Skip links

Food

“อร่อยเกินเบอร์ ได้ประโยชน์เกินใจ”: Dreamy Fruit Tea เปิดตัวสุดปัง! คว้า 3 สาว PiXXiE นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ จัดเต็มความสดชื่น ณ ยูเนี่ยน มอลล์

บริษัท พรีเซิร์ฟ ฟู้ด สเปเชียลตี้ จำกัด (PFS) ในฐานะผู้นำด้านการผลิตอาหารแปรรูปแบบแห้งด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และผู้ผลิต/จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพภายใต้แบรนด์ “ดรีมมี่” ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Dreamy Fruit Tea” ชาผลไม้ปรุงสำเร็จรสชาติเยี่ยม พร้อมกับคว้าตัวสามสาวเกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตแห่งยุคอย่าง “PiXXiE” มาเป็นพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการ ในงานอีเวนต์สุดยิ่งใหญ่ “Dreamy Fruit Tea : Fruit Fun Fresh” ที่ศูนย์การค้ายูเนี่ยน มอลล์ ชั้น 1 เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ที่สะท้อนถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ได้อย่างลงตัวว่า “อร่อยเกินเบอร์ ได้ประโยชน์เกินใจ” นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ: ชาผลไม้พร้อมชงที่ลงตัว Dreamy Fruit Tea ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อย สดชื่น และดีต่อสุขภาพ ด้วยความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ชาผลไม้ปรุงสำเร็จชนิดนี้จึงไม่ได้มีเพียงรสชาติที่กลมกล่อมลงตัวเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับคุณประโยชน์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการมีส่วนผสมของวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระ, เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยในการสร้างคอลลาเจนตามปกติของผิวหนัง นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกสำหรับคนรักสุขภาพ ด้วยการใช้หญ้าหวาน (Stevia) แทนน้ำตาลบางส่วน ทำให้ผู้บริโภคสามารถดื่มด่ำกับความหวานได้อย่างสบายใจ (อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีภาวะฟินิลคีโตนูเรียควรพิจารณา เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีฟีนิลอะลานีน) Dreamy Fruit Tea มีให้เลือกถึง 5 รสชาติสุดพรีเมียม เพื่อให้ทุกคนได้เลือกความสดชื่นตามสไตล์ที่ชอบ ได้แก่ รสแอปเปิลที่คัดสรรจากยุโรปตะวันออก, รสส้มยูซุจากญี่ปุ่น, รสพีชจากอิตาลี, รสน้ำผึ้งมะนาวจากมะนาวสายพันธุ์อเมริกาใต้, และ รสมิกซ์เบอร์รีจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งแต่ละรสชาติล้วนเป็นแหล่งของวิตามินซีที่แตกต่างกัน PiXXiE: ตัวแทนความสดใสและประโยชน์เต็มซอง บรรยากาศภายในงาน “Dreamy Fruit Tea : Fruit Fun Fresh” เป็นไปอย่างคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน โดยมี 3 สาว PiXXiE ได้แก่ มาเบล, พิมมา และ อิงโกะ เกิร์ลกรุ๊ปเจ้าของเพลงฮิตมากมาย เช่น “มูเตลู”,
Tags

สารทเดือนสิบนครศรีธรรมราช ผนวกหมุดหมายนักเดินทางสายมู และแคมเปญ “เทสใต้ Tasty: เมนูอาหารสีดำ”

เทศกาลท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงการสืบสานประเพณี แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในรูปแบบ Festival Economy ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสืบสานวัฒนธรรมแต่เป็นการลงทุนทางเศรษฐกิจที่สร้างชื่อเสียงให้ กับจังหวัด สร้างรายได้ และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจท้องถิ่น เช่นเดียวกับ “งานสารทเดือนสิบ นครศรีธรรมราช” ที่กำลังได้รับการยกระดับผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน นำโดย หอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช, YEC นครศรีธรรมราช, สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ หรือ ทีเส็บ เป็นหัวเรือใหญ่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครศรีธรรมราช และผู้ประกอบการในจังหวัด ผลักดัน Local Festival อันมีเอกลักษณ์นี้ไปสู่ Flagship Festival ให้สามารถต่อยอดได้ในระดับสากล เริ่มคิกออฟด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “เทสใต้ Tasty: เมนูอาหารสีดำ” ภายใต้แนวคิด “ชวนคนคอนหลบบ้าน รับตายาย สไตล์ใหม่” ผนวก Soft Power ด้านความเชื่อเข้ากับอัตลักษณ์อาหารพื้นถิ่น และเทรนด์การท่องเที่ยว สายมู  เพื่อสืบสานประเพณีท้องถิ่นสู่เทศกาลระดับประเทศที่ยังคงเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ได้อย่างทันสมัยและ น่าจดจำ โดยใช้ “อาหาร” เป็นภาษากลาง เทศกาลสารทเดือนสิบ = เทศกาลกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสิทธิพันธุ์ ปิติเจริญกิจ ประธานผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) หอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า “เราต้องการยกระดับเทศกาลสารทเดือนสิบให้กลายเป็น Magnet ของเศรษฐกิจจังหวัดไม่ใช่แค่พิธีกรรม และความเชื่อ แต่เป็นงานที่ดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจบริการ โดยในมิติของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้นำร่อง ร่วมยกระดับด้วยการจัดงาน Must Mu ชูจุดขายเมืองที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และ Soft Power ด้านความเชื่อ ซึ่งปีนี้ YEC นครศรีธรรมราช ได้ร่วมมือกับ ทีเส็บ ภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)และผู้ประกอบการ ท้องถิ่น ผนึกกำลังร้านอาหารชื่อดังทั่วเมืองเพื่อสร้างสรรค์ เมนูสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความขลังและความเชื่อ เชื่อมโยงกับ Soft Power ของเทศกาลภายใต้แคมเปญ
Tags

29 สิงหา วันเนื้อย่างญี่ปุ่น เบื้องหลัง “ยากินิกุ” กับการเปลี่ยนแปลงของชาติ

29 สิงหาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันเนื้อย่างของญี่ปุ่น ด้วยเหตุผลง่ายๆ เพียงเพราะคำว่า “เนื้อย่าง” ดันมาพ้องเสียงกับความว่า “29 เดือน 8” พอดี เอากันง่ายๆ อย่างงี้นี่แหละ และหากพูดถึงเนื้อย่างในปัจจุบันนี้ ความนิยมคงหนีไม่พ้นร้านอาหารประเภท “ยากินิกุ” หรือก็คือ ร้านเนื้อย่างแบบญี่ปุ่นที่ชวนน้ำลายสอทุกครั้งเมื่อเดินผ่าน ด้วยกลิ่นหอมหวานของเนื้อติดมันนุ่มๆ ที่ค่อยๆ แตกมันออกมาเคลือบผิวตะแกรงร้อนๆ มีข้าวเปล่าสักถ้วย พร้อมด้วยซอสสูตรพิเศษ มันช่างเย้ายวนจริงๆ นี่แหละเอกลักษณ์ของเนื้อย่างญี่ปุ่น แต่กว่าจะมาเป็นยากินิกุแบบที่เราเห็นนี้ เนื้อย่างญี่ปุ่นก็มีความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะเดิมทีแล้ว คนญี่ปุ่นเคยถูกห้ามไม่ให้กินเนื้อสัตว์มานานกว่า 1,200 ปี ด้วยแนวคิดทางศาสนา จนกระทั่งในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ระหว่าง ในสมัยการปฏิรูปเมจิ ญี่ปุ่นก็เริ่มเปิดรับความเป็นตะวันตกเข้ามามากขึ้น ข้อกำหนดที่ห้ามกินเนื้อสัตว์ถูกวางลง กระนั้นก็ตาม ชาวญี่ปุ่นยังใหม่กับการบริโภคเนื้ออยู่มาก ว่ากันว่ารัฐบาลในขณะนั้นต้องโน้มน้าวให้ประชาชนหันมากินเนื้อกันเถอะ จะได้มีร่างกายแข็งแรงเหมือนชาวตะวันตกเขาบ้าง ถึงขนาดที่จักรพรรดิเมจิต้องลงมือกินโชว์ให้เห็นกันจะๆ เพื่อให้ชาวบ้านเชื่อมั่นในวิถีใหม่ พร้อมพัฒนาสังคมให้ทัดเทียมอารยประเทศ จะบอกว่าเป็นการเมืองผ่านเนื้อย่างเลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เรียกว่ายากินิกุนั้น เกิดขึ้นขนาบช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ “ชาวเกาหลี” ได้เข้ามาเติมเต็มให้เนื้อย่างมีรสชาติมากยิ่งขึ้น   คือช่วงหลังสงครามโลก ญี่ปุ่นเผชิญปัญหาขาดแคลน และนั่นก็เป็นโอกาสแก่ร้านอาหารของผู้อพยพชาวเกาหลี จึงเริ่มขาย “โฮรุมอนยากิ” หรือเครื่องในย่าง ซึ่งคนญี่ปุ่นไม่นิยมกินกัน แต่ต่อมาก็พากันติดใจ เพราะรสชาติดี แถมราคาย่อมเยา  แต่ปัญหาของเกาหลีก็คือ การแบ่งแยกเป็นเกาหลีเหนือ-ใต้ ซึ่งรวมไปถึงคำที่ใช้เรียกขานร้านประเภทนี้ด้วย เพราะจะเรียกว่า “โชเซ็น” (เกาหลีเหนือ) หรือ “คังโคกุ” (เกาหลีใต้) ทั้งสองคำก็มีความหมายและนัยยะอยู่ ไม่รู้จะเรียกแบบไหนดี เดี๋ยวจะมีปัญหากันอีกเปล่าๆ สุดท้ายเลยมาลงตัวด้วยคำกลางๆ อย่าง “ยากินิกุ” ของญี่ปุ่น กล่าวกันว่า คำนี้ถูกใช้เพื่อการประนีประนอมความขัดแย้งทางการเมือง และยุติความวุ่นวายต่างๆ เชื่อกันว่า ร้านยากินิกุในรูปแบบปัจจุบันได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 ก่อนจะแพร่กระจายไปยังเมืองต่างๆ เช่น โตเกียว โอซาก้า ฯลฯ ในทศวรรษต่อมา กระทั่งกลายเป็นเมนูยอดนิยมไปจนได้ โดยสิ่งที่กระตุ้นความนิยมนี้อย่างรวดเร็วนั่นก็คือ “ซอสยากินิกุ” ที่ทำออกมาขายให้ผู้คนสามารถกินเนื้อย่างรสชาติยากินิกุที่บ้านได้อย่างง่ายดาย จนต่อมาการจิ้มซอสจึงเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นไปด้วยเลย คือผู้คนจะย่างเนื้อและจิ้มกับซอสก่อนจะคีบเข้าปากเป็นพิธีสำคัญ เสน่ห์อีกอย่างของยากินิกุคือ รูปแบบการกิน บนโต๊ะที่มีเตาตรงกลาง ทุกคนจับคีบเนื้อย่างมากินด้วยกัน
Tags

“NOSE TEA x SOURI” จับมือสร้างสรรค์เมนูพิเศษ “Jasmine Blue” เติมความหวานอบอุ่นให้วันพิเศษของคุณ!

เมื่อสองแบรนด์ดังที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยและสร้างสรรค์มารวมตัวกัน “NOSE TEA” แบรนด์ชาชีสสุดฮิต และ “SOURI” แบรนด์มาการองชื่อดังที่ผสมผสานศิลปะเข้ากับขนมหวาน ได้ร่วมกันเปิดตัวเมนูใหม่สุดพิเศษ “Jasmine Blue” และ “Kiss of Blue” เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและความอบอุ่นในช่วงวันแม่นี้ “Jasmine Blue”: ความหอมละมุนที่ลงตัวในทุกเลเยอร์ “Jasmine Blue” คือเมนูเครื่องดื่มที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันจาก NOSE TEA โดยใช้เบสชาจัสมินหอมกรุ่น ผสมผสานกับสีฟ้านวลตาจากดอกอัญชันธรรมชาติ และนมสดพรีเมียมที่ปั่นจนได้เนื้อเนียนนุ่ม ชั้นล่างสุดเป็นพานาคอตต้าหวานกำลังดี ตามด้วยครีมชีสซิกเนเจอร์ของแบรนด์ที่หอมมันและรสชาติกลมกล่อม ปิดท้ายด้วยครัมเบิ้ลกรุบกรอบจาก SOURI ที่ช่วยเพิ่มมิติให้เนื้อสัมผัสในทุกคำที่ได้ดื่ม   “Kiss of Blue”: ชูส์ครีมไส้ Grapefruit ที่สดชื่นและลงตัว “Kiss of Blue” ชูส์ครีมที่ทาง SOURI ตั้งใจทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ไส้ด้านในเป็น Grapefruit Custard เนื้อเนียนหอมละมุน สอดไส้แยม Grapefruit ที่มีรสหวานอมเปรี้ยวสดชื่น ตกแต่งด้วยแผ่นช็อกโกแลตและไอซิ่งบาง ๆ ด้านบน ตัดกับวิปครีมกลิ่นจัสมินสีฟ้าที่นุ่มฟูและรสชาติกลมกล่อม เมื่อทานคู่กับ “Jasmine Blue” จะยิ่งเพิ่มความสดชื่นและลงตัวได้อย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ NOSE TEA สาขา Zpell Future Park Rangsit ยังได้เนรมิตชั้น 2 ให้เป็นคาเฟ่ในธีมสวนดอกไม้สุดน่ารัก เพื่อให้ทุกคนได้มาเช็คอินและถ่ายภาพสวย ๆ พร้อมสัมผัสความสุขและความอบอุ่นไปกับคอนเซ็ปต์ “เติมความหวานของเธอ เฉลิมฉลองความรักของเธอ” เมนูพิเศษทั้งสองนี้พร้อมให้คุณได้ลิ้มลองแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2568 ที่ NOSE TEA ทุกสาขา หรือสั่งเดลิเวอรี่ส่งตรงถึงบ้านคุณ ร่วมแชร์ความหวานและอบอุ่นได้ทางโซเชียลมีเดียด้วยแฮชแท็ก: #SWEETLIKEHERLOVE #NOSETEAXSOURI #NOSETEA #REALCHEESE  
Tags

‘ชิโอะปัง’ เมนูสุดฮอต ที่ ‘แป้ก’ มาตั้งนาน กว่าจะ ‘ปัง’

“ชิโอะปัง” หรือ “ขนมปังเกลือ” เป็นเมนูที่ถูกพูดถึงในบ้านเรามาสักพักแล้ว ซึ่งบางคนอาจจะเข้าใจผิดว่ามันมาจากเกาหลี แต่ไม่ใช่ เพราะจุดเริ่มต้นมาจากญี่ปุ่นต่างหาก และที่สำคัญ นี่ไม่ใช่เมนูที่ “ปัง” ตั้งแต่เปิดตัว ทว่าใช้เวลาถึง 4 ปี กว่าจะจุดติด จุดเริ่มต้นของชิโอะปัง มาจากฤดูร้อนอันอบอ้าวของญี่ปุ่นเมื่อประมาณปี 2003-2004 ซึ่งแน่นอนว่าอากาศร้อนๆ แบบนี้ คงไม่มีใครอยากเข้าร้านเบเกอรีกันหรอก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ คุณ Mitoshi Hirata เจ้าของร้านเบเกอรีที่ชื่อ “Pain Maison” ในย่านยาวาตาฮามะ เขาคือผู้รังสรรค์เมนูนี้ในช่วงที่คนบริเวณนั้นหนีไปกินโซเม็งเย็นกับแตงโมเพื่อดับร้อนกันหมด ภาพจาก : Tabi Labo สำหรับสถานการณ์ของร้านเบเกอรี ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ คุณ Hirata จึงถามตัวเองว่า “จะทำยังไงให้คนอยากกินขนมปังในช่วงฤดูร้อน?” คิดไปคิดมา เขาจึงเริ่มจากสิ่งที่เรียบง่ายที่สุด นั่นก็คือ “เกลือ”  ใช่แล้ว, เขาคิดว่า ร่างกายที่เสียเหงื่อเยอะในหน้าร้อน ถ้ามีขนมปังที่เติมเกลืออย่างพอเหมาะ มันอาจจะเวิร์กก็ได้ พร้อมกันนั้น ลูกชายของเขายังเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ขนมปังฝรั่งเศสรสเค็มกำลังเป็นที่นิยมมาก เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาจึงคิดได้ว่า บางทีขนมปังฝรั่งเศสเหล่านั้นอาจจะแข็งเกินไปสำหรับผู้สูงอายุหรือเด็กๆ ในยาวาตาฮามะ และก็นั่นแหละ พอปิ๊งไอเดียปุ๊บ เขาก็ลงมือทันที เขาเลือกทำขนมปังที่กรอบนอก นุ่มเนย เพราะเขาเลือกใส่เนยเป็นส่วนผสมให้มากขึ้น โดยพยายามไม่คิดถึงเรื่องต้นทุนมากนัก เพราะต่อให้ขาดทุนในช่วงแรก แต่ถ้ามันนำมาซึ่งกำไรได้ในภายหลัง ใครเล่าจะไม่ลองทำ เขาใช้วิธีม้วนแป้งห่อเนยไว้ข้างใน และเมื่อเนยละลาย จะช่วยทำให้ฐานขนมปังมีความกรอบมากขึ้น ส่วนเกลือที่เลือกใช้ หลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่พักหนึ่ง คุณ Hirata ก็พบว่าต้องใช้เกลือที่ไม่ละลายง่ายเวลานำไปอบ และยังต้องเข้ากับเนื้อสัมผัสของแป้งขนมปังได้ดีอีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลมันคือ “ความกลมกล่อม” ซึ่งเขาได้ข้อสรุปที่ “เกลือสินเธาว์” เมื่อค้นพบสูตรที่ลงตัว ต่อมาก็ให้คนใกล้ชิดเป็นผู้ทดสอบ แต่ถึงแม้ชิโอะปัง จะได้เสียงตอบรับที่ดีจากคนรอบตัวคุณ Hirata ทว่าเมื่อวางขายอย่างเป็นทางการ ลูกค้ากลับมองว่ามันเหมือน Butter Roll ที่แพงกว่า 10 เยน ก็เลยไม่มีใครสนใจ พูดง่ายๆ ว่า ขายไม่ค่อยได้ แต่คุณ Hirata ก็ยังมั่นใจในรสชาติ ในเมื่อคนรอบตัวบอกว่าอร่อย

เมื่อ ‘มิชลินไกด์’ กลายเป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ใครหลายคนไม่ต้องการ

หากจะกล่าวถึงคัมภีร์ร้านเด็ด หรือลายแทงร้านดัง “มิชลินไกด์” คงจะเป็นสำนักแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยระบบการให้ดาว ตั้งแต่ 1-3 ดาว ประหนึ่งการชี้เป้าให้คนรักอาหาร ไปตามล่าของอร่อยอันล้ำเลิศ อีกทั้งยังช่วยการันตีคุณภาพสำหรับผู้ประกอบร้านอาหาร และเป็นคู่มือทางประสบการณ์รับรสของนักเดินทางทั่วโลก ทว่าในระยะหลังมานี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของมิชลินไกด์กำลังถูกตั้งคำถามจากหลายฝ่าย ทั้งจากสื่อต่างประเทศ คนในวงการอาหาร เชฟ หรือแม้แต่ผู้บริโภคอย่างเราท่านเองก็ดี เช่นว่า ตามไปลองชิมอาหารในร้านที่ได้มิชลินสตาร์แล้วกลับไม่ถูกปากซะอย่างงั้น ซึ่งก็ไม่แปลกที่รสนิยมการดื่มกินของแต่ละคนจะต่างกันไป ความชื่นชอบย่อมนานาจิตตัง แต่เอาเข้าจริง ปัญหาของเรื่องนี้มันไม่ได้มีแค่นั้น เพราะมีหลายประเด็นที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันในวงกว้าง โดยประเด็นหลักที่ต้องเกริ่นนำก่อนเลยก็คือ “ความไม่โปร่งใส” โดยข้อเท็จจริงคือ มิชลินไกด์เป็นธุรกิจขาหนึ่งในสังกัด Michelin Travel Partner ของ Michelin Group โดยรายได้หลักส่วนหนึ่งมาจากค่าธรรมเนียม/เงินสนับสนุน ที่หน่วยงานต่างๆ จ่ายให้เพื่อจัดทำคู่มือการท่องเที่ยวทางรสชาติของประเทศนั้นๆ ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเป็นอิสระและความเป็นกลางต่อการประกาศผล ตัวอย่างเช่น เกาหลีใต้ ที่เคยจ่ายเงินไปประมาณ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อจัดทำมิชลินไกด์ของประเทศ นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ถึงร้านอาหารที่ได้สามดาวว่าคู่ควรแล้วหรือไม่ ทั้งยังมีการตั้งคำถามว่า ในเบื้องหลังนั้น ฝ่ายส่วนกลางเกาหลีได้ชี้นำแนวทางการคัดเลือกด้วยหรือเปล่า เพราะข้อสังเกตคือ ร้านอาหารที่ได้ดาวมักจะเป็นร้านอาหารเกาหลีที่ถูกปากคนต่างชาติ มากกว่าจะถูกปากคนเกาหลีด้วยกันเอง ราวกับว่าภาครัฐต้องการสร้างรสชาติมายาเพื่อผลประโยชน์ทางภาพลักษณ์และการท่องเที่ยว มากกว่าจะเป็นการให้เกียรติแก่รสชาติอาหารเกาหลีที่แท้จริง อะไรทำนองนั้น กรณีนี้เกิดขึ้นในหลายประเทศ ส่วนประเทศไทยเราเองก็มีการจ่ายเงินเพื่อสิ่งนี้มาตั้งแต่ปี 2018 แล้วเช่นกัน จำนวนเงินกว่า 140 ล้านบาท ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งทำสัญญามาแล้วสองฉบับ แน่นอนว่ารางวัลประเภทนี้เป็นผลดีต่อการท่องเที่ยวไทย แต่ข้อครหาที่เกิดขึ้นในต่างชาติก็เป็นสิ่งที่พึงพิจารณาเช่นกัน กระนั้นก็ตาม แม้บรรดาผู้วิจารณ์จะค่อนขอดในความสัมพันธ์ทางการเงินดังกล่าว แต่ทางมิชลินยังยืนกรานว่าการคัดเลือกยังคงเป็นอิสระ เรื่องนี้ไม่ได้กระทบต่อความเป็นกลางแต่อย่างใด ผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คงต้องใช้วิจารณญาณกันต่อไป แต่ไม่จบแค่นั้น ประเด็นนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงเรื่อง “การมองยุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric)” กล่าวคือ มิชลินไกด์ เป็นส่วนหนึ่งของการสถาปนาวัฒนธรรมการกินชั้นสูง โดยใช้มาตรฐานมุมมองจากฝั่งยุโรปเป็นหลัก เพราะหลายครั้งมีการตั้งคำถามถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมการดื่มกินของภูมิภาคอื่นๆ ที่เกณฑ์การวัดผลของมิชลินยังไม่กว้างขวางและลุ่มลึกเพียงพอจะประเมินคุณค่าของเมนูอาหารนั้นๆ ผลที่ออกมาจึงมักผ่านประสบการณ์อันมีศูนย์กลางอยู่ทางยุโรปมากกว่าจะเป็นการเข้าใจวัฒนธรรม ณ ที่นั้นๆ อย่างถ่องแท้หรือไม่? สิ่งที่ตามมาอีกเรื่องก็คือ ร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ ส่วนมากจึงเป็นร้านอาหาร หรือภัตตาคารระดับสูงเพื่อผู้มีอันจะกินเป็นส่วนใหญ่ และคงต้องกล่าวว่า ร้านอาหารระดับนี้ไม่ค่อยสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันสักเท่าไหร่นัก พูดอีกอย่างหนึ่งคือ ลูกค้าที่มีศักยภาพจำนวนมากยุ่งขึ้น จึงเลือกรับประทานอาหารแบบรวดเร็ว มากกว่าจะใช้เวลานานๆ ไปกับมื้ออาหารตามแบบฉบับร้านที่ได้ครอบครองดาวศักดิ์สิทธิ์จากมิชลิน

สายบุญเตรียมตัวให้พร้อม ประเพณีถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต เริ่ม 3-11 ตุลาคม นี้

สายบุญเตรียมตัวให้พร้อม ประเพณีถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต เริ่ม 3-11 ตุลาคม นี้ เทศกาลแห่งการชำระจิตใจและร่างกาย ตามรอยศรัทธา สืบทอดประเพณี  ประเพณีถือศีลกินผัก จ. ภูเก็ต เทศกาลถือศีลชำระล้างจิตใจและร่างกายเปี่ยมด้วยแรงศรัทธาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเวียนมาถึงอีกครั้งในปีนี้ พร้อมให้นักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สัมผัสกับวัฒนธรรมและประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์แบบเต็มอิ่ม 9 วัน 9 คืน ระหว่างวันที่ 3-11 ตุลาคม 2567  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ขอเชิญชวนนักเดินทางร่วมชำระล้างร่างกายและจิตใจ ในประเพณีสำคัญของจังหวัดภูเก็ตอย่าง “ประเพณีถือศีลกินผัก” หรือ เจี๊ยะฉ่าย ซึ่งตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีนของทุกปี โดยปีนี้จัดขึ้นในวันที่ 3 – 11 ตุลาคม 2567 เป็นงานที่มีความหลากหลายในทุกมิติ ทั้งด้านความเชื่อ ความศรัทธา ประเพณีเก่าแก่ มนต์เสน่ห์ของอาหารที่สร้างสรรค์ และกิจกรรมจากอ๊ามทั่วเกาะภูเก็ต  โดยปี 2566 ที่ผ่านมา มีผู้เดินทางเข้าร่วมประเพณีนี้กว่า 650,000 คน โดยทีเส็บมีเป้าหมายในการยกระดับงานให้เป็นงานเทศกาลระดับนานาชาติ เพื่อให้ “ประเพณีถือศีลกินผัก จ.ภูเก็ต” เป็นจุดหมายสำหรับกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ หากพูดถึงเทศกาลกินเจ ภูเก็ตจะเป็นชื่อที่ทุกคนนึกถึงในอันดับต้นๆ เป็นเพราะภูเก็ตจัดประเพณี  “ถือศีลกินผัก” หรือ “เจี๊ยะฉ่าย” ได้อย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในด้านการถือศีลชำระล้างจิตใจและร่างกายให้สะอาด บริสุทธิ์ โดยตลอด 9 วัน 9 คืนระหว่างประเพณีถือศีลกินผัก ผู้เข้าร่วมงานไม่เพียงแต่จะได้ถือศีลละเว้นจากเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม และความเชื่อดั้งเดิมที่ยังคงได้รับการสืบทอดอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น เริ่มตั้งแต่ “พิธีอิ้วเก้ง” หรือ “แห่พระรอบเมือง” เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของแต่ละศาลเจ้าที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน เป็นการออกเยี่ยมขององค์กิ้วอ๋องไต่เต่เพื่ออวยพรให้กับประชาชนทั่วไป โดยชาวบ้านจะตั้งโต๊ะบูชาหน้าบ้านเรือนและคุกเข่าอยู่ในอาการสงบนิ่งเพื่อรับพร จากองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ขณะที่ขบวนแห่ผ่านไป                 พิธีที่สอง คือ “พิธีโก้ยโห้ย”

จากผู้พัน สู่โครงการเพื่อเด็กนอกกรอบ KFC Bucket Search จับมือ กสศ. สร้างวิชานอกระบบ

ถ้าไม่มีผู้พันแซนเดอร์ส ก็จะไม่มี KFC และโลกที่ไม่มี KFC ก็คงจะเป็นโลกที่มีความสุขลดลง เพราะแบรนด์ KFC กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขในวันพิเศษ ที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน โดยเฉพาะเด็กๆ ทั่วโลก . เนื้อหาข้างต้นนี้เกิดขึ้นในงานแถลงข่าว KFC Bucket Search อย่างไรก็ดี โลกที่ไม่มี KFC ก็เกือบจะเกิดขึ้นแล้ว เนื่องเพราะผู้พันแซนเดอร์ส ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆ ที่เกี่ยวพันกันยุ่งเหยิง ตั้งแต่ 6 ขวบ ครอบครัวก็ต้องมาเสียคุณพ่อ และแม้ว่าเขาจะมีฝีมือการทำอาหาร ถึงขนาดที่เคยชนะการแข่งขันทำอาหารประจำหมู่บ้านมาแล้วในวัย 7 ขวบ แต่ศักยภาพนี้ก็ไม่ถูกนำมาต่อยอด เนื่องจากเขาต้องออกจากโรงเรียน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายที่บ้าน และเด็กชายแซนเดอร์สก็ต้องไปหางานทำตั้งแต่วัยเยาว์ . โดยกว่าที่ ‘เด็กชายแซนเดอร์ส’ จะกลายมาเป็น ‘ผู้พันแซนเดอร์ส’ อย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ก็ปาไปค่อนชีวิตแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น กว่าจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่าธุรกิจไก่ทอดของเขาประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง ก็เข้าสู่วัยเกษียณแล้วด้วยซ้ำ . เห็นได้ชัดว่า “ปัญหาครอบครัว-ความยากจน-การศึกษา” สามปัญหานี้ เป็นคนละเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก และยังเป็นสิ่งที่ฉุดคร่าชะตาชีวิตของคนๆ หนึ่งไปอย่างน่าเสียดาย แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีอีกหลายรายที่ประสบกับภาวะดังกล่าว แต่ทว่าไม่มีโอกาสที่ศักยภาพนั้นๆ ถูกนำมาต่อยอด ถึงที่สุดแล้ว ชะตากรรมแห่งชีวิตก็พรากโอกาสเหล่านั้นไปอย่างน่าเศร้า . เรื่องราวข้างต้น นับว่าเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลายชีวิต ซึ่งกำลังต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคที่ถาโถมเข้ามา . ด้วยเหตุนี้ KFC ประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สร้างหลักสูตรการเรียนที่มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิตเด็ก เฉพาะยิ่งกับเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา โดยข้อมูลจาก กสศ. ระบุว่า ในปัจจุบัน มีเยาวชนที่ไม่พบข้อมูลในฐานการศึกษาอยู่กว่า 1.02 ล้านคน . ทั้งนี้ ภัทรา ภัทรสุวรรณ หัวหน้าฝ่ายบริหารแบรนด์ เคเอฟซี ประเทศไทย ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของโครงการนี้ไว้ว่า . “เราร่วมมือกับ กสศ. เพื่อค้นหาศักยภาพที่หายไป ทำให้เขาเชื่อมั่นในศักยภาพของเขา ให้น้องๆ ค้นพบตัวเอง เป็น Believe ของแบรนด์ เพราะหลายคนมาทำงานที่นี่ แล้วก็ออกไปเปิดร้านเอง เราเลยอยากเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เพราะหลักสูตร

เอาอีกแล้ว Jamie Oliver นึกสนุกแจกสูตร “ผัดไทยมังสวิรัต” จะเรียกว่าผัดไทยได้ไหมเนี่ย ?!

หลังคราวก่อน Jamie Oliver – เชฟและเจ้าของภัตตาคารชาวอังกฤษเลื่องชื่อเรื่องการดัดแปลงอาหารไทยสูตรใหม่ เคยแปลงสูตรข้าวผัดใส่แยมพริกและแกงเขียวหวานกลายเป็นสมูทตี้ไปแล้ว . คราวนี้ถึงคิว “ผัดไทย” อีกหนึ่งเมนูยอดฮิตของไทยที่ชาวต่างชาติชื่นชอบก็ถูก Jamie Oliver นึกสนุกแปลงโฉม “ผัดไทย” ให้กลายเป็น “ผัดไทยมังสวิรัต” แต่สูตรมันดูแปลกๆ ยังไงชอบกล จน Uncle Roger จากช่อง mrnigelng – ยูทูปเบอร์สายรีแอควิดีโออาหารเอเชียคู่ปรับ Jamie Oliver เจ้าเก่าเจ้าเดิมแทบทนดูไม่ได้ เอ่ยปากแซวว่าตอนทำผัดไทยจานนี้เสร็จว่าสิ่งที่ Jamie Oliver ควรทำมากที่สุด คือการบินมาไทยและขอโทษคนไทยซะ . เพราะตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงวิธีการทำไม่ตรงกับภาพผัดไทยที่เคยเห็นหรือเคยกินมาตั้งแต่เด็ก แม้จะขึ้นชื่อว่ามังสวิรัต แต่นี่ก็ดูท่าจะไกลจากคำว่าผัดไทยเกินไป ไม่ว่าจะเป็น การนำ ‘เต้าหู้อ่อนมาบด’ เพื่อทำซอสผัดไทย จากนั้นปรุงรสด้วยมะขามเปียก ซอสถั่วเหลือง น้ำมันงา น้ำจิ้มไก่ (?) . จากนั้นนำไปผัดกับบร็อคโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน กวางตุ้งฮ่องเต้ ถั่วงอก และผักกาดขาว เพิ่มสัมผัสกรุบกรอบและความสดชื่น (?) ให้แก่ผัดไทยมังสวิรัตจานนี้ … ในโลกของการทำอาหาร การปรับสูตรอาหารให้ถูกปากและถูกใจผู้คนในพื้นที่จะเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือการรักษาหัวใจหลักของอาหารให้คงไว้ ซึ่งการทำผัดไทยสูตรมังสวิรัต Uncle Roger เสนอว่าหากจะเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่มีสัตว์เป็นส่วนผสมอย่างน้ำปลาหรือกุ้งแห้ง แค่เปลี่ยนไปใช้น้ำปลามังสวิรัต หรือเห็ดแทนก็น่าจะเพียงพอแล้ว . การรังสรรค์สูตรใหม่ แถมยังแต่งเติมวัตถุดิบมากหน้าหลายตาเข้ามา จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม จะยังเรียกอาหารจานนี้ว่าผัดไทยได้อยู่ไหม? หรือมีใครอยากลองบ้าง … อ้างอิง JAMIE OLIVER’S WORST RECIPE YET (Veggie Pad Thai) https://www.youtube.com/watch?v=ZmmSl6WpyJM&t=661s  

‘𝐁𝐮𝐭𝐭𝐞𝐫𝐛𝐞𝐚𝐫’ ดาราสาวคนใหม่ ขวัญใจชาวเน็ต!

ต่อจากลาบูบู้ ก็มีน้องหมีเนย (Butter Bear) นี่แหละที่ทำเอาชาวเน็ตทั้งไทยและต่างชาติต้องมาต่อแถวรอเข้าคิวถ่ายรูปกับน้อง โดยเฉพาะแม่ๆชาวจีนที่ดูจะชื่นชอบน้องเป็นพิเศษ กวาดพื้นที่ถ่ายรูปและสินค้าอื่นๆจากทางแบรนด์ไปเกินครึ่ง จนแบรนด์ต้องออกตารางโชว์ตัว ทั้งภาษาไทยและภาษาจีนให้แฟนๆ มารอต้อนรับ . น้องหมีเนย (Butter Bear)  เดบิวต์ด้วยตำแหน่งมาสคอตประจำแบรนด์ขนมหวาน ‘Butterbear’ ของร้านขนมชื่อดัง Coffee Beans by Dao ซึ่งดีไซน์โดย ‘Lalalhuay’ นักวาดภาพประกอบไทยสายอาหารลายเส้นอบอุ่นที่ออกแบบน้องหมีให้มาคอยเสิร์ฟความอร่อยให้ลูกค้า . แต่ตอนนี้ นอกจากน้องหมีเนยจะคอยเสิร์ฟความอร่อยแล้ว น้องยังกลายเป็น ไอดอลสาวน้องใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะไม่ว่าจะขยับตัวกี่ครั้ง หรือเต้นเพลงไหน ก็มีแต่คำว่าน่ารัก นุ่มนิ่ม นุ้บนิ้บเต็มไปหมด … สามารถติดตามความน่ารักและตารางโชว์ตัวของน้อง Butterbear ได้ที่ IG : butterbear.th https://www.instagram.com/butterbear.th/ … สามารถติดตามผลงานอื่นๆของนักวาดภาพประกอบได้ที่ IG : Lalalhuay https://www.instagram.com/lalalhuay/