Skip links

เด็กไทยปล่อยของ โชว์พลังสร้างนวัตกรรมแห่งอนาคต

จากไอเดียเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ถูกยกระดับสู่ผลงานนวัตกรรมที่สามารถลงสนามแข่งขันและต่อยอดใช้งานได้จริง ในเวทีมหกรรมสนามเด็กเล่นหุ่นยนต์ที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศได้ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้โลกแห่งเทคโนโลยี หุ่นยนต์ และ AI ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมครูเทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย และชมรมครูหุ่นยนต์ไทย โดยมี บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนพลังงานที่มีคุณภาพ มีความเสถียร ช่วยลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงการแข่งขันอย่างเท่าเทียม เช่นเดียวกับ 4 ทีมเยาวชน ที่มาร่วมโชว์ไอเดียสุดล้ำ

เปิดประเดิมด้วยผลงานสุดแกร่ง ทีม SPIM-D จากโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ คว้ารางวัลชนะเลิศ รายการ Bigfoot Gundam Open นำโดย น้องแฟรงค์ชัยภัทร สุวรรณรัศมี และ น้องแฟรงค์ณัฐดนย์ ศรีรัฐวัฒนากูล อายุ 17 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาหุ่นยนต์บังคับมือ (Manual Robot) ที่ต้องอาศัยทั้งทักษะด้านวิศวกรรม ระบบไฟฟ้า และการควบคุมกลไกอย่างแม่นยำ ตั้งแต่ขั้นตอนการประกอบไปจนถึงการลงสนามแข่งขันจริง โดยจุดเด่นสำคัญของหุ่นยนต์ Bigfoot คือโครงสร้างที่แข็งแรง ทนทาน และสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมที่สมบุกสมบันได้เป็นอย่างดี การออกแบบครั้งนี้ยังต่อยอดแนวคิดเพื่อสังคมในอนาคต ด้วยการตั้งเป้าพัฒนาไปสู่หุ่นยนต์กู้ภัยที่สามารถปฏิบัติงานแทนมนุษย์ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายได้จริง เช่น การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน เพิ่มกล้อง และพัฒนาให้ควบคุมผ่านระบบ 5G ได้ จะสามารถเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย เช่น ตึกถล่ม พื้นที่สารเคมีรั่วไหล หรือจุดที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อช่วยรักษาชีวิตผู้คนได้อย่างปลอดภัย

ทีม KN3 จากโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ คว้ารางวัลชนะเลิศ รายการ Lite Beam Open

ต่อด้วย ทีม KN3 จากโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ คว้ารางวัลชนะเลิศ รายการ Lite Beam Open นำโดย น้องพั้นซ์พรรณกาญจน์ เหลืองอมรศักดิ์ อายุ 18 ปี และ น้องฟิล์มไปรยา ศรีศักดิ์บางเตย อายุ 12 ปี โชว์ฝีมือคว้าแชมป์ในรายการหุ่นยนต์วิ่งตามเส้นอัตโนมัติ (Line Following Robot)  เล่าว่าผลงานชิ้นนี้อาศัยความแม่นยำของระบบฮาร์ดแวร์ ซึ่งทีมได้ลงมือปฏิบัติเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การบัดกรีวงจร ปรับค่าความต้านทาน ไปจนถึงติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับแสง ซึ่งเปรียบเสมือนสมองและดวงตาของหุ่นยนต์ ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย หุ่นยนต์ก็อาจวิ่งหลุดเส้นทางได้ทันที โดยในอนาคตตั้งเป้าว่าจะนำไอเดียไปต่อยอดสู่หุ่นยนต์การเกษตรอัจฉริยะเพื่อช่วยตรวจสภาพดิน พ่นปุ๋ย และขนส่งผลผลิตในไร่สวน ช่วยลดแรงงานและยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยในอนาคต

ทีมเยาวชนอิสระโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เจ้าของโครงงานนวัตกรรม “Rapidity”

ทีมเยาวชนอิสระโรงเรียนสาธิตสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เจ้าของโครงงานนวัตกรรม “Monk Assist” หรือหุ่นยนต์ช่วยพระสงฆ์ถือของ นำโดย น้องพีพีรณัฐ ปัทมะรางกูล  อายุ 18 ปี, น้องอัลฟ่าชัชวิน ธนาสมหวัง อายุ 17 ปี และ น้องปั้นจั่นชวิศ ปัญญาภิญโญผล อายุ 17 ปี  ไอเดียหลักของโครงงานเกิดจากการตั้งคำถามว่า อาหารที่พระสงฆ์ได้จากการออกบิณฑบาตมีคุณค่าทางโภชนาการเพียงพอหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะให้ผู้ที่ใส่บาตรได้รู้ว่าอาหารนั้นมีคุณภาพเพียงพอ จึงได้นำมาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์เดินตามพระสงฆ์ เมื่อมีคนใส่อาหารเข้ามา ระบบ AI จะตรวจจับและโชว์ข้อมูลทันทีว่าอาหารชิ้นนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร เพื่อให้ญาติโยมได้เห็นและหันมาเลือกใส่อาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ หุ่นยนต์ยังช่วยถือแทนพระท่านได้อีกด้วย โดยทีมจะพัฒนาและนำไปใช้ในการสร้างหุ่นยนต์สำหรับช่วยถือของ สำหรับใช้ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมต่อไป

ทีม KIDS STEM-2 จากโรงเรียนรุ่งอรุณ เจ้าของโครงงานนวัตกรรม “Smart farm”

ปิดท้ายด้วยน้อง ๆ  ทีม KIDS STEM-2 จากโรงเรียนรุ่งอรุณ เจ้าของโครงงานนวัตกรรม “Smart farm” นำโดย น้องพราหมณ์อคร อรรคศรี อายุ 9 ขวบ, น้องทีเจนภัทร วัฒนกิจศิริ อายุ 8 ขวบ และ น้องเฟรนด์ธีรสิทธิ์ ฆังคะสุวรรณ อายุ 8 ขวบ เล่าว่าจุดเริ่มต้นเกิดจากจากช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ที่บ้านเริ่มปลูกผักเพื่อรับประทานเอง และได้สังเกตเห็นคุณยายต้องออกไปรดน้ำผักทุกวัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อน บางครั้งมีนกบินมาจิกกินยอดผักทำให้เสียหาย เราเลยรวมตัวกันคิดค้นฟาร์มอัจฉริยะนี้ขึ้นมา เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระ โดยการติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับความชื้นในแปลงผักเพื่อช่วยรดน้ำอัตโนมัติ ติดตั้งระบบ AI คอยสแกนตรวจจับความเคลื่อนไหวจากสัตว์ต่าง ๆ เช่น นก หนู กระรอก เป็นต้น เมื่อมีสัตว์เข้ามาในแปลงผัก ระบบจะปล่อยแมวจำลองและเสียงแมว เพื่อขับไล่ทันที

ด้าน มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) กล่าวว่า การสนับสนุนมหกรรมสนามเด็กเล่นหุ่นยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่สะท้อนแนวคิด Panasonic GREEN IMPACT ที่มีเป้าหมายสำคัญในการนำนวัตกรรมมาสร้างสร้างอนาคตให้เกิดความยั่งยืนซึ่งเราเชื่อว่าอนาคตที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเริ่มจากการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีทั้งความรู้ความคิดสร้างสรรค์และความเข้าใจต่อการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย)

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านหุ่นยนต์และ AI แต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ลงมือคิด ลงมือทดลอง และพัฒนานวัตกรรมจากไอเดียของตนเอง ผ่านกระบวนการทำงานจริง  ทั้งการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการทำงานร่วมกันเป็นทีม ซึ่ง พานาโซนิค เอเนอร์จี ได้ร่วมสนับสนุนถ่านพานาโซนิค พรีเมียม อัลคาไลน์ ขนาด AA กว่า 15,000 ก้อน เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนหุ่นยนต์ให้กับผู้เข้าแข่งขันกว่า 1,000 ทีมจากทั่วประเทศ เนื่องจากการใช้พลังงานที่มีคุณภาพ มีความเสถียร จะช่วยลดข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ เปิดโอกาสให้เยาวชนจากหลากหลายพื้นที่สามารถเข้าถึงการแข่งขันได้อย่างเท่าเทียม และแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่

พานาโซนิค เอเนอร์จี หวังว่าการสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้ จะไม่เพียงช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยสนใจด้านหุ่นยนต์ เทคโนโลยี และ AI มากยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยจุดประกายให้คนรุ่นใหม่มองเห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้จริง ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับที่ Panasonic GREEN IMPACT มุ่งมั่นผลักดันร่วมกับสังคมโลก