Skip links

Film

“ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” ดูจบปุ๊บ อุทานปั๊บ “นี่มันหนังเี้ยไรวะเนี่ย!”

เปิดตัวรอบสื่อไปแล้วสำหรับภาพยนตร์ไทยแนวใหม่ “ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” ที่นำเสนอความดาร์ก-คอมเมดี้ อันพบได้ยากในหนังตลกไทย ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นการร่วมทุนสร้างจากสองค่ายใหญ่คือ วันเดอเรอร์ พิคเจอร์ส และ ฮอลลีวู้ด  (ไทยแลนด์)   อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานกับผู้กำกับชาวฮ่องกงชื่อดัง   นามว่า ‘หยาง ซู่เผิง’ (Yang Shupeng) ผู้กำกับผู้มีชื่อเสียงจากหนังแอคชั่นอย่าง The Robbers (2009), Eastern Bandits (2012) และอื่นๆ แต่คราวนี้ ผู้กำกับที่ฝากผลงานไว้ในระดับโลก ได้มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับทีมนักแสดงไทยระดับแถวหน้า อาทิเช่น   อนันดา เอเวอริงแฮม, ก๊อต-จิรายุ, พลอย-เฌอมาลย์, น้อย-พรู, เอก-ธเนศ ฯลฯ เรียกได้ว่า คัดเอานักแสดงระดับทีมชาติมาทั้งนั้น โดยในเรื่องนี้ ได้นำเสนอความแปลกใหม่ที่เหล่านักแสดงหลายคนยังต้องอุทานออกมาดังๆ ว่า “นี่มันหนังอะไรวะเนี่ย!!” ทั้ง อนันดา เอเวอริงแฮม หรือแม้แต่รุ่นใหญ่อย่าง พี่เอก ธเนศ ต่างรับประกันความเซอร์ไพรส์ที่คุณจะได้พบในหนังเรื่องนี้ โดยผู้กำกับชาวฮ่องกงยังได้นิยามคำจำกัดความของหนังเรื่องนี้ไว้ว่า “Stupid Funny but Cool” ซึ่งหากจะกล่าวถึงความสดใหม่ ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำเสนอออกมา ก็คือแก่นแกนของความเป็นดาร์ก-คอมเมดี้ กล่าวคือ แต่ละมุกที่ใส่เข้ามาในแต่ละซีนนั้น ล้วนแสดงถึงความเป็นระดับโลกโดยแท้  โดยปัจจัยที่สะท้อนถึงความแตกต่างจากหนังตลกไทยคือ ทุกครั้งที่นึกถึงหนังตลกไทย ถึงแม้หลายๆ มุก ในหนังหลายๆ เรื่อง จะเอาฮาซะจนผู้ชมหงายท้องหงายไส้กันมานักต่อนัก แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วจะพบว่า จำนวนมากเป็นมุกตลกที่ต่างชาติอาจจะไม่เก็ท หรือพูดอีกอย่างคือ มุกตลกในหนังไทยหลายมุก มิได้ถูกแปลงให้เป็นมุกตลกระดับอินเตอร์เนชั่นแนลที่ต่างชาติจะเข้าถึงได้ ทั้งนี้ การจะเข้าใจมุกตลกของแต่ละประเทศได้ ย่อมต้องเข้าใจบริบทของสังคมนั้นๆ ด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมคนจากชาติหนึ่ง จะมาเข้าใจมุกตลกของอีกชาติหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อารมณ์ขันเป็นสิ่งสากลที่มนุษย์ทุกหนแห่งมีติดตัว ฉะนั้นแล้ว จึงมีมุกตลกประเภทที่สามารถเรียกเสียงหัวเราะจากคนทั้งโลกได้ เรียกว่าเป็น “แก๊กระดับสากล” ที่ทั่วโลกเข้าใจ ซึ่งหากเราต้องการผลักดันหนังไทยไปสู่ระดับโลก รายละเอียดแบบนี้จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ อย่างไรก็ดี “ปิดเมืองล่า PATTAYA HEAT” เรื่องนี้ที่ได้ผู้กำกับฝีมือดีจากฮ่องกงมาสรรค์สร้าง “ความขำขื่น” ก็ตีโจทย์แตกกระจุย อาจเป็นเพราะว่า ผู้กำกับเป็นชาวฮ่องกงซึ่งคงจะไม่ได้เข้าใจมุกตลกแบบไทยๆ

จับตาไลน์อัพนักแสดง Genใหม่ใน Netflix กับภาพตัวแทนเด็กไทย ที่จะออกฉายไปสู่สายตาผู้ชม 190 ประเทศทั่วโลก!

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567   “Next on Netflix Thailand 2024 – ทีไทย ทีมันส์”  ประกาศไลน์อัพ 8 ซีรีส์และภาพยนตร์ไทยที่จะฉายภายในปี 2024 ที่รับรองได้ว่า  “มันส์ถึงใจ เล่นใหญ่กว่าเดิม!” ซึ่งหากเทียบกับไลน์อัพของปีที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเพิ่มสัดส่วนของนักแสดงเด็กและวัยรุ่นเข้ามามีบทบาท กับวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย มากขึ้น อาทิ แตงกวา ชนันทิชา หรือ แตงกวา ไมค์ทองคำเด็ก ที่เคยฝากผลงานไว้ใน “เมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ”  และ มินนา – วณิชน์ญา ที่เคยฝากผลงานไว้ใน “มาตาลดา”  ที่จะมารับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ  เรื่อง  Tomorrow and I  ซีรีส์จบในตอนที่จะพาวัฒนธรรมไทยไปอยู่ในยุคเทคโนโลยีล้ำสมัยเหนือจินตนการ  พร้อมถกเถียงกับประเด็นความขัดแย้งทางศีลธรรมอันตึงเครียด เจแปน – พลอยปภัส ที่จะมารับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ เรื่อง “Don’t  Come Home อย่ากลับบ้าน” เรื่องราวของสองแม่ลูกที่ต้องเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านร้างเก่าของครอบครัว แต่กลับต้องพบเจอกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติ อันนำไปสู่การหายตัวไปของลูกสาวเธอ มากไปกว่านั้น ยังมี มายด์-อาทิตยา หรือ มายด์ (4EVE) สมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปมาแรง จะมารับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ เรื่อง “Bangkok Breaking: ฝ่านรกเมืองเทวดา (Bangkok Breaking: Heaven and Hell)” เรื่องราวของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ต้องเข้ามาช่วยเหลือลูกสาวของผู้ทรงอิทธิพลให้ปลอดภัยจากการลักพาตัวของแก๊งศัตรูที่ตามไล่ล่า เฌอปราง อารีย์กุล และ มิวสิค  แพรวา จะมารับบทเป็นหนึ่งในนักแสดงนำ เรื่อง Terror Tuesday: Extreme | อังคารคลุมโปง : เอ็กซ์ตรีม ซีรีส์จบในตอนรวมประสบการณ์หลอนที่ได้แรงบันดาลใจจากรายการวิทยุเรื่องเล่าเรื่องผีสุดฮิต “อังคารคลุมโปง” รวมถึง แอลลี่ (ALLY) – อชิรญา นิติพน นักร้องสาวเสียงใสที่พลิกบทบาทสู่การเป็นนักแสดงครั้งแรก จะมารับบท เดียร์

Netflix เปิดผังคอนเทนต์คุณภาพ 2024 ต้านคำครหา ระเบียบเยอะ! จ่ายรายเดือนแพง!

เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 67 Netflix Thailand ประกาศไลน์อัพนักแสดง และคอนเทนต์ประจำปี 2024 ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยกองทัพนักแสดง และผู้กำกับมากหน้าหลายตา ทั้งรุ่นเล็ก รุ่นกลาง รุ่นใหญ่ เรียกได้ว่าขนกันมาเพียบ อย่างไรก็ดี ในห้วงที่ผ่านมาสื่อสตรีมมิ่งฝั่งสีแดงเจ้านี้ต้องเผชิญกับข้อครหาในด้านราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย และกติกาที่เปลี่ยนใหม่ ทำให้เกิดกระแสพูดคุยกันในโลกออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเกิดข้อเปรียบเทียบกับเจ้าอื่นๆ อีกด้วย กระนั้นก็ตาม เมื่อสาดสายตาส่องคอนเทนต์ประจำปี  2024  ของ Netflix ดูแล้ว  จะพบว่ามีคอนเทนต์ที่น่าติดตาม ทั้งในระดับโลกอย่าง   Squid Game ซีซั่น 2, Gyeongseong Creature ซีซั่น 2 , Avatar : The Last Airbender และอื่นๆ อีกมากมายเกินจะกล่าวได้หมด และที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือคอนเทนต์สัญชาติไทยของเรา ที่ในปีนี้มีมาถึง 8 เรื่อง โดยถ้าดูจากเนื้อเรื่องโดยย่อ จะเห็นได้ว่ามีอยู่สองเรื่องที่ถ้าทำออกมาได้ดีแล้วล่ะก็ อาจจะสามารถท้าทาย และใต่เพดานการวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้เลยทีเดียว ทั้งซีรีส์เรื่อง “The Believers สาธุ” ของผู้กำกับ วรรธนพงศ์ วงศ์วรรณ ที่เป็นแม่ทัพนำนักแสดงอย่าง เจมส์-ธีรดนย์, พีช-พชร จิราธิวัฒน์ และ แอลลี่-อชิรญา มาร่วมกันเชิญชวนผู้ชมอย่างเราๆ  ขบคิดและตั้งคำถามไปถึงใจกลางปัญหาของพุทธศาสนาไทย ก็คือเรื่อง “พุทธพาณิชย์”  ที่หากินกับความเชื่อ ความศรัทธาของผู้คน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ อันพบเห็นได้อย่างกลาดเกลื่อนเกินควบคุม ในสังคมไทย ทั้งนี้ แม้พล็อตเรื่องและนักแสดงนำในเรื่องจะน่าสนใจขนาดไหนก็ตาม แต่ตลกร้ายคือ ในช่วงที่ผ่านมา มีคอนเทนต์จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว ที่หยิบยกประเด็นทางพุทธศาสนา, พระสงฆ์, สามเณร มานำเสนอ แล้วถูกแบนหรือโดนสั่งให้ตัดฉากนั้นๆ ออกไป กระทั่งสั่งห้ามฉายในประเทศก็เคยมีมาแล้ว ทว่า ภายใต้รัฐบาลที่พยายามจะปลดล็อคกฎหมายอันเกี่ยวข้องกับการเซ็นเซอร์ และมุ่งขยายเสรีภาพในการนำเสนอ การจี้ไปยังหัวใจหลักของปัญหาพุทธศาสนาไทยผ่านซีรีส์เรื่องนี้ จะเป็นการยกระดับขอบเขตการวิพากษ์วิจารณ์ ได้หรือไม่? อย่างไร? ก็ต้องรอดู รอชม และไม่ใช่แค่เรื่องศาสนาเท่านั้นที่ถูกกล่าวถึง คอนเทนต์ไทยของ

Marry My Husband กับการขับเคลื่อนประเด็นสังคม Toxic ผ่านซีรีส์

เรียกได้ว่าเปิดประเดิมกระแสรับต้นปี 2024 ได้อย่างน่าประทับใจ สำหรับซีรีส์เรื่อง “Marry My Husband สามีคนนี้แจกฟรีให้เธอ”  ที่ออกอากาศตอนแรกเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 67 โดย Nielsen Korea รายงานว่าสามารถทำเรตติ้งในเกาหลีไปได้กว่า 5.2% สำหรับกระแสในประเทศไทยก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน เห็นได้จากการพูดถึงตัวละครหรือบางฉากตอนในเรื่องกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ ด้วยเนื้อเรื่องที่เปิดฉากมาจาก การที่นางเอกโดนคนรอบข้างเธอ ไม่ว่าจะเป็นสามี  แม่สามี  เพื่อนสนิท  หัวหน้า  และคนที่ทำงาน คอยกดขี่ รังแก ต่อว่า ดูหมิ่น ด้อยค่าและเอาเปรียบเธอสารพัด ทั้งจากคำพูดและการกระทำ พฤติกรรมเหล่านี้หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า  “Gaslighting”  ศัพท์คำนี้เป็นที่พูดถึงอยู่มากในช่วงหลัง  หากแต่ยังไม่มีคำแปลภาษาไทยที่ตรงตัวนัก โดย Cambridge Dictionary ได้ให้คำนิยามความหมายของคำว่า “Gaslighting” ไว้โดยถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า “เป็นการกระทำที่หลอกลวงหรือบงการผู้อื่น โดยทำให้พวกเขาเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นจริง โดยเฉพาะยิ่งกับการบอกเป็นนัยว่าพวกเขาอาจมีปัญหาทางความคิดจิตใจ” ทั้งนี้  พล็อตเรื่องได้เล่าถึงตัวละครหลัก ซึ่งย้อนเวลากลับไป และได้โอกาสแก้แค้นกลุ่มคนที่เคย Gaslight  และหักหลังเธอ จนเป็นที่น่าติดตามและเอาใจช่วย จากผู้ชมจำนวนมากว่านางเอกอย่าง “คังจีวอน” ที่แสดงโดย “พัคมินยอง” นั้นจะพลิกโชคชะตาและแก้ไขสถานการณ์ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้หรือไม่? อย่างไร? การหยิบยกประเด็นทางสังคม ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้ง ในช่วงหลังอย่าง   Gaslighting  มาสอดแทรก และนำเสนอผ่านซีรีส์เรื่องนี้  ในแง่หนึ่งจึงเสมือนการขัดเกลาความคิดของผู้คนในสังคม ส่วนในอีกแง่ก็เป็นการสื่อสารต่อชาวโลกถึงค่านิยมที่ผู้เขียนบทซีรีส์เรื่องนี้ต้องการนำเสนอ เพราะหากจะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว เราจะเห็นได้ว่าซีรีส์เกาหลีในระยะหลัง ๆ มักจะหยิบแทรกประเด็นทางสังคม หรือขับเคลื่อนค่านิยมบางอย่างผ่าน  K-Drama จนประสบความสำเร็จได้ในระดับโลก ซึ่งผลงานชิ้นสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในทิศทางของเนื้อหาหนัง-ซีรีส์เกาหลี คงต้องยกให้ภาพยนต์ Parasite ที่ออกฉายเมื่อปี 2019 เนื้อหาว่าด้วยเรื่องความเหลื่อมล้ำ และชนชั้นอันแตกต่างกันของคนรวย-คนจน ซึ่งกวาดรางวัลในระดับสากลไปเป็นกอบเป็นกำ หรืออย่างซีรีส์เรื่อง Glory ที่ออกอากาศตอนแรกในปี 2022   ก็ได้แทรกประเด็นเรื่อง Bully การกลั่นแกล้ง รังแก ซึ่งเป็นดั่งหลุมดำชีวิตที่ดูดกลืนความปกติสุขของตัวละครหลักไปตั้งแต่วัยมัธยม จะเห็นได้ว่า  การนำเสนอเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความยุติธรรม  กระทั่งปัญหาความสัมพันธ์ระดับปัจเจก อย่างในเรื่อง Marry My

Prime Video จัดงานแถลงข่าวส่งท้ายปี พร้อมฉายรอบปฐมทัศน์ “The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้”

Prime Video แท็กทีมนักแสดงนำ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, มัจฉา โมซิมันน์, เผือก-พงศธร จงวิลาส, คงคิด วิเศษศิริ พร้อมด้วยทีมผู้สร้าง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ผจญภัยแนวคอเมดี้-โรแมนติก “The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์  ภายในงานแถลงข่าวจำลองบรรยากาศประเทศจีนมาไว้ในงาน เพื่อต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่การผจญภัยไปด้วยกัน พร้อมด้วยการสัมภาษณ์พูดคุยระหว่างนักแสดงนำและทีมผู้สร้าง ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งเนื้อหาเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน ขจรชัย วชิรพิศุทธ์โสภิณ ผู้อำนวยการสร้าง บอกเล่าถึงที่มาที่ของภาพยนตร์ผจญภัยเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดจากการโจทย์ว่า เราอยากจะทำหนังโรแมนติก-คอเมดี้ที่เป็นมากกว่าหนังโรแมนติก-คอเมดี้ อยากให้ภาพยนตร์แนวนี้ได้อยู่บนโปรดักชั่นที่ดี เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ถ่ายทำในสถานที่สวยงามแปลกใหม่ เพื่อให้ผู้ชมได้รับทั้งความบันเทิงและความตื่นตาตื่นใจอย่างเต็มอิ่ม เมื่อตัวละครในเรื่องไปพบกับสถานการณ์และโลเคชั่นใหม่ๆ ที่หลากหลาย” ขณะที่ พรชัย ว่องศรีอุดมพร ผู้อำนวยการสร้าง กล่าวเสริมว่า “การที่หนังได้ก้าวข้ามแนวเนื้อหาเดิมๆ ด้วยการผสมผสานภาพยนตร์แนวผจญภัยและแนวโรแมนติก-คอเมดี้เข้าด้วยกัน ทั้งยังได้ร่วมงานกับ Prime Video เป็นโอกาสดีที่ทีมผู้สร้างรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะภาพยนตร์ฝีมือคนไทยและเรื่องราวแบบไทยๆ จะมีโอกาสได้ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับและสนับสนุนวงการบันเทิงไทย ทั้งบุคลากรเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ให้ก้าวเข้าสู่ระดับโลกไปอีกขั้น” ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ นักแสดงนำของเรื่องได้เล่าถึงความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ปกติผมจะรับงานการแสดงที่อ่านบทแล้วรู้สึกว่าผมเหมาะและเห็นตัวเองว่าถ้าแสดงในคาแรคเตอร์นั้นจะออกมาเป็นภาพแบบไหน เรื่องนี้พี่นิว (ผู้กำกับ) ส่งบทมาให้ผมอ่าน พอผมอ่านบทจบแล้วรู้สึกสนใจและอยากเล่นทันที เพราะแค่ตัวบทก็สนุกมากๆ โดยเฉพาะเป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยที่ยังไม่ค่อยเห็นแนวนี้ในหนังไทยสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าแปลกใหม่ ทั้งในแง่ของผู้ชมที่จะได้ชมอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงแง่ของนักแสดงเองที่จะได้มีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม การถ่ายทำที่ประเทศจีนนับเป็นสุดยอดประสบการณ์ของผมเลยครับ ทั้งสนุกและท้าทาย ทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกคนกลมเกลียวกันดีมาก ทำให้ได้ภาพสวยๆและความสนุกมาฝากผู้ชมแน่นอน ถ้ายังไงฝากติดตามชมภาพยนตร์ The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้  ใน Prime Video กันเยอะๆนะครับ” ส่วน มัจฉา โมซิมันน์ นางเอกของเรื่องกล่าวเสริมว่า “ประสบการณ์การถ่ายทำที่จีนนับว่าเป็นการผจญภัยสำหรับฉาสมชื่อเรื่องเลยค่ะ ปกติฉาจะไม่ค่อยได้เที่ยวแบบลุยๆเท่าไหร่ พอมาถ่ายทำเรื่องนี้เลยประทับใจมาก เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลย ถึงฉาจะเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่อุ่นใจมากค่ะ เพราะพี่ๆทุกคนช่วยเหลือและให้คำแนะนำได้ดีมากๆ เบื้องหลังกองสนุกมาก การที่ฉาได้ร่วมงานและเรียนรู้จากพี่ๆ นักแสดงมากประสบการณ์ทุกคนในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เลยค่ะ และอยากขอบคุณทาง Prime

บอกเลยของโคตรดี!  ONE PIECE เวอร์ชั่นคนแสดงใน Netflix

บ่อยครั้งที่อนิเมะขวัญใจวัยเด็กของเรา เมื่อถูกเอามาทำเป็นหนังหรือซีรีส์เวอร์ชั่นที่ใช้คนจริงแสดง มักจะถ่ายทอดออกมาได้ “ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน” ที่แฟนๆ คาดหวังเอาไว้   แต่สำหรับ One Piece ฉบับ Live Action ซีซั่นแรกนี้ ต่างได้รับเสียงชื่นชมว่า “ดี” แบบเหนือคาด โดยเฉพาะการให้เกียรติลงมาสิงหน้าจอมอนิเตอร์ แคสต์นักแสดง และดูภาพรวมที่ อาจารย์เออิจิโร โอดะ เข้ามามีส่วนร่วมในซีรีส์นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายทอดโดยใช้คนแสดง จะทำออกมาได้ใกล้เคียงกับจินตนาการของคนวาดฉบับอนิเมะมากที่สุด โดยที่ทาง Netflix นั้นให้อำนาจกับอาจารย์โอดะศิลปินผู้วาดมังงะ One Piece อย่างเต็มที่ และรับปากว่าจะไม่ปล่อยซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายจนกว่าอาจารย์โอดะจะพอใจ โดยเสียงชื่นชมอันดับแรกก็คือการแคสติ้งนักแสดง ที่มีคาแรกเตอร์หลากหลายเชื้อชาติสอดคล้องตามเนื้อเรื่องในมังงะ  1.โรโรโนอา โซโร – Mackenyu Maeda นักแสดงชาวญี่ปุ่นที่เคยเล่นหนัง Ruroni Kenshin เวอร์ชั่นคนแสดงจริงของ Netflix มาก่อน  2.นามิ – Emily Rudd นักแสดงสาวชาวอเมริกัน  3.มังกี้ ดี ลูฟี่ – Iñaki Godoy นักแสดงวัย 20 ปีชาวเม็กซิกัน  4.อุซบ – Jacob Romero Gibson นักแสดงชาวอเมริกัน 5.ซันจิ – Taz Skylar นักแสดงลูกครึ่งอาหรับ-อังกฤษ    อีกเรื่องที่แฟนๆ ยกนิ้วให้ก็คือเสียงพากย์ที่แม้จะเป็นคนละทีมกับฉบับอนิเมะ แต่เสียงพากย์ไทยฉบับ Live Action ในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็ทำได้แบบไร้ที่ติ  “มังกี้ ดี ลูฟี่” ให้เสียงโดย “ม็อบ กิตติธร พันธ์โคกกรวด” เจ้าของเสียงตัวละคร “นาโอโตะ” จาก Tokyo Revengers, “เว่ยอิง” จาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร  “โรโรโนอา โซโร” นั้น จะได้ “บอส อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา” จาก โจโจ ล่าข้ามศตวรรษ “นามิ” จะพากย์โดย “ณ ปุญญ์ ขวัญกมล ขาวไพศาล” จากผลงานให้เสียงตัวละคร “เนเน่”
Tags

31 สิงหา เกียมตัวฮาปอดโยก Prime Video จับ 6 นักแสดงสายฮา มาดวลมุข “ฮาแหกเกาะ” แบบด้นสด ใครตลกสุด…รอด!

“ภารกิจฮาแหกเกาะ (Comedy Island)“ คือ ซีรีส์ออริจินัลไทยเรื่องแรกของ Prime Video เป็นรายการซีรีส์คอเมดี้แบบไม่มีสคริปต์รูปแบบใหม่ เอาใจผู้ชมชาวไทยโดยเฉพาะ เป็นส่วนผสมของซีรีส์บวกกับเรียลลิตี้ นักแสดงจะได้รับรู้บทเพียงบางส่วน เมื่อคำว่า “เอาล่ะสิ” เกิดขึ้น นักแสดงจะต้องใช้ไหวพริบเอาตัวรอดไปตามสถานการณ์ โปรเจกต์นี้เป็นการรวมตัวขององค์ประกอบความฮาระดับท็อป ที่ได้ 6 นักแสดงอย่าง บร๊ะเจ้าโจ๊ก, แจ็ค-แฟนฉัน, เผือก-พงศธร, รัศมีแข, มาร์ช-จุฑาวุฒิ, พีค-ภัทรศยา และ ติช่า-กันติชา มาติดเกาะ เมื่อมารวมกับฝีมือผู้กำกับฝีมือดี คีท-กฤษดา (มหาลัยเที่ยงคืน, The Collector คนประกอบผี Movie Version) กับผู้กำกับหนังสายคอมเมดี้อย่าง เมษ-ธราธร ( ATM เออรัก เออเร่อ, ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้, อ้าย..คนหล่อลวง) แล้ว ก็เหมือนเป็นเครื่องหมายมาตรฐานการรันตีว่าซีรีส์ “ภารกิจฮาแหกเกาะ” นี้จะไม่ทำให้คอหนังแนวคอเมดี้ผิดหวังแน่นอน แต่ขอตินิดเดียว ผลงานกำกับหนังของ เมษ-ธราธร เรื่องล่าสุด “อ้าย..คนหล่อลวง” ที่เอา “ณเดชน์ คุกิมิยะ” มาสวมบทมิจฉาชีพ 18 มงกุฏ พูดตรงๆ กันเลยตรงนี้ว่า “ไม่ชอบ!” เพราะบทคนหล่อไปล่อลวงคนอื่นที่ณเดชน์เล่น ทำให้คนหล่อคนอื่นๆ ถูกตั้งแง่และมองในภาพลักษณ์ไม่ดีตามไปด้วย ซึ่งแน่นอน ผลกระทบนี้ ตัวผมก็ต้องรับไปเต็มๆ แบบมิอาจหลีกเลี่ยง เฮ้อ! อิอิ Prime Video คาดหมายว่าซีรีส์ออริจินัลของไทยเรื่องแรกนี้ จะเป็นตัวช่วยเพิ่มยอด Subscription คนดูสตรีมมิ่งวิดีโอมากยิ่งขึ้น โดยสัดส่วนทางการตลาดในประเทศไทยนั้น Netflix  ยังคงนำเป็นอันดับ 1 มียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ 41% อันดับ 2 เป็น Prime Video มีผู้ใช้ 15% อันดับ 3 เป็น Disney+ 14% และอันดับ 4 เป็น HBO GO

“แมนสรวง” มหรสพแห่งกิเลสและกลลวง แสงสว่างหนัง SOFT POWER ไทยในเวทีโลก!?

ถ้าใครได้ดู Trailerภาพยนตร์ “แมนสรวง” ที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมทาง Youtube แล้ว คงจะได้เห็นถึงความสวยงามของงานอาร์ตไดเรคชั่นอันโดดเด่นชนิดกระแทกเบ้าตา ที่ไม่ว่าจะกดหยุดคลิปตอนไหนองค์ประกอบภาพก็ออกมาสวยราวกับรูปถ่ายที่มีการจัดวางไว้เป็นอย่างดี  ความสวยงามความอลังการของฉากนั่นมันก็เป็นเพียงส่วนนึง แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้สร้างบรรทัดฐานเอาไว้ก็คือการทุ่มลงทุนในโปรดักชั่นส์ของหนังที่เห็นได้จากชื่อของทีมงานที่อยู่ในตอนท้าย End Credits จำนวนกว่า 1,200 คน  โปรเจกต์นี้ได้รวมคนเก่งๆ ให้มาทำงานร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการร่วมมือของ 3 ผู้กำกับคือ กฤษดา วิทยาขจรเดช, ชาติชาย เกษนัส และ ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน พร้อมทีมนักแสดงแห่งยุคอย่าง มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, น็อต ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม, พง พงศกร พลสันติกุล และ อรอนงค์ ปัญญาวงค์ ฯลฯ https://www.youtube.com/watch?v=YrqMcFD1osQ&t=2shttps://www.youtube.com/watch?v=gmGW87TFuao เสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นน่าติดตามก็คือ การผสานเรื่องราวของภาพยนตร์แนวสืบสวนไขปริศนาฆาตกรรมเข้ากับการพาผู้ชมไปย้อนประวัติศาสตร์สู่ยุคปลายของช่วงรัชกาลที่ 3 ที่สอดแทรกมนตร์เสน่ห์ความเป็นไทยในยุคนั้นไว้แทบทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการร่ายรำของตัวแสดงนำในเรื่องนี้ ที่เป็นหนึ่งในความบันเทิงหลัก ณ สถานเริงรมย์ที่ชื่อว่า “แมนสรวง” ซึ่ง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ที่รับบท เขม นายรำในเรื่อง ต้องเข้าคลาสร่ายรำนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เข้าถึง insight การสวมบทบาทเป็นนายรำแห่งแมนสรวง โดยที่ไม่ใช้นักแสดงแทนเลย ทั้งยังต้องลดน้ำหนัก ปรับรูปร่างมวลกล้ามเนื้อให้คล้ายกับคนยุคก่อนอีกด้วย  ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ตั้งใจอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Soft Power เผยแพร่ความเป็นไทย สอดแทรกวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตานานาประเทศแบบเรียบเนียน จึงได้ตัดสินใจของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม  ที่มีงบสำหรับส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในปี 2566 จำนวนกว่า 970 ล้านบาท  แม้จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งออกเป็น งบสำหรับโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 893 ล้านบาท, โครงการด้านการต่างประเทศ 20 ล้านบาท และใช้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ราว 58 ล้านบาท  ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากระทรวงวัฒนธรรม นอกจากเรื่องแมนสรวงแล้ว

“หอมกลิ่นความรัก” ซีรีส์วายพีเรียดย้อนยุค ย้ำคุณภาพไทยแลนด์คือเบอร์ 1 จักรวาลซีรีส์ BL

จากวันแรกที่มีการเปิดตัว  Love Sick The Series ในปี 2014 ที่ตีคู่กันมากับซีรีส์ ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ในปี 2013-2015 ก็เป็นเหมือนการกรุยทางสู่จักรวาลความยิ่งใหญ่ของซีรีส์วายไทย ที่เปิดตัวนักแสดงคู่จิ้นหลายคู่สู่สายตาแฟนๆ สร้างชื่อเสียงและจุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ซีรีส์ BL ไทย จนมีแฟนคลับขยายตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ย้อนไป 3 ปี จำนวนซีรีส์วายไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 มีซีรีส์วายออกฉายมากกว่า 24 เรื่อง ปี 2021 ก็เพิ่มเป็นจำนวนกว่า 47 เรื่อง และล่าสุดในปี 2022 ที่มีซีรีส์วายออกมาให้ได้ชมกันกว่า 70 เรื่องเลยทีเดียว โดยก้าวสำคัญก็คือการที่ GMM TV เข้ามาลุยธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการของคอนเทนต์วายในประเทศไทย ทั้งหนังและซีรีส์ที่ออกสู่สายตาผู้ชมในวงกว้าง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศ เนื้อหาที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์วายไทย ที่หาชมไม่ได้ในประเทศอื่น แม้ว่า “ซีรีส์วาย” จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งของประเทศ สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อันมหาศาล แต่เราก็ยังไม่เห็นแนวทางหรือนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจนเท่าไรนัก… The Attraction ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตี๋-บัณฑิต สินธนภารดี ผู้กำกับซีรีส์วายจากค่าย Dee Hup House ที่สร้างผลงานคุณภาพอย่าง TharnType the Series เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซะดีๆ (ภาค 1), นับสิบจะจูบ Lovely Writer, ผมกับผีในห้อง Something in My Room, ค่อยๆ รัก Step by Step และล่าสุดเรื่อง หอมกลิ่นความรัก ที่กำลังออนแอร์ให้แฟนๆ ได้รับชมอยู่ในขณะนี้ ตี๋ได้พูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม BL ไทยว่ามีแนวโน้มในการการเติบโตที่สูงมาก มีหลายค่ายละครที่หันมาผลิตละครแนวนี้และสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จในสายตาชาวโลก แม้ว่าคอนเทนต์วายอาจจะยังไม่ได้แมสเท่ากับละครอื่นทั่วไป แต่ก็ถือว่าก็ยังอยู่ในจุดที่ดี เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่มีหลายส่วนเริ่มเข้ามาร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ค่ายละครสายวายในไทยนั้นมีหลายสิบค่าย ในแต่ละปีประเทศไทยจะสามารถส่งคอนเทนต์ BL ได้ไม่ต่ำกว่า 100 เรื่อง

พาไปตามรอยซีรีส์ King The Land แบบสมฐานะ เริ่มต้น 0 บาท จนไปจบที่แสนห้า

ยกมือถือขึ้นมาไถหน้าจอเล่นโซเชียล ก็เห็นแต่ Soft Power ประเทศไทยมาเต็มฟีดเลยทีเดียว หลังจากซีรีส์เกาหลี King The Land ที่ติดอันดับ Top 10 ใน Netflix ประเทศไทยมาหลายสัปดาห์ โดยตอนที่พีค และถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือตอนที่ 10 ที่ยกพลตัวเอกของเรื่องเดินทางมาออกทริปท่องเที่ยวที่ประเทศไทย แฟนซีรีส์บ้านเราที่ได้ดูตอนนี้จบต่างรู้สึกปลื้มปริ่ม ที่ภาพลักษณ์ของประเทศถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองของทีมงานเกาหลี ได้อย่างสวยงาม ราวกับว่าเป็นผลงานการสร้างของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังไงยังงั้น แต่ละสถานที่ แต่ละกิจกรรมในหลายซีน มีซอฟต์พาวเวอร์ของชาติไทยสอดแทรกในการดำเนินเรื่องได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ล้วนถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีจนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้หลายคนวางแผนจะออกไปตามรอยซีรีส์ดังในเร็ววัน แต่ช้าก่อน นี่ก็อยู่ในช่วงกลางเดือนแล้ว หากคุณมุ่งมั่นจะตามรอยซีรีส์แบบขาดการยั้งคิด อาจต้องเจอกับวิกฤตการณ์ทางการเงินประจำเดือนที่มาก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้ The Attraction จึงขอพาคุณไปตามรอยซีรีส์แบบมีสติ ไล่เรียงตามกำลังทรัพย์ที่คุณเต็มใจจ่ายได้แบบไม่ขัดสนเดือนชนเดือน 0 บาท ++ วัดอรุณ ทัวร์วัดอรุณ แบบไม่เสียค่าเข้าชม วัดนี้ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมแต่งชุดไทยแบบจัดเต็มมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก คล้ายกันกับนักท่องเที่ยวบ้านเราแต่งชุดฮันบกตอนไปท่องเที่ยวพระราชวังที่เกาหลี ที่นี่ยังมีไอติมชาไทยลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณที่เป็นกระแสไวรัลในช่วงเดือนที่ผ่านมาให้ลิ้มลองอีกด้วย สำหรับสายมู เชื่อกันว่าใครได้มากราบไหว้ ชีวิตจะรุ่งโรจน์ดุจรุ่งอรุณ วัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย 0 บาท ++ เอเชียทีค มาเอเชียทีค แบบเดินเล่นถ่ายรูปชมวิวเฉยๆ มันก็ไม่เสียเงินค่าเที่ยวชมอยู่แล้ว แต่การจะได้ชื่อว่ามาถึงเอเชียทีคแบบ “ของแทร่” นั้นมันต้องสัมผัสประสบการณ์การนั่งชิงช้าสวรรค์ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ซึ่งราคาเครื่องเล่นสำหรับคนไทยก็อยู่ที่ 400 บาท ++ เตรียมเงินไปเผื่อด้วยนะ 0 บาท ++ น้ำพุไอคอนสยาม ชมฟรี การแสดงระบำสายน้ำความยาวกว่า 400 เมตรที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบโดย “Ghesa Water & Art” ผู้ออกแบบน้ำพุมาแล้วกว่า 3,000 โครงการทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศ ผสมผสานเทคนิคการยิงน้ำพุแบบ 2D 3D และ 4D jets ที่สามารถหมุนได้เหมือนจอยสติ๊ก ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศที่ความสูงต่างระดับกัน โดยความสูงระดับสูงสุดจะสูงถึง 35 เมตร ทำการแสดงทุกวัน เวลา 18.30