Skip links

เจาะยุทธศาสตร์ไมซ์ไทย 2026: เมื่อ “ความเชื่อมั่น” คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อน GDP

ในสมรภูมิเศรษฐกิจยุคใหม่ อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ไม่ได้เป็นเพียงการจองห้องประชุมหรือการจัดนิทรรศการเพื่อโชว์สินค้าอีกต่อไป แต่มันคือ “สงครามเชิงยุทธศาสตร์” ที่แต่ละประเทศต่างแย่งชิงโอกาสในการเป็นศูนย์กลางความรู้และนวัตกรรม ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของภูมิภาคอาเซียน แผนงาน “TCEB Strategic Direction 2026” ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ จึงเปรียบเสมือนการรีเซ็ตเข็มทิศเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญที่น่าจับตามอง

1. วิสัยทัศน์ที่มากกว่าการเป็น “ทางผ่าน”: ความท้าทายของ Global-Asia’s Trusted Gateway

ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการทีเส็บ ได้ประกาศเจตนารมณ์ที่แหลมคมกว่าเดิมภายใต้แนวคิด “From Change that Matters to Impact that Lasts” โดยมีหมุดหมายสำคัญคือการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Global-Asia’s Trusted Gateway” หรือประตูสู่เอเชียที่โลกมอบความไว้วางใจให้

ดร. ศุภวรรณ ได้กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการดำเนินงานไว้อย่างน่าสนใจว่า:

“เรามุ่งให้อุตสาหกรรมไมซ์ไทยสร้างผลกระทบระดับสูง (High-Impact) ต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่จัดงาน พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าและยั่งยืน”

หากวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง คำว่า “High-Impact” ในมิติของปี 2569 ไม่ใช่เพียงยอดรายได้ที่เป็นตัวเลขในบัญชี แต่มันคือการสร้าง “ผลกระทบต่อเนื่อง” (Multiplier Effect) ที่งานไมซ์แต่ละงานต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงนวัตกรรมและความรู้ไปสู่ท้องถิ่น ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงงานอีเวนต์ที่จัดแล้วจบไป แต่ต้องทิ้ง “รอยเท้าทางเศรษฐกิจ” เอาไว้ในทุกพื้นที่

2. ถอดรหัส Brand Insights: เมื่อโลกไม่ได้มองหาแค่สถานที่ แต่หา “ทางรอด”

สิ่งที่น่าสนใจและถือเป็นความกล้าหาญของทีเส็บ คือการนำข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญไมซ์ทั่วโลกกว่า 568 ราย มาเป็นสารตั้งต้นในการวางกลยุทธ์ ผลลัพธ์ที่ได้สะท้อนว่าโลกกำลังก้าวสู่ยุคแห่งความเฉพาะทาง (Specialization) ประเทศไทยจึงเลิกขายภาพรวมแบบกว้างๆ แล้วหันมาชูอุตสาหกรรมที่เป็น “แม่เหล็ก” 7 ด้าน เพื่อดึงดูดเม็ดเงินคุณภาพสูง:

  • Medical & Wellness: การดึงดูดงานด้าน Longevity และวิทยาศาสตร์การแพทย์ระดับโลก

  • Agri-Tech & Future Food: การใช้ความมั่นคงทางอาหารเป็นแต้มต่อทางยุทธศาสตร์

  • Smart Manufacturing & Creative Economy: การเปลี่ยนผ่านภาคผลิตด้วยดิจิทัลและ AI

ดร. ศุภวรรณ ย้ำว่ากลยุทธ์นี้คือการ “สร้างความคมชัดด้านแบรนด์ของไทยในการแข่งขันระดับนานาชาติ” ซึ่งสะท้อนว่าบทบาทของทีเส็บกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้สนับสนุน” (Support) ไปสู่การเป็น “นักวางยุทธศาสตร์” (Strategist) ที่ใช้ไมซ์เป็นเครื่องมือดึงดูดเทคโนโลยีและเม็ดเงินลงทุนโดยตรง (FDI) เข้าสู่ประเทศ


3. ปฏิบัติการ “TCEB Go”: สูตรลับ 4R – 4D – 3P

การจะบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทีเส็บได้ออกแบบกลไกการทำงานที่ประสานกันอย่างไร้รอยต่อผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก:

ก. Shift for Impact (รุกตลาดต่างประเทศ) ด้วย 4R: (Redefine, Regenerate, Reimagine, Revolutionize) จุดที่ต้องจับตาคือแคมเปญ Road to Net Zero Carbon ซึ่ง ดร. ศุภวรรณ ชี้ชัดว่าความยั่งยืนในยุคนี้ต้อง “ตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างโปร่งใส” นี่คือการตอบโจทย์บริษัทระดับโลกที่มองหา “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” มากกว่าเพียงแค่ผักชีโรยหน้า

ข. Change for Growth (ปลุกตลาดในประเทศ) ด้วย 4D: (Drive Value, Direct Real Sector, Demand Proactive, Differentiate) คือการทำ Economic Decentralization หรือการกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจ โดยกำหนดจุดขายรายภาคอย่างชัดเจน เช่น ภาคตะวันออกกับ Smart Manufacturing และภาคเหนือกับวัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อสร้าง “แรงดึงดูดเฉพาะถิ่น” ที่ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองหลวง

ค. Meaningful Trust (สร้างความไว้วางใจ) ด้วย 3P: (Performance, Partnership, Prestige) นี่คือส่วนที่ยากและท้าทายที่สุด คือการทำ MICE Fast Track ปรับกฎระเบียบภาครัฐให้ยืดหยุ่น (Ease of Doing Business) ดร. ศุภวรรณ ระบุถึงความจำเป็นในการผ่อนปรน Work Permit และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ไทยชนะใจผู้จัดงานต่างชาติในแง่ของความคล่องตัว (Agility)


4. เดิมพัน 1.63 แสนล้าน: ความท้าทายบนเส้นทางคุณภาพ

ทีเส็บประกาศเป้าหมายปี 2569 ไว้อย่างชัดเจนและดุดัน:

  • นักเดินทางไมซ์รวม: 29.4 ล้านคน (ในประเทศ 28.2 ล้าน / ต่างประเทศ 1.2 ล้าน)

  • รายได้รวม: 163,000 ล้านบาท

  • เป้าหมายสัดส่วน GDP: 1.77% (เพิ่มจากเดิม 1.65%)

ตัวเลขการเติบโต 10% นี้ถือเป็น “บททดสอบความหิน” ของทีเส็บ เพราะเป็นการเดิมพันที่เน้น “คุณภาพ” มากกว่าปริมาณ รายได้ 7.1 หมื่นล้านบาทจากต่างชาติ 1.2 ล้านคน หมายถึงการที่ไทยต้องเพิ่ม Spending per Head ของนักเดินทางไมซ์ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านประสบการณ์ระดับพรีเมียมและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน


บทสรุป: จาก “ทางเลือก” สู่ “ทางหลัก” ของเศรษฐกิจไทย

ยุทธศาสตร์ปี 2569 คือการพิสูจน์ว่าประเทศไทยจะก้าวข้ามการเป็นเพียง “Destination” (จุดหมายปลายทาง) ไปสู่การเป็น “Partner” (หุ้นส่วนธุรกิจ) ของโลกได้หรือไม่ ภายใต้การนำของ ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ความหวังไม่ได้อยู่ที่การมีห้องประชุมที่ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่การมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่แข็งแรงที่สุด

หากไทยสามารถส่งมอบ “Meaningful Trust” และยกระดับแบรนด์ MaxiMICE Thailand ได้ตามแผน ไมซ์จะไม่ใช่แค่เครื่องยนต์เสริมที่คอยช่วยพยุงการท่องเที่ยว แต่จะเป็น “เครื่องยนต์หลัก” ที่ช่วยฉุดกระชากเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและปัญญาของภูมิภาคอย่างแท้จริง