Skip links

Film

7 เรื่องราวเบื้องหลัง “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส” คว้า 7 รางวัลออสการ์ 2023

ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส Everything Everywhere All at Once ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Oscar 2023 ที่ใช้ทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหนังแนวเดียวกันที่พูดถึงเรื่องพหุจักรวาลอย่าง Doctor Strange in the Multiverse of Madness ที่มีทุนสร้าง 7 พันล้านบาทแล้ว ผู้กำกับอย่าง แดเนียล ควาน และ แดเนียล ไชเนิร์ท ถึงกับพูดติดตลกว่า พวกเขาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย “งบข้าวกล่อง” ตอนออกกองของค่ายหนังมาร์เวลเท่านั้น หนังเรื่องนี้แม้จะไม่ได้ใช้ทุนสร้างระดับหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์ แต่กลับสร้างผลงานที่ประจักษ์เบ้าตาผู้ชมได้อย่างเหนือจินตนาการ แต่ละฉากนั้นดำเนินเรื่องได้ยากเกินการคาดเดา จากผลงานที่โดดเด่นจนเกินต้านนี้ ส่งผลให้ Everything Everywhere All at Once คว้ารางวัลพร้อมรับขนมจีบซาลาเปาได้แบบ 7-11 นั่นคือชนะเลิศ 7 รางวัล จาก 11 สาขาที่เข้าชิง ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (แดเนียล ควาน และแดเนียล ไชเนิร์ท), ดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (มิเชล โหย่ว), ดาราสมทบฝ่ายชายยอดเยี่ยม (คี ฮุย ควน), ดาราสมทบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (เจมี ลี เคอร์ติส), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Screenplay) และตัดต่อภาพยอดเยี่ยม (Best Editing) นอกจากเบื้องหน้าที่เปิดโลกความสนุกแบบมัลติเวิร์สแล้ว เบื้องหลังของหนังเรื่องนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน The Attraction จัดมาให้ 7 ข้อเน้นๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้อย่างแน่นอน (โม้) 1. การใช้ภาษาของแต่ละตัวละคร มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่องเป็นอย่างมาก เอเวลิน (มิเชล โหย่ว) พูดกับพ่อของเธอ (James Hong) เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แต่เธอพูดกับเวย์มอนด์สามี (คี ฮุย ควน) เป็นภาษาจีนกลาง ในขณะที่พูดกับลูกสาวจอย (Stephanie Hsu)
Tags

Netflix จับมือ ททท. เปิด Map ชวนคนดูเที่ยวทั่วไทยตามรอยหนังดัง

อิทธิพลของหนังหลายเรื่อง สามารถดึงดูดผู้ชมให้อยากเข้าไปสัมผัสประสบการณ์จริงๆ แบบนักแสดงนำ ซึ่งในช่องทางของ Netflix เองนั้น ก็มีทั้งหนังและซีรีส์ที่มี Potential ในการสร้าง Soft Power ช่วยผลักดันให้ผู้ชมอยากจะออกเดินทางตามรอยหนัง เราจึงได้เห็นอีกก้าวสำคัญที่ Netflix จับมือกับหน่วยงานรัฐอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กรมอุทยานแห่งชาติฯ และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดทำเว็บไซต์คู่มือการท่องเที่ยว ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Uncover Thailand: A Creative Travel Guide” ขึ้นมา คู่มือการท่องเที่ยวนี้จะเป็นตัวสร้างแรงบันดาลใจในการตามรอยสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องโปรดของแฟนๆ พร้อมเชิญชวนให้ออกไปสัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติ, ลิ้มลองอาหารอันเลิศรส,ซึมซับมรดกทางวัฒนธรรม และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยผ่านมุมมองใหม่ๆ โดยตั้งเป้าหมายให้แพล็ตฟอร์ม Netflix นั้นเป็นมากกว่าความบันเทิง แต่ยังเป็นสื่อกลางที่ช่วยเชื่อมโยง ฐานแฟนคลับหนังและซีรีส์จากทั่วโลกเข้ากับชุมชนท้องถิ่นในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความผูกพันทางวัฒนธรรม รวมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอีกด้วย ซีรีส์ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist) ยกตัวอย่างซีรีส์เรื่อง ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist) หรือในชื่อสเปนว่า La Casa de Papel นับตั้งแต่เปิดตัวซีซั่นแรกใน Netflix เมื่อปี 2017 ก็กลายเป็นซีรีส์อาชญากรรมที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ถือเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของซีรีส์สัญชาติสเปนที่มีรางวัลระดับนานาชาติการันตี หนึ่งในนั้นคือรางวัล “ซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยม” จากเวที International Emmy Awards เมื่อปี 2018 จากผลงานการกำกับของ อเล็กซ์ ปินา โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ และนักเขียนบทมากฝีมือ ที่ถ่ายทอดขบวนการปล้นครั้งยิ่งใหญ่ของเหล่า 8 ทรชน ที่มีชีวิตตัวประกันเป็นเดิมพันออกมาได้อย่างสนุกตื่นเต้นสมจริง จนคนดูลุ้นกันแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ ซึ่งประเทศไทยได้เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำของ ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist) ในซีซั่น 3 โดยเฉพาะ “ปราสาทสัจธรรม” ที่ปรากฏในฉากนัดหมายสำคัญ การเข้าไปอยู่ในฉากของซีรีส์ที่มีฐานคนดูทั่วโลกในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้กับสถานที่ท่องเที่ยวของชลบุรีเลยก็ว่าได้ เพราะชลบุรี เมืองชายทะเลใกล้กรุงเทพฯ ไม่ได้มีแค่ชายหาดที่มีชื่อเสียงอย่างบางแสนหรือพัทยาเท่านั้น แต่ยังมีสถานที่ที่รอการค้นพบซ่อนตัวอยู่ด้วยเช่นกัน ถ้ำหลวง: ภารกิจแห่งความหวัง นอกจาก “ทรชนคนปล้นโลก (Money Heist)” ก็ยังมีตามรอยซีรีส์อีกหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการไปทัวร์เวทีมวยสำคัญ ตามรอย “เจ็บเจียนตาย (Hurt Like Hell)” ตามรอยอาหารไทยกับ “Somebody Feed Phil”

เกิดทันกันมั้ย! “The Beach” หนัง Soft Power ไทย ยุค Y2K

ถ้าลองนึกย้อนความทรงจำกลับไปในช่วงปี 2000 สำหรับใครที่พอจะเกิดทันหนังเรื่อง “The Beach” หลายคนน่าจะมีความรู้สึกคล้ายความสัมพันธ์แบบ Love-Hate Relationship ที่มีโมเมนต์ “ทั้งรัก-ทั้งเกลียด” เกิดขึ้นปะปนกันทุกครั้งที่นึกถึง เพราะเบื้องหน้าที่หนังออกฉาย หนังเรื่องนี้เปรียบเหมือนพระเอกที่รับบทเจ้าพ่อขาใหญ่แห่งวงการพีอาร์ ช่วยเป็นกระบอกเสียงสร้างแบรนด์ Amazing Thailand สู่สายตาชาวโลก แถมยังแอบส่งต่อมนต์เสน่ห์ Soft Power ให้การท่องเที่ยวไทยในหลายฉากหลายซีน แต่เบื้องหลังนั้น กลับสวมบทผู้ร้าย แอบชำเราทรัพยากรทางทะเลรอบอ่าวมาหยาอย่างดุดันไม่เคยเกรงใจ พร้อมฝากรอยเท้าย่ำเหยียบบนผืนทรายไว้ ลบเท่าไหร่ก็ไม่หายเสียที Martial arts figure prominently in many Asian cultures, and the first known traces. ย้อนเวลากลับไปปี 1997 สถานการณ์ก่อนสร้างภาพยนตร์ นักเขียนชาวอังกฤษ อเล็กซ์ การ์แลนด์ เปิดตัวหนังสือ “The Beach” นวนิยายแนวท่องเที่ยวผจญภัยของเหล่าแบ็คแพ็คเกอร์ ที่ต้องการเดินทางมาประเทศไทยเพื่อค้นหาความหมายของการใช้ชีวิตบนเกาะห่างไกลที่ไหนสักที่ จนได้พบกับดินแดนที่รายล้อมไปด้วยทุ่งกัญชา ทุกคนสามารถล่องลอยไปสู่สรวงสวรรค์ได้อย่างเสรี เนื้อเรื่องดังกล่าวโดนใจนักอ่าน Gen X ในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแนวคิดการใช้ชีวิต “วัยรุ่นมั่วสุมเสพยาบนเกาะสวรรค์” ที่ อเล็กซ์ การ์แลนด์ ร่ายบทพรรณาโวหารเปลี่ยนภาพให้กลายเป็น “ยูโทเปียของวัฒนธรรมป็อปคัลเจอร์” ที่ถูกส่งต่อมายังหนังอเมริกันภายหลังอีกหลายเรื่อง นั่นจึงทำให้นวนิยายเรื่องเดอะบีชติดชาร์ต Best Seller ในยุโรปและอเมริกาจนได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีก 25 ภาษา ถือเป็นการเปิดตัวสู่โลกนักเขียนแบบเหนือคาดของนักเขียนที่เรียนหนังสือไม่จบซะด้วยซ้ำ อเล็กซ์ เดินทางมายังทวีปเอเชียตั้งแต่สมัยมัธยม เขาใช้เวลากว่าครึ่งปีท่องเที่ยวอยู่ในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักในงานเขียนเรื่อง “เดอะบีช” แต่สุดท้ายแล้วเขากลับเลือกประเทศไทยเป็นโลเคชั่นของ “เกาะสววรค์” ในเนื้อเรื่องแทน โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยนั้นเหมาะกับการเดินทางแบบแบ็คแพ็คเกอร์ และดูเข้ากับการดำเนินเรื่องในนิยายที่เขาเขียนมากกว่า ตัดภาพฉับกลับมาที่นักแสดงนำชายของเรื่อง ในปี 1997 นั้นชีวิตของ ลีโอนาร์โด้ ดิคาปริโอ้ กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล จากการรับบท แจ็ค ดอว์สัน ในภาพยนตร์เรื่อง “Titanic” ทำให้เขากลายเป็น “The King of the World” สมดังปรารถนา ผลงานการแสดงของเขาถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 70 แต่ก็ยังไม่สามารถเบียด แจ๊ค นิโคลสัน จากเรื่อง As Good