล”, “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” “อุ้ม-อิษยา ฮอสุวรรณ” “มาร์ค-ศิวัช จำลองกุล” และ “อัด-อวัช รัตนปิณฑะ” ร่วมด้วย 4 ผู้กำกับรุ่นใหม่ ได้แก่ “นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว’ “ตู้ อัศฎา ลิขิตบุญมา’, “เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล” และ “โจ้อรุณกร พิศ” ที่หยิบยกตำนานหลอนประจำมหาวิทยาลัย 3 บท 3 ภูมิภาคทั่วไทยมาตีความใหม่   ทั้งเรื่อง “ขบวนแห่” ที่นำตำนานชื่อดังของมหาวิทยาลัยภาคเหนืออย่าง “ขบวนแดง” และ “ขบวนแห่ไร้หัว” มาผสมผสานกัน / “พี่เทค” ที่แม้พี่เทคจะโผล่มาแว้บๆ แต่ก็เผยให้เห็นถึงความแตกต่างจากผีไทยทั่วไป / “ศาลล่องหน” ที่นำเรื่องเล่าสุดสะพรึงที่โด่งดังในโลกโซเชียลมาถ่ายทอดในมุมมองใหม่ และยังได้ “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” “มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” มาเป็นโปรดิวเซอร์ ควบคุมความหลอนครั้งนี้อีกด้วย แค่ดูตัวอย่างยังขนลุก ถึงแม้เราจะไม่ได้เรียนทั้งสามมหาวิทยาลัย แต่เราก็เคยได้ยินตำนานเหล่านี้มาบ้าง แล้วถ้าคนที่เคยเรียนหรือเคยเจอเองล่ะ จะหลอนขนาดไหน   เปิดเทอมจริง 30 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ เตรียมตัวต้อนรับนักศึกษาใหม่ก่อน ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=oFwbgO35Yr0  

55555 หรือความขำแบบไทยๆ จะกลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์?!

“55555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555555” แค่เห็นแชทๆ เดียวส่งมาพร้อมเลข 5555 ก็รู้ได้ทันทีว่าคนไหนคนไทย เพราะการหัวเราะแบบนี้มีแบบเดียวในโลก เราใช้กันเอง เข้าใจกันเองก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอเอาไปใช้กับต่างชาติ โดยเฉพาะในเกมหรือตามโซเชียลมีเดีย ก็ต่างพากันสงสัยว่าคุยกันอยู่ดี ๆ มีเลข 5 ต่อท้ายตามมา (เรียกว่าคัลเจอร์ช็อคในโลกดิจิทัลได้ไหมนะ?)   เกิดประเด็นให้เพื่อนคนไทย รวมถึงคอนเทนต์ครีเอเตอร์ทั้งไทยและต่างชาติทำคอนเทนต์การอธิบาย “ขำ”ของคนไทยเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งในรูปแบบบทความและวิดีโอสั้นกันจำนวนมาก ซึ่งพอเข้าใจแล้วชาวต่างชาติหลายคนก็เปลี่ยนมาใช้ “5555” แทนกันบ้าง เพราะจะมีสักกี่ประเทศที่ใช้ “เลข 5” มาเป็นเสียงหัวเราะแบบไทย โดยส่วนใหญ๋แล้ว แม้จะบอกว่าโลกอินเทอร์เน็ตต้องสื่อสารกันอย่างรวดเร็วแต่ก็ต้องมานั่งพิมพ์ตั้งหลายตัวถึงจะรู้ว่า “ขำ” อย่างเช่นในภาษาอังกฤษ ก็จะคำพวก ha ha /  lol (ย่อมาจาก Laughing Out Loud) /  lmfao (Laughing my ass off) ที่เอาไว้ใช้เวลาขำ หรืออย่างในภาษาสเปน ก็จะใช้ jajaja เพราะ ตัว j ในภาษาสเปนจะออกเสียง h หรืออย่างในฝรั่งเศสก็จะใช้ mdr (mort de rire แปลว่า ขำจนตาย) ก็ยังต้องพิมพ์หลายตัว หรือในประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่างภาษาอินโดนีเซีย รวมถึงเวียดนามก็ยังใช้ตัวพิมพ์หลายตัวเช่นกัน โดยอินโดนีเซียจะใช้ wkwkwkwk ส่วนเวียดนามจะใช้ hihihi   ทว่า ก็มีบางประเทศที่ใช้การพิมพ์ซ้ำด้วยเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นตัวอักษรหรือพยัญชนะในภาษานั้น ๆ อย่างเช่นในญี่ปุ่นจะใช้ www (ย่อมาจาก warai ซึ่งเป็นคำอ่านของ  笑い แปลว่า หัวเราะ) หรือ ในเกาหลี ก็จะใช้ตัว ㅋㅋㅋ  (ออกเสียงว่า คึคึคึ) หริอ ㅎㅎㅎ (มาจาก 하하하 ออกเสียงว่า ฮ่าฮ่าฮ่า) จะสังเกตได้ว่า ไม่มีใครใช้เลข 5 เลย !

4 พฤษภา Star Wars Day May the 4th Be With You

หากใครเป็นแฟนตัวยงของภาพยนต์ไซไฟระดับบรมครูอย่าง “Star wars” คงเป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ ‘4 พฤษภาคม’ ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวัน “Star wars Day” ที่เหล่าผู้เลื่อมใสภาพยนต์ไซไฟชุดนี้จะร่วมกันจัดปาร์ตี้ ทำกิจกรรมเกี่ยวกับ Star wars อยู่ทุกปี โดยจุดเริ่มต้นของ “Star wars Day” นั้นมาจากวรรคทองในมหาสงครามจักรวาลที่ตัวละครในเรื่องจะกล่าวว่า “May the force be with you” หรือ “ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน” อันเป็นอมตะพจน์ที่จดจำของมหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งมีความหมายคือการอวยพร และด้วยความที่คำว่า “May” และ “Force” ในวลีดังกล่าว พ้องเสียงกับคำว่า “May” ที่หมายถึงเดือนพฤษภาคม และ “Fourth” ที่หมายถึงอันดับ 4 จึงทำให้เกิดการแปลงวรรคทองข้างต้นให้เป็น “May the Fourth be with you”   ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หลักฐานที่มีการบันทึกว่าสำนวนดัดแปลงนี้ถูกใช้ในทางสาธารณะเป็นครั้งแรกจะเกิดขึ้นหลังจากที่ “Margaret Thatcher” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักรชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1979 โดยทางพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอได้ลงโฆษณาในหน้าหลักของหนังสือพิมพ์ “London Evening News” เพื่อเป็นการฉลองชัย และแสดงความยินดีด้วยประโยค “May the Fourth Be With You, Maggie. Congratulations!” (โดยมีบางสื่ออ้างว่า ขณะนั้นกองถ่าย Star wars ของ George Lucas กำลังถ่ายทำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักพิมพ์ดังกล่าวด้วย อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าอะนะ) หลังจากนั้นสำนวนดัดแปลงนี้ก็ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อาทิเช่น แอนิเมชั่นเรื่อง Count Duckula ก็นำประโยคนี้ไปเล่นเมื่อปี ค.ศ.1988 หรือแม้แต่การประชุมสภาของรัฐสภาอังกฤษ สมาชิกจากพรรคแรงงานอย่าง Harry M. Cohen ก็เคยหยิบยกประโยคนี้มีใช้ประกอบการอภิปรายเรื่องความมั่นคงในรัฐสภามาแล้วในปี ค.ศ.1994 กระทั่ง Boris Johnson ก็เคยใช้ประโยคนี้ปิดท้ายการหาเสียงเช่นกันในปี

สาวก T-POP เตรียมเฮ “Thailand Music Countdown” เวทีโชว์ของใหม่ล่าสุด แล้วทำไม “ไทย” ต้องมีรายการเพลง?

เปิดตัวพิธีกร “Thailand Music Countdown” รายการเพลงรายการใหม่ของวงการเพลงไทยแบบครบเซ็ต ได้แก่ “มาเบล PiXXiE / ต้าห์อู๋ / มิเคลล่า MXFRUIT / นุนิว” พร้อมพาเหล่าศิลปิน T-POP เฉิดฉายบนเวที Music Countdown หรือ M Countdown เป็นหนึ่งในรายการเพลงเบอร์ต้นๆ ของเกาหลีที่ออกอากาศทางช่อง Mnet มาตั้งแต่ปี 2004 รวมระยะเวลาออกอากาศจนถึงวันนี้ก็ปาไปกว่า 20 ปี ซึ่งในปีนี้ True CJ Creations ได้ฤกษ์ซื้อลิขสิทธิ์มาทำเป็นเวอร์ชันไทย   ในฐานะ ติ่งเกาหลีเกือบ 10 ปี และติดตามวงการที-ป็อบมาตลอด ความต่างหนึ่งของวงการเพลงเกาหลีและไทย คือ จำนวนรายการเพลงสำหรับแสดงบนเวที (แบบที่ไม่ใช่แข่งร้องเพลงชิงเงิน) ทางฝั่งเกาหลี มีรายการเพลงที่เปิดโอกาสให้ศิลปินทั้งเบอร์เล็ก เบอร์ใหญ่มาแสดงเดบิวต์หรือคัมแบ็ค “ไม่ต่ำกว่า 5 รายการ” (เรียกได้ว่าแต่ละช่องมีรายการเพลงเป็นของตัวเองทำนองนั้นก็ได้) ทำให้ทุกๆ การเดบิวต์หรือคัมแบ็คของศิลปินที่เราชื่นชอบ เราก็จะมานั่งไล่ดู การแสดงทุกๆ เวที ทุกๆ รายการเพลง เพราะ ในแต่ละรายการเพลง เราจะได้เห็นเสื้อผ้าหน้าผมของศิลปินในลุคใหม่ที่ต่างกัน รวมถึงการตกแต่งสเตจ การแสดงและมุมกล้องก็จะแตกต่างกันตามไปด้วย ซึ่งในบางครั้งก็จะมีโมเมนต์น่ารักเล็กๆ น้อยๆ ของศิลปินให้เราอมยิ้ม อาจจะมีเต้นผิดตรงนี้ แกล้งเพื่อนตรงนั้น ไปจนถึงต้องเจอสถานการณ์คับขัน เช่น ไวร์เลสหลุด เพราะเต้นแรงใส่สุดเกินให้เราได้เห็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของศิลปิน   อีกทั้ง เราจะยังได้เห็นโมเมนต์ข้ามวงของศิลปินร่วมวงการที่เราน่าจะไม่ได้เห็นจากที่อื่น อย่างตอนประกาศรางวัลช่วงท้ายรายการ ศิลปินรุ่นพี่ รุ่นน้อง รุ่นเพื่อน ทั้งต่างค่ายและค่ายเดียวกันก็จะมายืนรวมตัวกัน เพื่อรอประกาศผลและร่วมยินดีไปกับศิลปินชนะรางวัล แถมตอนนี้ยังมีกระแสชาเลนจ์เต้นข้ามวงที่แต่ละวงจะเอาเพลงของตัวเองมาเต้นกับศิลปินคนอื่น ๆ  รายการเพลงจึงเป็นเหมือนจุดนัดพบให้ศิลปินต่างวงมาทำชาเลนจ์ของกันและกันอย่างสนุกสนาน แบ่งปันฐานแฟนคลับกันไปในตัว และนอกจากเราจะเห็นศิลปินทำกิจกรรมต่างๆ แล้ว แฟนคลับเองก็มีกิจกรรมที่ต้องทำเหมือนกัน โดยชาร์ตเพลงส่วนใหญ่ของรายการเพลงมักจะอิงกับยอดขายอัลบั้มและยอดขายเพลงดิจิทัล บวกกับยอดอื่นๆ ตามที่รายการกำหนดอีกจำนวนหนึ่ง ทำให้แฟนคลับทั้งในและนอกต่างทุ่มแรง ทุ่มเงิน ทุ่มใจสนับสนุนศิลปินตัวเองให้ไต่ชาร์ต คว้าที่หนึ่งมาไว้ในมือ หรือถ้าพิเศษหน่อย แฟนคลับเองก็มีสิทธิ์เข้าอัดรายการเพลงร่วมกับศิลปินที่ชอบด้วยเช่นกัน ซึ่งกติกาจะเป็นไปตามที่แต่ละรายการกำหนด

สาธุ 99! พิคาชู ฉันเลือกนาย… เดบิวต์สมาชิกใหม่ #หิมพานต์มาร์ชเมลโล่

หรือ “หิมพานต์มาร์ชเมลโล่” กำลังจะมีเพื่อนเพิ่ม   ชาวญี่ปุ่นทึ่งไม่หยุด ไม่จบที่แห่นางม่อน เพราะล่าสุดมีผู้ใช้งานเอ็กซ์ (ทวิตเตอร์) ชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับวัดไทยไปพบเจอรูปปั้นบางอย่างหน้าตาคล้ายสัตว์วิเศษจากการ์ตูนชื่อดังในวัดแห่งหนึ่ง จนเกิดประเด็นพูดคุยถึงความน่ารักและแปลกตาของน้อน ๆ เหล่านี้ที่ดัดแปลงเอาวัฒนธรรมไทยมาผสานกับตัวละครในการ์ตูน จนได้ลายเส้นใหม่ ดูน่ารักไปอีกแบบ … Cr. https://twitter.com/jigokudera/status/1785625360291565804  

เมื่อ ‘ชาร์ลี แชปลิน’ ใช้อารมณ์ขันผลักดัน สวัสดิภาพแรงงาน soft power แบบไม่ต้องพูดเยอะ

1 พฤษภาคม คือวันแรงงานสากลของทุกปี ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรำลึกเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องสวัสดิภาพแรงงาน และตระหนักถึงความสำคัญของแรงงานในฐานะมนุษย์ผู้มีชีวิตจิตใจ โดยหนึ่งในผู้ที่ขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าวตามวิถีความถนัดของตนนั้นคือ “ชาร์ลี แชปลิน” ศิลปินผู้ใช้อารมณ์ขันผ่านจอภาพยนต์เป็นเครื่องมือการต่อสู้อย่างหนึ่ง   ชาร์ลี แชปลิน เกิดเมื่อปี ค.ศ.1889 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ยากลำบาก และเป็นเวลาเดียวกันที่กรุงลอนดอนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังจากเข้าสู่ยุคอุตสาหกกรม โดยกว่าที่ผู้คน (ลูกจ้าง-นายจ้าง) จะปรับตัวให้อยู่ร่วมกันในยุคใหม่ได้อย่างสันติสุข ก็ต้องสังเวยมาด้วยความทุกข์ยากของแรงงานชนชั้นล่างจำนวนมาก ส่งผลให้ลอนดอนในเวลานั้นเต็มไปด้วยความแออัด สกปรก และอันตราย โดยบ้างก็ว่าช่วงนั้นเป็นยุคมืดของลอนดอนด้วยซ้ำไป เปรียบเทียบง่ายๆ “ชาร์ลี แชปลิน” ลืมตาดูโลกหลังจากที่ “แจ็กเดอะริปเปอร์” ตระเวนก่อเหตุฆาตกรรมในย่านเสื่อมโทรมได้ 1 ปี จากนั้นเมื่ออายุ 18 ปี “ชาร์ลี แชปลิน” ได้ไปถึงแผ่นดินอเมริกาในฐานะนักแสดง จนเขาเริ่มมีชื่อเสียง / เงินทอง มากขึ้น แต่มิวาย ความระส่ำระสายของชนชั้นกรรมาชีพไม่ได้จำกัดอยู่แค่ลอนดอน แต่ทว่ากำลังเกิดขึ้นกับทั้งโลก และแน่นอนว่า การจะเข้าใจอารมณ์ขันของมนุษย์ได้ ก็จำต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์ก่อน โดย “ชาร์ลี แชปลิน” ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พึงสังวรถึงความทุกข์ยากแห่งชีวิต และความสนใจในเรื่องนี้จึงนำไปสู่ตัวละคร “คนจรจัด” (The Tramp) อันเป็นภาพจำอมตะจนถึงทุกวันนี้   กระทั่งราวๆ 20 ปีต่อมา อเมริกาก็เข้าสู่ยุค “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่” (The Great Depression 1929 -1939) ซึ่งเป็นภาวะแห่งความแร้นแค้น ว่างงาน และกระวนกระวาย ซึ่งประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญชะตากรรมความลำบาก และในช่วงเวลานั้นเอง “ชาร์ลี แชปลิน” จึงได้ออกผลงานภาพยนต์ที่สะท้อน ‘หัวอกแรงงาน’ และจิกกัด ‘ทุนนิยมอุตสาหกรรม’ เอาไว้อย่างเจ็บแสบ ด้วยผลงานที่ชื่อ “Modern Times” (1936) ซึ่งวิพากษ์ถึงความขาด/ไร้มนุษยธรรมในการจ้างงาน แค่ฉากเริ่มต้นของเรื่อง ก็เปิดด้วยภาพตัดสลับระหว่าง ‘ฝูงสัตว์ที่กำลังวิ่งอยู่ในคอกอย่างเบียดเสียด’ กับ ‘คนเมืองที่แออัดจากรถไฟไปสู่โรงงาน’ ซึ่งเปรียบเทียบสภาพการณ์ใช้แรงงานคนไม่ต่างจากสัตว์ โดยแกนหลักของ “Modern Times” ถูกถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักซึ่ง “ชาร์ลี แชปลิน” ได้แสดงเป็นคนงานในโรงงาน

30 เมษายน วันชานมไข่มุกแห่งชาติ ย้อนรอยยุทธศาสตร์เครื่องดื่มหวานร้อย

ชานมไข่มุก เครื่องดื่มเพิ่มน้ำตาลในเลือดขวัญใจชาวเราที่ต้องดื่มทุกวันเหมือนเป็นอวัยวะที่ 34 แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ใครกันที่สรรสร้างสวรรค์ในรูปแบบเครื่องดื่มหวานร้อยลูกกลมๆ แบบนี้ขึ้น แน่นอนว่าจากชื่อก็พอจะรู้ว่าต้นกำเนิดมากจากไต้หวัน แต่ในสมัยก่อน ยังไม่มีความสำคัญเรื่องการจดลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็มีเรื่องเล่ายอดนิยมอยู่ 2 เรื่อง   เรื่องเล่าแรก เกิดขึ้นในปี 1986 ที่ร้านชา ฮันหลิน เมืองไถหนาน โดยถัวซ่งเหอ-เจ้าของร้าน นำแป้งมันสัมปะหลังเชื่อมน้ำตาล ลักษณะคล้ายสาคู ซึ่งเป็นขนมหวานไต้หวันใส่ลงไปในชา เกิดเป็นเมนูชาไข่มุกขึ้นในที่สุด   อีกเรื่องเล่าหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 1988 ที่ร้านชาชุน ฉุ่ย ถัง เมืองไถจง โดยในส่วนของชา หลิว ฮั่นฉี-เจ้าของร้าน เดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นการดื่มชาและกาแฟแบบเย็น จึงกลับมาเปิดร้านชาร้านนี้ เพื่อขาย ชาเย็น บ้าง เพราะเดิมที ไต้หวันนิยมดื่มเพียงชาร้อนเท่านั้น ต่อมาขณะที่ หลินชิ่วฮุย-ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กำลังประชุมอยู่ที่ร้าน รู้สึกเบื่อ จึงเท “เฟิ่นเหยียน” ขนมหวานของไต้หวันที่ทำจากแป้งมัน ลักษณะคล้ายขนมโมจิ ลงไปในชา เมื่อลองกินแล้วพบว่าอร่อย จากนั้น ทดลองทำแจกให้พนักงานชิมก่อนจะขายเมนูนี้ในที่สุด ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูยอดนิยมของพื้นที่นี้   ไม่ว่าเรื่องเล่าใดจะจริงแท้หาใช่เรื่องสำคัญ ตอนนี้ชานมไข่มุกนั้นได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก เกิดธุรกิจแบรนด์ชานมไข่มุกที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ในเอเชียและยุโรป ในช่วง 1990 แต่ก็ซบเซาลง ด้วยกระแสเครื่องดื่มที่เกิดขึ้นต่อมา กระทั่งในปี 2016 ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของไต้หวันผลักดันนโยบาย New Southbound Policy เที่ยวไต้หวันฟรีวีซ่า พร้อมส่งเสริมให้ “ชานมไข่มุก” เป็นเครื่องดื่มประจำชาติที่ต้องลอง ต่อมาในปี 2017-2018 นโยบายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รัฐบาลจึงเริ่มหยิบชานมไข่มุกของร้านฮันหลินมาเสิร์ฟเลี้ยงรับรองแขกของรัฐบาลจากทั่วโลก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวไต้หวัน สายการบินแห่งชาติไต้หวันอย่าง EVA หรือ China Airlines ผู้ที่มาท่องเที่ยวไต้หวันมักมีโอกาสได้ชิมรสชาติชานมไข่มุกแบบไต้หวัน ในกรุงไทเประหว่างการพักต่อเครื่องที่สนามบินไทเปเถาหยวน   ส่วนภาคเอกชนก็มีการตอบรับนโยบายชานมไข่มุกนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงนั้นเราจะเห็นได้ว่าตามท้องตลาดเต็มไปด้วยสินค้ารูป รส กลิ่น ชานมไข่มุกออกมาจำนวนมาก กลายเป็นกระแสชานมไข่มุกฟีเวอร์หนักถึงขั้นมีกะเพราชานมไข่มุก คั่วไก่ไข่มุก ก๋วยเตี๋ยวไข่มุก พิซซ่าไข่มุก ลูกอมไข่มุก และอื่นๆ อีกมาก