Skip links

Editor’s Pick

บอกเลยของโคตรดี!  ONE PIECE เวอร์ชั่นคนแสดงใน Netflix

บ่อยครั้งที่อนิเมะขวัญใจวัยเด็กของเรา เมื่อถูกเอามาทำเป็นหนังหรือซีรีส์เวอร์ชั่นที่ใช้คนจริงแสดง มักจะถ่ายทอดออกมาได้ “ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน” ที่แฟนๆ คาดหวังเอาไว้   แต่สำหรับ One Piece ฉบับ Live Action ซีซั่นแรกนี้ ต่างได้รับเสียงชื่นชมว่า “ดี” แบบเหนือคาด โดยเฉพาะการให้เกียรติลงมาสิงหน้าจอมอนิเตอร์ แคสต์นักแสดง และดูภาพรวมที่ อาจารย์เออิจิโร โอดะ เข้ามามีส่วนร่วมในซีรีส์นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายทอดโดยใช้คนแสดง จะทำออกมาได้ใกล้เคียงกับจินตนาการของคนวาดฉบับอนิเมะมากที่สุด โดยที่ทาง Netflix นั้นให้อำนาจกับอาจารย์โอดะศิลปินผู้วาดมังงะ One Piece อย่างเต็มที่ และรับปากว่าจะไม่ปล่อยซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายจนกว่าอาจารย์โอดะจะพอใจ โดยเสียงชื่นชมอันดับแรกก็คือการแคสติ้งนักแสดง ที่มีคาแรกเตอร์หลากหลายเชื้อชาติสอดคล้องตามเนื้อเรื่องในมังงะ  1.โรโรโนอา โซโร – Mackenyu Maeda นักแสดงชาวญี่ปุ่นที่เคยเล่นหนัง Ruroni Kenshin เวอร์ชั่นคนแสดงจริงของ Netflix มาก่อน  2.นามิ – Emily Rudd นักแสดงสาวชาวอเมริกัน  3.มังกี้ ดี ลูฟี่ – Iñaki Godoy นักแสดงวัย 20 ปีชาวเม็กซิกัน  4.อุซบ – Jacob Romero Gibson นักแสดงชาวอเมริกัน 5.ซันจิ – Taz Skylar นักแสดงลูกครึ่งอาหรับ-อังกฤษ    อีกเรื่องที่แฟนๆ ยกนิ้วให้ก็คือเสียงพากย์ที่แม้จะเป็นคนละทีมกับฉบับอนิเมะ แต่เสียงพากย์ไทยฉบับ Live Action ในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็ทำได้แบบไร้ที่ติ  “มังกี้ ดี ลูฟี่” ให้เสียงโดย “ม็อบ กิตติธร พันธ์โคกกรวด” เจ้าของเสียงตัวละคร “นาโอโตะ” จาก Tokyo Revengers, “เว่ยอิง” จาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร  “โรโรโนอา โซโร” นั้น จะได้ “บอส อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา” จาก โจโจ ล่าข้ามศตวรรษ “นามิ” จะพากย์โดย “ณ ปุญญ์ ขวัญกมล ขาวไพศาล” จากผลงานให้เสียงตัวละคร “เนเน่”

“ยาดมหงส์ไทย” พลังหอมชื่นใจแบบไทยๆ ที่ทั่วโลกพร้อมใจดม

คล้อยหลังจากที่ “มินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์” เมมเบอร์ชาวไทยของวง (G)idle เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแดนกิมจิ ให้สัมภาษณ์กับ ELLE KOREA ถึงไอเท็มเด็ดที่ต้องมีคือ “ยาดมหงส์ไทย” ตามติดด้วย “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า BLACKPINK” สาวไทยสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีชื่อดังระดับโลกหยิบมาใช้ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 26 ปี แบบส่วนตัวกับครอบครัวและเพื่อนสนิทเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเพื่อนของ “ลิซ่า” ได้ลงรูปในอินสตาแกรม @aantpw ซึ่งมีอยู่รูปหนึ่งเผยให้เห็น “ลิซ่า” ถือ “ยาดมหงส์ไทย” แบบหลอด ในมืออย่างชัดเจน โดยปรกติแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ยาดมมักคุ้นเคยว่า “ยาดมหงส์ไทย” มีรูปทรงเป็นแบบกระปุก โดยที่หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่า  “ยาดมหงส์ไทย” มีแบบหลอดที่สะดวกในการพกพามาก่อนด้วย ยิ่งทำให้เกิดการกระตุ้นแห่ซื้อตามกันยกใหญ่จน TikTok ของแบรนด์ @hongthaibrand ทำคอนเทนต์ เปิดเผยว่า สิ่งที่อยู่ในมือ “ลิซ่า” คือ “ยาดมสมุนไพรหมัก” แบบหลอด มี 2 ด้าน ราคาหลอดละ 28 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานใหญ่ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ขออภัยลูกค้า เนื่องจากกระแสตอบรับสินค้าดีมากจนสต็อกหมด เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ “ลิซ่า” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ช่วยให้สินค้าของไทยฟีเวอร์ขายดีขึ้น อย่างที่เคยเป็นปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การสวม “ชฎา” ในมิวสิกวิดิโอเพลงเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยว LALISA รวมทั้งการพูดถึง “ลูกชิ้นยืนกิน” ในรายการทอล์กเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ “ลูกชิ้นยืนกิน” ของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง “เก่ง–ธีระพงศ์ ระบือธรรม” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด วัย 47 ปี กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ “ยาดมหงส์ไทย” เริ่มมาตั้งตี่ 2548 จนปีนี้มีอายุย่างเข้าปีที่ 18 แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้พยายามทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติมาตลอดคือ มีการยอมรับในระดับสากล เพราะถ้าชาวต่างชาติซื้อ “ยาดมหงส์ไทย” นั่นแปลว่าลูกค้าได้สินค้าคุณภาพ เกิดการยอมรับไม่ใช่แค่บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมาเหล่านางงามก็ติดต่อเข้ามาเพื่อนำสินค้าไปแจกเพื่อนนางงาม ตรงนี้จึงเป็นความภูมิใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่ช่วยกันเผยแพร่ความสามารถและสินค้าแบบไทยๆ ที่มีเอกลักษณ์ “จริงๆ แล้ว การผลิตสินค้าออกมาทุกครั้ง เรามีเรื่องของอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ตัวตน และที่สำคัญคือไม่เหมือนใคร วันนี้เรายังอยากจะทำให้ลูกค้าทั่วประเทศได้จดจำสิ่งที่หงส์ไทยอยากจะสื่อคือ คนไทย สี ขวด เสน่ห์ ลักษณะ และกลิ่น โดยเฉพาะยาดมหงส์ไทยกระปุกสีเขียวฉลากสีเหลืองที่ขายดีที่สุดก็พัฒนากลิ่นมาแล้วมากกว่า

“แมนสรวง” มหรสพแห่งกิเลสและกลลวง แสงสว่างหนัง SOFT POWER ไทยในเวทีโลก!?

ถ้าใครได้ดู Trailerภาพยนตร์ “แมนสรวง” ที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมทาง Youtube แล้ว คงจะได้เห็นถึงความสวยงามของงานอาร์ตไดเรคชั่นอันโดดเด่นชนิดกระแทกเบ้าตา ที่ไม่ว่าจะกดหยุดคลิปตอนไหนองค์ประกอบภาพก็ออกมาสวยราวกับรูปถ่ายที่มีการจัดวางไว้เป็นอย่างดี  ความสวยงามความอลังการของฉากนั่นมันก็เป็นเพียงส่วนนึง แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้สร้างบรรทัดฐานเอาไว้ก็คือการทุ่มลงทุนในโปรดักชั่นส์ของหนังที่เห็นได้จากชื่อของทีมงานที่อยู่ในตอนท้าย End Credits จำนวนกว่า 1,200 คน  โปรเจกต์นี้ได้รวมคนเก่งๆ ให้มาทำงานร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการร่วมมือของ 3 ผู้กำกับคือ กฤษดา วิทยาขจรเดช, ชาติชาย เกษนัส และ ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน พร้อมทีมนักแสดงแห่งยุคอย่าง มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, น็อต ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม, พง พงศกร พลสันติกุล และ อรอนงค์ ปัญญาวงค์ ฯลฯ https://www.youtube.com/watch?v=YrqMcFD1osQ&t=2shttps://www.youtube.com/watch?v=gmGW87TFuao เสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นน่าติดตามก็คือ การผสานเรื่องราวของภาพยนตร์แนวสืบสวนไขปริศนาฆาตกรรมเข้ากับการพาผู้ชมไปย้อนประวัติศาสตร์สู่ยุคปลายของช่วงรัชกาลที่ 3 ที่สอดแทรกมนตร์เสน่ห์ความเป็นไทยในยุคนั้นไว้แทบทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการร่ายรำของตัวแสดงนำในเรื่องนี้ ที่เป็นหนึ่งในความบันเทิงหลัก ณ สถานเริงรมย์ที่ชื่อว่า “แมนสรวง” ซึ่ง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ที่รับบท เขม นายรำในเรื่อง ต้องเข้าคลาสร่ายรำนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เข้าถึง insight การสวมบทบาทเป็นนายรำแห่งแมนสรวง โดยที่ไม่ใช้นักแสดงแทนเลย ทั้งยังต้องลดน้ำหนัก ปรับรูปร่างมวลกล้ามเนื้อให้คล้ายกับคนยุคก่อนอีกด้วย  ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ตั้งใจอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Soft Power เผยแพร่ความเป็นไทย สอดแทรกวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตานานาประเทศแบบเรียบเนียน จึงได้ตัดสินใจของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม  ที่มีงบสำหรับส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในปี 2566 จำนวนกว่า 970 ล้านบาท  แม้จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งออกเป็น งบสำหรับโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 893 ล้านบาท, โครงการด้านการต่างประเทศ 20 ล้านบาท และใช้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ราว 58 ล้านบาท  ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากระทรวงวัฒนธรรม นอกจากเรื่องแมนสรวงแล้ว

“หอมกลิ่นความรัก” ซีรีส์วายพีเรียดย้อนยุค ย้ำคุณภาพไทยแลนด์คือเบอร์ 1 จักรวาลซีรีส์ BL

จากวันแรกที่มีการเปิดตัว  Love Sick The Series ในปี 2014 ที่ตีคู่กันมากับซีรีส์ ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ในปี 2013-2015 ก็เป็นเหมือนการกรุยทางสู่จักรวาลความยิ่งใหญ่ของซีรีส์วายไทย ที่เปิดตัวนักแสดงคู่จิ้นหลายคู่สู่สายตาแฟนๆ สร้างชื่อเสียงและจุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ซีรีส์ BL ไทย จนมีแฟนคลับขยายตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ย้อนไป 3 ปี จำนวนซีรีส์วายไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 มีซีรีส์วายออกฉายมากกว่า 24 เรื่อง ปี 2021 ก็เพิ่มเป็นจำนวนกว่า 47 เรื่อง และล่าสุดในปี 2022 ที่มีซีรีส์วายออกมาให้ได้ชมกันกว่า 70 เรื่องเลยทีเดียว โดยก้าวสำคัญก็คือการที่ GMM TV เข้ามาลุยธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการของคอนเทนต์วายในประเทศไทย ทั้งหนังและซีรีส์ที่ออกสู่สายตาผู้ชมในวงกว้าง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศ เนื้อหาที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์วายไทย ที่หาชมไม่ได้ในประเทศอื่น แม้ว่า “ซีรีส์วาย” จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งของประเทศ สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อันมหาศาล แต่เราก็ยังไม่เห็นแนวทางหรือนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจนเท่าไรนัก… The Attraction ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตี๋-บัณฑิต สินธนภารดี ผู้กำกับซีรีส์วายจากค่าย Dee Hup House ที่สร้างผลงานคุณภาพอย่าง TharnType the Series เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซะดีๆ (ภาค 1), นับสิบจะจูบ Lovely Writer, ผมกับผีในห้อง Something in My Room, ค่อยๆ รัก Step by Step และล่าสุดเรื่อง หอมกลิ่นความรัก ที่กำลังออนแอร์ให้แฟนๆ ได้รับชมอยู่ในขณะนี้ ตี๋ได้พูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม BL ไทยว่ามีแนวโน้มในการการเติบโตที่สูงมาก มีหลายค่ายละครที่หันมาผลิตละครแนวนี้และสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จในสายตาชาวโลก แม้ว่าคอนเทนต์วายอาจจะยังไม่ได้แมสเท่ากับละครอื่นทั่วไป แต่ก็ถือว่าก็ยังอยู่ในจุดที่ดี เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่มีหลายส่วนเริ่มเข้ามาร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ค่ายละครสายวายในไทยนั้นมีหลายสิบค่าย ในแต่ละปีประเทศไทยจะสามารถส่งคอนเทนต์ BL ได้ไม่ต่ำกว่า 100 เรื่อง

ส่องปรากฏการณ์ “มิสทิน” ซอฟต์พาวเวอร์เครื่องสำอางไทย มัดใจหมวย-ตี๋ชาวจีน

เป็นเวลา 35 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2531 ที่คนไทยคุ้นชินกับสโลแกนแบรนด์เครื่องสำอางไทยคำหนึ่งว่า “มิสทิน…มาแล้วค่ะ” ซึ่งผ่านการคิดอย่างละมุนจาก “ราชาขายตรงของเมืองไทย” คือ “ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์” อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทยทั่วประเทศผ่านธุรกิจระบบขายตรง ประกอบกับการเห็นโอกาสในตลาดเครื่องสำอางที่ในยุคนั้นยังถือเป็นสินค้าราคาแพง หาซื้อยาก และต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น “ดร.อมรเทพ” จึงคิดมุมกลับด้วยการทำให้เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่หาซื้อง่าย มีราคาที่เหมาะสม พร้อมดำเนินการค้าขายแบบธุรกิจขายตรง ผนวกกับการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ควบคู่กัน การดำเนินธุรกิจของ “มิสทิน” ภายในประเทศเป็นไปอย่างเติบโตและต่อเนื่องทั้งยอดขายและยอดสมาชิก จนกระทั่งปี 2548 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” บุตรชายซึ่งเข้ามารับไม้ต่อดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มทำการตลาดใหม่ที่ท้าทายขึ้นโดยเปิดตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเริ่มต้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ล่าสุดในปี 2559 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” เริ่มพบสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นโอกาสในการบุกตลาดเมืองจีน นั่นคือคนจีนนิยมแบรนด์ “มิสทิน” เป็นจำนวนมากจนถึงขั้นมีพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนนำไปขายในอีมาร์เก็ตเพลสอย่าง Tmall ในเครืออาลีบาบากรุ๊ป แพล็ตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีนมากกว่า 4 พันร้านค้าในขณะนั้น นอกจากนั้น “มิสทิน” ยังเป็นหนึ่งใน Wishlist (สิ่งที่อยากได้) ที่คนจีนนิยมซื้อฝากเพื่อนเมื่อมาท่องเที่ยวเมืองไทยอีกด้วย ดนัย ดีโรจนวงศ์ (ภาพจาก Hello! Thailand) เขาจึงร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชาวจีน จัดตั้งบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ไชน่า) จำกัด นำเข้าเครื่องสำอาง “มิสทิน” ในหมวดเมคอัพไปเปิดตลาดในจีนอย่างเป็นทางการผ่าน Tmall เป็นช่องทางแรก ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ การทำตลาดจีนในหมวดเครื่องสำอางต้องขอใบอนุญาต The China Food and Drug Administration (CFDA) ในการทำธุรกิจแบบ B2B เพื่อกระจายสินค้าจำหน่ายทุกช่องทางในจีน ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้รับใบอนุญาต ซึ่งในมุมธุรกิจคือการเสียโอกาสทางการค้า เพราะตลาดเมคอัพในจีนมีมูลค่าสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาท เติบโต 2-3 เท่าต่อปี อันเนื่องมาจากสาวจีนที่เริ่มหันมาแต่งหน้ากันมากขึ้น ส่วนการจำหน่ายผ่านอีมาร์เก็ตเพลส รัฐบาลถือว่าเป็นการซื้อขายแบบ

แฟนบอลร้องกรี๊ด! หลังทรูอัพราคาแพ็คเกจดูบอลพรีเมียร์ลีกเป็น 2,900 บาท/ปี

ถ้าไล่ดูข้อมูลย้อนหลังก็จะเห็นเลยว่าราคาแพ็คเกจขยับขึ้นแทบทุกปี  ชาวเน็ตหลายคนบ่นว่าราคาสูงเกินไป และแพงขึ้นมากจนซื้อไม่ลง ใครที่ยังลังเลว่าจะเอาไงกะชีวิตดี ลองอ่านข้อมูลเหล่านี้ อาจช่วยประกอบการตัดสินใจของคุณได้ดีขึ้น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น ถือเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในปัจจุบัน มีฐานแฟนบอลกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ในประเทศไทยก็มีแฟนบอลทีมใหญ่ๆ อยู่หลายสิบล้านคน แน่นอนว่า การดูบอลก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผูกติดกับชีวิตของใครหลายคนเข้าไปแล้ว เมื่อตัดสินใจเลือกเชียร์และเป็นแฟนคลับทีมไหน ก็จะยกวิญญาณให้สโมสรนั้นตลอดชีวิตไม่มีเปลี่ยนแปร นี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลที่มากกว่าเกมกีฬา สำหรับแฟนบอลพันธุ์แท้แล้ว ไม่ว่าราคาไหน ก็พร้อมจ่ายแม้จะต้องกัดฟันควักกระเป๋าก็ตาม  จากราคาที่ชาวเน็ตบ่นว่าแพง The Attraction เลยลองไปสำรวจราคาแพ็คเกจดูบอลของประเทศเพื่อนบ้านดูบ้าง ว่าเค้าต้องจ่ายกันคนละเท่าไหร่บ้างนะ เวียดนาม  ค่าแพ็คเกจดูบอล 175,000 ดอง/เดือน  ประมาณ 257 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  98 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 144,000 บาท/ปี  เงินเดือน 12,000 บาท  จ่ายค่าดูบอล 257 บาท คิดเป็น 2.14 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน  อินโดนีเซีย ค่าแพ็คเกจดูบอล 59,000 รูเปีย/เดือน  ประมาณ 136 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  275 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 165,000 บาท/ปี  เงินเดือน 13,750 บาท  จ่ายค่าดูบอล 136 บาท คิดเป็น 0.98 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน    สิงคโปร์ ค่าแพ็คเกจดูบอล 40.36 ดอลล่าร์สิงคโปร์/เดือน  ประมาณ 1,047 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  5.45 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 2,783,000 บาท/ปี  เฉลี่ยเงินเดือน 231,916 บาท  จ่ายค่าดูบอล 1,047 บาท คิดเป็น 0.45 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน  มาเลเซีย ค่าแพ็คเกจดูบอล 99.99 ริงกิต/เดือน  ประมาณ 765 บาท/เดือน  จำนวนประชากร

มีรถยนต์สันดาป ไม่มีกู! เมื่อทั่วโลกวางแผนบอกเลิกรถยนต์ใช้น้ำมัน หันมาดูดปากจ๊วบจ๊าบรถยนต์ EV

รถยนต์สันดาป ไม่ใช่รถยนต์ผาดโผนที่ขับเคลื่อนอยู่บนสันดาบหรือสันมีดอย่างที่บางคนเข้าใจ หากแต่เป็นคำนิยามของรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันในการขับเคลื่อน แม้จะมีข้อดีในเรื่องของการดูแลรักษาที่สามารถทำได้ง่ายกว่า แต่เครื่องยนต์สันดาปนั้นถูกมองเป็น “แบ๊ดบอย” ในสายตาของสิ่งแวดล้อม ที่ปล่อยมลพิษออกมาแบบไม่เคยเกรงใจกันบ้างเลย ในขณะที่ผู้มาใหม่อย่างรถไฟฟ้า EV นั้น เมื่อลองพิจารณาถึงคุณสมบัติ เปรียบเทียบจุดดีจุดด้อย ไม่ว่าจะมองมุมไหน อนาคตใกล้ๆ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ยังไงก็ “มาแน่” ซึ่งหลายประเทศได้วางนโยบายไว้อย่างชัดเจนว่าจะคุมกำเนิดรถยนต์ที่สร้างมลพิษ หันมาสนับสนุนรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าสู่นโยบายพลังงานอย่างยั่งยืนแบบเต็มตัวแทน  โดยประเทศที่ออกตัวเร็วและแรงหยั่งกะโดมินิค โทเร็ตโต้ ก็คือรัฐบาลไวกิ้ง ที่ประกาศกร้าวเลยว่าอีก 2 ปี (2025) “มีรถสันดาป ไม่มีกู” โดยรถใหม่ที่เปิดตัวและวิ่งในประเทศนอร์เวย์ทั้งหมดนั้นต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ 100%  ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านยนตรกรรมอย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ก็ขีดเส้นตายไว้ที่ปี 2030 ว่าจะหันมาใช้พลังงานที่ไม่ปล่อยมลพิษ พร้อมออกมาตรการทางภาษีทั้งบีบทั้งนวด เพื่อบังคับและจูงใจให้ค่ายรถยนต์ทั้งหลายเลิกขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนซะ ฝรั่งเศสและอังกฤษ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน แต่ขอเวลาทำใจอีกหน่อย ตั้งเป้าปี 2040 แทนสำหรับนโยบายห้ามการซื้อขายรถทุกประเภทที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและรถยนต์ที่ใช้ในประเทศทุกคันจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงเท่านั้น ส่วนประเทศไทยเอง นโยบายด้านรถยนต์ไฟฟ้าน่าจะจัดอยู่ในเลเวล “งุ่มง่ามอย่างแยบยล”  คือน่าจะปล่อยให้ประเทศผู้นำของโลกเขาทำกันไปก่อน แบบ “ใครพร้อม ไปก่อนเลย” เราค่อยมาศึกษาพัฒนาข้อดีข้อเสียของประเทศต่างๆ แล้วค่อยมาปรับใช้แบบไทยสไตล์อีกทีนึง โดยนโยบายที่ทางรัฐบาลตั้งเป้าไว้ก็คือ “30@30” จะผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle) ให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 เพื่อเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ  โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะ 725,000 คัน รถจักรยานยนต์ 675,000 คัน รถบัสและรถบรรทุก 34,000 คัน พร้อมส่งเสริมการผลิตรถประเภทอื่นๆ ได้แก่ สามล้อ เรือโดยสาร และรถไฟระบบราง ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับ ก็ได้กำหนดสร้างสถานี Fast charge 12,000 หัวจ่าย และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 1,450 สถานี ซึ่งปัจจัยชี้วัดว่าประเทศเราจะสามารถทดแทนรถยนต์สันดาปมาเป็น ZEV แบบ 100% ได้เร็วขนาดไหนนั้น เรื่องของราคา-ความคุ้มค่า น่าจะเป็นปัจจัยแรกๆ ที่คนไทยให้ความสำคัญ

พาไปตามรอยซีรีส์ King The Land แบบสมฐานะ เริ่มต้น 0 บาท จนไปจบที่แสนห้า

ยกมือถือขึ้นมาไถหน้าจอเล่นโซเชียล ก็เห็นแต่ Soft Power ประเทศไทยมาเต็มฟีดเลยทีเดียว หลังจากซีรีส์เกาหลี King The Land ที่ติดอันดับ Top 10 ใน Netflix ประเทศไทยมาหลายสัปดาห์ โดยตอนที่พีค และถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือตอนที่ 10 ที่ยกพลตัวเอกของเรื่องเดินทางมาออกทริปท่องเที่ยวที่ประเทศไทย แฟนซีรีส์บ้านเราที่ได้ดูตอนนี้จบต่างรู้สึกปลื้มปริ่ม ที่ภาพลักษณ์ของประเทศถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองของทีมงานเกาหลี ได้อย่างสวยงาม ราวกับว่าเป็นผลงานการสร้างของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังไงยังงั้น แต่ละสถานที่ แต่ละกิจกรรมในหลายซีน มีซอฟต์พาวเวอร์ของชาติไทยสอดแทรกในการดำเนินเรื่องได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ล้วนถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีจนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้หลายคนวางแผนจะออกไปตามรอยซีรีส์ดังในเร็ววัน แต่ช้าก่อน นี่ก็อยู่ในช่วงกลางเดือนแล้ว หากคุณมุ่งมั่นจะตามรอยซีรีส์แบบขาดการยั้งคิด อาจต้องเจอกับวิกฤตการณ์ทางการเงินประจำเดือนที่มาก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้ The Attraction จึงขอพาคุณไปตามรอยซีรีส์แบบมีสติ ไล่เรียงตามกำลังทรัพย์ที่คุณเต็มใจจ่ายได้แบบไม่ขัดสนเดือนชนเดือน 0 บาท ++ วัดอรุณ ทัวร์วัดอรุณ แบบไม่เสียค่าเข้าชม วัดนี้ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมแต่งชุดไทยแบบจัดเต็มมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก คล้ายกันกับนักท่องเที่ยวบ้านเราแต่งชุดฮันบกตอนไปท่องเที่ยวพระราชวังที่เกาหลี ที่นี่ยังมีไอติมชาไทยลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณที่เป็นกระแสไวรัลในช่วงเดือนที่ผ่านมาให้ลิ้มลองอีกด้วย สำหรับสายมู เชื่อกันว่าใครได้มากราบไหว้ ชีวิตจะรุ่งโรจน์ดุจรุ่งอรุณ วัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย 0 บาท ++ เอเชียทีค มาเอเชียทีค แบบเดินเล่นถ่ายรูปชมวิวเฉยๆ มันก็ไม่เสียเงินค่าเที่ยวชมอยู่แล้ว แต่การจะได้ชื่อว่ามาถึงเอเชียทีคแบบ “ของแทร่” นั้นมันต้องสัมผัสประสบการณ์การนั่งชิงช้าสวรรค์ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ซึ่งราคาเครื่องเล่นสำหรับคนไทยก็อยู่ที่ 400 บาท ++ เตรียมเงินไปเผื่อด้วยนะ 0 บาท ++ น้ำพุไอคอนสยาม ชมฟรี การแสดงระบำสายน้ำความยาวกว่า 400 เมตรที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบโดย “Ghesa Water & Art” ผู้ออกแบบน้ำพุมาแล้วกว่า 3,000 โครงการทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศ ผสมผสานเทคนิคการยิงน้ำพุแบบ 2D 3D และ 4D jets ที่สามารถหมุนได้เหมือนจอยสติ๊ก ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศที่ความสูงต่างระดับกัน โดยความสูงระดับสูงสุดจะสูงถึง 35 เมตร ทำการแสดงทุกวัน เวลา 18.30

7 เรื่องราวเบื้องหลัง “ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส” คว้า 7 รางวัลออสการ์ 2023

ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส Everything Everywhere All at Once ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Oscar 2023 ที่ใช้ทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหนังแนวเดียวกันที่พูดถึงเรื่องพหุจักรวาลอย่าง Doctor Strange in the Multiverse of Madness ที่มีทุนสร้าง 7 พันล้านบาทแล้ว ผู้กำกับอย่าง แดเนียล ควาน และ แดเนียล ไชเนิร์ท ถึงกับพูดติดตลกว่า พวกเขาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย “งบข้าวกล่อง” ตอนออกกองของค่ายหนังมาร์เวลเท่านั้น หนังเรื่องนี้แม้จะไม่ได้ใช้ทุนสร้างระดับหนังใหญ่ฟอร์มยักษ์ แต่กลับสร้างผลงานที่ประจักษ์เบ้าตาผู้ชมได้อย่างเหนือจินตนาการ แต่ละฉากนั้นดำเนินเรื่องได้ยากเกินการคาดเดา จากผลงานที่โดดเด่นจนเกินต้านนี้ ส่งผลให้ Everything Everywhere All at Once คว้ารางวัลพร้อมรับขนมจีบซาลาเปาได้แบบ 7-11 นั่นคือชนะเลิศ 7 รางวัล จาก 11 สาขาที่เข้าชิง ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (แดเนียล ควาน และแดเนียล ไชเนิร์ท), ดารานำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (มิเชล โหย่ว), ดาราสมทบฝ่ายชายยอดเยี่ยม (คี ฮุย ควน), ดาราสมทบฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม (เจมี ลี เคอร์ติส), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (Best Original Screenplay) และตัดต่อภาพยอดเยี่ยม (Best Editing) นอกจากเบื้องหน้าที่เปิดโลกความสนุกแบบมัลติเวิร์สแล้ว เบื้องหลังของหนังเรื่องนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน The Attraction จัดมาให้ 7 ข้อเน้นๆ หาอ่านที่ไหนไม่ได้อย่างแน่นอน (โม้) 1. การใช้ภาษาของแต่ละตัวละคร มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่องเป็นอย่างมาก เอเวลิน (มิเชล โหย่ว) พูดกับพ่อของเธอ (James Hong) เป็นภาษาจีนกวางตุ้ง แต่เธอพูดกับเวย์มอนด์สามี (คี ฮุย ควน) เป็นภาษาจีนกลาง ในขณะที่พูดกับลูกสาวจอย (Stephanie Hsu)

ยิ่งกว่า​ Soft Power พิธาออกรายการสรยุทธ ดันแฮชแท็ก #สุราก้าวหน้า ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์

ทำเอาชาวเน็ตบนโลกโซเชียลต่างติดแฮชแท็กผลักดัน​ #สุราก้าวหน้า​ จนขึ้นเทรนด์​ทวิตเตอร์​อันดับหนึ่งของวันนี้​ หลัง​ “พิธา” สร้างปรากฎการณ์​เหล้าสังเวียนของชาวสุพรรณ​ sold out ภายในวันเดียว​.สุราก้าวหน้า ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่ทางพรรคก้าวไกลพยายามผลักดันผ่านสื่อต่างๆ มาตลอด เป้าหมายที่ตั้งไว้คือการทลายทุนผูกขาดโดยการแก้กฎหมายให้ประชาชนทั่วไปสามารถพัฒนาสุราให้มีความหลากหลาย ต่อยอดไปสู่การสร้างอาชีพ โดยไม่ต้องฝ่าอุปสรรคด้านเงินลงทุนที่สูงเกินไปแบบในปัจจุบัน.โดยพิธาได้ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีความหลากหลายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากถึง 4 หมื่นกว่าแบรนด์ ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียงเจ้าใหญ่ๆ เพียง 7 รายเท่านั้นที่ครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ในประเทศ.ซึ่งสุราของไทยในตอนนี้ หลายตัวนั้นผลิตขึ้นมาจากวัตถุดิบและส่วนผสมที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นจากท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ ทำให้มีรสชาติที่แตกต่าง บางตัวถูกปรับปรุงพัฒนาจนสามารถคว้ารางวัลได้ในระดับนานาชาติ