Skip links

Editor’s Pick

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ 3 งานไมซ์ระดับโลก ณ จังหวัดภูเก็ต ปี 2569

การที่จังหวัดภูเก็ตได้รับความไว้วางใจให้เป็นเมืองเจ้าภาพจัดงานประชุมระดับนานาชาติถึง 3 งานในปี พ.ศ. 2569 ภายใต้การสนับสนุนเชิงรุกของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ในมุมมองของ The Attraction ความสำเร็จครั้งนี้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่คนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน และเป็นผลสัมฤทธิ์ทางยุทธศาสตร์ที่สมควรได้รับการยกย่อง 1.การยกระดับบทบาทสู่ผู้ขับเคลื่อน “วาระสากล” (Global Agendas) ความโดดเด่นของยุทธศาสตร์การดึงงานไมซ์ในครั้งนี้ คือการเลือกลงทุนในงานประชุมที่สอดคล้องกับทิศทางและเมกะเทรนด์ของโลกอย่างเจาะจง ซึ่งประกอบไปด้วย 3 วาระหลัก ได้แก่ ความยั่งยืน (Sustainability) สุขภาวะ (Wellness) และความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity and Inclusion) มิติด้านความยั่งยืน: งาน Global Sustainable Tourism Conference (GSTC 2026) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-24 เมษายน 2569 เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับโลก เวทีนี้จะตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065   มิติด้านสุขภาวะองค์รวม: งาน Global Wellness Summit 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นงานประชุมวิชาการที่ใหญ่ที่สุดของโลกด้าน Wellness การเป็นเจ้าภาพงานนี้จะเป็นเวทีเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งเสริมให้ประเทศไทยขยับจากการเป็นเพียงจุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) สู่การเป็นระบบเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) และผลักดันภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) อย่างเป็นรูปธรรม   มิติด้านความเท่าเทียม: งาน InterPride General Meeting & World Conference 2026 ระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม ถึง

เจาะยุทธศาสตร์ไมซ์ไทย 2026: เมื่อ “ความเชื่อมั่น” คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน GDP

ในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ไม่ได้เป็นเพียงการจองห้องประชุมหรือการจัดนิทรรศการเพื่อโชว์สินค้าอีกต่อไป แต่มันคือ “สงครามเชิงยุทธศาสตร์” ที่แต่ละประเทศต่างแย่งชิงโอกาสในการเป็นศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของภูมิภาคอาเซียน แผนงาน “TCEB Strategic Direction 2026” ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จึงเปรียบเสมือนการรีเซ็ตเข็มทิศเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง 1. วิสัยทัศน์ที่มากกว่าการเป็น “ทางผ่าน”: ความท้าทายของ Global-Asia’s Trusted Gateway ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่แหลมคมกว่าเดิมภายใต้แนวคิด “From Change that Matters to Impact that Lasts” โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Global-Asia’s Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชียที่โลกมอบความไว้วางใจให้ ดร. ศุภวรรณ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการดำเนินงานไว้อย่างน่าสนใจว่า: “เรามุ่งให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยสร้างผลกระทบระดับสูง (High-Impact) ต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จัดงาน พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน” หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คำว่า “High-Impact” ในมิติของปี 2569 ไม่ใช่เพียงยอดรายได้ที่เป็นตัวเลขในบัญชี แต่มันคือการสร้าง “ผลกระทบต่อเนื่อง” (Multiplier Effect) ที่งานไมซ์แต่ละงานต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรมและความรู้ไปสู่ท้องถิ่น ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ที่จัดแล้วจบไป แต่ต้องทิ้ง “รอยเท้าทางเศรษฐกิจ” เอาไว้ในทุกพื้นที่ 2. ถอดรหัส Brand Insights: เมื่อโลกไม่ได้มองหาแค่สถานที่ แต่หา “ทางรอด” สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความกล้าหาญของทีเส็บ คือการนำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญไมซ์ทั่วโลกกว่า 568 ราย มาเป็นสารตั้งต้นในการวางกลยุทธ์ ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งความเฉพาะทาง (Specialization) ประเทศไทยจึงเลิกขายภาพรวมแบบกว้างๆ แล้วหันมาชูอุตสาหกรรมที่เป็น “แม่เหล็ก” 7 ด้าน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินคุณภาพสูง: Medical & Wellness: การดึงดูดงานด้าน Longevity และวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลก Agri-Tech & Future Food: การใช้ความมั่นคงทางอาหารเป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์ Smart Manufacturing &

เมื่อ “ความปลอดภัย” กลายเป็นงานศิลปะ คปภ. ชวนเช็กอินสตรีทอาร์ตสุดชิคใน Bangkok Design Week 2026

Bangkok Design Week 2026 เทศกาลออกแบบที่เสริมศักยภาพกรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน เชิญชวนนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติบุกชุมชนเก่าย่านตลาดน้อย สัมผัสเสน่ห์ศิลปะกลางกรุง พร้อมเรื่องราวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไทย-จีนที่สืบทอดมายาวนาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานสตรีทอาร์ตครั้งนี้ เปิดตัว “INSURANCE STREET SENSE” มุ่งผลักดันคนรุ่นใหม่ร่วมสัมผัสพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนและปลอดภัย พร้อมสนับสนุนการปรับโฉมทางม้าลาย และติดตั้งไลต์ติ้งตกแต่งบริเวณทางข้าม สร้างความโดดเด่นและเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้สัญจรไปมา ตลอดระยะเวลาจัดงาน ตั้งแต่วันนี้-8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ HUGS Songwat ถนนทรงวาด ผ่านผลงานศิลปะกราฟิตี้ เสวนา และกิจกรรมที่มีให้เห็นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น สำหรับไฮไลต์ภายในงาน พบกับการออกแบบกราฟิตี้บนอาคารทรงเก๋อย่าง HUGS Songwat โดยศิลปินชื่อดัง “ภิชญ ศรีระพงษ์” (BEERPITCH) นักออกแบบ Typography Art ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ นำเสนอผลงานลวดลาย Geometric ที่ผสานเรื่องราวชุมชนเข้ากับโลโก้ OIC สัญลักษณ์สำนักงาน คปภ. สื่อถึงความปลอดภัย การปกป้อง และการลดความเสี่ยง ตอกย้ำแนวคิด “ศิลปะบนพื้นที่สาธารณะคุ้มครองอัตลักษณ์ชุมชน เช่นเดียวกับประกันภัยที่คุ้มครองผู้คนในทุกมิติชีวิต” ได้เป็นอย่างดี พบกับมาสคอตสุดคิวต์ “น้องพิทักษ์” ตัวแทนนักคุ้มครองที่คอยต้อนรับทุกคน พร้อมชวนเล่น Photo Booth: Photo Effect แชะ & แชร์ แล้วติดแฮชแท็ก #OICONYOURSIDE #BKKDW2026 เพื่อรับเครื่องดื่มแก้วพิเศษที่หน้างาน พลาดไม่ได้! กิจกรรมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ – 8 กุมภาพันธ์ 2026 ณ HUGS Songwat ถนน ทรงวาด สามารถติดตามข้อมูลได้ทาง: Facebook: oicthailand Website: www.oic.or.th Youtube: @oic.thailand Instagram: @oic.thailand X: oic_thailand TikTok: oicthailand #OICSTREETSENSE #OICONYOURSIDE #ประกันภัยใกล้ฉัน #OICอยู่ข้างๆคุณ #คปภ.อยู่ข้างๆคุณ

“เอกชัย ศรีวิชัย” ผู้พลิกโฉมนักร้องให้เป็น “ตลกท่านหนึ่ง”

เสียงหัวเราะอาจทำให้โลกดูเบาลง แต่สำหรับ “เอกชัย ศรีวิชัย” เสียงหัวเราะยังมีความลึกซึ้งกว่านั้น เพราะอารมณ์ขันเป็นภาษาสากลที่เข้าถึงทุกคน และเป็นพลังที่ผลักให้เขายังอยู่ในวงการมายาวนานกว่าหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นฐานะนักร้อง นักแสดง หรือนายหนังตะลุง แต่ทั้งหมดทั้งมวลคือ ศิลปินที่เติบโตมาจากความเข้าใจชีวิต และความจริงของสังคมไทยผ่านสายตาของเขา ในบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราได้เห็นเอกชัยพูดถึง “ตัวตนในฐานะศิลปิน” มากกว่าที่เคยเห็น ตั้งแต่การเป็นนายหนังตะลุงที่ต้องเข้าใจความรู้สึกคนดู จังหวะฮา จังหวะเงียบ และจังหวะที่จะพูดความจริงลงไปอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามบางอย่างต่อผู้มีอำนาจ สังคม และความไม่ยุติธรรม เพราะสำหรับเขา  “ตลกไม่ได้มีหน้าที่แค่เรียกเสียงหัวเราะ แต่ต้องกล้าที่จะสะท้อนความจริงด้วย” และจากการคลุกคลีกับศิลปะพื้นบ้านแขนงต่างๆ ทำให้เขาพบความแตกต่างของการเล่นตลกในแต่ละภูมิภาค ตลกอีสานจะมีเสน่ห์แบบบ้านๆ ตลกภาคกลางจะเน้นจังหวะและการเล่าเรื่อง ส่วนตลกภาคใต้ที่เขาเติบโตมานั้น ดุดัน ตรงไปตรงมา และไม่กลัวแตะประเด็นใหญ่ โดยเฉพาะ “เรื่องการเมือง” เพราะในสายตาของเอกชัย  “ชีวิตคนใต้ผูกพันกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองมาตลอด จะให้เล่นตลกแบบไม่แตะความจริง ก็คงไม่ใช่ตัวตนของเรา” ความสนใจใคร่รู้ในความสนุกมิติต่างๆ ส่งผลให้นักร้องที่ชื่อ “เอกชัย ศรีวิชัย” ผลิกบทบาทฐานะนักร้อง จากเดิมที่นักร้องลูกทุ่งจะต้องเป็น “พระเอกหน้าเวที” เป็นเจ้าชาย หรือเป็นลูกๆ ของบรรดาแม่ยก แต่ใน “ศรีวิชัยโชว์” นักร้องและหัวหน้าวงผู้นี้ เปรียบเสมือนตลกคนหนึ่งที่ใครจะเล่นหัวก็ได้ ตราบใดที่เป็นการแสดง ตรงนี้เองที่ทำให้บทบาทของนักร้องหน้าเวทีเปลี่ยนแปลงไป         แต่การผลิกคาแรคเตอร์จาก “นักร้อง” มาสู่ “ตลก” ก็ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดีเสมอไป เพราะในอีกประเด็นหนึ่ง เอกชัยยังพูดถึงดราม่าเพลง “หมากัด” ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการเล่นกับเรื่องใต้สะดือ ซึ่งบางคนไม่อาจรับได้ จนเกิดกระแสต่อต้านในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม เอกชัยมองว่า นี่คืออารมณ์ขันแบบพื้นบ้าน เป็นศิลปะอันสะท้อนความจริงของวัฒนธรรม ถ้าเราปิดกั้นจนหมด เราอาจจะไม่ได้พูดถึงปัญหาอะไรเลยสักอย่าง และหนึ่งประโยคที่เขาพูดในบทสัมภาษณ์นี้ น่าจะเป็นประโยคที่อธิบายตัวตนเอกชัยได้ดีที่สุด: “เมื่อไหร่ที่เรากลัวคำวิจารณ์ จะไม่มีทางได้เห็นผลงานชิ้นใหม่” — เอกชัย ศรีวิชัย นอกจากบทบาทในโลกตลก เอกชัยยังพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้สร้างงานภาพยนตร์ และ “กิ่งแก้ว” คือผลงานเรื่องล่าสุดที่สะท้อนความมืด ความจริง และความเจ็บปวดของมนุษย์ผ่านเรื่องราวสยองขวัญ หญิงสาวผู้มีอาการทางจิตที่ถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวและฆ่าเด็ก แม้จะยืนยันว่าตนไม่ผิด แต่หลักฐานกลับมัดตัวจนศาลตัดสินประหารชีวิต ก่อนที่เธอจะตายไปพร้อมคำว่า “ฉันไม่ผิด” และกลายเป็นวิญญาณอาฆาตคอยตามทวงความจริงจากทุกคนที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังผี แต่มันตั้งคำถามถึงความยุติธรรม ศีลธรรม และมนุษยธรรม ว่าสุดท้ายแล้ว…ใครกันแน่คือ

การส่องสว่างครั้งสุดท้ายก่อนกำเนิดใหม่: เจฟ ซาเตอร์ ปิดฉากจักรวาล ‘RED GIANT’ อย่างสมบูรณ์แบบด้วย 3 เพลงใหม่และ “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)”

ตลอดปีที่ผ่านมา หากจะมีศิลปินไทยสักคนที่ยืนยันความเป็น ‘Global Pop Star’ ได้อย่างไม่มีข้อกังขา ชื่อของ เจฟ ซาเตอร์ (JEFF SATUR) คงผงาดอยู่บนอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน การเดินทางใน “The Year of Red Giant” ที่เริ่มต้นอย่างร้อนแรงด้วยซิงเกิล “Ride or Die” ได้พาเขาไปสร้างปรากฏการณ์ Sold Out ในทัวร์คอนเสิร์ตกว่า 12 เมืองทั่วโลก ตั้งแต่ São Paulo ไปจนถึงกรุงเทพฯ วันนี้ จักรวาลดาวสีแดงดวงนี้กำลังเข้าสู่ฉากสุดท้ายที่สมบูรณ์แบบที่สุด นั่นคือการปล่อย “JEFF SATUR : Red Giant EP” พลังแห่ง ‘ดาวยักษ์แดง’ ที่พร้อมระเบิดสู่การเริ่มต้นใหม่ แนวคิดของ “Red Giant” ไม่ได้เป็นเพียงชื่ออัลบั้ม แต่มันคือการเปรียบเปรยถึงช่วงเวลาที่ดาวดวงหนึ่งกำลังเปล่งประกายสุดขีด ก่อนจะยุบตัวและระเบิดเพื่อเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ซึ่งสะท้อนถึงพลังงาน, ความทุ่มเท และพัฒนาการทางดนตรีที่เจฟได้ทุ่มเทตลอดปี 2025 อย่างชัดเจน เราได้เห็นจุดสว่างที่สุดจุดหนึ่งในเดือนพฤษภาคม กับ Red Giant Concert ณ IMPACT Arena กรุงเทพฯ ที่บัตร Sold Out ทั้ง 2 รอบ และเป็นที่ที่เพลง “Tell Me The Name” ถูกเปิดตัวก่อนใคร ซึ่งการรวมทุกบทเพลงแห่งปีไว้ใน EP นี้ จึงเป็นเหมือนการบันทึกประวัติศาสตร์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขา ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นได้สองครั้งผ่าน “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)” หัวใจสำคัญของการปิดฉากครั้งนี้คือ 3 เพลงใหม่ที่ถูกปล่อยออกมา โดยเฉพาะซิงเกิลภาษาไทยที่อบอุ่นและเป็นของขวัญส่งท้ายปีอย่างแท้จริง “ของขวัญปีใหม่ (Golden Night)” เวอร์ชันไทยได้ถูกปล่อยไปตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน พร้อมมิวสิกวิดีโอที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยได้นักแสดงและอินฟลูเอนเซอร์มากเสน่ห์อย่าง เจนิส-เจณิสตา มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว

3 เหตุผลที่ต้องดู Predator: Badlands พรีเดเตอร์: แดนเถื่อน ใน IMAX

ภาพยนตร์แอ็กชันทริลเลอร์สุดมันส์แห่งปี “Predator: Badlands พรีเดเตอร์: แดนเถื่อน” กำลังสร้างกระแสความฮือฮาอย่างแรงหลังเข้าฉาย ด้วยการนำเสนอมุมมองใหม่ของจักรวาลพรีเดเตอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน พร้อมฉากแอ็กชันสุดระทึกที่ทำให้ทั้งนักวิจารณ์และผู้ชมต่างยกนิ้วให้ คะแนนสูงลิ่ว การันตีความมันส์ ผลตอบรับจาก Rotten Tomatoes พิสูจน์ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างชัดเจน โดย Tomatometer ฝั่งนักวิจารณ์ให้คะแนนสูงถึง 85% คว้ามะเขือเทศสดมาครอง ขณะที่ Popcornmeter ฝั่งผู้ชมก็ให้คะแนนล้นหลามถึง 95% (ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568) ยืนยันว่านี่คือภาพยนตร์ที่คุ้มค่าแก่การเดินทางไปชมในโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะในระบบ IMAX 3 เหตุผลที่ต้องดูใน IMAX 1. ฉากแอ็กชันมันทะลุจอ ฉากแอ็กชันใน Predator: Badlands ได้รับคำชมว่าดุเดือดและระทึกเกินคาด ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของหุ่นยนต์ซินธ์ (Synthetics) การล่าสัตว์ประหลาด หรือการเอาชีวิตรอดจากกับดักสุดอันตราย เมื่อรวมกับระบบ IMAX ที่เพิ่มมิติของภาพและเสียงกระหึ่มถึงใจ ความมันส์จึงทวีคูณเป็นเท่าตัว 2. ภาพดาว Genna สุดอลังการ ทีมงาน VFX ระดับโลกนำโดย Olivier Dumont ผู้กำกับด้านเอฟเฟกต์ภาพจาก Doctor Strange in the Multiverse of Madness และ Shang-Chi มาควบคุมงาน ร่วมกับสตูดิโอชื่อดังอย่าง Wētā Workshop, Framestore และ ILM สร้างสรรค์ภาพของดาว Genna แดนเถื่อนที่เต็มไปด้วยอันตราย ทั้งต้นไม้และสัตว์ที่น่ากลัวและร้ายกาจ การชมในระบบ IMAX จะทำให้คุณได้สัมผัสความน่าสะพรึงกลัวของดาวดวงนี้แบบเต็มตาเต็มอารมณ์ 3. เข้าถึงอารมณ์พรีเดเตอร์ครั้งแรก นี่คือภาพยนตร์เรื่องแรกในจักรวาลพรีเดเตอร์ที่ให้ผู้ชมเห็นใบหน้าและอารมณ์ของนักล่าสุดโหดอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่มีหน้ากากปิดบัง จอยักษ์ IMAX จะทำให้คุณรู้สึกได้ว่าสัตว์ประหลาดที่เคยน่ากลัว ก็มีชีวิตจิตใจไม่ต่างจากมนุษย์ พิสูจน์ความเป็นนักล่า สำหรับแฟนหนังที่อยากทดสอบสัญชาตญาณนักล่าในตัวเอง อย่าพลาด “Predator: Badlands Immersive Experience” เพียงแสดงบัตรชมภาพยนตร์ก็เข้าร่วมบททดสอบสุดท้าทายได้ทันที ระหว่างวันที่ 6-16 พฤศจิกายน

ญี่ปุ่นยกเครื่องวงการคอนเทนต์ หวังแก้ปัญหาแรงงาน-สตูดิโอปิดตัว

เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) ได้แถลงแนวทางนโยบายใหม่ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ครอบคลุมตั้งแต่เกม อนิเมะ มังงะ ภาพยนตร์ ไปจนถึงดนตรี ซึ่งทั้งหมดถูกออกแบบภายใต้เป้าหมายใหญ่ของรัฐบาล คือขยายมูลค่าตลาดต่างประเทศของคอนเทนต์ญี่ปุ่นให้แตะ 130,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2033 นโยบายใหม่นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนหลังจากสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) ออกแถลงการณ์ด่วน เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับการแข่งขันระดับโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยลักใหญ่ใจความของนโยบาายนี้ มีด้วยกัน 5 ประการ สนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว ผลักดันคอนเทนต์ญี่ปุ่นสู่ตลาดโลก ไม่แทรกแซงเนื้อหาของงานสร้างสรรค์  สนับสนุนผู้ผลิตและสตูดิโอโดยตรง สนับสนุนผู้ที่พร้อมจะเผชิญความท้าทาย METI ยืนยันว่า รัฐบาลต้องการให้ผู้ผลิตมั่นใจว่า “การสนับสนุนจากภาครัฐ” ไม่ได้หมายถึง “การจำกัดกรอบความคิดสร้างสรรค์” แต่คือการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญา (IP) บุคลากร และเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการสร้างเครือข่ายจัดจำหน่ายและฐานแฟนต่างประเทศ เพื่อให้คอนเทนต์ญี่ปุ่นก้าวทะยานไปทั่วโลกได้อย่างอิสระ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาแม้อนิเมะญี่ปุ่นจะทำรายได้ทั่วโลกสูงเป็นประวัติการณ์ แต่สตูดิโอในประเทศกลับทยอยปิดตัวลงอย่างน่ากังวลติดต่อกันหลายปี โดยเฉพาะ 3 ปีให้หลังที่เกิดสภาวะ “การเติบโตที่ไม่ทำกำไร” (Profitless Boom) ซึ่งเป็นคำที่นักวิเคราะห์ใช้เรียกปัญหาซึ่งสตูดิโอในญี่ปุ่นต้องเผชิญ กล่าวคือ มีงานผลิตเพิ่มขึ้น แต่กำไรกลับลดลง โดยปัญหาหลักที่หลายค่ายประสบคือ “ขาดแรงงานและภาระงานล้นมือ” สาเหตุจากระบบนิเวศที่ไม่เอื้อแก่คนทำงาน เนื่องจากมีการผลิตอนิเมะมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ทีมงานต้องทำงานหนักเกินตัว ต้องเร่งกำลังผลิตแบบแทบไม่ได้หยุดพัก ทำให้หลายคนลาออก และวงการต้องสูญเสียคนเก่งไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ หลายค่ายจึงหันไปใช้บริการสตูดิโอต่างประเทศ แต่ทว่า การจ้างงานต่างประเทศช่วยบรรเทาภาระได้แค่บางส่วนเท่านั้น เนื่องเพราะค่าเงินเยนที่อ่อนลงและปัญหาควบคุมคุณภาพ ก็สร้างต้นทุนใหม่ที่สูงกว่าเดิม นโยบายใหม่ของ METI จึงมุ่ง “ลงทุนในคน” อย่างจริงจัง เพราะหากรัฐบาลต้องการให้คอนเทนต์ญี่ปุ่นยึดครองเทรนด์ตลาดโลก ก็ต้องเริ่มจากการดูแลผู้ที่สร้างมันขึ้นมากับมือ นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ความโปร่งใสในระบบสนับสนุน โดยทางการตั้งเป้าให้เงินทุนและทรัพยากรต่างๆ เข้าถึงสตูดิโอและบุคลากรสร้างสรรค์โดยตรง แทนที่จะผ่านขั้นตอนขององค์กรตัวกลางแบบเดิม แนวทางนี้อาจเป็นโอกาสครั้งใหญ่ของสตูดิโอขนาดเล็ก ที่มักถูกกลืนในวงจรอุตสาหกรรมที่ไม่เป็นธรรม ทาง METI มองว่า การให้ผู้สร้างสรรค์เข้าถึงทรัพยากรต่างๆ โดยตรงจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทดลองไอเดียใหม่ๆ พัฒนา IP ต้นฉบับ และสร้างช่องทางรายได้จากตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นคงมากขึ้น ทั้งในยุคที่แพลตฟอร์มสตรีมมิงและสินค้าแฟนด้อมกลายเป็นหัวใจของธุรกิจบันเทิง นโยบายใหม่นี้เป็นการวางโครงสร้างใหม่ของ Soft Power ญี่ปุ่น ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ วัฒนธรรม

“อร่อยเกินเบอร์ ได้ประโยชน์เกินใจ”: Dreamy Fruit Tea เปิดตัวสุดปัง! คว้า 3 สาว PiXXiE นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ จัดเต็มความสดชื่น ณ ยูเนี่ยน มอลล์

บริษัท พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด (PFS) ในฐานะผู้นำด้านการผลิตอาหารแปรรูปแบบแห้งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และผู้ผลิต/จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพภายใต้แบรนด์ “ดรีมมี่” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Dreamy Fruit Tea” ชาผลไม้ปรุงสำเร็จรสชาติเยี่ยม พร้อมกับคว้าตัวสามสาวเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตแห่งยุคอย่าง “PiXXiE” มาเป็นพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการ ในงานอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “Dreamy Fruit Tea : Fruit Fun Fresh” ที่ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ชั้น 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่สะท้อนถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ได้อย่างลงตัวว่า “อร่อยเกินเบอร์ ได้ประโยชน์เกินใจ” นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ: ชาผลไม้พร้อมชงที่ลงตัว Dreamy Fruit Tea ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อย สดชื่น และดีต่อสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ชาผลไม้ปรุงสำเร็จชนิดนี้จึงไม่ได้มีเพียงรสชาติที่กลมกล่อมลงตัวเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับคุณประโยชน์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการมีส่วนผสมของวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ, เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการสร้างคอลลาเจนตามปกติของผิวหนัง นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยการใช้หญ้าหวาน (Stevia) แทนน้ำตาลบางส่วน ทำให้ผู้บริโภคสามารถดื่มด่ำกับความหวานได้อย่างสบายใจ (อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะฟินิลคีโตนูเรียควรพิจารณา เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีฟีนิลอะลานีน) Dreamy Fruit Tea มีให้เลือกถึง 5 รสชาติสุดพรีเมียม เพื่อให้ทุกคนได้เลือกความสดชื่นตามสไตล์ที่ชอบ ได้แก่ รสแอปเปิลที่คัดสรรจากยุโรปตะวันออก, รสส้มยูซุจากญี่ปุ่น, รสพีชจากอิตาลี, รสน้ำผึ้งมะนาวจากมะนาวสายพันธุ์อเมริกาใต้, และ รสมิกซ์เบอร์รีจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งแต่ละรสชาติล้วนเป็นแหล่งของวิตามินซีที่แตกต่างกัน PiXXiE: ตัวแทนความสดใสและประโยชน์เต็มซอง บรรยากาศภายในงาน “Dreamy Fruit Tea : Fruit Fun Fresh” เป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน โดยมี 3 สาว PiXXiE ได้แก่ มาเบล, พิมมา และ อิงโกะ เกิร์ลกรุ๊ปเจ้าของเพลงฮิตมากมาย เช่น “มูเตลู”,

คิง เพาเวอร์ ฉลอง 36 ปีสุดยิ่งใหญ่ “DELIGHTS & SURPRISES” เปิดตัว ‘เจฟ-อาโป’ พรีเซนเตอร์ POWER PASS พร้อมดีลแห่งปีที่ “คุ้มจนต้องช้อป!”

คิง เพาเวอร์ ผู้นำธุรกิจค้าปลีกเพื่อการท่องเที่ยว จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 36 ปีสุดยิ่งใหญ่ ภายใต้แคมเปญ “KING POWER 36th ANNIVERSARY DELIGHTS & SURPRISES: MORE POWER MORE POSSIBILITIES WITH POWER PASS พลังช้อปเหนือขีดจำกัด สู่ทุกความเป็นไปได้” ตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งปีด้วยการเปิดตัวสองหนุ่มฮอตแห่งยุค ‘เจฟ ซาเตอร์’ และ ‘อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์’ เป็นพรีเซนเตอร์คู่แรกของ POWER PASS ระบบสมาชิกรูปแบบใหม่ พร้อมมอบความสุขสุดเอกซ์คลูซิฟและจัดเต็มโปรโมชันที่ดีที่สุดแห่งปีให้กับลูกค้าคนสำคัญ เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ – 23 ตุลาคมนี้ ที่ คราวน์ เอเทรียม คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ที่สุดแห่งความสุข: ดึง ‘เจฟ ซาเตอร์ – อาโป ณัฐวิญญ์’ ร่วมสร้างปรากฏการณ์ คิง เพาเวอร์ สร้างเซอร์ไพรส์ OF THE YEAR ด้วยการดึง เจฟ ซาเตอร์ และ อาโป ณัฐวิญญ์ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่รักการเดินทางและแสวงหาประสบการณ์ใหม่ๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์คู่แรกของ POWER PASS เพื่อส่งมอบสิทธิประโยชน์ที่ “คุ้มที่สุดแห่งปี” ให้กับสมาชิก ในงานเปิดตัว ทั้งสองหนุ่มได้ร่วมโชว์สุดพิเศษ ‘POWER PASS CELEBRATION SHOW’ พาทุกท่านร่วมเดินทางสู่ 4 VIBES ได้แก่ VEGA, CROWN, SCARLET และ NAVY ซึ่งสะท้อนพลังและตัวตนภายใต้แนวคิดหลักของแคมเปญ ความสุขยังไม่หมดเพียงเท่านี้! สมาชิก POWER PASS ได้พบกับมินิโชว์ CELEBRATION DAY จาก ‘เจฟ ซาเตอร์’ และในวันที่ 18 ตุลาคม

ซาอุฯ เดินเกมใหญ่ ซื้อ EA ปูทางสู่มหาอำนาจ Soft Power แห่งวงการเกมกีฬา

นับว่าเป็นดีลที่กระตุ้นให้หลายฝ่ายจับตามอง หลังจากที่ PIF หรือกองทุนการลงทุนสาธารณะ ซึ่งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของซาอุดีอาระเบีย เข้าเทคบริษัทผลิตเกม Electronic Arts (EA) ด้วยข้อตกลงมูลค่า 55,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นดีลประวัติศาสตร์ที่มีการซื้อขายบริษัทผลิตเกมด้วยจำนวนสูงสุดครั้งหนึ่งในโลก ถือว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับวงการเกมที่ตอกย้ำว่า กระแสของเกมกีฬาไหลบ่ามายังดินแดนบ่อน้ำมันไม่ขาดสาย ทั้งฟุตบอล กอล์ฟ เทนนิส มวยปล้ำ และอื่นๆ กระนั้นก็ตาม ห้วงที่ผ่านมา “กลุ่มทุนซาอุฯ” ถูกสื่อนานาชาติค่อนขอดเรื่องหลังม่าน ซึ่งขาดแคลนมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในหลายกรณี การขยายอำนาจทางธุรกิจมาสู่โลกของกีฬาจึงถูกตีตราด้วยคำว่า “Sportswashing” ไปโดยปริยาย  จนถูกเรียกว่าเป็นการ “ฟอกตัว” สร้างภาพลักษณ์ใหม่ผ่านวงการกีฬาที่ในแง่หนึ่งคือการฝังกลบข่าวคราวเสียๆ หายๆ ของภาครัฐ และใช้พลังอำนาจแห่งการแข่งขันเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของภูมิภาคตะวันออกกลางให้ไกลออกไป ทั้งนี้ วิสัยทัศน์ของซาอุดีอาระเบียนั้นอยู่ภายใต้แผน Vision 2030 ซึ่งมุ่งเน้นการกระจายรายได้เศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาน้ำมัน รวมถึงลงทุนด้านความบันเทิง เทคโนโลยี และการท่องเที่ยว โดยอุตสาหกรรมเกมกีฬาถือเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของกลยุทธ์นี้ เพื่อทำให้ผู้เล่นรายใหญ่จากตะวันออกกลางมีอิทธิพลผ่านวัฒนธรรมกีฬา และยกระดับพลังอำนาจของประเทศให้มากยิ่งขึ้น กล่าวอีกอย่างคือ ส่งเสริม Soft Power ประเทศซาอุฯ ในเวทีโลก อย่างไรก็ดี Electronic Arts (EA) ไม่ใช่บริษัทเกมเจ้าแรกที่กลุ่มทุนซาอุฯ ได้เข้ามาซื้อหุ้น ยังมี Capcom, Activision Blizzard และ Take-Two ที่จรดปากกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงที่ผ่านมา การเข้าซื้อกิจการเหล่านี้ทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้ผลิตและผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ในอุตสาหกรรมเกมระดับโลก  ยิ่งไปกว่านั้น Savvy Gaming Group ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบีย ยังได้บรรลุข้อตกลงกับผู้จัดงานแข่งขัน e-sport ระดับโลกอย่าง ESL และ FACEIT  ส่งผลให้ในปัจจุบัน ระบบนิเวศของ e-sport ถูกถ่ายโอนมายังตะวันออกกลางอย่างมีนัยยะสำคัญ เท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากก่อนหน้านี้ PIF ได้เข้าซื้อกิจการแผนกเกมของ Niantic ในราคา 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเกมยอดนิยม “Pokémon Go” ที่ยังคงมีฐานผู้เล่นจำนวนมากอยู่ทั่วโลก  การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการก้าวเข้าสู่โลกเสมือนจริงบนมือถือและเกมอิงสถานที่ ซึ่งจะช่วยกระจายสินทรัพย์ในอุตสาหกรรมเกมของซาอุดีอาระเบียให้กว้างไกลกว่าเกมคอนโซลและ PC แบบดั้งเดิม สำหรับคนที่ไม่เคยเล่น Pokémon Go