Skip links

Editor’s Pick

Prime Video จัดงานแถลงข่าวส่งท้ายปี พร้อมฉายรอบปฐมทัศน์ “The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้”

Prime Video แท็กทีมนักแสดงนำ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์, มัจฉา โมซิมันน์, เผือก-พงศธร จงวิลาส, คงคิด วิเศษศิริ พร้อมด้วยทีมผู้สร้าง จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์ผจญภัยแนวคอเมดี้-โรแมนติก “The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้” อย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา พร้อมจัดฉายรอบปฐมทัศน์ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์  ภายในงานแถลงข่าวจำลองบรรยากาศประเทศจีนมาไว้ในงาน เพื่อต้อนรับสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าสู่การผจญภัยไปด้วยกัน พร้อมด้วยการสัมภาษณ์พูดคุยระหว่างนักแสดงนำและทีมผู้สร้าง ที่มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์สนุกๆ ระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งเนื้อหาเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในประเทศจีน ขจรชัย วชิรพิศุทธ์โสภิณ ผู้อำนวยการสร้าง บอกเล่าถึงที่มาที่ของภาพยนตร์ผจญภัยเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดจากการโจทย์ว่า เราอยากจะทำหนังโรแมนติก-คอเมดี้ที่เป็นมากกว่าหนังโรแมนติก-คอเมดี้ อยากให้ภาพยนตร์แนวนี้ได้อยู่บนโปรดักชั่นที่ดี เป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่ถ่ายทำในสถานที่สวยงามแปลกใหม่ เพื่อให้ผู้ชมได้รับทั้งความบันเทิงและความตื่นตาตื่นใจอย่างเต็มอิ่ม เมื่อตัวละครในเรื่องไปพบกับสถานการณ์และโลเคชั่นใหม่ๆ ที่หลากหลาย” ขณะที่ พรชัย ว่องศรีอุดมพร ผู้อำนวยการสร้าง กล่าวเสริมว่า “การที่หนังได้ก้าวข้ามแนวเนื้อหาเดิมๆ ด้วยการผสมผสานภาพยนตร์แนวผจญภัยและแนวโรแมนติก-คอเมดี้เข้าด้วยกัน ทั้งยังได้ร่วมงานกับ Prime Video เป็นโอกาสดีที่ทีมผู้สร้างรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะภาพยนตร์ฝีมือคนไทยและเรื่องราวแบบไทยๆ จะมีโอกาสได้ออกสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก ซึ่งจะช่วยยกระดับและสนับสนุนวงการบันเทิงไทย ทั้งบุคลากรเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ให้ก้าวเข้าสู่ระดับโลกไปอีกขั้น” ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ นักแสดงนำของเรื่องได้เล่าถึงความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า “ปกติผมจะรับงานการแสดงที่อ่านบทแล้วรู้สึกว่าผมเหมาะและเห็นตัวเองว่าถ้าแสดงในคาแรคเตอร์นั้นจะออกมาเป็นภาพแบบไหน เรื่องนี้พี่นิว (ผู้กำกับ) ส่งบทมาให้ผมอ่าน พอผมอ่านบทจบแล้วรู้สึกสนใจและอยากเล่นทันที เพราะแค่ตัวบทก็สนุกมากๆ โดยเฉพาะเป็นภาพยนตร์แนวผจญภัยที่ยังไม่ค่อยเห็นแนวนี้ในหนังไทยสักเท่าไหร่ รู้สึกว่าแปลกใหม่ ทั้งในแง่ของผู้ชมที่จะได้ชมอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงแง่ของนักแสดงเองที่จะได้มีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม การถ่ายทำที่ประเทศจีนนับเป็นสุดยอดประสบการณ์ของผมเลยครับ ทั้งสนุกและท้าทาย ทีมงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังทุกคนกลมเกลียวกันดีมาก ทำให้ได้ภาพสวยๆและความสนุกมาฝากผู้ชมแน่นอน ถ้ายังไงฝากติดตามชมภาพยนตร์ The Adventures ผจญภัยล่าขุมทรัพย์หมื่นลี้  ใน Prime Video กันเยอะๆนะครับ” ส่วน มัจฉา โมซิมันน์ นางเอกของเรื่องกล่าวเสริมว่า “ประสบการณ์การถ่ายทำที่จีนนับว่าเป็นการผจญภัยสำหรับฉาสมชื่อเรื่องเลยค่ะ ปกติฉาจะไม่ค่อยได้เที่ยวแบบลุยๆเท่าไหร่ พอมาถ่ายทำเรื่องนี้เลยประทับใจมาก เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมเลย ถึงฉาจะเล่นหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่อุ่นใจมากค่ะ เพราะพี่ๆทุกคนช่วยเหลือและให้คำแนะนำได้ดีมากๆ เบื้องหลังกองสนุกมาก การที่ฉาได้ร่วมงานและเรียนรู้จากพี่ๆ นักแสดงมากประสบการณ์ทุกคนในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เลยค่ะ และอยากขอบคุณทาง Prime

จากรถไฟฟ้าถึงโซลาร์เซลล์ ไทยแลนด์อ้าแขนรับกระแสพลังงานสะอาดไวเกินคาด

ปี 2023 ที่กำลังจะผ่านไป ถือเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับตลาดพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย จากยอดจองรถ EV งาน Motor EXPO 2023 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2023 ถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2023 ที่ผ่านมา ยอดจองรถยนต์ในงาน รวม 54,323 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +32.5% โดยที่ Toyota ยังคงรั้งอันดับ 1 ตามด้วย Honda อันดับ 2 ที่น่าสนใจคืออันดับ 3-7 เป็นแบรนด์สัญชาติจีนที่กวาดยอดจองได้เป็นปรากฏการณ์จากการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าในหลายรุ่น ทำให้แบรนด์ BYD / Aion / MG / GMW และ ChangAn ขึ้นมาแข่งขันในตลาดรถยนต์บ้านเราได้อย่างคึกคัก credit : AUTOLIFE THAILAND สะท้อนแนวโน้มของผู้บริโภคชาวไทยที่พร้อมอ้าแขนรับกระแสพลังงานสะอาด โดยที่ภาพลักษณ์ของ “แบรนด์ที่มาจากจีน” นั้นก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจากมุมมองของผู้บริโภคชาวไทย ส่งผลให้แบรนด์รถไฟฟ้าจากแดนมังกรตบเท้าเข้ามาปักหมุดวางประเทศไทยเป็นอีกฐานการผลิตในการเจาะตลาดรถไฟฟ้า EV ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หันมาดูเทรนด์การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในไทยบ้าง จากข้อมูลจาก IHS ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลเศรษฐกิจ-การลงทุนระดับโลกพบว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ตลาดระดับกิกะวัตต์ (GW) ตั้งแต่ปี 2022 โดยมีกำลังการผลิตติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2GW ต่อปี ชี้ให้เห็นว่ามูลค่าตลาดโดยรวมมีเสถียรภาพ ทำให้มีบริษัทเซลล์แสงอาทิตย์ระดับโลกจำนวนมากสนใจ เข้ามาทำตลาดในประเทศ   หนึ่งในแบรนด์ที่น่าจับตาก็คือ “ทงเวย โซลาร์” (Tongwei Solar) บริษัทพลังงานแสงอาทิตย์แห่งแรกของโลกที่ติดอยู่ในลิสต์ Fortune Global 500 ที่ได้เข้ามาทำการตลาดในไทย ตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2023 จากภาพรวมตลาดที่ผ่านมา ถือว่าตัวแบรนด์นั้นได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าชาวไทย ทั้งลูกค้าในครัวเรือน, อุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าภาคพื้นดินขนาดใหญ่ ทงเวยคาดว่าจะสามารถจำหน่ายโซลาร์เซลล์ได้ ไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน ปี 2024 และจะสร้างรายได้กว่า 5,000

The Attraction เผยผลสำรวจ คนไทย 70% เข้าใจ SOFT POWER แต่ “งงมากแม่” กับนโยบายของ THACCA

จากคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “Soft Power” คืออะไรกันแน่? เอาแค่นิยามภาษาไทยที่มีคนมาอธิบายความหมายไว้มากมาย  ทั้ง “อำนาจละมุน”, “พลังเย็น”, “พลังนุ่มนิ่ม”, “มานานุภาพ”, “ภูมิพลังวัฒนธรรม” ฯลฯ ก็ทำเอาหลายคนที่เคยคิดว่าเข้าใจความหมายของคำนี้ กลายเป็นสับสนกับสิ่งอยู่ในหัวว่าสิ่งที่คิดมันยังถูกต้องอยู่มั้ย ถ้าประชาชนชาวเน็ตทั่วไปอย่างเราๆ จะทั้งงงทั้งหลงทาง ไม่ต่างจาก “คนตาบอดคลำช้าง” มันก็พอเข้าใจได้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าคนจากฝั่งสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือแม้กระทั่งภาครัฐเอง ก็ดันมายืนคลำช้างตัวเดียวกันอย่างพร้อมเพรียงด้วยนี่สิ ประเด็นนี้เลยกลายเป็นความสับสนระดับประเทศ ที่เราควรหันมาโฟกัสกันอย่างจริงจังได้แล้ว ในฐานะที่ The Attraction (ดิ แอทแทรคชั่น) ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับซอฟต์พาวเวอร์ ผ่านการเล่าถึงมุมมองสำคัญทางด้านอาหาร วัฒนธรรม ความบันเทิง เศรษฐกิจ การเมือง และอื่นๆ โดยตั้งใจที่จะเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ช่วยสะท้อนภาพของซอฟต์พาวเวอร์จากภาคประชาชน เราจึงได้จัดทำ “แบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไทยที่มีต่อซอฟต์พาวเวอร์” กับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ติดตามในเพจและประชาชนทั่วไปในโลกออนไลน์ โดยคาดหวังว่าข้อมูลและสถิติที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและองค์กรต่างๆ จากแบบสอบถามพบว่า • ประชาชนกว่า 70% ให้คะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ Soft Power ของตัวเองในระดับสูง และมองว่าซอฟต์พาวเวอร์เป็นเรื่องสำคัญและอยู่รอบตัว • ท่ามกลางคำนิยาม Soft Power ที่ถูกแปลเป็นภาษาไทย คำที่คนคิดว่าเหมาะสมที่สุด 3 อันดับแรก คือ “ภูมิพลังวัฒนธรรม” “พลังโน้มนำ” และ “พลังเย็น” • แม้ว่าคนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จะเข้าใจในเรื่อง Soft Power แต่เมื่อเจาะถึงโนบาย 1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) ที่รัฐบาลได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เสียงของประชาชนเกินกว่า 60% เทไปในฝั่งเดียวกันคือ ยังไม่ค่อยเข้าใจและ “งงมากแม่” • ที่สำคัญองค์กรที่ถูกตั้งมาให้เป็นหัวเรือในการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ของชาติอย่าง THACCA นั้น กลับไม่ติดโผ 5 อันดับแรก ที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบผลสำรวจที่น่าสนใจอีกมากมาย ดังนี้ บุคคลผู้ทรงอิทธิพลในการสร้างและผลักดัน Soft Power เป็นไปตามคาดอันดับที่ 1 คือ “ลิซ่า ลลิษา มโนบาล” ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็กระตุ้นพลัง Soft Power ของไทยไปหมด ล่าสุดสวมชุดแบรนด์ไทย Asava รับพระราชทานเครื่องราชฯ จาก คิงชาร์ลส์ที่

ยินดีกับ MEGA PERK ผู้ชนะ THE NEXT HYPE AUDITION 2023

จบลงไปแล้วสำหรับ รายการ THE NEXT HYPE AUDITION 2023 ! ที่มีผู้ที่สนใจส่งคลิปเข้ามาสมัครกว่า 1,000 คน ก่อนที่จะคัดเลือกเหลือ 8 คนสุดท้ายเข้ามาในรอบ Finalist พร้อมเปิดประสบการณ์เตรียมพร้อมสู่ศิลปินฮิปฮอปคลื่นลูกใหม่ของค่าย HYPE TRAIN ด้วยการแสดงโชว์มินิคอนเสิร์ตต่อหน้าฝูงชน ผู้ที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะกลายเป็นแชมป์คนแรกของรายการนี้ทันที  “THE NEXT HYPE CONCERT” Hip-Hop Festival สุดยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ที่รวมแรปสตาร์ชื่อดังของประเทศไทย มาร่วมแสดงบนเวทีเดียวกัน เดือดจัดจนเวทีลุกเป็นไฟ!! และยังเป็นการกลับมาแสดงร่วมกันบนเวทีอีกครั้งในรอบ 3 ปี ของ FIIXD, 1MILL, DIAMOND MQT, ทีม PD และศิลปินจากค่าย “HYPE TRAIN” ได้แก่ NINO, BEN BIZZY, SIRPOPPA, SPRITE, OG BOBBY, DON KIDS, HUMBLEP คู่หูแรปเปอร์เจ้าของเพลงฮิต ZENTYARB, K.AGLET และแรปเปอร์มาแรงอย่าง “DHAVISION” ได้แก่ PERCY, 4ouryou, YUNGTARR, CHXID! พร้อมเปิดตัว 8 Finalists จากโปรเจกต์ “THE NEXT HYPE AUDITION” ได้แก่ BABY ROCKY (เบบี้ ร็อคกี้), ARTRILLA (อาร์ตทริลล่า),nakkinpak (นักกินผัก), FUTXRE (ฟิวเจอร์), 1ST (วันเอสที), Shotty J (ช็อทตี้ เจ), YOUNGCHIANG (ยังเชียง) และ Mega Perk (เมก้า เพิร์ค) เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ณ SPACEPLUS

ฟังบทสัมภาษณ์นักแสดง “Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” ภาพยนตร์ไทยกลิ่นอายบอลลีวูดจาก prime video

“Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการผสมผสานความเป็นอินเดียเข้ามาไว้ในภาพยนตร์ไทย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนผสมที่แปลกใหม่สำหรับวงการหนังไทย ที่สำคัญคือเนื้อเรื่องที่พูดกับคนทั่วโลก ไม่ว่าใครดูก็อิน ด้วยเนื้อเรื่องที่พูดถึงแฟนเก่า ซึ่งเมื่อบวกเข้ากับพล็อตเรื่องที่มีความชุลมุนและวิธีการเล่าเรื่องที่สนุก ก็ยิ่งทำให้เพิ่มอรรถรสให้น่าติดตามยิ่งขึ้น” พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าว เบลล่า-ราณี แคมเปน เล่าถึงความรู้สึกในการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า  “การถ่ายทำในครั้งนี้เบลรู้สึกว่าท้าทายแทบทุกฉากเลยค่ะ นึกว่าถ่ายหนังแอ็กชั่นอยู่ มีฉากที่ต้องใส่ส้นสูงวิ่งเยอะมาก แต่หนึ่งในเรื่องที่เปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับเบลคือการเรียนเต้น ‘Sangeet’ ในพิธีแต่งงานแบบอินเดียที่ทุกคนต้องเต้นไปด้วยกัน เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับทีมงานทั้งไทยและอินเดียในหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ค่ะ” ขณะที่ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี กล่าวถึงการเตรียมตัวอย่างหนักหน่วงเพื่อรับบทในครั้งนี้ และความรู้สึกที่ได้ร่วมแสดงนำว่า “นอกจากพวกเราจะต้องเรียนเต้นแบบอินเดีย ซึ่งท้าทายมากๆ แล้ว ผมเองยังต้องเรียนอีกสารพัดอย่างเลยครับ เพราะตัวละครของผมเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายและเป็นความสามารถที่คนทั่วไปทำไม่ได้ ซึ่งก็จะสร้างความสนุกให้กับคนดูเวลาได้เห็นตัวละครตัวนี้ และก็เป็นความสนุกของผมเองด้วยที่ได้ลองทำหลายอย่างในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ผมคิดว่าโอกาสที่จะได้เล่นหนังไทยที่มีกลิ่นอายแบบบอลลีวูดแบบนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่อาจจะที่มีแค่ครั้งเดียวในชีวิตเลย หวังว่าคนดูจะชอบและมีความสุขไปกับหนังเรื่องนี้ครับ” โดยที่ พฤกษ์ เอมะรุจิ ยังได้กล่าวเสริมว่า “การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้สตรีมบน Prime Video เป็นโอกาสดีที่น่าตื่นเต้น ในฐานะผู้กำกับ รู้สึกภูมิใจที่ผลงานของเราและทีมงานทุกคนจะได้นำเสนอสู่สายตาผู้ชมมากกว่า 240 ประเทศ และเป็นอีกก้าวสำคัญของภาพยนตร์ไทยในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่แตกต่าง มีความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่ผู้ชมคนไทยหรือคนอินเดีย แต่มีศักยภาพในการไปถึงผู้ชมทั่วโลก” นอกจากนี้  โจอี้ ลิม senior manager of content acquisition, SEA ของ Prime Video พร้อมด้วยทีมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ราชวิน นฤหล้า, กุลเทพ นฤหล้า และ พรชัย ว่องศรีอุดมพร ยังได้ร่วมถ่ายภาพบนเวทีร่วมกันกับนักแสดงนำทั้ง 6 คน ก่อนที่จะร่วมชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ร่วมกันในโรงภาพยนตร์ ติดตามเรื่องราวชุลมุนเฮฮาว้าวุ่นใจ ในงานแต่งแบบอินเดียของแฟนเก่า 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ Prime Video เท่านั้น

QATAR AIRWAYS สายการบินที่ดีที่สุดในโลก เลือกเมนูอาหารไทยเสิร์ฟบนเครื่อง!

กาตาร์ แอร์เวย์ส สายการบินที่ได้รับการจัดอันดับจาก Skytrax ให้เป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก พร้อมครองตำแหน่งสายการบินยอดเยี่ยมถึง 7 ปีซ้อน ได้จับมือกับเชฟชาวไทยระดับมิชลินสตาร์ รังสรรค์เมนูอาหารไทยเสิร์ฟผู้โดยสารบนเครื่อง  อาหารไทยนั้นถือเป็นอีกหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่คนทั่วโลกให้การยอมรับมาอย่างยาวนาน และยังได้รับรางวัลอาหารที่อร่อยติดอันดับโลกในหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงพะเเนงได้รับอันดับ 1 อาหารสตูว์ที่ดีที่สุดในโลก 2023 จากเว็บไซต์ TasteAtlas หรือจะเป็นแกงมัสมั่นได้รับอันดับ 1 อาหารที่ดีที่สุดในโลก 2021 จากเว็บไซต์ CNN Travel และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ทางกาตาร์ แอร์เวย์ส ได้จับมือกับ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟไทยชื่อดังเจ้าของร้านอาหาร “ฤดู” (Le Du) ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว ที่เพิ่งคว้ารางวัลร้านอาหารอันดับ 1 แห่งเอเชีย Asia’s 50 Best Restaurants 2023 มาหมาดๆ  มาร่วมครีเอตเมนูอาหารไทยสุดพิเศษ ผสานความคลาสสิกเข้ากับการสร้างสรรค์สมัยใหม่กลายเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตามแบบฉบับของ Le Du อย่าง กุ้งเเม่น้ำ (Le Du River Prawn),​ ฉู่ฉี่กุ้งมังกร (Lobster Curry), แกงซี่โครงเนื้อ (Beef Short Rib Curry) และตบท้ายเป็นเมนูอาหารหวานอย่าง สาคูมะพร้าว (Coconut Sago)  โดยเมนูสุดพิเศษนี้จะเริ่มเสิร์ฟให้แก่ผู้โดยสารชั้นธุรกิจตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 เป็นต้นไป ภายใน 6 เส้นทางการบินในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น (ไทย-โดฮา, โดฮา-ไทย, ไทย-ฮ่องกง, ฮ่องกง-ไทย, ไทย-สิงคโปร์, สิงคโปร์-ไทย)

เอะอะก็ซอฟต์ พาวเวอร์!

พอได้เห็นนโยบายของท่าน รมว.กระทรวงวัฒนธรรมที่ประกาศออกมาหมาดๆ ผ่านสื่อโซเชียล หลายคนอาจเผลออุทาน WTF! (Welcome to Facebook) ออกมาโดยไม่ตั้งใจ  นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” แก้จน-กระตุ้นเศรษฐกิจ มันคืออะไรกันแน่? แค่อ่านผ่านๆ ก็ไม่เข้าใจซะด้วย ในโซเชียลก็คอมเมนต์กันว้าวุ่นเลยทีนี้ ร้อนถึงท่าน เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกมาขยายความเพิ่มเติมผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย พอจะจับใจความได้ดังนี้ นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” นั้นตั้งใจจะต่อยอดจากโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ที่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายซิกเนเจอร์ของทางพรรคเพื่อไทยในอดีต แต่ในครั้งนี้ จะเป็นการเฟ้นหาคนที่มีความสามารถแต่ขาดต้นทุนจำนวน 20 ล้านคน มาพัฒนาสกิล เพิ่มทักษะโปรโมทเป็นรายครอบครัว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักก็คือครอบครัวที่มีรายได้รวมต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านคัดเลือกครอบครัวที่ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาความรู้ และต้นทุน เพื่อให้ประชาชนสร้างรายในการประกอบอาชีพต่อไป…  แม้จะได้รับการขยายความจากท่านเสริมศักดิ์แล้ว หลายคนก็ยังไม่เก็ตอยู่ดีว่าการตีความและนำคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” มาใช้ ในมุมมองของคน 20 ล้านคนมันจะตรงตามกรอบนโยบายที่กระทรวงวัฒนธรรมตั้งไว้หรือเปล่า … ท่ามกลางความว้าวุ่นนี้ The Attraction ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ “สาธิต กาลวันตวานิช” (ผู้ร่วมก่อตั้ง “ฟีโนมีนา” โปรดักชั่นเฮ้าส์แถวหน้าของประเทศไทย และยังเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Propaganda กับผลิตภัณฑ์มิสเตอร์พี MR.P ที่ใส่ความกวน ตลกปนทะลึ่งแบบไทยๆ ไว้ในผลงานจนเป็นที่ถูกใจตลาดโลก) เกี่ยวกับประเด็นซอฟต์ พาวเวอร์ที่อาจจะถูกเอามาใช้กันแบบพร่ำเพรื่อเกินพอดีในปัจจุบัน … Q : มีความคิดเห็นอย่างไรกับคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์”  A : ผมได้ยินครั้งแรกน่าจะเกือบสิบปีมาแล้ว โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมโฆษณาไทย ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 30-40 ปีก่อนยังไม่ได้เติบโตและได้รับการยอมรับในระดับสากลเหมือนปัจจุบัน เรียกได้ว่าไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับเวทีระดับโลกอย่างเทศกาลเมืองคานส์ และอื่นๆ เลย เอาแค่โอกาสจะได้รางวัลเหรียญบรอนซ์ก็ยังเกินเอื้อมเลย จนกระทั่ง เราฉีกจากกรอบเดิมใช้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนและไม่ได้ผ่านการหล่อหลอมจากวงการมาก่อน กลายเป็นความแปลกใหม่ที่สร้างชื่อให้โฆษณาไทยจนงานโฆษณาแบบไทยๆ ไทยกลายเป็นที่จับตาของคนทั้งโลก  https://www.youtube.com/watch?v=_Kmh4BbJPz8 Q : เรียกได้ว่าสร้างอิทธิพลและเทรนด์โฆษณาในระดับโลกได้เลย A : ใช่ครับ ใครจะไปคิดว่ายุโรปยังเลียนแบบแนวทางโฆษณาและอารมณ์ขันแบบไทย ใครจะคิดว่ายุโรป หรืออเมริกาใต้ที่ครองบัลลังก์โฆษณาระดับโลกจะหันมามองโฆษณาบ้านเราและตั้งข้อสงสัยว่า “เอ๊ะ ! มันเกิดอะไรขึ้นในเอเชีย” เพราะสิ่งที่วงการโฆษณาไทยนั้นนำเสนอมันส่งผลให้ต่างประเทศหันมาลองทำตาม จนกลายเป็น “เทรนด์ เซ็ตเตอร์” ของโลก จนถึงวันนี้หลายๆ คนเริ่มรู้จักคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” กันมากขึ้นแล้วซึ่งผมไม่อยากให้ทุกคนหลงกับคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” แต่อยากให้สนใจกับเนื้อหาสาระสำคัญที่ว่าเรามีความทะเยอทะยาน

บอกเลยของโคตรดี!  ONE PIECE เวอร์ชั่นคนแสดงใน Netflix

บ่อยครั้งที่อนิเมะขวัญใจวัยเด็กของเรา เมื่อถูกเอามาทำเป็นหนังหรือซีรีส์เวอร์ชั่นที่ใช้คนจริงแสดง มักจะถ่ายทอดออกมาได้ “ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน” ที่แฟนๆ คาดหวังเอาไว้   แต่สำหรับ One Piece ฉบับ Live Action ซีซั่นแรกนี้ ต่างได้รับเสียงชื่นชมว่า “ดี” แบบเหนือคาด โดยเฉพาะการให้เกียรติลงมาสิงหน้าจอมอนิเตอร์ แคสต์นักแสดง และดูภาพรวมที่ อาจารย์เออิจิโร โอดะ เข้ามามีส่วนร่วมในซีรีส์นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายทอดโดยใช้คนแสดง จะทำออกมาได้ใกล้เคียงกับจินตนาการของคนวาดฉบับอนิเมะมากที่สุด โดยที่ทาง Netflix นั้นให้อำนาจกับอาจารย์โอดะศิลปินผู้วาดมังงะ One Piece อย่างเต็มที่ และรับปากว่าจะไม่ปล่อยซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายจนกว่าอาจารย์โอดะจะพอใจ โดยเสียงชื่นชมอันดับแรกก็คือการแคสติ้งนักแสดง ที่มีคาแรกเตอร์หลากหลายเชื้อชาติสอดคล้องตามเนื้อเรื่องในมังงะ  1.โรโรโนอา โซโร – Mackenyu Maeda นักแสดงชาวญี่ปุ่นที่เคยเล่นหนัง Ruroni Kenshin เวอร์ชั่นคนแสดงจริงของ Netflix มาก่อน  2.นามิ – Emily Rudd นักแสดงสาวชาวอเมริกัน  3.มังกี้ ดี ลูฟี่ – Iñaki Godoy นักแสดงวัย 20 ปีชาวเม็กซิกัน  4.อุซบ – Jacob Romero Gibson นักแสดงชาวอเมริกัน 5.ซันจิ – Taz Skylar นักแสดงลูกครึ่งอาหรับ-อังกฤษ    อีกเรื่องที่แฟนๆ ยกนิ้วให้ก็คือเสียงพากย์ที่แม้จะเป็นคนละทีมกับฉบับอนิเมะ แต่เสียงพากย์ไทยฉบับ Live Action ในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็ทำได้แบบไร้ที่ติ  “มังกี้ ดี ลูฟี่” ให้เสียงโดย “ม็อบ กิตติธร พันธ์โคกกรวด” เจ้าของเสียงตัวละคร “นาโอโตะ” จาก Tokyo Revengers, “เว่ยอิง” จาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร  “โรโรโนอา โซโร” นั้น จะได้ “บอส อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา” จาก โจโจ ล่าข้ามศตวรรษ “นามิ” จะพากย์โดย “ณ ปุญญ์ ขวัญกมล ขาวไพศาล” จากผลงานให้เสียงตัวละคร “เนเน่”

“ยาดมหงส์ไทย” พลังหอมชื่นใจแบบไทยๆ ที่ทั่วโลกพร้อมใจดม

คล้อยหลังจากที่ “มินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์” เมมเบอร์ชาวไทยของวง (G)idle เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแดนกิมจิ ให้สัมภาษณ์กับ ELLE KOREA ถึงไอเท็มเด็ดที่ต้องมีคือ “ยาดมหงส์ไทย” ตามติดด้วย “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า BLACKPINK” สาวไทยสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีชื่อดังระดับโลกหยิบมาใช้ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 26 ปี แบบส่วนตัวกับครอบครัวและเพื่อนสนิทเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเพื่อนของ “ลิซ่า” ได้ลงรูปในอินสตาแกรม @aantpw ซึ่งมีอยู่รูปหนึ่งเผยให้เห็น “ลิซ่า” ถือ “ยาดมหงส์ไทย” แบบหลอด ในมืออย่างชัดเจน โดยปรกติแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ยาดมมักคุ้นเคยว่า “ยาดมหงส์ไทย” มีรูปทรงเป็นแบบกระปุก โดยที่หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่า  “ยาดมหงส์ไทย” มีแบบหลอดที่สะดวกในการพกพามาก่อนด้วย ยิ่งทำให้เกิดการกระตุ้นแห่ซื้อตามกันยกใหญ่จน TikTok ของแบรนด์ @hongthaibrand ทำคอนเทนต์ เปิดเผยว่า สิ่งที่อยู่ในมือ “ลิซ่า” คือ “ยาดมสมุนไพรหมัก” แบบหลอด มี 2 ด้าน ราคาหลอดละ 28 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานใหญ่ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ขออภัยลูกค้า เนื่องจากกระแสตอบรับสินค้าดีมากจนสต็อกหมด เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ “ลิซ่า” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ช่วยให้สินค้าของไทยฟีเวอร์ขายดีขึ้น อย่างที่เคยเป็นปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การสวม “ชฎา” ในมิวสิกวิดิโอเพลงเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยว LALISA รวมทั้งการพูดถึง “ลูกชิ้นยืนกิน” ในรายการทอล์กเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ “ลูกชิ้นยืนกิน” ของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง “เก่ง–ธีระพงศ์ ระบือธรรม” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด วัย 47 ปี กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ “ยาดมหงส์ไทย” เริ่มมาตั้งตี่ 2548 จนปีนี้มีอายุย่างเข้าปีที่ 18 แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้พยายามทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติมาตลอดคือ มีการยอมรับในระดับสากล เพราะถ้าชาวต่างชาติซื้อ “ยาดมหงส์ไทย” นั่นแปลว่าลูกค้าได้สินค้าคุณภาพ เกิดการยอมรับไม่ใช่แค่บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมาเหล่านางงามก็ติดต่อเข้ามาเพื่อนำสินค้าไปแจกเพื่อนนางงาม ตรงนี้จึงเป็นความภูมิใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่ช่วยกันเผยแพร่ความสามารถและสินค้าแบบไทยๆ ที่มีเอกลักษณ์ “จริงๆ แล้ว การผลิตสินค้าออกมาทุกครั้ง เรามีเรื่องของอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ตัวตน และที่สำคัญคือไม่เหมือนใคร วันนี้เรายังอยากจะทำให้ลูกค้าทั่วประเทศได้จดจำสิ่งที่หงส์ไทยอยากจะสื่อคือ คนไทย สี ขวด เสน่ห์ ลักษณะ และกลิ่น โดยเฉพาะยาดมหงส์ไทยกระปุกสีเขียวฉลากสีเหลืองที่ขายดีที่สุดก็พัฒนากลิ่นมาแล้วมากกว่า

“แมนสรวง” มหรสพแห่งกิเลสและกลลวง แสงสว่างหนัง SOFT POWER ไทยในเวทีโลก!?

ถ้าใครได้ดู Trailerภาพยนตร์ “แมนสรวง” ที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมทาง Youtube แล้ว คงจะได้เห็นถึงความสวยงามของงานอาร์ตไดเรคชั่นอันโดดเด่นชนิดกระแทกเบ้าตา ที่ไม่ว่าจะกดหยุดคลิปตอนไหนองค์ประกอบภาพก็ออกมาสวยราวกับรูปถ่ายที่มีการจัดวางไว้เป็นอย่างดี  ความสวยงามความอลังการของฉากนั่นมันก็เป็นเพียงส่วนนึง แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้สร้างบรรทัดฐานเอาไว้ก็คือการทุ่มลงทุนในโปรดักชั่นส์ของหนังที่เห็นได้จากชื่อของทีมงานที่อยู่ในตอนท้าย End Credits จำนวนกว่า 1,200 คน  โปรเจกต์นี้ได้รวมคนเก่งๆ ให้มาทำงานร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการร่วมมือของ 3 ผู้กำกับคือ กฤษดา วิทยาขจรเดช, ชาติชาย เกษนัส และ ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน พร้อมทีมนักแสดงแห่งยุคอย่าง มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, น็อต ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม, พง พงศกร พลสันติกุล และ อรอนงค์ ปัญญาวงค์ ฯลฯ https://www.youtube.com/watch?v=YrqMcFD1osQ&t=2shttps://www.youtube.com/watch?v=gmGW87TFuao เสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นน่าติดตามก็คือ การผสานเรื่องราวของภาพยนตร์แนวสืบสวนไขปริศนาฆาตกรรมเข้ากับการพาผู้ชมไปย้อนประวัติศาสตร์สู่ยุคปลายของช่วงรัชกาลที่ 3 ที่สอดแทรกมนตร์เสน่ห์ความเป็นไทยในยุคนั้นไว้แทบทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการร่ายรำของตัวแสดงนำในเรื่องนี้ ที่เป็นหนึ่งในความบันเทิงหลัก ณ สถานเริงรมย์ที่ชื่อว่า “แมนสรวง” ซึ่ง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ที่รับบท เขม นายรำในเรื่อง ต้องเข้าคลาสร่ายรำนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เข้าถึง insight การสวมบทบาทเป็นนายรำแห่งแมนสรวง โดยที่ไม่ใช้นักแสดงแทนเลย ทั้งยังต้องลดน้ำหนัก ปรับรูปร่างมวลกล้ามเนื้อให้คล้ายกับคนยุคก่อนอีกด้วย  ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ตั้งใจอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Soft Power เผยแพร่ความเป็นไทย สอดแทรกวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตานานาประเทศแบบเรียบเนียน จึงได้ตัดสินใจของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม  ที่มีงบสำหรับส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในปี 2566 จำนวนกว่า 970 ล้านบาท  แม้จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งออกเป็น งบสำหรับโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 893 ล้านบาท, โครงการด้านการต่างประเทศ 20 ล้านบาท และใช้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ราว 58 ล้านบาท  ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากระทรวงวัฒนธรรม นอกจากเรื่องแมนสรวงแล้ว