Skip links

Film

กระบี่จ๋าา พี่มาแล้ววว ทำไม Jurassic world 4 เลือกกระบี่เป็นสถานที่ถ่ายทำ?

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Jurassic world 4 ที่กำลังจะเริ่มถ่ายทำในเดือนหน้านี้ ได้เลือกจังหวัดกระบี่และจังหวัดตรัง เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำ หลังจากมีการยืนยันจากเจ้าหน้าที่อุทยานว่า มีการติดต่อขอใช้สถานที่เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์จริง . ส่วนเหตุที่ทำให้ข่าวนี้แพร่สะพัด ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวผู้กำกับนามว่า Gareth Edwards นี่แหละ เนื่องจากแกเป็นนักท่องโลกคนหนึ่ง และก่อนหน้าที่พี่แกจะมากุมบังเหียนโปรเจกต์ Jurassic world 4 ผู้กำกับชาวอังกฤษผู้นี้ เคยยกกองถ่ายของตน บินลัดฟ้ามาถ่ายทำที่ประเทศไทยครั้งหนึ่งแล้ว ในเรื่อง The Creator (2023) . โดยในเรื่องดังกล่าว James Clyne ผู้มีตำแหน่งเป็น Production Designer เคยเปิดเผยไว้ว่า เราใช้โลเคชั่นในประเทศไทยไปราวๆ 60 – 70 แห่ง (We probably had 60-70 different locations) ทั้ง กรุงเทพฯ สังขละบุรี ภูเก็ต กาญจนบุรี พังงา เชียงดาว สามพันโบก สถานีรถไฟ สนามบินสุวรรณภูมิ แอร์พอร์ตลิ้งค์ อิมแพ็ค อารีน่า ฯลฯ และแน่นอนรวมถึงจังหวัดกระบี่ด้วย . ไม่เพียงแค่นั้น James Clyne ยังเพิ่มเติมอีกว่า Gareth Edwards เคยเช่าบ้านพักอยู่ในจังหวัดกระบี่ เป็นบ้านที่สวยงาม อยู่ติดชายหาด มีผาหินขนาดใหญ่อยู่รอบๆ และสถานที่แห่งนั้นเองก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับชาวอังกฤษสร้างสรรค์ภาพยนตร์ The Creator ด้วยเช่นกัน . เช่นนี้แล้ว เมื่อ Gareth Edwards ขึ้นแท่นผู้กำกับภาพยนตร์มหากาพย์ไดโนเสาร์ Jurassic world 4 จึงไม่เกินความคาดหมาย ที่พี่แกจะหวนมารำลึกความหลังยังสถานที่ซึ่งเคยผูกพันมาก่อนในประเทศไทย เฉพาะยิ่งจังหวัดกระบี่ . นับเป็นอีกครั้ง ที่จังหวัดกระบี่เข้ารอบสุดท้ายในการเลือกโลเคชั่นถ่ายทำของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับโลก หลังจากที่เคยถูกเลือกมาแล้วใน The Beach (2000) , Fast 9 (2021)

เทอม 3 สามเรื่องหลอน จากสามมหา’ลัยดัง

ทุกมหา’ลัยล้วนมีตำนาน ทุกสถานศึกษาล้วนมีเรื่องเล่า เป็นมุขปาฐะเขย่าขวัญที่เล่าสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น . เรื่องสยองสามเรื่อง จากสามมหา’ลัย ถูกรวบรวมไว้ใน เทอม 3 ภาพยนตร์เรื่องล่าสุด จากการโปรดิวซ์โดย “มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” และ “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” พร้อมรวมพลผู้กำกับรุ่นใหม่ที่มากันถึงสี่คน ประกอบไปด้วย “เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล”, “โจ้-อรุณกร พิค”, “นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว” และ “ตู้-อัศฎา ลิขิตบุญมา” . แน่นอนว่า เมื่อเป็นเรื่องผีแบบไทยๆ ในทั้งสามตอนจึงมีองค์ประกอบความหลอนแบบไทยๆ ไว้ครบถ้วน อาทิ ตอน ‘ขบวนแห่’ ที่มีการบนบานศาลกล่าว อันเป็นพิธีกรรมยอดนิยมของหลายคน ส่วนตอน ‘พี่เทค’ ก็มาพร้อมกับระบบอำนาจนิยม ในรั้วมหา’ลัย อย่างการรับน้อง หรือ SOTUS หรือตอนสุดท้าย ‘ศาลล่องหน’ ก็มีทั้งพวงมาลัย, น้ำแดง, นางรำ เรียกว่าพกองค์ประกอบแห่งความหลอนมาอย่างครบครัน . แต่ทว่า นี่ไม่ใช่หนังผีที่น่ากลัวที่สุด หรือสยองขวัญที่สุด หากแต่ด้วยความที่เป็นเรื่องเล่า ซึ่งส่งต่อกันมาจากปากต่อปาก จึงทำให้ในแต่ละเรื่องยังเหลือพื้นที่แห่งการตีความที่ผู้กำกับแต่ละคน สามารถเพิ่มเติมไอเดียของตนลงไปได้ตามสไตล์ที่อยากนำเสนอ ไม่ว่าจะเป็น ดราม่าเรียกน้ำตา เอฟเฟคต์เว่อวัง หรือซีนตลกโปกฮาก็ยังมี แทบจะเป็นสามเรื่อง สามอารมณ์เลยแหละ เห็นที กระแสหนังผีไทยคงจะไม่ซาลงไปง่ายๆ ซะแล้ว . สามารถรับชมเทอม 3 ได้แล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์  

คนกราบหมา 25ปี กว่าจะถูกเรียกว่า “หนังตลก”

  “ผู้คนเชื่อเรื่องอะไรก็ได้ที่พวกเขาเชื่อ” . เมื่อความเน่าเฟะของวงการสงฆ์ ทำให้ไม่เชื่อในสงฆ์ ความรักจากคู่ชีวิตที่ดูท่าจะไม่ราบรื่น ทำให้ไม่เชื่อในสามี ความเจ็บป่วยจากโรคซึมเศร้า ทำให้ไม่เชื่อในความหมายของชีวิต ฯลฯ . เมื่อนั้นการเชื่อหมา บูชาหมา และแสดงสัญชาตญาณแบบหมากลายเป็นหนทางยึดเหนี่ยวจิตใจ ผู้คนจึงหันมากราบหมา … ด้วยความสงสัยว่ารูปการณ์ใดที่ทำให้ “คนกราบหมา” ต้องโทษกล่าวหาที่รุนแรงอย่าง “หมิ่นทุกศาสนา” มากกว่า 25 ปี เพราะแม้แต่ตัวผู้กำกับและทีมงานเองยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด เราจึงต้องเข้าไปหาคำตอบด้วยตัวเอง . “คนกราบหมา” เป็นหนังที่อายุมากกว่าเราด้วยซ้ำ แถมยังเป็นหนังอินดี้ตั้งแต่ดูตัวอย่างหนัง เราเลยถอดสมองวางไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าโรง พร้อมให้หนังพาเราเข้าไปสำรวจลัทธิ “ล้างสมอง” ที่จะเล่นตลกกับ “ความเชื่อ” ของเราที่จะกระตุกสำนึกคิดว่าเรานั้นเหมือนหรือต่างกับเหล่าสาวกผู้กราบหมาหรือไม่ อย่างไร . ในอาศรมแห่งรักไร้พรมแดน เราอยากจะเรียกว่าโลกนี้เป็น “โลกใหม่” ที่อยู่นอกเหนือศีลธรรมและตรรกะของสังคมทั่วไป แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพราะในวันที่สังคมไทยยังมีกลุ่มคนที่เชื่อมจิตและรับคลื่นพลังบุญกันอยู่ เราก็คงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่พูดว่า “หนังเรื่องนี้ไม่เก่าเลย” . ความไม่เก่าเลย แม้จะผ่านไปนานกว่า 25 ปี ในทางหนึ่งหมายถึง หนังเรื่องนี้มีความก้าวหน้าจากหนังเรื่องอื่นในยุคเดียวกันเป็นอย่างมาก ทั้งยังกล้านำเสนอเหตุการณ์ที่จะพาให้คนไม่เชื่อในศาสนาอย่างพระเสพเมถุนกับศพ หลวงเจ๊(?)กับเด็กวัด พระชั้นผู้ใหญ่ที่มองว่าลัททธินี้เป็นเรื่องตลกและไม่ได้จัดการอะไร แถมยังนำองค์ประกอบทางศาสนา รูปเคารพของศาสนาอื่นมาใช้บ้างประปราย ล้วนเสริมความแข็งแรงให้ความตลกร้ายเหนือขึ้นไปอีกขั้น . ทว่า ความตลกของผู้กำกับและทีมนักแสดงที่ตั้งใจทำกันด้วยงบไม่กี่บาท กลับไม่ตลกในมุมของกองเซ็นเซอร์ในขณะนั้น จึงถูกแปะป้ายให้กลายเป็นหนัง “หมิ่นทุกศาสนา”  . แม้เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่เราพบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันหรือตามข่าวมานานหลายสิบปี และนานกว่า 25 ปีแน่นอน แต่ในขณะนั้น เรื่องราวเหล่านี้กลับเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหยิบขึ้นมาอย่าง “ตั้งใจ” เพื่อทำให้เห็นชัดขึ้นได้ พาลให้ คนกราบหมา กลายเป็นหนังที่ถูกขโมยเวลาที่จะได้โลดแล่นในโลกภาพยนตร์ไทยนานถึง 25 ปี . แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยตัวเนื้อเรื่องที่ดำเนินเป็นภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด ทำให้คนกราบหมามักถูกผู้ที่สนใจนำไปฉายในต่างประเทศอยู่บ่อยครั้ง นับว่าเป็นหนังไทยอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยในมุมมของต่างประเทศ . ดังนั้น การปลดข้อกล่าวหาให้ คนกราบหมา จึงเป็นตัวอย่างการแสดงเสรีภาพในการแสดงออกผ่านหนังที่อาจจะเรียกว่าเปิดกว้างขึ้น เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ประจวบเหมาะพอดีกับการตั้งคำถามว่าพรบ. ภาพยนตร์และวิดิทัศน์ พ.ศ. 2551 และกองเซ็นเซอร์ต้องถูกปรับแก้หรือไม่ เพื่อเสรีภาพของคนทำหนัง . และอาจจะเป็นใบเบิกทางไปต่อให้แก่ “เชคสเปียร์ต้องตาย” หนังอีกเรื่องหนึ่งของผู้กำกับที่ตกอยู่ในชะตากรรมไม่ต่างกัน จนถึงขั้นฟ้องร้องศาล

Moving ซีรีส์เกาหลีที่สุดแห่งปี จากงานประกาศรางวัล Baeksang Arts Awards ครั้งที่ 60

ดูซีรีส์เกาหลีปีหนึ่งก็ตั้งหลายเรื่อง เรื่องนี้ก็ใช่ เรื่องนั้นก็โดน แต่เรื่องไหนล่ะจะเป็นที่สุดแห่งปี เมื่อสายหนังมีออสการ์ที่ทั้งโลกจับตามองทุกปี สายซีรีส์เกาหลีก็มีงานประกาศรางวัลด้วยเหมือนกัน . Baeksang Arts Awards หรือ แพ็กซัง เป็นงานประกาศรางวัลที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดของวงการบันเทิงเกาหลีที่จะมอบรางวัลให้แก่ฝั่งภาพยนตร์ (Film) และฝั่งรายการโทรทัศน์ (Television) ทั้งซีรีส์ และรายการวาไรตี้ จากทั้งฟรีทีวี เคเบิลและสตรีมมิง กว่า 20 รางวัล . พูดให้เห็นภาพง่ายๆ แพ็กซังก็เหมือนรางวัลนาฏราช สาขาเกาหลี . ถึงแม้งานประกาศรางวัลนี้จะมีรางวัลฝั่งภาพยนตร์ แต่รางวัลเหล่านั้นก็จะไม่ถูกพูดถึงมากนัก เนื่องจากวงการบันเทิงเกาหลียังมีงานประกาศรางวัลสำหรับภาพยนตร์โดยเฉพาะอีก 2-3 งาน ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจไปที่รางวัลฝั่งรายการโทรทัศน์มากกว่า โดยเฉพาะ “รางวัลแดซัง” . รางวัลแดซัง (Daesang หรือ 대상)  โดยในภาษาเกาหลี คำว่า ‘แด’ แปลว่า ใหญ่ ส่วน ซัง แปลว่ารางวัล รางวัลใหญ่ (Grand Prize) ที่เปิดโอกาสให้ซีรีส์ทุกเรื่อง รายการวาไรตี้ทุกรายการ และทุกคนในวงการบันเทิงมีสิทธิ์เสนอชื่อเข้าชิง . ไม่ว่าจะเป็นตัวซีรีส์/รายการวาไรตี้เอง นักแสดง คนเขียนบท ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ หรือพิธีกร ก็ล้วนมีสิทธิ์ลุ้นชิงรางวัลนี้กันทั้งนั้น ซึ่งจะเป็นรางวัลเดียวที่จะไม่ได้ประกาศชื่อเข้าชิง เหมือนรางวัลอื่นๆ ทำให้รางวัลนี้เป็นที่น่าจับตามองทุกปีว่าเรื่องใด รายการใด หรือใครจะเป็นผู้คว้ารางวัลนี้ไป . รางวัลแดซัง จึงเป็นเหมือนแลนด์มาร์กประจำปีว่าอะไรคือที่สุดแห่งปี หรือเกิดอะไรขึ้นบ้างในปีนั้น อย่างในปี 2021 ไม่ว่าจะเปิดรายการใดก็เจอพิธีกรแห่งชาติ “ยูแจซอก” อยู่เสมอ พาให้เขาเดินขึ้นไปรับรางวัลแดซังในปีนั้น . ส่วนในปี 2022 ซีรีส์ที่ฝากปรากฏการณ์ไว้มากมายทั่วโลกอย่าง “Squid Game” ก็คว้ารางวัลนี้ไป . รวมถึงในปีที่แล้ว นักแสดง “พัคอึนบิน” ในบท ทนายอูยองอู จาก Extraordinary Attorney Woo ที่ถ่ายทอดมุมมองออทิสติกสเปกตรัมได้อย่างน่าสนใจก็รับรางวัลนี้ไปด้วยเช่นกัน … ในปี 2024 ที่ผ่านมา

มาแล้ว “Mother of The Bride” ภาพยนตร์ Netflix ถ่ายที่ภูเก็ตทั้งเรื่อง นักแสดงเผย อยากทำเท่ แต่แดดเมืองไทยร้อนโคตร!

เมื่อ “แม่เจ้าสาว” พบว่า “พ่อเจ้าบ่าว” คือรักแรกของเธอ งานวิวาห์อลวนจึงเกิดขึ้นในภาพยนตร์รอมคอมเรื่องล่าสุด “แม่เจ้าสาว” (Mother of The Bride) ซึ่งเรื่องนี้ Mark Waters ผู้กำกับชื่อดังจาก Mean Girls และ Freaky Friday พานักแสดงฮอลลีวูดยกกองมาถ่ายทำกันที่เกาะภูเก็ต ประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหลักตลอดทั้งเรื่อง โดยโลเคชั่นหลักที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้คือที่ อนันตรา ลายัน ภูเก็ต รีสอร์ท และอนันตรา ภูเก็ต วิลล่าส์ แต่กระนั้นก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอันเป็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองภูเก็ต อาทิ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี เขาตะปู และที่สำคัญคือ ชายหาดภูเก็ต รวมไปถึง Soft Power ประจำชาติไทยแขนงอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี อาหาร อีกทั้งในเรื่องยังมีซีนที่นักแสดงบางคนพูดภาษาไทยเล็กๆ น้อยๆ ให้คนไทยอย่างเราๆ ได้ชื่นใจกันอีกด้วย   ซึ่งทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับนโยบายมาตรการยกเว้นภาษีสำหรับนักแสดงชาวต่างชาติที่เข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศเป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการเลือกใช้ประเทศไทยเป็นโลเคชั่นถ่ายทำ พร้อมด้วยมาตรการการคืนเงิน หรือ Cash Rebate สูงสุดร้อยละ 20 ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยกลายเป็น Landmark ที่สามารถดึงดูดกองถ่ายทำภาพยนตร์จากต่างชาติ และนักท่องเที่ยวที่อาจจะมาตามรอยสถานที่ต่างๆ จากภาพยนตร์ / ซีรีส์ แต่ละเรื่อง   ทำนองเดียวกับที่ William Heinecke ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Minor International บริษัทแม่ของรีสอร์ทในเรื่อง ซึ่งเป็นแขกรับเชิญในภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ปรากฏการณ์ ‘set-jetting’ หรือการท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์ ที่นักท่องเที่ยวออกเดินทางมาตามรอยสถานที่ถ่ายทำหนัง ซีรีส์ หรือรายการทีวี เรื่องโปรด เราจึงมีเป้าหมายในการโปรโมทประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภาพยนตร์ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในท้องถิ่น และผลประโยชน์ที่จับต้องได้ให้กับทีมงานฝ่ายผลิตทั้งในด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อประเทศไทยประสบความสำเร็จ เราทุกคนถือว่าประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน”   อย่างไรก็ดี อุปสรรคในการถ่ายทำ นอกจากสถานที่ตามธรรมชาติที่ควบคุมได้ยากแล้ว ยังมีเรื่องอากาศร้อนที่นักแสดงหลักของเรื่องอย่าง Benjamin Bratt ได้เปิดเผยว่า “เขา (คนไทย)

บางกอกคณิกา โสเภณีสู้ชีวิต ผู้ผลิตสู้กองเซ็นเซอร์

บางกอกคณิกา ซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุดจากช่อง one31 บอกเล่าเรื่องราว การสู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับของอาชีพหญิงโสเภณีย่านสำเพ็งที่ต้องการจะโบกมือลาอาชีพ เพื่อไปทำตามความฝันของตนเอง แต่การจะทำเช่นนั้นกลับไม่ง่าย เพราะสถานะทางสังคมที่ผูกพวกเธอไว้ พวกเธอจึงจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อชีวิตของพวกเธอ   “สายตาทุกคู่จงมองมา นี่คือดอกไม้งามที่ราคาแพงที่สุดแห่งหอบุปผาชาติ See for yourself!” เปิดเรื่องมาแม่ราตรี เจ้าของสำนักโสเภณีบุปผาชาติ ก็สปีคอิงลิช ทำให้เราสงสัยว่า โสเภณีไทย ในมุมมองต่างชาติสมัยนั้นเป็นอย่างไร ? การจะตอบคำถามนั้น อาจต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงการก่อตั้ง สำเพ็ง หรือ สามเพ็ง เป็นย่านการค้าของชุมชนชาวจีนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากบริเวณคุ้งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงโปรดพื้นที่สำหรับสร้างพระบรมมหาราชวัง ในปีในปีพ.ศ.2325 นับแต่นั้นมา สำเพ็งจึงเต็มไปด้วยชาวจีนหลากหลายเชื้อชาติ แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ชาย ย่านการค้าโสเภณีจึงถือกำเนิดขึ้น และกลายเป็นย่านที่มีชื่อเสียง   การค้าที่ใหญ่ที่สุดในสยามในช่วงเวลานั้น เกิดการหลั่งไหลเข้ามาของชาวต่างชาติมากมาย จึงเกิดโรงโสเภณีฝาหรั่งตามมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คนในแต่ละพื้นที่ จึงไม่ปรากฏแน่ชัดนักว่ามุมมองชาวต่างชาติที่มีต่อโสเภณีไทยเป็นอย่างไร แต่ก็มีบันทึกไว้ว่าอัตรา “ค่าคอร์ส” ของชาวไทยหรือจีนที่ต้องจ่ายคือ 2 สลึง-1 บาท หรือหากเป็นหญิงโสเภณีชั้นสูงจะต้องจ่ายในราคาถึง 5 บาท หากฝรั่งหรือญี่ปุ่นจะใช้บริการต้องจ่าย 2-4 บาท ซึ่งสูงกว่าชาวไทยหรือจีน แต่ถ้ามีการกำหนดไว้เช่นนี้ อาจหมายถึงโสเภณีไทยก็มีชื่อเสียงเลื่องลือมานานแล้ว   แม้ในสมัยนั้น อาชีพโสเภณีย่านสำเพ็งดูจะเป็นอาชีพที่เปิดเผย มีการจัดเก็บภาษีและพรบ.ป้องกันสัญจรโรค แต่อาชีพนี้ก็ยังคงเป็นอาชีพที่มีสถานะทางสังคมอยู่ล่างสุด เป็นที่รังเกียจของสังคมถึงขั้นที่ว่าห้ามชายแต่งเอาเป็นภรรยา “เมื่อโสเภณีถูกตีตราให้ต่ำยิ่งกว่าทาส พวกเธอจึงมิอาจได้รับสิทธิ์ความเป็นคน”   ละครเรื่องนี้นับได้ว่าเป็นการกลับมาดูละครไทยในรอบหลายปี เนื่องด้วยพล็อตเรื่องที่น่าสนใจที่นำเสนอเรื่องราวอีกมุมหนึ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านานอย่าง “นางคณิกา” หรือโสเภณี มาถ่ายทอดในมิติการต่อสู้เพื่อสิทธิในชีวิตของตนเอง พร้อมสอดแทรกวิถีชีวิตของชาวไทยสมัยนั้นได้อย่างลงตัว ทั้งชุดไทย อาหารไทย หรือที่พีคที่สุดก็คงจะเป็นการนำเพลง แสงสุดท้าย ของบอดี้สแลมมา re-arrange ผสานกับดนตรีไทย สำหรับใช้แสดงในโชว์แรกของพวกเธอ เพื่อสื่อถึงการดิ้นรนต่อสู้เพื่อสิทธิในชีวิตของตัวเอง จึงนับได้ว่าเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครได้ดีทีเดียว แม้ในจังหวะแรกจะรู้สึกประดักประเดิดในแง่ของช่วงเวลาเล็กน้อยที่เซ็ตติ้งเรื่องราวไว้ใน พ.ศ.2435 จนแอบสงสัยว่าพี่ตูนแมสมาตั้งนานแล้วเหรอเนี่ยยยย   ในแง่ของเนื้อหาละครจึงมีความดาร์กพอสมควร เพราะนำเสนอเรื่องราวของหญิงโสเภณีในสมัยนั้น ซึ่งถือว่าค่อนข้างเปิดกว้าง และหลุดจากกรอบละครประวัติศาสตร์เดิมที่มักจะถ่ายทอดเรื่องราวหญิงไทยตามขนบ แต่จะกว้างขนาดไหนก็ยังต้องผ่านกองเซ็นเซอร์ แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องของ “กะหรี่” แต่คำว่า “กะหรี่” กลับถูกเซ็นเซอร์ซะงั้น งานนี้ นอกจากกะหรี่ในเรื่องต้องสู้เพื่อตัวเองแล้ว ช่อง

มีลิงไม่มีเรา มีเราไม่มีลิง!? Kingdom of the Planet of the Apes คนกับลิงอยู่ร่วมกันได้ จริงหรือ?

เข้าสู่โรงภาพยนตร์แล้ว สำหรับหนังฟอร์มยักษ์ที่ว่ากันด้วยเรื่องของ “คน” กับ “ลิง” ที่จะมาชวนผู้ชมทุกท่านขบคิดประเด็นที่ลึกซึ้งไปด้วยความลุ้นระทึก “Kingdom of the Planet of the Apes” หรือ “อาณาจักรแห่งพิภพวานร” ภาพยนตร์ชุดที่ครองใจผู้ชมมานานหลายปี โดยเฉพาะชุดไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก   โดยในเวอร์ชั่นนี้ เป็นการเล่าเรื่องในช่วงเวลา 300 ปีต่อมาจากภาคก่อน ซึ่งเป็นยุคที่ “วานร” หรือว่า “Apes” ปกครองโลกบนซากสมบัติทางอารยธรรมของมนุษย์ ในขณะที่มนุษย์กลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่สติปัญญาตกต่ำ สำหรับเรื่องนี้ กล่าวได้ว่าเป็นการเปิดอาณาจักรใหม่โดยสานต่อจากเส้นเรื่องเดิม ซึ่งได้ Wes Ball ผู้กำกับที่สร้างชื่อมาจากภาพยนตร์ชุด Maze Runner ที่หลายคนประทับใจ มากำกับเรื่องนี้ และแน่นอนว่าความลุ้นระทึก ตามแบบฉบับของหนังแอคชั่น-ผจญภัย จึงสามารถวางใจให้แก่เรื่องนี้ได้เลย   อย่างไรก็ดี นอกจากความอลังการที่เล่นใหญ่ ใส่เต็ม ทั้งงาน CG, โปรดักชั่น, การแสดง และเทคนิคต่างๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ “Kingdom of the Planet of the Apes” คงไว้ตามต้นฉบับคือ การตั้งคำถามถึงการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน” กับ “ลิง” ซึ่งเป็นแก่นแกนของเรื่องมาตั้งแต่เวอร์ชั่นหนังสือ พร้อมกันนั้น ยังเป็นภาพสะท้อนของปัจจุบัน ในการอยู่ร่วมกันระหว่าง “มนุษย์” กับ “สิ่งมีชีวิตร่วมโลก” กับคำถามแห่งยุคสมัยที่สุดแสนท้าทาย คือ “เรา” สามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้จริงหรือไม่? เฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกที่มนุษย์ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศน์และอารยธรรม โดยปราศจากการเหลียวแลเพื่อนร่วมโลก ทั้งยังผลักให้สิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเพียง “ตัวประกอบ” ในรากฐานแห่งมนุษยนิยม หากแต่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ พาเราพลิกมุมกลับ ปรับมุมมอง ให้เหล่าวานรเป็นผู้ครองโลก โดยมีมนุษย์เป็นเพียงชนหมู่น้อยไปเสีย   และถึงแม้ภายในเรื่องนี้ ชื่อของ “ซีซาร์” ตัวละครหลักจากภาคก่อนๆ จะกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขาน ประหนึ่งศาสดาของเหล่าวานร และยิ่งกาลเวลาผ่านไป วาจาสิทธิ์ของซีซาร์ ก็เริ่มถูกนำไปบิดแปลงเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ของวานรบางกลุ่ม จนนำไปสู่การทำสงครามในนามของสันติภาพ ซึ่งประเด็นดังกล่าว ก็ไม่ผิดไปจากโลกที่เรากำลังหายใจอยู่ในชีวิตจริงเท่าใดนัก ไม่เพียงเท่านี้

“แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” หนังตลกนักมวยในรอบ 18 ปี พร้อมการกลับมาของ “พิง ลำพระเพลิง”

หลังจากที่ห่างหายจากจอภาพยนต์ไปกว่า 7 ปี สำหรับผู้กำกับที่ครบเครื่องมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง “พิง ลำพระเพลิง” ที่ล่าสุดกลับมาพร้อมภาพยนต์แนวคอมเมดี้ ที่มีกลิ่นอายความเป็นหนังตลก-นักมวย ในชื่อเรื่อง “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ซึ่งพาผู้ชมย้อนกลับไปนึกถึงหนังตลก-นักมวย เมื่อ 18 ปีก่อน ที่ในปัจจุบันกลายเป็นมีมระดับตำนานไปแล้วในโลกออนไลน์อย่าง “แสบสนิท ศิษย์ส่ายหน้า” แต่สำหรับเรื่องนี้ ทางพี่พิงก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า ไม่ได้เป็นการทำภาคสองของเรื่องดังกล่าว หากแต่เป็นหนังตลก-นักมวยในปัจจุบัน ซึ่งตนอยากสร้างให้ร่วมสมัยกับยุคนี้ จึงเขียนบทขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย แปดพัน สตูดิโอ, และดำเนินงานสร้างโดย บริษัท ดรีมอะฮอลิค จำกัด   ขณะเดียวกัน ไลน์อัพนักแสดงของ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ก็ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะได้คู่พระเอก-นางเอกที่หน้าตาดีแต่ติดตลกอย่าง เก้า-จิรายุ และ ฝน-ศนันธฉัตร มารับบทเป็นตัวแสดงนำของเรื่อง รวมถึงยังมี ชิน-ชินวุฒิ และ อาไท-สุภทัต นอกจากนี้ยังนำทัพฮาด้วยทีมสร้างเสียงหัวเราะอย่าง โจ๊ก ไอศกรีม, ยัด เฟ็ดเฟ่, ต้าร์ เฟ็ดเฟ่ ที่มารวมตัวกันสามคนในภาพยนต์เป็นครั้งแรกในเรื่องนี้ พร้อมตอบสนองความฮาให้ผู้ชมทุกท่าน   ทั้งนี้ ไม่ว่าจะบังเอิญหรือตั้งใจก็ตามที แต่ทว่าภาพยนต์ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” ที่พึ่งบวงสรวงเปิดกล้องไปเมื่อวานนี้ (7 พ.ค. 67) นับว่าสอดรับกับบรรยากาศที่คนจำนวนมากในโลกออนไลน์หวนนึกถึงหนังตลกไทยในช่วงสิบกว่าปีก่อน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคเฟื่องฟูของหนังไทยที่หลายเรื่องได้สร้างตำนานเอาไว้ในหลากแนวทาง แต่ก็อีกเช่นกัน ในห้วงเวลานี้ก็ถือว่าเป็นยุคที่คอนเทนต์ไทยกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งในแง่ คุณภาพ เนื้อหา ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ โอกาสและกระแสตอบรับของ “แสนสนั่น พันธุ์สั่นสู้” จะได้ฟีดแบคจากผู้ชมในลักษณะไหนก็ต้องรอลุ้นกันต่อไป  

“เทอม 3” ตำนาน “ผีๆ” ในรั้วมหา’ลัย

“สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล” แถลงข่าวเปิดตัว “เทอม 3” สานต่อตำนานความสยองในรั้วมหาวิทยาลัยเลื่องชื่อที่ทุกคนเคยได้ยิน พร้อมเปลี่ยนโรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ให้กลายเป็นลานคณะ จัดพิธีกรรมต้อนรับนักศึกษาน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นพิธีบูมรับน้องใหม่จากผีรุ่นพี่ พิธีบายศรีสู่ขวัญด้วยด้ายแดงที่เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและแฟนคลับผูกข้อไม้ข้อมือนักแสดงในเรื่อง พร้อมแจก “โปสเตอร์คาแร็กเตอร์” เป็นของที่ระลึก พิธีลุ้นรับเสื้อยืด “เทอม 3” จากพี่เทค   งานนี้ยังมีสอบสัมภาษณ์นักศึกษาใหม่ที่มาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวเบื้องหลังความสยองจากนักแสดงนำ 5 ท่าน  “มาร์ซ-จุทาวุฒิ ภัทรกำพล”, “แพรวา-ณิชาภัทร ฉัตรชัยพลรัตน์” “อุ้ม-อิษยา ฮอสุวรรณ” “มาร์ค-ศิวัช จำลองกุล” และ “อัด-อวัช รัตนปิณฑะ” ร่วมด้วย 4 ผู้กำกับรุ่นใหม่ ได้แก่ “นัทสอ-สรวิชญ์ เมืองแก้ว’ “ตู้ อัศฎา ลิขิตบุญมา’, “เบิ้ล-นนทวัฒน์ นำเบญจพล” และ “โจ้อรุณกร พิศ” ที่หยิบยกตำนานหลอนประจำมหาวิทยาลัย 3 บท 3 ภูมิภาคทั่วไทยมาตีความใหม่   ทั้งเรื่อง “ขบวนแห่” ที่นำตำนานชื่อดังของมหาวิทยาลัยภาคเหนืออย่าง “ขบวนแดง” และ “ขบวนแห่ไร้หัว” มาผสมผสานกัน / “พี่เทค” ที่แม้พี่เทคจะโผล่มาแว้บๆ แต่ก็เผยให้เห็นถึงความแตกต่างจากผีไทยทั่วไป / “ศาลล่องหน” ที่นำเรื่องเล่าสุดสะพรึงที่โด่งดังในโลกโซเชียลมาถ่ายทอดในมุมมองใหม่ และยังได้ “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” “มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล” มาเป็นโปรดิวเซอร์ ควบคุมความหลอนครั้งนี้อีกด้วย แค่ดูตัวอย่างยังขนลุก ถึงแม้เราจะไม่ได้เรียนทั้งสามมหาวิทยาลัย แต่เราก็เคยได้ยินตำนานเหล่านี้มาบ้าง แล้วถ้าคนที่เคยเรียนหรือเคยเจอเองล่ะ จะหลอนขนาดไหน   เปิดเทอมจริง 30 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ เตรียมตัวต้อนรับนักศึกษาใหม่ก่อน ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=oFwbgO35Yr0  

4 พฤษภา Star Wars Day May the 4th Be With You

หากใครเป็นแฟนตัวยงของภาพยนต์ไซไฟระดับบรมครูอย่าง “Star wars” คงเป็นที่ทราบกันดีว่าวันที่ ‘4 พฤษภาคม’ ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวัน “Star wars Day” ที่เหล่าผู้เลื่อมใสภาพยนต์ไซไฟชุดนี้จะร่วมกันจัดปาร์ตี้ ทำกิจกรรมเกี่ยวกับ Star wars อยู่ทุกปี โดยจุดเริ่มต้นของ “Star wars Day” นั้นมาจากวรรคทองในมหาสงครามจักรวาลที่ตัวละครในเรื่องจะกล่าวว่า “May the force be with you” หรือ “ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน” อันเป็นอมตะพจน์ที่จดจำของมหากาพย์เรื่องนี้ ซึ่งมีความหมายคือการอวยพร และด้วยความที่คำว่า “May” และ “Force” ในวลีดังกล่าว พ้องเสียงกับคำว่า “May” ที่หมายถึงเดือนพฤษภาคม และ “Fourth” ที่หมายถึงอันดับ 4 จึงทำให้เกิดการแปลงวรรคทองข้างต้นให้เป็น “May the Fourth be with you”   ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หลักฐานที่มีการบันทึกว่าสำนวนดัดแปลงนี้ถูกใช้ในทางสาธารณะเป็นครั้งแรกจะเกิดขึ้นหลังจากที่ “Margaret Thatcher” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของสหราชอาณาจักรชนะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ.1979 โดยทางพรรคอนุรักษ์นิยมของเธอได้ลงโฆษณาในหน้าหลักของหนังสือพิมพ์ “London Evening News” เพื่อเป็นการฉลองชัย และแสดงความยินดีด้วยประโยค “May the Fourth Be With You, Maggie. Congratulations!” (โดยมีบางสื่ออ้างว่า ขณะนั้นกองถ่าย Star wars ของ George Lucas กำลังถ่ายทำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสำนักพิมพ์ดังกล่าวด้วย อันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าอะนะ) หลังจากนั้นสำนวนดัดแปลงนี้ก็ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อาทิเช่น แอนิเมชั่นเรื่อง Count Duckula ก็นำประโยคนี้ไปเล่นเมื่อปี ค.ศ.1988 หรือแม้แต่การประชุมสภาของรัฐสภาอังกฤษ สมาชิกจากพรรคแรงงานอย่าง Harry M. Cohen ก็เคยหยิบยกประโยคนี้มีใช้ประกอบการอภิปรายเรื่องความมั่นคงในรัฐสภามาแล้วในปี ค.ศ.1994 กระทั่ง Boris Johnson ก็เคยใช้ประโยคนี้ปิดท้ายการหาเสียงเช่นกันในปี