Skip links

PR

Tags

“นูโว” คัมแบ็กคอนเสิร์ตใหญ่ในรอบ 7 ปี ย้อนเวลาสู่ Original Icon ยุค 90

งานนี้เริ่มอุ่นเครื่องตั้งแต่บ่ายสาม ด้วยเซตเพลงเก๋าวันแรกจาก DJ. โด๋ว มรกต โกมลบุตร และวันที่สองกับ ‘พี่ป๋อง-เรือจ้าง’ อาวุธลับของวง ในฐานะ ‘นูโวคนที่ 7’ ก่อนจะเปิดตัวสมาชิกทั้ง 6 คน ที่ออกมาด้วยเพลงรวดเดียวจบ ทั้ง “คึกคักบ่อยเลย”, “เพื่อนกับพ่อ”, “กวีบทเก่า”, “นิยามรัก” และ “สองคนในร่างเดียว” ราวกับย้อนไปสมัยวัยซะรุ่น ยังไงยังงั้น จากนั้นเริ่มเพิ่มความมันส์ ด้วยตำนาน Rock n’ Roll ตลอดกาล ‘พี่โป่ง-หินเหล็กไฟ’ ที่ขึ้นมาร่วมร้องในเพลง “หลงกล” พาแฟนเพลงแหกปากกันให้ลั่นฮอล และค่อยสลับพักอารมณ์กับเกิร์ลกรุ๊ปยุคยุคเบิก ‘สาว สาว สาว’ ด้วยเพลง “ประตูใจ” พาคนดูย้อนรำลึกปรากฏการณ์ ‘แอม-แหม่ม-ปุ้ม’ อีกครั้ง เชื่อเถอะว่าค่ำคืนนี้ ไม่ว่าผู้ชมจะอายุเท่าไหร่ แต่ก็ฟีลไลค์หนุ่มสาวกันทุกคน ใช่ไหมล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากเพลงฮิตอมตะแล้ว พี่ๆ นูโวยังหยิบเอาเพลงหน้า B หาฟังยาก ที่ไม่ค่อยได้เล่นที่ไหนมาโชว์สดๆ อย่าง “ปล่อยไปตามลมเลย”, “ไม่มีคำตอบ”, “เกี่ยว” ไปจนถึง “บุญคุณปูดำ” เอาให้คุ้มค่าทุกนาทีเลยทีเดียว แต่ซีนที่เรียกเสียงฮือฮาและกลายเป็นไฮไลท์เด็ดของงาน คือช่วงที่สมาชิกแต่ละคนนำเพลงดังของคนอื่นมาร้อง โดยเฉพาะช่วงที่ ‘พี่ก้อง-สหรัถ’ กำลังร้องเพลง “ก็เคยสัญญา” และเมื่อท่อนโซโล่สิ้นสุดลง ร็อกสตาร์ระดับประเทศอย่าง ‘เสก-โลโซ’ ก็เดินออกมา featuring กับนูโว ด้วยเพลงของลูกพี่ใหญ่ ถ้าไม่ใช่เพลงของ ‘อัสนี’ ก็ไม่รู้ว่าเลงไหนจะเหมาะไปกว่านี้แล้วจริงๆ ช่วงท้ายโชว์ นูโวดึงอารมณ์กลับมาด้วยความซาบซึ้งผ่าน VTR ย้อนรอยยุค “โลกดนตรี” ขนเพลงรักเรียกน้ำตามาแบบจัดเต็มทั้ง “ไม่เป็นไรเลย”, “ลึกสุดใจ”, “โง่งมงาย” และ “หมดคำถาม” โดยในท่อนฮุกของเพลง “ลึกสุดใจ” ก่อนจะปิดท้ายด้วยเมดเล่ย์ Disco Duck ย้อนวันวาน ขนแขกรับเชิญทั้งหมด ทั้ง เสก โลโซ – โป่ง หินเหล็กไฟ – สาว สาว
Tags

เปิดกลยุทธ์ “ทีมขายประเทศไทย” พลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่เวทีโลก

ถ้าประเทศไทยเป็นบริษัทระดับโลก ประเทศนี้คงมีสินค้ามากเกินกว่าจะฝากไว้กับฝ่ายขายเพียงทีมเดียว เพราะเรามีทั้งแหล่งท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม สินค้าและบริการ ผู้ประกอบการ ฐานการผลิต เมืองศักยภาพที่กำลังเติบโต และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพเวทีระดับนานาชาติ แต่ละสิ่งต่างก็มีลูกค้าคนละกลุ่ม และต้องใช้วิธีนำเสนอที่ต่างกัน อย่างนักเดินทางหรือนักท่องเที่ยวจะมองหาประสบการณ์ ผู้ซื้อจากต่างประเทศมองหาสินค้าที่มีคุณภาพ นักลงทุนมองหาความเชื่อมั่นและโอกาสเติบโตระยะยาว ขณะที่ผู้จัดงานระดับโลกไม่ได้เลือกประเทศจากความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาทั้งความพร้อมของเมือง เครือข่ายอุตสาหกรรม การสนับสนุนจากภาครัฐ และคุณค่าที่งานจะสร้างได้หลังวันจัดงานสิ้นสุดลง นี่คือเหตุผลที่ประเทศไทยไม่สามารถมี “ทีมขาย” เพียงทีมเดียว แล้วคาดหวังว่าจะขายทุกโอกาสให้กับทุกคนได้ หนึ่งประเทศ หลายโอกาสที่ต้องขาย  เมื่อพูดถึงการนำรายได้จากต่างประเทศเข้ามา คนจำนวนมากอาจนึกถึงการท่องเที่ยวก่อน เพราะเป็นภาพที่มองเห็นได้ทันที ทั้งผู้โดยสารในสนามบิน ห้องพักที่ถูกจอง ร้านอาหารที่มีลูกค้า และเมืองที่กลับมาคึกคัก แต่การท่องเที่ยวเป็นเพียงหนึ่งในหลายช่องทางที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยยังต้องการผู้ซื้อสินค้าไทย นักลงทุนที่เข้ามาตั้งฐานธุรกิจ บริษัทเทคโนโลยีที่กำลังมองหาพื้นที่เติบโต ตลอดจนงานระดับนานาชาติที่สามารถพาผู้ซื้อ ผู้ขาย นักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายอุตสาหกรรมจากทั่วโลกมาพบกันในประเทศไทย หากเปรียบประเทศไทยเป็นแบรนด์หนึ่ง การท่องเที่ยวต้องขายด้วยแรงบันดาลใจและประสบการณ์ สินค้าไทยต้องขายด้วยคุณภาพมาตรฐาน และความสามารถในการแข่งขัน ส่วนการลงทุนต้องขายด้วยนโยบาย สิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน และความเชื่อมั่นในอนาคต ขณะที่การจัดงานไมซ์ต้องขายด้วยความพร้อมด้านมาตรฐานและความเป็นมืออาชีพของระบบนิเวศไมซ์ไทย เพื่อปักหมุดให้ประเทศไทยถูกนึกถึงเป็นอันดับแรก (Top of Mind) ในใจของผู้จัดงานทั่วโลกเมื่อมองหาสถานที่จัดงานนานาชาติ ดังนั้นเมื่อสิ่งที่ขายต่างกัน ทีมที่รับผิดชอบจึงต้องมีความเชี่ยวชาญต่างกันด้วย ต่างโจทย์…ต่างความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย  ในภาพใหญ่ หน่วยงานเศรษฐกิจของไทยจึงต้องแท็กทีมร่วมกันในฐานะ “ทีมขายประเทศไทย” เพื่อเปลี่ยนศักยภาพของประเทศให้กลายเป็นรายได้และการลงทุนระยะยาว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. : สร้างความต้องการเดินทางและท่องเที่ยว เสริมสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจในการมาเยือนประเทศไทย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หรือ DITP : ผลักดันสินค้าและบริการของผู้ประกอบไทย เปิดประตูช่องทางการค้าธุรกิจและการส่งออกของไทยสู่ตลาดโลก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI : ส่งเสริมการลงทุนมาสู่ประเทศไทย โดยการกำหนดมาตรการ สิทธิประโยชน์ และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน เพื่อสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO : ขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เมือง อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและ        เมกะโปรเจกต์อย่างยั่งยืน กล่าวอีกอย่างหนึ่ง BOI ช่วยส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเข้ามายังประเทศไทย ส่วน EECO
Tags

“eFootball™ World Festival” ระเบิดความมันส์ใจกลางกรุงเทพฯ KONAMI เผยบิ๊กอัปเดตเอาใจแฟนบอลชาวไทย พร้อมปิดฉากศึกชิงแชมป์โลก eFootball™ Championship 2026 World Finals อย่างยิ่งใหญ่

โคนามิ ดิจิทัล เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ (KONAMI Digital Entertainment) จัดงาน “eFootball™ World Festival in Bangkok” มหกรรมสำหรับแฟนเกมฟุตบอล eFootball™ สุดยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จร่วมกับสาวกเกมฟุตบอล eFootball™ พร้อมเปิดตัวบิ๊กอัปเดตครั้งสำคัญสำหรับตลาดไทย และถ่ายทอดสดรายการพิเศษ “eFootball™ CONNECT in World Festival” เผยทิศทางและข้อมูลล่าสุดของตัวเกมไปสู่สายตาแฟนกีฬาอีสปอร์ตทั่วโลก เปิดตัวบิ๊กเซอร์ไพรส์ ยกระดับประสบการณ์เพื่อแฟนบอลชาวไทย ไฮไลต์สำคัญของงาน สร้างความฮือฮาสำหรับแฟน eFootball™ เมื่อ KONAMIประกาศเพิ่มระบบเสียงพากษ์ไทยและบรรยายการแข่งขันภาษาไทยเข้าไปในเกม เพื่อยกระดับประสบการสำหรับผูเล่นชาวไทยให้ได้อรรถรสมากขึ้น พร้อมประกาศความร่วมมือกับ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานนักฟุตบอลทีมชาติไทย ซึ่งจะปรากฏตัวในเกม eFootball™ เป็นครั้งแรกในฐานะนักเตะระดับ Legend ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ นาวาอากาศเอก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน กรรมการกลางและโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้กลับมาปรากฏตัวในเกม eFootball™ อีกครั้ง เพราะทำให้นึกถึงช่วงเวลาการค้าแข้ง พร้อมเชื่อว่าอีสปอร์ตมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่กับกีฬาฟุตบอล และหวังว่าจะเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนหันมาสนใจฟุตบอลและร่วมพัฒนาวงการฟุตบอลไทยในอนาคต ภายในงาน KONAMI ยังเปิดตัวการแข่งขันอีสปอร์ต “Jay Cup” ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ พร้อมประกาศให้ OHANA ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ร่วมเป็นผู้สนับสนุนพิเศษของการแข่งขัน ตัวแทนจาก OHANA กล่าวว่า eFootball™ ไม่ได้เป็นเพียงเกมฟุตบอล แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของแฟนบอลยุคใหม่ ที่สามารถสร้าง Dream Team และลงแข่งขันกับผู้เล่นจากทั่วโลกได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านสมาร์ตโฟนเพียงเครื่องเดียว เจ – ชนาธิป สรงกระสินธ์ กล่าวว่า หลังจาก Jay Cup ครั้งแรกได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้เล่นทั่วประเทศ ก็รู้สึกดีใจที่การแข่งขันจะกลับมาอีกครั้งในปีนี้ ภายใต้ชื่อ Jay Cup Vol.2 ซึ่งเตรียมความพิเศษไว้มากกว่าเดิม ทั้งกิจกรรมและผู้สนับสนุน พร้อมชวนแฟนเกม eFootball™ ทุกคนมาร่วมแข่งขันและสนุกไปด้วยกัน นายจุนอิจิ ทายะ (Junichi Taya) General Producer ของ eFootball™ กล่าวว่า KONAMI ยังคงมุ่งมั่นพัฒนา eFootball™ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเล่นที่ตอบโจทย์ผู้เล่นในทุกภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย พร้อมผลักดันการเติบโตของคอมมูนิตี้ฟุตบอลและอีสปอร์ตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยหวังให้ eFootball™ เป็นพื้นที่ที่ผู้เล่นทั่วโลกได้สนุกและเติบโตไปด้วยกัน ในช่วงของกิจกรรม “eFootball™ CONNECT in World Festival” KONAMI ได้มีการเปิดตัว     เซร์คิโอ อเกวโร (Sergio Agüero) อดีตยอดกองหน้าระดับตำนานของวงการฟุตบอลโลก ที่จะเข้าร่วมเกม eFootball™ เป็นครั้งแรกในฐานะนักเตะระดับ Legend พร้อมประกาศการกลับมาของ เวย์น รูนีย์ (Wayne Rooney) ตำนานทีมชาติอังกฤษ ที่จะมาพร้อมความสามารถใหม่ภายในเกม และเพื่อร่วมฉลองการจัดงานในครั้งนี้  KONAMI ได้มอบนักเตะระดับ Legend ฟรี 1 คน จากรายชื่อนักเตะระดับตำนานทั้งหมด 11 คน ซึ่งรวมถึง Sergio Agüero และ Wayne Rooney ผ่านกิจกรรมล็อกอิน ซึ่งผู้เล่นยังสามารถรับนักเตะระดับ Legend เพิ่มเติมอีก
Tags

ศึกแห่งศักดิ์ศรีบนแผ่นดินไทย! นักแข่งไทยลุ้นป้องกันแชมป์ในฐานะเจ้าบ้าน ในงาน eFootball™ Championship 2026 World Finals

แม้แฟนบอลชาวไทยยังคงฝันอยากจะเห็นทีมชาติไทย เข้าไปฟาดแข้งบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง ‘ฟุตบอลโลก’ แต่ในโลกของเกมฟุตบอล(ออนไลน์) ประเทศไทยได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจของวงการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา โปรเกมเมอร์สัญชาติไทยตระเวนสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันเกมฟุตบอลระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกมขวัญใจมหาชนอย่าง eFootball™ ซึ่งนักแข่งอย่าง BRU_JEANSUI, Jxmkt, TDKeane และ Michaelx ต่างคว้าแชมป์โลกกันมาแล้วทั้งสิ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่มีผู้เล่นนับล้านคนทั่วโลก บอกได้เลยว่า ประเทศไทยสามารถผลิตนักกีฬาอีสปอร์ตระดับพระกาฬได้อยู่เสมอ เป็นเครื่องยืนยันถึงสถานะของผู้นำแห่งวงการฟุตบอลอีสปอร์ต และในปีนี้ ประเทศไทยกำลังจะกลับมาเป็นศูนย์กลางของเวทีโลกอีกครั้ง เนื่องจากในวันที่ 26 กรกฎาคม นี้ KONAMI กำลังจะจัดการแข่งขัน “eFootball™ Championship 2026 World Finals” ที่กรุงเทพมหานคร โดยรวบรวมนักแข่งระดับหัวแถวของโลก ซึ่งผ่านการคัดเลือกมาจนเหลือ 36 คน หลังจากแข่งขันในรอบภูมิภาคทั่วโลกมาแล้ว และที่ประเทศไทยนี้ จะเป็นการประชันฝีมือเพื่อช่วงชิงตำแหน่งแชมป์โลกของ eFootball™ อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ตัวแทนนักแข่งของเราในฐานะเจ้าภาพ ก็นับเป็นว่าเป็นตัวตึงของทัวร์นาเมนต์เลยทีเดียว เพราะว่าแชมป์เปี้ยนในปีที่แล้ว ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่เป็นคนไทยนี่แหละ ดังนั้น ท่ามกลางเสียงเชียร์จากพี่น้องคนไทยในการแข่งขันปีนี้ จึงต้องมาลุ้นกันว่า นักแข่งของเราจะป้องกันถ้วยแชมป์ในบ้านเกิดของตัวเองได้หรือไม่? และหากกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคอมมูนิตี้คนเล่นเกมฟุตบอลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้ อีกทั้ง ‘คอมมูฯ ของคนดูบอล’ กับ ‘คอมมูฯ ของคนเล่นเกม’ ก็เหนียวแน่นและแอคทีฟข้ามกันไปมาอยู่ไม่ขาด หากมองในมุมของผู้จัดงาน ไม่มีที่ไหนจะเหมาะสมไปกว่ากรุงเทพฯ อีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานยังมี “eFootball™ World Festival in Bangkok” เทศกาลสำหรับคอบอลและคอมมูนิตี้ eFootball™ ที่จะจัดขึ้นควบคู่ไปกับการแข่งขัน World Finals โดยไฮไลท์สำคัญคือ การมาเยือนของอดีตกัปตันแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด เจ้าของสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “Wayne Rooney” ซึ่งจะมาร่วมพบปะแฟนๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมด้วยตำนานนักฟุตบอลไทย “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และกลุ่มครีเอเตอร์สายฮาอย่าง OHANA ที่จะมาร่วมสร้างช่วงเวลาแห่งความประทับใจ ผ่านเสน่ห์ของฟุตบอล ความบันเทิง และเกมในงานที่จะถึงนี้ อีกทั้งยังมีกิจกรรม interactive ให้ร่วมสนุกมากมายสำหรับคนรักฟุตบอลทุกวัย ตลอดจนการประกาศความเคลื่อนไหวล่าสุดของ eFootball™
Tags

เด็กไทยปล่อยของ โชว์พลังสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต

จากไอเดียเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ถูกยกระดับสู่ผลงานนวัตกรรมที่สามารถลงสนามแข่งขันและต่อยอดใช้งานได้จริง ในเวที “มหกรรมสนามเด็กเล่นหุ่นยนต์” ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศได้ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้โลกแห่งเทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมครูเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย และชมรมครูหุ่นยนต์ไทย โดยมี บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนพลังงานที่มีคุณภาพ มีความเสถียร ช่วยลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงการแข่งขันอย่างเท่าเทียม เช่นเดียวกับ 4 ทีมเยาวชน ที่มาร่วมโชว์ไอเดียสุดล้ำ เปิดประเดิมด้วยผลงานสุดแกร่ง ทีม SPIM-D จากโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ คว้ารางวัลชนะเลิศ รายการ Bigfoot Gundam Open นำโดย น้องแฟรงค์–ชัยภัทร สุวรรณรัศมี และ น้องแฟรงค์–ณัฐดนย์ ศรีรัฐวัฒนากูล อายุ 17 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาหุ่นยนต์บังคับมือ (Manual Robot) ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะด้านวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า และการควบคุมกลไกอย่างแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบไปจนถึงการลงสนามแข่งขันจริง โดยจุดเด่นสำคัญของหุ่นยนต์ Bigfoot คือโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน และสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันได้เป็นอย่างดี การออกแบบครั้งนี้ยังต่อยอดแนวคิดเพื่อสังคมในอนาคต ด้วยการตั้งเป้าพัฒนาไปสู่ “หุ่นยนต์กู้ภัย” ที่สามารถปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายได้จริง เช่น การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน เพิ่มกล้อง และพัฒนาให้ควบคุมผ่านระบบ 5G ได้ จะสามารถเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย เช่น ตึกถล่ม พื้นที่สารเคมีรั่วไหล หรือจุดที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้อย่างปลอดภัย” ต่อด้วย ทีม KN3 จากโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ คว้ารางวัลชนะเลิศ รายการ Lite Beam Open นำโดย น้องพั้นซ์–พรรณกาญจน์ เหลืองอมรศักดิ์ อายุ 18 ปี และ น้องฟิล์ม–ไปรยา ศรีศักดิ์บางเตย อายุ 12 ปี โชว์ฝีมือคว้าแชมป์ในรายการหุ่นยนต์วิ่งตามเส้นอัตโนมัติ (Line Following Robot)  เล่าว่า “ผลงานชิ้นนี้อาศัยความแม่นยำของระบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งทีมได้ลงมือปฏิบัติเองทุกขั้นตอน
Tags

“SEK LOSO Rebirth” การกลับมาครั้งยิ่งใหญ่ของราชา Rock ‘n Roll เมืองไทย

กระหึ่มสมศักดิ์ศรีผ่านพ้นไปอย่างซาบซึ้งและเดือดพล่านกับงาน “SEK LOSO Rebirth” แฟนคอนครั้งแรกและโชว์แรกของ “เสก โลโซ” หลังจากได้รับอิสระและเคลียร์คิวล็อกวันมาเจอกับแฟนๆ เมื่อค่ำคืนวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ MCC Hall The Mall Lifestore Bangkapi โดย CI Showbiz ผู้จัดคอนเสิร์ตและเทศกาลดนตรีชั้นนำ ยกระดับความมันส์ด้วยเวทีกลางฮอลล์ที่ทำให้แฟนเพลงได้ใกล้ชิด ร็อกได้สุดเสียงจากทุกมุมมอง สานต่อความผูกพัน “เราและนาย” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ บรรยากาศความคึกคักเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่าย บริเวณหน้าฮอลล์เนืองแน่นไปด้วยแฟนเพลงหลายเจเนอเรชัน ตั้งแต่รุ่นเก๋าไปจนถึงวัยรุ่นยุคใหม่ที่พร้อมใจมารวมตัวกันอย่างมีพลัง และที่คึกคักเป็นพิเศษคือจุดจำหน่ายของที่ระลึก (Official Merchandise) ที่มีแฟนร็อกมาต่อแถวยาวเหยียดจนล้นพื้นที่ระหว่างรอประตูเปิด ทันทีที่แสงในฮอลล์ค่อยๆ ดับลง เสียงต้อนรับจากแฟนเพลงก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งพื้นที่ ก่อนที่อินโทรของ “เราและนาย” บทเพลงที่มีความหมายกับทั้งศิลปินและแฟนเพลงจะดังขึ้น ขณะเดียวกัน เสก โลโซ ก็ปรากฏตัวพร้อมเดินลงมาทักทายและจับมือแฟนเพลงที่ยืนรออยู่หน้าเวที กลายเป็นการเริ่มต้นคอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยความรู้สึกร่วมกันของทุกคนในฮอลล์ ก่อนจะปลุกพลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นสู้ในเพลง “ผู้ชนะ” และดึงอารมณ์ดำดิ่งไปกับเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง “ฉันหรือเธอ (ที่เปลี่ยนไป)” ความเดือดทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเสียงริฟฟ์กีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์ดังขึ้นในเพลง “อมพระมาพูด” และส่งต่อพลังบวกใน “รอยยิ้มนักสู้” ก่อนที่ทั้งฮอลล์จะช่วยกันตะโกนร้องเพลงชาติของคนคลั่งรักอย่าง “ใจสั่งมา” จนเสียงดังสนั่น ความสนุกไม่มีผ่อนคันเร่ง พี่เสกสับเกียร์ลุยต่อกับเพลงเนื้อหากระแทกใจอย่าง “สาหัส” แล้วพาแฟนๆ โยกตามจังหวะโจ๊ะๆ ใน “มอเตอร์ไซค์รับจ้าง” พร้อมปลุกพลังความแข็งแกร่งในใจทุกคนด้วยเพลง “เท่อย่างไทย” จากนั้นเข้าสู่ช่วงไฮไลต์และแขกรับเชิญสุดพิเศษ เริ่มด้วยความอบอุ่นในเพลง “แม้ว่า” ที่ได้ เสฏกานต์ ศุขพิมาย (เสือ) หรือ Tg Tiger ลูกชายคนเดียวของ เสก โลโซ มาร่วมฟีเจอริ่งพ่อลูก พร้อมกับ Gunner เติมเต็มสีสันใหม่ๆ บนเวที ต่อด้วยเพลง “ปั่นปึง” ที่ได้ Teddy มาร้องโชว์ ก่อนจะดึงอารมณ์ดนตรีให้ลุ่มลึกขึ้นในเพลง “5 นาที”, “Confused” และสาดพลังความร็อกสไตล์สากลใน “I wanna love
Tags

ปลดล็อกศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในยุคดิจิทัล ด้วย “JerGan” (เจอกัน) แพลตฟอร์ม Data-Driven MICE แห่งอนาคต

อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conferences, Exhibitions) นับเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน จากสถิติในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักเดินทางไมซ์กว่า 26 ล้านคน สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมหาศาลกว่า 3 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และพฤติกรรมของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ “การใช้จ่ายต่อทริป” (Spending per trip) มีแนวโน้มลดลง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ด้วยเหตุนี้ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ Data-Driven MICE อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ไทย “MaxiMICE Thailand” โดยมีไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัว “JerGan” (เจอกัน) แพลตฟอร์มดิจิทัลไมซ์แห่งแรกของไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แอปพลิเคชันนำเที่ยวทั่วไป แต่เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลเชิงพฤติกรรม” (Behavioral Data Infrastructure) ที่จะเข้ามาพลิกโฉมการทำการตลาดและการบริการในอุตสาหกรรมไมซ์อย่างยั่งยืน ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วย Data-Driven Strategy: จากข้อมูลในอดีต สู่การคาดการณ์อนาคต ดร.จารุวรรณ สุวรรณศาสน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ได้ฉายภาพให้เห็นถึงหัวใจสำคัญของการพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ว่า ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาท พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือ “ข้อมูล” (Data) ยิ่งเก็บข้อมูลได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี (The sooner the better) แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการเก็บ คือการรู้ว่าจะนำข้อมูลนั้นไปใช้ทำอะไร เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ปัจจุบัน การจัดการข้อมูลในอุตสาหกรรมไมซ์ยังคงเผชิญกับ “ช่องว่าง” (Gaps) สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ Customer Data: การขาดข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมของนักเดินทาง แม้จะทราบว่าผู้เข้าร่วมงานมาจากประเทศใดหรือพักโรงแรมระดับไหน แต่ยังขาดความเข้าใจในระดับ Persona ว่าความชอบที่แท้จริงคืออะไร Ecosystem Connection: ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการ ทำให้ประสบการณ์ของนักเดินทางยังไม่ไร้รอยต่อเท่าที่ควร Destination Economy: รายได้มักกระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในสถานที่จัดงาน ไม่กระจายไปสู่ธุรกิจรายย่อยหรือชุมชนรอบข้าง
Tags

MICE Day 2026: “MICE in Motion” ปลุกพลังอุตสาหกรรมไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน

ในยุคที่โลกแห่งธุรกิจและการลงทุนหมุนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE: Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions) ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดงานประชุมหรืองานแสดงสินค้าอีกต่อไป แต่คือ “เครื่องยนต์กลไกสำคัญ” ที่เชื่อมโยงผู้คน นวัตกรรม และเม็ดเงินมหาศาลเข้าด้วยกัน เพื่อตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีโลก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) จึงได้เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่แห่งปี MICE Day 2026 ภายใต้แนวคิด “MICE in Motion พลังไมซ์ ขับเคลื่อนไทยสู่อนาคต” ระหว่างวันที่ 29–30 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) งานนี้ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของคนในแวดวงอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่จะพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็น Global MICE Destination อย่างแท้จริง รากฐานที่มั่นคง สู่อนาคตที่ท้าทาย หากย้อนมองถึงจุดเริ่มต้น วันที่ 26 เมษายนของทุกปีได้รับการประกาศจากคณะรัฐมนตรีให้เป็น “วันไมซ์แห่งชาติ” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงริเริ่มการจัดงานแสดงสินค้าครั้งแรกของสยามประเทศ ณ ท้องสนามหลวง ซึ่งเป็นก้าวแรกของการนำเสนอ “สินค้าสยาม” สู่สายตาชาวโลก จากรากฐานในวันนั้น ทีเส็บได้ต่อยอดเจตนารมณ์ด้วยการจัดงาน MICE Day ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยในปี 2569 นี้ ถือเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และบุคลากรในอุตสาหกรรมเข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่า 2,000 คน โดยเป้าหมายหลักคือการใช้ “พลังไมซ์” เป็นเครื่องมือทลายข้อจำกัดเดิมๆ และก้าวข้ามความท้าทายรอบด้าน ทั้งมิติทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์โลก ก้าวแรกของไทยสู่ “Net Zero Carbon Event” เต็มรูปแบบ ไฮไลต์ที่น่าจับตามองที่สุดของ MICE Day 2026 คือการปักธงประกาศความมุ่งมั่นในการเป็น Net Zero Carbon
Tags

เจาะกลยุทธ์ “ห่อใหญ่” Sticker Marketing เชื่อม ‘ความเชื่อ’ กับ ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ พลังของสติกเกอร์ ที่ซ่อนอยู่รอบตัวรถ

สติกเกอร์แผ่นเล็กๆ นอกจากจะแต่งเติมสีสันให้ข้าวของเครื่องใช้แล้ว มันยังทำหน้าที่แสดงตัวตน รสนิยม วิถีชีวิต หรือความเชื่อของผู้ครอบครองออกมาให้คนอื่นได้รู้จัก ตลอดจนลดระยะห่าง พลันเชื่อมสัมพันธ์ได้ในบางครั้ง สำหรับสังคมไทย หนึ่งในสถานที่ที่พบสติกเกอร์ได้มากที่สุดคือ “ท้องถนน” เนื่องเพราะวัฒนธรรมการติดสติกเกอร์ในฐานะเครื่องประดับรถ ปรากฏพบตั้งแต่สังคมสองล้อ ยันชุมชนสิบล้อ ทำให้พื้นที่รอบตัวรถ มีสถานะคาบเกี่ยวกันระหว่าง ‘พื้นที่ส่วนตัว’ กับ ‘พื้นที่สาธารณะ’ กระทั่งพื้นที่เล็กๆ ดังกล่าว สามารถสร้างกระแสในสังคม และอาจเป็นที่พูดถึงได้จากจุดนั้น อย่างในตอนนี้ ที่สติกเกอร์ “ห่อใหญ่” กลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ อีกทั้งยังพบเห็นได้มากมายตามถนนหนทาง ด้วยความโดดเด่นที่นำ ‘ความเชื่อ’ มาสอดประสานเข้ากับ ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ จนกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้สติกเกอร์ชิ้นนี้แตกต่าง พร้อมสร้างกระแสให้กับร้าน “ห่อใหญ่ อะไหล่ยนต์” ร้านจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ จากอำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา ให้เป็นที่พูดถึงในขณะนี้ “ห่อใหญ่” สติกเกอร์ที่ ‘สายมู’ ต้องมีติดรถ พระอาจารย์แจ้ วัดน้อมประชาสรรค์ ในสังคมที่อุดมไปด้วยเรื่องมูเตลู ดังนั้น สิ่งที่ห่อใหญ่มอบให้แก่กลุ่มลูกค้า นอกจากความเชื่อมั่นในอะไหล่คุณภาพดีแล้ว ยังรวมถึงความอุ่นใจในการเดินทางสัญจร หรือกล่าวให้ชัดเจนคือ เรื่องแคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม และเรื่องโชคลาภ อันเป็นสิ่งที่คนไทยผู้ใช้รถใช้ถนนล้วนอยากมีติดรถเอาไว้ เนื่องเพราะสติกเกอร์ห่อใหญ่ ถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์เหมือนแผ่นยันต์ อีกทั้งยังผ่านการปลุกเสก และลงเลขยันต์จากพระอาจารย์แจ้ วัดน้อมประชาสรรค์ พระเกจิชื่อดัง ผู้เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาด้านพิธีสิริมงคล แห่งจังหวัดอยุธยา เท่านั้นยังไม่พอ สติกเกอร์ดังกล่าวยังไล่ลำดับตัวเลข Lucky Number ที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละแผ่น คล้ายเครื่องรางยุคใหม่ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า น่าจับจอง พร้อมกับสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับผู้ครอบครองสติกเกอร์มงคลที่ว่านี้ สติกเกอร์ของห่อใหญ่จึงเป็นตัวอย่างของการผสานความเชื่อหลังพวงมาลัย อันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทยทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ โดยบ้างก็ยึดถือพอเป็นพิธี บ้างก็ยึดเหนี่ยวเป็นสรณะแห่งจิตใจ อย่างไรก็ดี ความเชื่อนี้ถูกผนวกเข้ากับแบรนด์ จนสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างน่าสนใจ และสร้างการพูดถึงได้แบบทบทวีคูณ เพราะสติกเกอร์แผ่นยันต์ดังกล่าวยังช่วยโฆษณาชื่อร้านไปโดยปริยาย ‘อะไหล่แบรนด์ไทย’ กับ ‘เอกลักษณ์แบบไทย’ เมื่อวิถีความเชื่อด้านคมนาคม ถูกสมาทานเข้ากับอะไหล่แบรนด์ไทย ส่งผลให้ “ห่อใหญ่” สามารถสร้างความแตกต่างบนท้องถนน และสร้างความโดดเด่นอันหาไม่ได้จากที่อื่น อีกทั้งยังสร้างกิมมิคที่อาจเป็นจุดเด่นให้ อะไหล่แบรนด์ไทย’ เดินหน้าควบคู่ไปกับ ‘เอกลักษณ์แบบไทย’ ผ่านความเชื่อความศรัทธารอบๆ ตัวรถ เฉพาะอย่างยิ่ง ในยุคที่การแข่งขันธุรกิจไม่ได้วัดกันเพียงคุณภาพสินค้า
Tags

“พานาโซนิค” ปฏิวัติวงการถ่านไฟฉาย ส่งแคมเปญ “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” ลุย Music Marketing มัดใจคนทุกเจนเนอเรชั่น

ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกมากมายและมักมองว่าสินค้าบางประเภทเป็นเพียง “สินค้าโภคภัณฑ์” (Commodity) ที่ซื้อแบรนด์ไหนก็เหมือนกัน “ถ่านไฟฉาย” มักจะตกอยู่ในหมวดหมู่นี้ หลายคนมักจะหยิบถ่านไฟฉายยี่ห้อใดก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัวที่สุดโดยไม่ได้ใส่ใจถึงคุณภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน แต่สำหรับ พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) แบรนด์ถ่านไฟฉายอันดับหนึ่งที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 65 ปี พวกเขากำลังเปลี่ยนผ่านความคิดนี้แบบถอนรากถอนโคน ด้วยการปล่อยหมัดฮุกทางการตลาดที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ผ่านแคมเปญ “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การออกโฆษณาชิ้นใหม่ แต่คือการเดินหมากเชิงกลยุทธ์ที่ล้ำลึกด้วยการใช้ Music Marketing เพื่อเชื่อมโยงแบรนด์ระดับตำนานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล สานต่อความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่น (Generation to Generation) พร้อมตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยระดับญี่ปุ่นที่ไม่มีใครเทียบได้ เจาะลึกอินไซต์: ทำไมถึง “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” จุดเริ่มต้นของแคมเปญนี้มาจากอินไซต์ (Insight) ที่แท้จริงของผู้บริโภค บ่อยครั้งที่เราเลือกซื้อถ่านไฟฉายราคาถูกหรือแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคย แล้วต้องพบกับปัญหาถ่านหมดไว จ่ายไฟไม่เสถียร หรือที่เลวร้ายที่สุดคือ “สารเคมีรั่วไหล” จนทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ราคาแพงต้องพังเสียหาย พานาโซนิคจึงหยิบยก Pain Point นี้มาสร้างเป็น Key Message หลักที่ว่า “ซื้อถ่านอะไรก็ได้…ไม่ได้” เพื่อกระตุกต่อมความคิดของผู้บริโภคให้หันมาตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกใช้ถ่านไฟฉายที่มีคุณภาพ ข้อความนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งคำเตือนสติและคำยืนยันถึงความมั่นใจในคุณภาพสินค้าของพานาโซนิค ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ครองใจคนไทยและครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง¹ Music Marketing: อาวุธทรงพลังทะลุทะลวงอัลกอริทึม ท่ามกลางสมรภูมิคอนเทนต์ที่แข่งขันกันแย่งชิงความสนใจ (Attention Economy) บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สมาธิของผู้คนสั้นลง การใช้โฆษณาแบบฮาร์ดเซลล์ (Hard Sell) เล่าสรรพคุณยาวๆ อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป พานาโซนิคจึงเลือกใช้ “Music Marketing” หรือการตลาดผ่านเสียงเพลง เป็นเครื่องมือหลักในการเจาะทะลุกำแพงความสนใจของผู้บริโภค ทำไมต้องเป็นดนตรี? ดนตรีมีอิทธิพลโดยตรงต่ออารมณ์และความรู้สึก (Emotional Connection) เสียงและจังหวะสามารถสร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Recall) ได้ดีกว่าข้อความทั่วไป ยิ่งในยุคที่วิดีโอสั้น (Short-form Video) อย่าง TikTok, Instagram Reels หรือ YouTube Shorts กำลังครองเมือง ดนตรีคือ “กระดูกสันหลัง” ที่ทำให้คอนเทนต์เหล่านั้นมีชีวิตชีวาและถูกส่งต่อ (Viral) ได้ง่ายขึ้น กลยุทธ์นี้ยังเปิดประตูสู่การสร้าง User Generated Content (UGC) หรือคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดยผู้บริโภคเอง