Skip links

Editor’s Pick

ฟังบทสัมภาษณ์นักแสดง “Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” ภาพยนตร์ไทยกลิ่นอายบอลลีวูดจาก prime video

“Congrats My Ex! ลุ้นรักป่วน ก๊วนแฟนเก่า” ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือการผสมผสานความเป็นอินเดียเข้ามาไว้ในภาพยนตร์ไทย ซึ่งถือว่าเป็นส่วนผสมที่แปลกใหม่สำหรับวงการหนังไทย ที่สำคัญคือเนื้อเรื่องที่พูดกับคนทั่วโลก ไม่ว่าใครดูก็อิน ด้วยเนื้อเรื่องที่พูดถึงแฟนเก่า ซึ่งเมื่อบวกเข้ากับพล็อตเรื่องที่มีความชุลมุนและวิธีการเล่าเรื่องที่สนุก ก็ยิ่งทำให้เพิ่มอรรถรสให้น่าติดตามยิ่งขึ้น” พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับภาพยนตร์ กล่าว เบลล่า-ราณี แคมเปน เล่าถึงความรู้สึกในการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า  “การถ่ายทำในครั้งนี้เบลรู้สึกว่าท้าทายแทบทุกฉากเลยค่ะ นึกว่าถ่ายหนังแอ็กชั่นอยู่ มีฉากที่ต้องใส่ส้นสูงวิ่งเยอะมาก แต่หนึ่งในเรื่องที่เปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับเบลคือการเรียนเต้น ‘Sangeet’ ในพิธีแต่งงานแบบอินเดียที่ทุกคนต้องเต้นไปด้วยกัน เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับทีมงานทั้งไทยและอินเดียในหนังโรแมนติก-คอมเมดี้ฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ค่ะ” ขณะที่ ไบร์ท-วชิรวิชญ์ ชีวอารี กล่าวถึงการเตรียมตัวอย่างหนักหน่วงเพื่อรับบทในครั้งนี้ และความรู้สึกที่ได้ร่วมแสดงนำว่า “นอกจากพวกเราจะต้องเรียนเต้นแบบอินเดีย ซึ่งท้าทายมากๆ แล้ว ผมเองยังต้องเรียนอีกสารพัดอย่างเลยครับ เพราะตัวละครของผมเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลายและเป็นความสามารถที่คนทั่วไปทำไม่ได้ ซึ่งก็จะสร้างความสนุกให้กับคนดูเวลาได้เห็นตัวละครตัวนี้ และก็เป็นความสนุกของผมเองด้วยที่ได้ลองทำหลายอย่างในการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ผมคิดว่าโอกาสที่จะได้เล่นหนังไทยที่มีกลิ่นอายแบบบอลลีวูดแบบนี้ มันเป็นประสบการณ์ที่อาจจะที่มีแค่ครั้งเดียวในชีวิตเลย หวังว่าคนดูจะชอบและมีความสุขไปกับหนังเรื่องนี้ครับ” โดยที่ พฤกษ์ เอมะรุจิ ยังได้กล่าวเสริมว่า “การที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะได้สตรีมบน Prime Video เป็นโอกาสดีที่น่าตื่นเต้น ในฐานะผู้กำกับ รู้สึกภูมิใจที่ผลงานของเราและทีมงานทุกคนจะได้นำเสนอสู่สายตาผู้ชมมากกว่า 240 ประเทศ และเป็นอีกก้าวสำคัญของภาพยนตร์ไทยในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่แตกต่าง มีความผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม ซึ่งไม่ได้ตอบโจทย์แค่ผู้ชมคนไทยหรือคนอินเดีย แต่มีศักยภาพในการไปถึงผู้ชมทั่วโลก” นอกจากนี้  โจอี้ ลิม senior manager of content acquisition, SEA ของ Prime Video พร้อมด้วยทีมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ราชวิน นฤหล้า, กุลเทพ นฤหล้า และ พรชัย ว่องศรีอุดมพร ยังได้ร่วมถ่ายภาพบนเวทีร่วมกันกับนักแสดงนำทั้ง 6 คน ก่อนที่จะร่วมชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ร่วมกันในโรงภาพยนตร์ ติดตามเรื่องราวชุลมุนเฮฮาว้าวุ่นใจ ในงานแต่งแบบอินเดียของแฟนเก่า 16 พฤศจิกายนนี้ ที่ Prime Video เท่านั้น

QATAR AIRWAYS สายการบินที่ดีที่สุดในโลก เลือกเมนูอาหารไทยเสิร์ฟบนเครื่อง!

กาตาร์ แอร์เวย์ส สายการบินที่ได้รับการจัดอันดับจาก Skytrax ให้เป็นสายการบินที่ดีที่สุดในโลก พร้อมครองตำแหน่งสายการบินยอดเยี่ยมถึง 7 ปีซ้อน ได้จับมือกับเชฟชาวไทยระดับมิชลินสตาร์ รังสรรค์เมนูอาหารไทยเสิร์ฟผู้โดยสารบนเครื่อง  อาหารไทยนั้นถือเป็นอีกหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่คนทั่วโลกให้การยอมรับมาอย่างยาวนาน และยังได้รับรางวัลอาหารที่อร่อยติดอันดับโลกในหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นแกงพะเเนงได้รับอันดับ 1 อาหารสตูว์ที่ดีที่สุดในโลก 2023 จากเว็บไซต์ TasteAtlas หรือจะเป็นแกงมัสมั่นได้รับอันดับ 1 อาหารที่ดีที่สุดในโลก 2021 จากเว็บไซต์ CNN Travel และเมนูอื่นๆ อีกมากมาย ทางกาตาร์ แอร์เวย์ส ได้จับมือกับ เชฟต้น-ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร เชฟไทยชื่อดังเจ้าของร้านอาหาร “ฤดู” (Le Du) ร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ 1 ดาว ที่เพิ่งคว้ารางวัลร้านอาหารอันดับ 1 แห่งเอเชีย Asia’s 50 Best Restaurants 2023 มาหมาดๆ  มาร่วมครีเอตเมนูอาหารไทยสุดพิเศษ ผสานความคลาสสิกเข้ากับการสร้างสรรค์สมัยใหม่กลายเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตามแบบฉบับของ Le Du อย่าง กุ้งเเม่น้ำ (Le Du River Prawn),​ ฉู่ฉี่กุ้งมังกร (Lobster Curry), แกงซี่โครงเนื้อ (Beef Short Rib Curry) และตบท้ายเป็นเมนูอาหารหวานอย่าง สาคูมะพร้าว (Coconut Sago)  โดยเมนูสุดพิเศษนี้จะเริ่มเสิร์ฟให้แก่ผู้โดยสารชั้นธุรกิจตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 เป็นต้นไป ภายใน 6 เส้นทางการบินในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น (ไทย-โดฮา, โดฮา-ไทย, ไทย-ฮ่องกง, ฮ่องกง-ไทย, ไทย-สิงคโปร์, สิงคโปร์-ไทย)

เอะอะก็ซอฟต์ พาวเวอร์!

พอได้เห็นนโยบายของท่าน รมว.กระทรวงวัฒนธรรมที่ประกาศออกมาหมาดๆ ผ่านสื่อโซเชียล หลายคนอาจเผลออุทาน WTF! (Welcome to Facebook) ออกมาโดยไม่ตั้งใจ  นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” แก้จน-กระตุ้นเศรษฐกิจ มันคืออะไรกันแน่? แค่อ่านผ่านๆ ก็ไม่เข้าใจซะด้วย ในโซเชียลก็คอมเมนต์กันว้าวุ่นเลยทีนี้ ร้อนถึงท่าน เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมต้องออกมาขยายความเพิ่มเติมผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย พอจะจับใจความได้ดังนี้ นโยบาย “1 ครอบครัว 1 ซอฟต์พาวเวอร์” นั้นตั้งใจจะต่อยอดจากโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ที่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายซิกเนเจอร์ของทางพรรคเพื่อไทยในอดีต แต่ในครั้งนี้ จะเป็นการเฟ้นหาคนที่มีความสามารถแต่ขาดต้นทุนจำนวน 20 ล้านคน มาพัฒนาสกิล เพิ่มทักษะโปรโมทเป็นรายครอบครัว ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักก็คือครอบครัวที่มีรายได้รวมต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน โดยทางกระทรวงวัฒนธรรมจะร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านคัดเลือกครอบครัวที่ตรงตามวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนทั้งด้านการพัฒนาความรู้ และต้นทุน เพื่อให้ประชาชนสร้างรายในการประกอบอาชีพต่อไป…  แม้จะได้รับการขยายความจากท่านเสริมศักดิ์แล้ว หลายคนก็ยังไม่เก็ตอยู่ดีว่าการตีความและนำคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” มาใช้ ในมุมมองของคน 20 ล้านคนมันจะตรงตามกรอบนโยบายที่กระทรวงวัฒนธรรมตั้งไว้หรือเปล่า … ท่ามกลางความว้าวุ่นนี้ The Attraction ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ “สาธิต กาลวันตวานิช” (ผู้ร่วมก่อตั้ง “ฟีโนมีนา” โปรดักชั่นเฮ้าส์แถวหน้าของประเทศไทย และยังเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์ Propaganda กับผลิตภัณฑ์มิสเตอร์พี MR.P ที่ใส่ความกวน ตลกปนทะลึ่งแบบไทยๆ ไว้ในผลงานจนเป็นที่ถูกใจตลาดโลก) เกี่ยวกับประเด็นซอฟต์ พาวเวอร์ที่อาจจะถูกเอามาใช้กันแบบพร่ำเพรื่อเกินพอดีในปัจจุบัน … Q : มีความคิดเห็นอย่างไรกับคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์”  A : ผมได้ยินครั้งแรกน่าจะเกือบสิบปีมาแล้ว โดยเฉพาะในวงการอุตสาหกรรมโฆษณาไทย ถ้าย้อนกลับไปประมาณ 30-40 ปีก่อนยังไม่ได้เติบโตและได้รับการยอมรับในระดับสากลเหมือนปัจจุบัน เรียกได้ว่าไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสกับเวทีระดับโลกอย่างเทศกาลเมืองคานส์ และอื่นๆ เลย เอาแค่โอกาสจะได้รางวัลเหรียญบรอนซ์ก็ยังเกินเอื้อมเลย จนกระทั่ง เราฉีกจากกรอบเดิมใช้ผู้กำกับหนังโฆษณาที่ไม่ได้ผ่านการฝึกฝนและไม่ได้ผ่านการหล่อหลอมจากวงการมาก่อน กลายเป็นความแปลกใหม่ที่สร้างชื่อให้โฆษณาไทยจนงานโฆษณาแบบไทยๆ ไทยกลายเป็นที่จับตาของคนทั้งโลก  https://www.youtube.com/watch?v=_Kmh4BbJPz8 Q : เรียกได้ว่าสร้างอิทธิพลและเทรนด์โฆษณาในระดับโลกได้เลย A : ใช่ครับ ใครจะไปคิดว่ายุโรปยังเลียนแบบแนวทางโฆษณาและอารมณ์ขันแบบไทย ใครจะคิดว่ายุโรป หรืออเมริกาใต้ที่ครองบัลลังก์โฆษณาระดับโลกจะหันมามองโฆษณาบ้านเราและตั้งข้อสงสัยว่า “เอ๊ะ ! มันเกิดอะไรขึ้นในเอเชีย” เพราะสิ่งที่วงการโฆษณาไทยนั้นนำเสนอมันส่งผลให้ต่างประเทศหันมาลองทำตาม จนกลายเป็น “เทรนด์ เซ็ตเตอร์” ของโลก จนถึงวันนี้หลายๆ คนเริ่มรู้จักคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” กันมากขึ้นแล้วซึ่งผมไม่อยากให้ทุกคนหลงกับคำว่า “ซอฟต์ พาวเวอร์” แต่อยากให้สนใจกับเนื้อหาสาระสำคัญที่ว่าเรามีความทะเยอทะยาน

บอกเลยของโคตรดี!  ONE PIECE เวอร์ชั่นคนแสดงใน Netflix

บ่อยครั้งที่อนิเมะขวัญใจวัยเด็กของเรา เมื่อถูกเอามาทำเป็นหนังหรือซีรีส์เวอร์ชั่นที่ใช้คนจริงแสดง มักจะถ่ายทอดออกมาได้ “ต่ำกว่าเส้นมาตรฐาน” ที่แฟนๆ คาดหวังเอาไว้   แต่สำหรับ One Piece ฉบับ Live Action ซีซั่นแรกนี้ ต่างได้รับเสียงชื่นชมว่า “ดี” แบบเหนือคาด โดยเฉพาะการให้เกียรติลงมาสิงหน้าจอมอนิเตอร์ แคสต์นักแสดง และดูภาพรวมที่ อาจารย์เออิจิโร โอดะ เข้ามามีส่วนร่วมในซีรีส์นี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการถ่ายทอดโดยใช้คนแสดง จะทำออกมาได้ใกล้เคียงกับจินตนาการของคนวาดฉบับอนิเมะมากที่สุด โดยที่ทาง Netflix นั้นให้อำนาจกับอาจารย์โอดะศิลปินผู้วาดมังงะ One Piece อย่างเต็มที่ และรับปากว่าจะไม่ปล่อยซีรีส์เรื่องนี้ออกฉายจนกว่าอาจารย์โอดะจะพอใจ โดยเสียงชื่นชมอันดับแรกก็คือการแคสติ้งนักแสดง ที่มีคาแรกเตอร์หลากหลายเชื้อชาติสอดคล้องตามเนื้อเรื่องในมังงะ  1.โรโรโนอา โซโร – Mackenyu Maeda นักแสดงชาวญี่ปุ่นที่เคยเล่นหนัง Ruroni Kenshin เวอร์ชั่นคนแสดงจริงของ Netflix มาก่อน  2.นามิ – Emily Rudd นักแสดงสาวชาวอเมริกัน  3.มังกี้ ดี ลูฟี่ – Iñaki Godoy นักแสดงวัย 20 ปีชาวเม็กซิกัน  4.อุซบ – Jacob Romero Gibson นักแสดงชาวอเมริกัน 5.ซันจิ – Taz Skylar นักแสดงลูกครึ่งอาหรับ-อังกฤษ    อีกเรื่องที่แฟนๆ ยกนิ้วให้ก็คือเสียงพากย์ที่แม้จะเป็นคนละทีมกับฉบับอนิเมะ แต่เสียงพากย์ไทยฉบับ Live Action ในเน็ตฟลิกซ์นี้ก็ทำได้แบบไร้ที่ติ  “มังกี้ ดี ลูฟี่” ให้เสียงโดย “ม็อบ กิตติธร พันธ์โคกกรวด” เจ้าของเสียงตัวละคร “นาโอโตะ” จาก Tokyo Revengers, “เว่ยอิง” จาก ปรมาจารย์ลัทธิมาร  “โรโรโนอา โซโร” นั้น จะได้ “บอส อภิชิต ลิขิตลิ้มปรีชา” จาก โจโจ ล่าข้ามศตวรรษ “นามิ” จะพากย์โดย “ณ ปุญญ์ ขวัญกมล ขาวไพศาล” จากผลงานให้เสียงตัวละคร “เนเน่”

“ยาดมหงส์ไทย” พลังหอมชื่นใจแบบไทยๆ ที่ทั่วโลกพร้อมใจดม

คล้อยหลังจากที่ “มินนี่-ณิชา ยนตรรักษ์” เมมเบอร์ชาวไทยของวง (G)idle เกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแดนกิมจิ ให้สัมภาษณ์กับ ELLE KOREA ถึงไอเท็มเด็ดที่ต้องมีคือ “ยาดมหงส์ไทย” ตามติดด้วย “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” หรือ “ลิซ่า BLACKPINK” สาวไทยสมาชิกเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีชื่อดังระดับโลกหยิบมาใช้ในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 26 ปี แบบส่วนตัวกับครอบครัวและเพื่อนสนิทเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยหนึ่งในเพื่อนของ “ลิซ่า” ได้ลงรูปในอินสตาแกรม @aantpw ซึ่งมีอยู่รูปหนึ่งเผยให้เห็น “ลิซ่า” ถือ “ยาดมหงส์ไทย” แบบหลอด ในมืออย่างชัดเจน โดยปรกติแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ยาดมมักคุ้นเคยว่า “ยาดมหงส์ไทย” มีรูปทรงเป็นแบบกระปุก โดยที่หลายๆ คนอาจไม่ทราบว่า  “ยาดมหงส์ไทย” มีแบบหลอดที่สะดวกในการพกพามาก่อนด้วย ยิ่งทำให้เกิดการกระตุ้นแห่ซื้อตามกันยกใหญ่จน TikTok ของแบรนด์ @hongthaibrand ทำคอนเทนต์ เปิดเผยว่า สิ่งที่อยู่ในมือ “ลิซ่า” คือ “ยาดมสมุนไพรหมัก” แบบหลอด มี 2 ด้าน ราคาหลอดละ 28 บาท จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 เพจเฟซบุ๊ก สำนักงานใหญ่ บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ขออภัยลูกค้า เนื่องจากกระแสตอบรับสินค้าดีมากจนสต็อกหมด เรียกได้ว่าเป็นอีกครั้งที่ “ลิซ่า” เป็นซอฟต์พาวเวอร์ช่วยให้สินค้าของไทยฟีเวอร์ขายดีขึ้น อย่างที่เคยเป็นปรากฏการณ์มาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การสวม “ชฎา” ในมิวสิกวิดิโอเพลงเปิดตัวอัลบั้มเดี่ยว LALISA รวมทั้งการพูดถึง “ลูกชิ้นยืนกิน” ในรายการทอล์กเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ “ลูกชิ้นยืนกิน” ของจังหวัดบุรีรัมย์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง “เก่ง–ธีระพงศ์ ระบือธรรม” ผู้ก่อตั้งและเจ้าของบริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด วัย 47 ปี กล่าวว่า ต้นกำเนิดของ “ยาดมหงส์ไทย” เริ่มมาตั้งตี่ 2548 จนปีนี้มีอายุย่างเข้าปีที่ 18 แล้วก็รู้สึกดีใจที่ได้พยายามทำชื่อเสียงให้ประเทศชาติมาตลอดคือ มีการยอมรับในระดับสากล เพราะถ้าชาวต่างชาติซื้อ “ยาดมหงส์ไทย” นั่นแปลว่าลูกค้าได้สินค้าคุณภาพ เกิดการยอมรับไม่ใช่แค่บางกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผ่านมาเหล่านางงามก็ติดต่อเข้ามาเพื่อนำสินค้าไปแจกเพื่อนนางงาม ตรงนี้จึงเป็นความภูมิใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยที่ช่วยกันเผยแพร่ความสามารถและสินค้าแบบไทยๆ ที่มีเอกลักษณ์ “จริงๆ แล้ว การผลิตสินค้าออกมาทุกครั้ง เรามีเรื่องของอัตลักษณ์ เอกลักษณ์ตัวตน และที่สำคัญคือไม่เหมือนใคร วันนี้เรายังอยากจะทำให้ลูกค้าทั่วประเทศได้จดจำสิ่งที่หงส์ไทยอยากจะสื่อคือ คนไทย สี ขวด เสน่ห์ ลักษณะ และกลิ่น โดยเฉพาะยาดมหงส์ไทยกระปุกสีเขียวฉลากสีเหลืองที่ขายดีที่สุดก็พัฒนากลิ่นมาแล้วมากกว่า

“แมนสรวง” มหรสพแห่งกิเลสและกลลวง แสงสว่างหนัง SOFT POWER ไทยในเวทีโลก!?

ถ้าใครได้ดู Trailerภาพยนตร์ “แมนสรวง” ที่ถูกปล่อยออกมาให้ชมทาง Youtube แล้ว คงจะได้เห็นถึงความสวยงามของงานอาร์ตไดเรคชั่นอันโดดเด่นชนิดกระแทกเบ้าตา ที่ไม่ว่าจะกดหยุดคลิปตอนไหนองค์ประกอบภาพก็ออกมาสวยราวกับรูปถ่ายที่มีการจัดวางไว้เป็นอย่างดี  ความสวยงามความอลังการของฉากนั่นมันก็เป็นเพียงส่วนนึง แต่สิ่งที่หนังเรื่องนี้สร้างบรรทัดฐานเอาไว้ก็คือการทุ่มลงทุนในโปรดักชั่นส์ของหนังที่เห็นได้จากชื่อของทีมงานที่อยู่ในตอนท้าย End Credits จำนวนกว่า 1,200 คน  โปรเจกต์นี้ได้รวมคนเก่งๆ ให้มาทำงานร่วมกันได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะการร่วมมือของ 3 ผู้กำกับคือ กฤษดา วิทยาขจรเดช, ชาติชาย เกษนัส และ ผศ.ดร.พันพัสสา ธูปเทียน พร้อมทีมนักแสดงแห่งยุคอย่าง มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง, อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์, บาส-อัศวภัทร์ ผลพิบูลย์, ต๋อง-ธนายุทธ ฐากูรอรรถยา, น็อต ณัฐสิทธิ์ ปัญญางาม, พง พงศกร พลสันติกุล และ อรอนงค์ ปัญญาวงค์ ฯลฯ https://www.youtube.com/watch?v=YrqMcFD1osQ&t=2shttps://www.youtube.com/watch?v=gmGW87TFuao เสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นน่าติดตามก็คือ การผสานเรื่องราวของภาพยนตร์แนวสืบสวนไขปริศนาฆาตกรรมเข้ากับการพาผู้ชมไปย้อนประวัติศาสตร์สู่ยุคปลายของช่วงรัชกาลที่ 3 ที่สอดแทรกมนตร์เสน่ห์ความเป็นไทยในยุคนั้นไว้แทบทั้งเรื่อง โดยเฉพาะการร่ายรำของตัวแสดงนำในเรื่องนี้ ที่เป็นหนึ่งในความบันเทิงหลัก ณ สถานเริงรมย์ที่ชื่อว่า “แมนสรวง” ซึ่ง อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ที่รับบท เขม นายรำในเรื่อง ต้องเข้าคลาสร่ายรำนานกว่า 7 เดือนเพื่อให้เข้าถึง insight การสวมบทบาทเป็นนายรำแห่งแมนสรวง โดยที่ไม่ใช้นักแสดงแทนเลย ทั้งยังต้องลดน้ำหนัก ปรับรูปร่างมวลกล้ามเนื้อให้คล้ายกับคนยุคก่อนอีกด้วย  ปอนด์-กฤษดา วิทยาขจรเดช ผู้บริหารค่าย Be On Cloud ตั้งใจอยากให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นหนึ่งใน Soft Power เผยแพร่ความเป็นไทย สอดแทรกวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตานานาประเทศแบบเรียบเนียน จึงได้ตัดสินใจของบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม  ที่มีงบสำหรับส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทยในปี 2566 จำนวนกว่า 970 ล้านบาท  แม้จะดูเป็นตัวเลขที่เยอะ แต่เงินจำนวนดังกล่าวแบ่งออกเป็น งบสำหรับโครงการพัฒนาต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 893 ล้านบาท, โครงการด้านการต่างประเทศ 20 ล้านบาท และใช้ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ราว 58 ล้านบาท  ซึ่งภาพยนตร์ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากระทรวงวัฒนธรรม นอกจากเรื่องแมนสรวงแล้ว

“หอมกลิ่นความรัก” ซีรีส์วายพีเรียดย้อนยุค ย้ำคุณภาพไทยแลนด์คือเบอร์ 1 จักรวาลซีรีส์ BL

จากวันแรกที่มีการเปิดตัว  Love Sick The Series ในปี 2014 ที่ตีคู่กันมากับซีรีส์ ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ในปี 2013-2015 ก็เป็นเหมือนการกรุยทางสู่จักรวาลความยิ่งใหญ่ของซีรีส์วายไทย ที่เปิดตัวนักแสดงคู่จิ้นหลายคู่สู่สายตาแฟนๆ สร้างชื่อเสียงและจุดกระแสซอฟต์พาวเวอร์ซีรีส์ BL ไทย จนมีแฟนคลับขยายตัวเพิ่มขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ย้อนไป 3 ปี จำนวนซีรีส์วายไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2020 มีซีรีส์วายออกฉายมากกว่า 24 เรื่อง ปี 2021 ก็เพิ่มเป็นจำนวนกว่า 47 เรื่อง และล่าสุดในปี 2022 ที่มีซีรีส์วายออกมาให้ได้ชมกันกว่า 70 เรื่องเลยทีเดียว โดยก้าวสำคัญก็คือการที่ GMM TV เข้ามาลุยธุรกิจนี้อย่างเต็มตัว เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นพัฒนาการของคอนเทนต์วายในประเทศไทย ทั้งหนังและซีรีส์ที่ออกสู่สายตาผู้ชมในวงกว้าง ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการยอมรับความหลากหลายทางเพศ เนื้อหาที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดออกมาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของซีรีส์วายไทย ที่หาชมไม่ได้ในประเทศอื่น แม้ว่า “ซีรีส์วาย” จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่แข็งแกร่งของประเทศ สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อันมหาศาล แต่เราก็ยังไม่เห็นแนวทางหรือนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมซีรีส์วายไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างชัดเจนเท่าไรนัก… The Attraction ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตี๋-บัณฑิต สินธนภารดี ผู้กำกับซีรีส์วายจากค่าย Dee Hup House ที่สร้างผลงานคุณภาพอย่าง TharnType the Series เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซะดีๆ (ภาค 1), นับสิบจะจูบ Lovely Writer, ผมกับผีในห้อง Something in My Room, ค่อยๆ รัก Step by Step และล่าสุดเรื่อง หอมกลิ่นความรัก ที่กำลังออนแอร์ให้แฟนๆ ได้รับชมอยู่ในขณะนี้ ตี๋ได้พูดถึงภาพรวมของอุตสาหกรรม BL ไทยว่ามีแนวโน้มในการการเติบโตที่สูงมาก มีหลายค่ายละครที่หันมาผลิตละครแนวนี้และสามารถผลักดันอุตสาหกรรมไปอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จในสายตาชาวโลก แม้ว่าคอนเทนต์วายอาจจะยังไม่ได้แมสเท่ากับละครอื่นทั่วไป แต่ก็ถือว่าก็ยังอยู่ในจุดที่ดี เป็นการเริ่มต้นที่ดีที่มีหลายส่วนเริ่มเข้ามาร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ค่ายละครสายวายในไทยนั้นมีหลายสิบค่าย ในแต่ละปีประเทศไทยจะสามารถส่งคอนเทนต์ BL ได้ไม่ต่ำกว่า 100 เรื่อง

ส่องปรากฏการณ์ “มิสทิน” ซอฟต์พาวเวอร์เครื่องสำอางไทย มัดใจหมวย-ตี๋ชาวจีน

เป็นเวลา 35 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2531 ที่คนไทยคุ้นชินกับสโลแกนแบรนด์เครื่องสำอางไทยคำหนึ่งว่า “มิสทิน…มาแล้วค่ะ” ซึ่งผ่านการคิดอย่างละมุนจาก “ราชาขายตรงของเมืองไทย” คือ “ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์” อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทยทั่วประเทศผ่านธุรกิจระบบขายตรง ประกอบกับการเห็นโอกาสในตลาดเครื่องสำอางที่ในยุคนั้นยังถือเป็นสินค้าราคาแพง หาซื้อยาก และต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น “ดร.อมรเทพ” จึงคิดมุมกลับด้วยการทำให้เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่หาซื้อง่าย มีราคาที่เหมาะสม พร้อมดำเนินการค้าขายแบบธุรกิจขายตรง ผนวกกับการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ควบคู่กัน การดำเนินธุรกิจของ “มิสทิน” ภายในประเทศเป็นไปอย่างเติบโตและต่อเนื่องทั้งยอดขายและยอดสมาชิก จนกระทั่งปี 2548 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” บุตรชายซึ่งเข้ามารับไม้ต่อดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มทำการตลาดใหม่ที่ท้าทายขึ้นโดยเปิดตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเริ่มต้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ล่าสุดในปี 2559 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” เริ่มพบสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นโอกาสในการบุกตลาดเมืองจีน นั่นคือคนจีนนิยมแบรนด์ “มิสทิน” เป็นจำนวนมากจนถึงขั้นมีพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนนำไปขายในอีมาร์เก็ตเพลสอย่าง Tmall ในเครืออาลีบาบากรุ๊ป แพล็ตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีนมากกว่า 4 พันร้านค้าในขณะนั้น นอกจากนั้น “มิสทิน” ยังเป็นหนึ่งใน Wishlist (สิ่งที่อยากได้) ที่คนจีนนิยมซื้อฝากเพื่อนเมื่อมาท่องเที่ยวเมืองไทยอีกด้วย ดนัย ดีโรจนวงศ์ (ภาพจาก Hello! Thailand) เขาจึงร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชาวจีน จัดตั้งบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ไชน่า) จำกัด นำเข้าเครื่องสำอาง “มิสทิน” ในหมวดเมคอัพไปเปิดตลาดในจีนอย่างเป็นทางการผ่าน Tmall เป็นช่องทางแรก ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ การทำตลาดจีนในหมวดเครื่องสำอางต้องขอใบอนุญาต The China Food and Drug Administration (CFDA) ในการทำธุรกิจแบบ B2B เพื่อกระจายสินค้าจำหน่ายทุกช่องทางในจีน ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้รับใบอนุญาต ซึ่งในมุมธุรกิจคือการเสียโอกาสทางการค้า เพราะตลาดเมคอัพในจีนมีมูลค่าสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาท เติบโต 2-3 เท่าต่อปี อันเนื่องมาจากสาวจีนที่เริ่มหันมาแต่งหน้ากันมากขึ้น ส่วนการจำหน่ายผ่านอีมาร์เก็ตเพลส รัฐบาลถือว่าเป็นการซื้อขายแบบ

แฟนบอลร้องกรี๊ด! หลังทรูอัพราคาแพ็คเกจดูบอลพรีเมียร์ลีกเป็น 2,900 บาท/ปี

ถ้าไล่ดูข้อมูลย้อนหลังก็จะเห็นเลยว่าราคาแพ็คเกจขยับขึ้นแทบทุกปี  ชาวเน็ตหลายคนบ่นว่าราคาสูงเกินไป และแพงขึ้นมากจนซื้อไม่ลง ใครที่ยังลังเลว่าจะเอาไงกะชีวิตดี ลองอ่านข้อมูลเหล่านี้ อาจช่วยประกอบการตัดสินใจของคุณได้ดีขึ้น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น ถือเป็นลีกฟุตบอลที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในปัจจุบัน มีฐานแฟนบอลกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ในประเทศไทยก็มีแฟนบอลทีมใหญ่ๆ อยู่หลายสิบล้านคน แน่นอนว่า การดูบอลก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผูกติดกับชีวิตของใครหลายคนเข้าไปแล้ว เมื่อตัดสินใจเลือกเชียร์และเป็นแฟนคลับทีมไหน ก็จะยกวิญญาณให้สโมสรนั้นตลอดชีวิตไม่มีเปลี่ยนแปร นี่แหละคือเสน่ห์ของฟุตบอลที่มากกว่าเกมกีฬา สำหรับแฟนบอลพันธุ์แท้แล้ว ไม่ว่าราคาไหน ก็พร้อมจ่ายแม้จะต้องกัดฟันควักกระเป๋าก็ตาม  จากราคาที่ชาวเน็ตบ่นว่าแพง The Attraction เลยลองไปสำรวจราคาแพ็คเกจดูบอลของประเทศเพื่อนบ้านดูบ้าง ว่าเค้าต้องจ่ายกันคนละเท่าไหร่บ้างนะ เวียดนาม  ค่าแพ็คเกจดูบอล 175,000 ดอง/เดือน  ประมาณ 257 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  98 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 144,000 บาท/ปี  เงินเดือน 12,000 บาท  จ่ายค่าดูบอล 257 บาท คิดเป็น 2.14 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน  อินโดนีเซีย ค่าแพ็คเกจดูบอล 59,000 รูเปีย/เดือน  ประมาณ 136 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  275 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 165,000 บาท/ปี  เงินเดือน 13,750 บาท  จ่ายค่าดูบอล 136 บาท คิดเป็น 0.98 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน    สิงคโปร์ ค่าแพ็คเกจดูบอล 40.36 ดอลล่าร์สิงคโปร์/เดือน  ประมาณ 1,047 บาท/เดือน  จำนวนประชากร :  5.45 ล้านคนโดยประมาณ รายได้ต่อหัว 2,783,000 บาท/ปี  เฉลี่ยเงินเดือน 231,916 บาท  จ่ายค่าดูบอล 1,047 บาท คิดเป็น 0.45 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน  มาเลเซีย ค่าแพ็คเกจดูบอล 99.99 ริงกิต/เดือน  ประมาณ 765 บาท/เดือน  จำนวนประชากร

มีรถยนต์สันดาป ไม่มีกู! เมื่อทั่วโลกวางแผนบอกเลิกรถยนต์ใช้น้ำมัน หันมาดูดปากจ๊วบจ๊าบรถยนต์ EV

รถยนต์สันดาป ไม่ใช่รถยนต์ผาดโผนที่ขับเคลื่อนอยู่บนสันดาบหรือสันมีดอย่างที่บางคนเข้าใจ หากแต่เป็นคำนิยามของรถยนต์ที่ใช้พลังงานน้ำมันในการขับเคลื่อน แม้จะมีข้อดีในเรื่องของการดูแลรักษาที่สามารถทำได้ง่ายกว่า แต่เครื่องยนต์สันดาปนั้นถูกมองเป็น “แบ๊ดบอย” ในสายตาของสิ่งแวดล้อม ที่ปล่อยมลพิษออกมาแบบไม่เคยเกรงใจกันบ้างเลย ในขณะที่ผู้มาใหม่อย่างรถไฟฟ้า EV นั้น เมื่อลองพิจารณาถึงคุณสมบัติ เปรียบเทียบจุดดีจุดด้อย ไม่ว่าจะมองมุมไหน อนาคตใกล้ๆ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ยังไงก็ “มาแน่” ซึ่งหลายประเทศได้วางนโยบายไว้อย่างชัดเจนว่าจะคุมกำเนิดรถยนต์ที่สร้างมลพิษ หันมาสนับสนุนรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเดินหน้าสู่นโยบายพลังงานอย่างยั่งยืนแบบเต็มตัวแทน  โดยประเทศที่ออกตัวเร็วและแรงหยั่งกะโดมินิค โทเร็ตโต้ ก็คือรัฐบาลไวกิ้ง ที่ประกาศกร้าวเลยว่าอีก 2 ปี (2025) “มีรถสันดาป ไม่มีกู” โดยรถใหม่ที่เปิดตัวและวิ่งในประเทศนอร์เวย์ทั้งหมดนั้นต้องเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ 100%  ในขณะที่ประเทศยักษ์ใหญ่ด้านยนตรกรรมอย่าง เยอรมนี ญี่ปุ่น จีน และอินเดีย ก็ขีดเส้นตายไว้ที่ปี 2030 ว่าจะหันมาใช้พลังงานที่ไม่ปล่อยมลพิษ พร้อมออกมาตรการทางภาษีทั้งบีบทั้งนวด เพื่อบังคับและจูงใจให้ค่ายรถยนต์ทั้งหลายเลิกขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนซะ ฝรั่งเศสและอังกฤษ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน แต่ขอเวลาทำใจอีกหน่อย ตั้งเป้าปี 2040 แทนสำหรับนโยบายห้ามการซื้อขายรถทุกประเภทที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงและรถยนต์ที่ใช้ในประเทศทุกคันจะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงเท่านั้น ส่วนประเทศไทยเอง นโยบายด้านรถยนต์ไฟฟ้าน่าจะจัดอยู่ในเลเวล “งุ่มง่ามอย่างแยบยล”  คือน่าจะปล่อยให้ประเทศผู้นำของโลกเขาทำกันไปก่อน แบบ “ใครพร้อม ไปก่อนเลย” เราค่อยมาศึกษาพัฒนาข้อดีข้อเสียของประเทศต่างๆ แล้วค่อยมาปรับใช้แบบไทยสไตล์อีกทีนึง โดยนโยบายที่ทางรัฐบาลตั้งเป้าไว้ก็คือ “30@30” จะผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero Emission Vehicle) ให้ได้อย่างน้อย 30% ภายในปี 2030 เพื่อเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ  โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ผลิตรถยนต์นั่งและรถกระบะ 725,000 คัน รถจักรยานยนต์ 675,000 คัน รถบัสและรถบรรทุก 34,000 คัน พร้อมส่งเสริมการผลิตรถประเภทอื่นๆ ได้แก่ สามล้อ เรือโดยสาร และรถไฟระบบราง ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จะมารองรับ ก็ได้กำหนดสร้างสถานี Fast charge 12,000 หัวจ่าย และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีก 1,450 สถานี ซึ่งปัจจัยชี้วัดว่าประเทศเราจะสามารถทดแทนรถยนต์สันดาปมาเป็น ZEV แบบ 100% ได้เร็วขนาดไหนนั้น เรื่องของราคา-ความคุ้มค่า น่าจะเป็นปัจจัยแรกๆ ที่คนไทยให้ความสำคัญ