Skip links

Food

‘𝐁𝐮𝐭𝐭𝐞𝐫𝐛𝐞𝐚𝐫’ ดาราสาวคนใหม่ ขวัญใจชาวเน็ต!

ต่อจากลาบูบู้ ก็มีน้องหมีเนย (Butter Bear) นี่แหละที่ทำเอาชาวเน็ตทั้งไทยและต่างชาติต้องมาต่อแถวรอเข้าคิวถ่ายรูปกับน้อง โดยเฉพาะแม่ๆชาวจีนที่ดูจะชื่นชอบน้องเป็นพิเศษ กวาดพื้นที่ถ่ายรูปและสินค้าอื่นๆจากทางแบรนด์ไปเกินครึ่ง จนแบรนด์ต้องออกตารางโชว์ตัว ทั้งภาษาไทยและภาษาจีนให้แฟนๆ มารอต้อนรับ . น้องหมีเนย (Butter Bear)  เดบิวต์ด้วยตำแหน่งมาสคอตประจำแบรนด์ขนมหวาน ‘Butterbear’ ของร้านขนมชื่อดัง Coffee Beans by Dao ซึ่งดีไซน์โดย ‘Lalalhuay’ นักวาดภาพประกอบไทยสายอาหารลายเส้นอบอุ่นที่ออกแบบน้องหมีให้มาคอยเสิร์ฟความอร่อยให้ลูกค้า . แต่ตอนนี้ นอกจากน้องหมีเนยจะคอยเสิร์ฟความอร่อยแล้ว น้องยังกลายเป็น ไอดอลสาวน้องใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะไม่ว่าจะขยับตัวกี่ครั้ง หรือเต้นเพลงไหน ก็มีแต่คำว่าน่ารัก นุ่มนิ่ม นุ้บนิ้บเต็มไปหมด … สามารถติดตามความน่ารักและตารางโชว์ตัวของน้อง Butterbear ได้ที่ IG : butterbear.th https://www.instagram.com/butterbear.th/ … สามารถติดตามผลงานอื่นๆของนักวาดภาพประกอบได้ที่ IG : Lalalhuay https://www.instagram.com/lalalhuay/  

30 เมษายน วันชานมไข่มุกแห่งชาติ ย้อนรอยยุทธศาสตร์เครื่องดื่มหวานร้อย

ชานมไข่มุก เครื่องดื่มเพิ่มน้ำตาลในเลือดขวัญใจชาวเราที่ต้องดื่มทุกวันเหมือนเป็นอวัยวะที่ 34 แต่เคยสงสัยกันไหมว่า ใครกันที่สรรสร้างสวรรค์ในรูปแบบเครื่องดื่มหวานร้อยลูกกลมๆ แบบนี้ขึ้น แน่นอนว่าจากชื่อก็พอจะรู้ว่าต้นกำเนิดมากจากไต้หวัน แต่ในสมัยก่อน ยังไม่มีความสำคัญเรื่องการจดลิขสิทธิ์ ทำให้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่ก็มีเรื่องเล่ายอดนิยมอยู่ 2 เรื่อง   เรื่องเล่าแรก เกิดขึ้นในปี 1986 ที่ร้านชา ฮันหลิน เมืองไถหนาน โดยถัวซ่งเหอ-เจ้าของร้าน นำแป้งมันสัมปะหลังเชื่อมน้ำตาล ลักษณะคล้ายสาคู ซึ่งเป็นขนมหวานไต้หวันใส่ลงไปในชา เกิดเป็นเมนูชาไข่มุกขึ้นในที่สุด   อีกเรื่องเล่าหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 1988 ที่ร้านชาชุน ฉุ่ย ถัง เมืองไถจง โดยในส่วนของชา หลิว ฮั่นฉี-เจ้าของร้าน เดินทางไปญี่ปุ่นแล้วเห็นการดื่มชาและกาแฟแบบเย็น จึงกลับมาเปิดร้านชาร้านนี้ เพื่อขาย ชาเย็น บ้าง เพราะเดิมที ไต้หวันนิยมดื่มเพียงชาร้อนเท่านั้น ต่อมาขณะที่ หลินชิ่วฮุย-ผู้จัดการผลิตภัณฑ์กำลังประชุมอยู่ที่ร้าน รู้สึกเบื่อ จึงเท “เฟิ่นเหยียน” ขนมหวานของไต้หวันที่ทำจากแป้งมัน ลักษณะคล้ายขนมโมจิ ลงไปในชา เมื่อลองกินแล้วพบว่าอร่อย จากนั้น ทดลองทำแจกให้พนักงานชิมก่อนจะขายเมนูนี้ในที่สุด ทำให้เมนูนี้กลายเป็นเมนูยอดนิยมของพื้นที่นี้   ไม่ว่าเรื่องเล่าใดจะจริงแท้หาใช่เรื่องสำคัญ ตอนนี้ชานมไข่มุกนั้นได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่นิยมไปทั่วโลก เกิดธุรกิจแบรนด์ชานมไข่มุกที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่ในเอเชียและยุโรป ในช่วง 1990 แต่ก็ซบเซาลง ด้วยกระแสเครื่องดื่มที่เกิดขึ้นต่อมา กระทั่งในปี 2016 ไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของไต้หวันผลักดันนโยบาย New Southbound Policy เที่ยวไต้หวันฟรีวีซ่า พร้อมส่งเสริมให้ “ชานมไข่มุก” เป็นเครื่องดื่มประจำชาติที่ต้องลอง ต่อมาในปี 2017-2018 นโยบายเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น รัฐบาลจึงเริ่มหยิบชานมไข่มุกของร้านฮันหลินมาเสิร์ฟเลี้ยงรับรองแขกของรัฐบาลจากทั่วโลก ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวไต้หวัน สายการบินแห่งชาติไต้หวันอย่าง EVA หรือ China Airlines ผู้ที่มาท่องเที่ยวไต้หวันมักมีโอกาสได้ชิมรสชาติชานมไข่มุกแบบไต้หวัน ในกรุงไทเประหว่างการพักต่อเครื่องที่สนามบินไทเปเถาหยวน   ส่วนภาคเอกชนก็มีการตอบรับนโยบายชานมไข่มุกนี้ด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงนั้นเราจะเห็นได้ว่าตามท้องตลาดเต็มไปด้วยสินค้ารูป รส กลิ่น ชานมไข่มุกออกมาจำนวนมาก กลายเป็นกระแสชานมไข่มุกฟีเวอร์หนักถึงขั้นมีกะเพราชานมไข่มุก คั่วไก่ไข่มุก ก๋วยเตี๋ยวไข่มุก พิซซ่าไข่มุก ลูกอมไข่มุก และอื่นๆ อีกมาก

อากาศโคตรร้อน แต่ทำไมคนไทยไม่กิน “อาหารเย็น”!?

คนไทยไม่กินอาหารเย็น ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง อาหารในมื้อเย็น เพื่ออดอาหารลดน้ำหนักแบบ IF แต่อาหารเย็นที่เราจะพูดถึงเป็นอาหารเย็นที่อุณหภูมิ เพราะ ถ้าไม่นับอาหารว่างอย่าง “ข้าวแช่” และ “แตงโมปลาแห้ง” ที่เป็นพระเอกประจำฤดูนี้ รวมถึงขนมหวานคลายร้อนอื่นๆ อย่างข้าวเหนียวมะม่วง ผลไม้ลอยแก้วแล้ว ไทยก็แทบจะไม่มี “เมนูคาว” ที่ทานแบบ “เย็นๆ” เพื่อดับร้อนเลย เมื่อพูดถึงอาหารคาวที่ต้องทานแบบเย็นๆ ในหน้าร้อน เท่าที่ทราบทางฝั่งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีจะมีเมนู “หมี่เย็น” ที่เป็นเมนูอาหารจานหลักประจำหน้าร้อน โดยจะนำเส้นหมี่ต้มสุกไปผ่านน้ำเย็น จากนั้นนำไปคลุกซอส หรือปรุงรสเพิ่มเล็กน้อย เพื่อความกลมกล่อม   เมนู “หมี่เย็น” ในจีนจะเรียกว่า “เหลียงเมี่ยน” เล่ากันว่า ในสมัยราชวงศ์ถัง พระนางบูเช็คเทียน จักรพรรดินีเพียงองค์เดียวของจีน ในวัย 14 ปี มีเพื่อนสนิทชายคนหนึ่งชื่อ “เจี้ยนเฟิง” ทั้งสองมักจะเที่ยวเล่นบริเวณริมน้ำและแวะพักกินบะหมี่ที่ร้านในละแวกนั้น จนวันหนึ่งในฤดูร้อน ทั้งสองอยากกิน “หมี่เย็น” จึงลองเสนอให้เจ้าของร้านลองทำ จนออกมาเป็น”หมี่เย็นคู่สามีภรรยา” แม้ทั้งสองจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันจริง แต่พ่อครัวหลวงก็ถูกรับสั่งให้ถวายหมี่เย็น “ต้นตำรับจักรพรรดินี” ให้พระนางในวันคล้ายวันพระราชสมภพของทุกปี วัฒนธรรมการกินอาหารประเภทเส้นจากจีนเดินทางไปยัง ญี่ปุ่น ตั้งแต่ยุคนารา-ยุคเฮอัน ซึ่งตรงกับราชวงศ์ถังของจีน โดยในช่วงแรกเป็นอาหารที่กินกันเฉพาะโอกาสพิเศษในวัง กว่าจะได้รับความนิยมทั่วญี่ปุ่นก็อยู่ในยุคเอโดะแล้ว จนเกิดเป็นเมนูโซเมง โซบะ อุด้ง ที่นิยมนำมาใส่น้ำแข็งทานในปัจจุบัน   ส่วนทางเกาหลีใต้ก็มีเมนูหมี่เย็น ชื่อว่า “แน็งมย็อน” โดยเอกสารสมัยศตวรรษที่ 19 ระบุว่า แน็งมย็อน ได้รับอิทธิพลมาจากเมนูอาหารเกาหลีเหนือชื่อ “แร็งมย็อน” ซึ่งเมนูนี้ปรากฎในเกาหลีใต้มาตั้งแต่สมัยโชซ็อน แต่มาได้รับความนิยมทั่วคาบสมุทรเกาหลี หลังเกิดสงครามเกาหลีขึ้น เดิมที “แน็งมย็อน” เป็นเมนูสำหรับฤดูหนาว เนื่องจากตัวเส้นหมี่ ทำมาจาก “บักวีต” ซึ่งเหมาะแก่การทานในอุณหภูมิเย็นมากกว่า เพราะจะช่วยให้เส้นเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ในปัจจุบัน แน็งมย็อน ได้รับความนิยมในช่วงหน้าร้อนด้วย โดยการใส่น้ำแข็งแทนเช่นกันกับญี่ปุ่น   จะเห็นได้ว่า อาหาร เป็นสิ่งที่โยงใยกับวัฒนธรรม เมนูอาหารเย็นทั้ง ข้าวแช่ และ หมี่เย็น จึงเป็นการนำเอกลักษณ์ประจำถิ่นที่กินกันเป็นประจำอย่าง เส้น
Tags

ทั้งเผ็ดทั้งชา “หม่าล่า ฟีเวอร์” กระแสนี้ดังในไทยเพราะอะไร?

สำหรับคนที่ชื่นชอบอาหารรสชาติจัดจ้าน เผ็ดซ่า ชาถึงปลายลิ้นคงต้องรู้จักกันดีถึงอาหารประเภทปิ้งย่าง ชาบู สุกี้ หม้อไฟ และอื่นๆ แล้ว เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก “หม่าล่า” ที่มีรสชาติเผ็ดร้อนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้จักและไม่ทราบว่า “หม่าล่า” คืออะไร? มาจากไหน? ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจจะยังไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรสชาติที่ว่านี้กันเลย    อันที่จริงแล้ว “หม่าล่า” ไม่ใช่ชื่ออาหาร แต่เป็นรสชาติอาหารของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดยมาจากการประสมคำของอักษรจีนสองตัว คือ “หม่า” 麻(má)แปลว่า “ชา” กับ “ล่า” 辣 (là) แปลว่า “เผ็ด” สื่อถึงความรู้สึกเผ็ดชา โดยมีสาเหตุมาจากเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “ฮวาเจียว” (花椒) หรือพริกไทยเสฉวน (Sichuan Pepper) ซึ่งมีลักษณะคล้ายพริกไทยดำ หรือมะแขว่นของบ้านเรา โดย “ฮวาเจียว” ยังถือเป็นเครื่องเทศที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาหารเสฉวนแทบจะไม่มีอาหารจานไหนที่ไม่มี “ฮวาเจียว” เป็นส่วนประกอบในการปรุงรส ตั้งแต่อาหารจำพวกหม้อไฟ จนไปถึงผัด ต้ม ตุ๋น ซุป และยังสามารถนำมาโรยบนเนื้อสัตว์ เต้าหู้ หรือมันฝรั่งหลังจากที่ปรุงสุกแล้ว เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมได้อีกด้วย   “ฮวาเจียว” ที่นำมาใช้ประกอบอาหารหลักๆ มีสองสีคือ สีเขียวและสีแดง สีเขียวเหมาะกับการปรุงอาหารประเภทต้ม หรือนึ่ง ขณะที่สีแดงเหมาะกับการปรุงอาหารประเภทปิ้งย่าง สามารถใส่ทั้งเม็ด หรือนำไปบดให้ละเอียดก่อนนำมาปรุงอาหารก็ได้ โดยมีสารที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ปุ่มรับรสบนลิ้นเกิดอาการชาลิ้น ความร้อนมีผลทำให้รสเผ็ดและชาเพิ่มมากขึ้น และยังมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่ทำให้อาหารจานนั้นมีรสชาติที่มีเสน่ห์มากขึ้น เพราะแท้ที่จริงแล้วลิ้นของเราสามารถรับรู้รสได้เพียง 4 รสคือ ขม เปรี้ยว เค็ม และหวาน โดยที่ลิ้นจะมีปุ่มรับรสเล็กๆ ที่เรียกว่า “ปาปิลา” (Papilla) ความเผ็ดจึงไม่ใช่รสชาติ แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดจากสารชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารที่พบได้ในพริก   สำหรับความฮอตฮิตของ “หม่าล่า”ในบ้านเรา ช่วงต้นๆ มีการแพร่หลายอย่างมากทางภาคเหนือของไทย โดยจังหวัดเชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดแรกๆ ที่รับวัฒนธรรมการกิน “หม่าล่า” เข้ามาและมีจำนวนร้าน “หม่าล่า” มากที่สุดในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นในรูปแบบของปิ้งย่างเสียมากกว่า จนในปัจจุบัน “หม่าล่า”
Tags

สวัสดีอ็อกซ์ฟอร์ด! เราชื่อ Pad Thai

ดังใหญ่แล้วนะ เมนูสตรีทฟู้ด “ผัดไทย” บ้านเรา ที่เราคุ้นชินและลิ้มรสกันบ่อยครั้งตั้งแต่เด็กจนโต ก็ไม่นึกว่าจะมีชื่อเสียงความอร่อยโด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ เว็บไซต์ Oxford Dictionaries ต้องใส่ชื่อ “pad thai” (ผัดไทย) ลงไปในฐานข้อมูลว่า คำๆ นี้ มันควรค่าที่จะเป็นคำสากลที่ทั่วโลกต้องรู้จัก เทียบชั้นกับ Pizza จากอิตาลีเชียวนะแก คำว่า pad thai นี้ จัดอยู่ในหมวด C2 ซึ่งหมายถึงหมวดศัพท์ทั่วไปที่ถูกบัญญัติ ใช้เพื่อแสดงให้รู้ถึงแหล่งที่มาต้นกำเนิด หรือพื้นถิ่นของสิ่งๆ นั้น ซึ่งมีความหมายว่า “เป็นเมนูอาหารแบบเส้นจากประเทศไทย ทำมาจากข้าว เครื่องปรุงต่างๆ ไข่ ผัก เนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล” “a dish from Thailand made with a type of noodles made from rice, spices, egg, vegetables and sometimes meat or seafood” หากเราย้อนไปดูที่มาว่าอาหารเมนูนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ก็ต้องย้อนไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิทธิพลจากจีนได้แผ่ขยายมายังประเทศไทย โดยเฉพาะเมนู ก๋วยเตี๋ยว ที่เริ่มได้รับความนิยมในสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างมาก ในยุคข้าวยากหมากแพง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้หันมารณรงค์ให้ประชาชนรับประทาน ก๋วยเตี๋ยว กันมากขึ้น เพื่อลดคอสต์การบริโภคข้าวภายในประเทศ ด้วยข้อความดังนี้ “อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยวมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อม ทำเองได้ในประเทศไทย หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์เท่ากับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอ ใช้เงินเก้าแสนบาทนั้นก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกัน ไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาทก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยชน์เต็มที่ในค่าของเงิน” เมื่อมีการสนับสนุนให้กินก๋วยเตี๋ยวแทนข้าวกันอย่างบ้าคลั่ง ก็ก่อให้เกิดการ ดัดแปลง และรังสรรค์เมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยการนำมาลองผัด ใส่กุ้งแห้งแทนหมู เพราะจะดูเป็นผัดซีอิ๊วซึ่งจะทำให้เหมือนอาหารจีนมากเกินไป ตามด้วยเต้าหู้เหลือง มะนาว ใบกระเทียม หัวปลี ถั่วงอก เกิดเป็นเมนู “ก๋วยเตี๋ยวผัด” ,
Tags

มาม่าไทยขึ้นแท่นอันดับ 3 บะหมี่นำเข้าในเกาหลี

อาหารยอดนิยมช่วงสิ้นเดือนในบ้านเราอย่าง “มาม่า” กำลังกลายเป็นเมนูฮิตที่ชาวเกาหลีเกาใจเทคะแนนให้อย่างล้นหลาม หลังได้รับอิทธิพลจากเหล่า Youtuber ชาวเกาหลีที่ทำคลิปรีแอคชั่น รีวิวรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่มีหลายสิบรสชาติลงในช่องของตัวเอง แม้ในช่วงแรกรสชาติความเผ็ดและเปรี้ยวของบะหมี่กึ่งสัญชาติไทย จะไม่ใช่รสชาติที่คนเกาหลีส่วนใหญ่คุ้นชินสักเท่าไหร่นัก แต่ก็นั่นแหละ ความแปลกนี้เองที่เป็นหนึ่งในเสน่ห์ดึงดูดให้เหล่าโอ้ปป้า ออนนี่ อาจุมม่า ฯลฯ อยากจะลิ้มลองรสชาติบะหมี่ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง จนมีส่วนให้ทัพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากประเทศไทย พุ่งขึ้นสู่อันดับ 3 จากสัดส่วนการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเกาหลี รองจากญี่ปุ่นและจีน นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีโอกาสขยายตลาดในเกาหลีได้สูง โดยเฉพาะรสชาติเผ็ดร้อนที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ ของประเทศ เช่น รสต้มยำกุ้ง, เล้งแซ่บ หรือผัดไทย ฯลฯ เนื่องจากบะหมี่กึ่งรสชาติเหล่านี้ มีจุดเด่นในด้านรสชาติที่สร้างความแตกต่างในตลาดเกาหลีได้เป็นอย่างดีปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลีโดยรวมมีการเติบโตอย่างมาก แต่ก็มีปริมาณการนำเข้าไม่มากนัก โดยสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าของเกาหลี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าของญี่ปุ่นและจีน ส่วนสินค้าจากไทย อยู่ในอันดับที่ 3 ของมูลค่าการนำเข้า โดยปี 2565 นำเข้าประมาณ 1.92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 66.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งในปี 2566 นี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มตัวเลขการส่งออกให้มากขึ้น โดยเน้นรสชาติที่เป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในเกาหลี อย่างรสต้มยำกุ้ง, ปูผัดผงกะหรี่, เล้งแซ่บ, ผัดไทย ฯลฯ และอาจปรับปริมาณต่อซองให้เพิ่มขึ้นเพื่อเหมาะกับการบริโภคของชาวเกาหลี นอกจากนี้ เนื่องจากเทรนด์การใส่ใจในสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชาวเกาหลีจำนวนมากเลือกที่จะบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลดโซเดียม และเลือกบะหมี่ชนิดที่ไม่ผ่านการทอด ผู้ประกอบการไทย จึงต้องมองหาช่องทางในการผลิตและส่งออกสินค้าบะหมี่เพื่อสุขภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้อีกทางด้วย
Tags

Soft Power ชาตรามือ เปิดสาขาแรกเวียดนาม ต่อคิวล้น ออเดอร์ทะลัก!

ชาตรามือ นั้นถือเป็นหนึ่งในลิสต์เครื่องดื่มที่นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามปักหมุดไว้เป็นอันดับต้นๆ หากมีโอกาสได้มาเยือนเมืองไทย เพราะได้รับการบอกต่อแบบปากต่อปากเรื่องรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ และความหอมที่โดดเด่นแบบเกินเบอร์ ชิมแล้วให้รสสัมผัสที่แตกต่างจากชาของที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เมื่อ ชาตรามือ มาเปิดสาขาแรกที่ โฮจิมินห์ซิตี วันที่ 9 มิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา หลังทดลองเปิดแบบ Soft Opening วันแรก ก็มีลูกค้าเก่าที่เคยชิมมาแล้วตอนมาเที่ยวไทย รวมถึงลูกค้าใหม่ที่ได้ยินคำร่ำลือ ต่างพร้อมใจกันมาเข้าคิวรอตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดนานกว่า 2 ชั่วโมง หนึ่งในนั้นคือหนุ่มเวียดนามที่น่าจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ชาไทย ไม่แน่ใจว่าจะสั่งไปกินหรือสั่งไปอาบ เพราะพี่แกสั่งออเดอร์เดียวถึง 73 แก้ว! คิดดูละกันถ้าเราต้องไปยืนต่อคิวข้างหลัง ต้องมีมองค้อนแบบตาแข็งบ้างแหละ สมมติแก้วนึงใช้เวลา 1 นาที พนักงานก็ชงออเดอร์นี้ไปเกือบชั่วโมงครึ่งแล้ว ไหนจะมีออเดอร์จากการสั่งออนไลน์ผ่านแอปฯ ต่างๆ อีก ทำให้ทางเพจชาตรามือเวียดนาม ต้องประกาศจำกัดจำนวน ให้สั่งได้ไม่เกิน 8 แก้วต่อออเดอร์ แล้วอีกสองวันถัดมาก็ลดจำนวนลงอีก ให้สั่งได้ไม่เกิน 6 แก้วต่อออเดอร์ สำหรับราคาขายที่สาขาเวียดนามนั้นเมื่อเทียบกับประเทศไทยก็เพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัว ในประเทศไทยเริ่มต้นแก้วละ 45 บาท ในขณะที่เวียดนามนั้นเริ่มต้นที่แก้วละ 55,000 ดอง (ประมาณ 80 บาท) โดยชาตรามือนั้นได้ออกไปบุกตลาดต่างประเทศมาหลายสาขาแล้ว ทั้งบรูไน, กัมพูชา, จีน, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, เมียนมาร์, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ และเวียดนามเป็นประเทศล่าสุด ซึ่งเว็บไซต์ TasteAtlas ที่รวบรวมบทความและข้อมูลอาหารยอดนิยมทั่วโลกได้จัด 10 อันดับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2023 และ “ชาไทยเย็น” นั้นได้รับคะแนนการโหวตอยู่ที่ 4.7 คะแนน อยู่อันดับ 5 ของโลกเลยทีเดียว ชาตรามือจึงเป็นเหมือนอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศไทย ที่พารสชาติเอกลักษณ์แห่ง “ชาไทย” ออกไปมัดใจผู้คนทั่วโลก…อ้างอิง : https://www.tasteatlas.com/best-rated-non-alcoholic…
Tags

น่ากินหรือน่ากลัว เปิดตัว 5 เมนูโหด อร่อยโพดโพด ต้องลอง (มั้ย) ?!

1.ตัวไรวะ ราเมน สัตว์ทะเลน้ำลึกอะไรสักอย่างที่ถูกนำมาโปะบนชามราเมนนี้เป็นเมนูพิเศษจากประเทศไต้หวัน สนนราคาความอร่อยอยู่ที่ 1,480 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 1,700 บาท หลังจากทำการสืบค้นจนทราบชื่อวัตถุดิบ สิ่งนี้ก็คือ Giant Isopod หรือแมลงสาบทะเลยักษ์นั่นเอง รีวิวจากผู้ที่ได้ชิมแล้วบอกว่ารสชาติไม่ได้แย่เหมือนหน้าตา รสสัมผัสนั้นใกล้เคียงกับเนื้อปูหรือลอบสเตอร์เลยทีเดียว 2.ก็อดซิลล่า ราเมน AKA เท้าไอ้เข้ราเมน ตั้งชื่อให้มันดูมีสตอรี่ ดูมีกิมมิคเรียกลูกค้า สร้างจินตนาการให้แก่นักชิม ใครจะเดินทางไปลองกินเป็นประสบการณ์ความอร่อยแบบแปลกๆ กำตังค์ไป 1,705 บาท สั่งมาลองชิมได้เลย ร้านอยู่ไต้หวันเหมือนเมนูก่อนหน้า ใครไม่กล้าชิม จะสั่งมาถ่ายรูปเฉยๆ ก็ได้ ทางร้านลดราคาพิเศษให้ เหลือเพียง 1,135 บาท 3.อ๊บอ๊บ ราเมน อีกหนึ่งของแปลกจากไต้หวัน ที่ดีกรีความโหดน้อยกว่า 2 เมนูแรกลงมานิดหน่อย ตรงที่การเอากบมาทำอาหารนั้นคนไทยหลายคนคุ้นชินและเคยสัมผัสรสชาติผ่านลิ้นกันมาบ้างแล้ว ซึ่งรสชาตินั้นจัดว่าเด็ดเลย เนื้อแน่นๆ เคี้ยวหนึบๆ อาจจะมีเอ๊ะบ้างก็ตรงที่การเสิร์ฟอ๊บอ๊บมาแบบเต็มตัว ให้ความรู้สึกเหมือนน้องนอนแช่น้ำจ้องหน้าเราอยู่ เลยไม่ค่อยกล้ากินแค่นั้นเอ๊งงง 4. จุ๊คาโครง แม้ว่าชื่อจะฟังแล้วได้ฟีลอาหารฝรั่งเศส แต่พอได้เห็นภาพการรับประทานเมนู “จุ๊คาโครง” นี้แบบใกล้ชิด อาจทำให้หลายคนต้องเบือนหน้าหนี การทานอาหารที่ได้ฟีลลิ่งแบบสิงโต แทะเนื้อวัวกันแบบติดซี่โครงนี้ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือการประหยัดแก๊ส ลดค่าไฟ ไม่ต้องหุงอุ่นตุ๋นต้มนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าการประหยัดเงินในการปรุงวัตถุดิบให้สุกนี้ จะต้องโยกไปจ่ายเป็นค่าหมอค่ายาให้โรงพยาบาลแทนรึเปล่าก็ไม่รู้ 5. ซุปค้างคาว แค่เห็นก็สยอง อย่าหาลองเลยเชียว เพราะค้างคาว ต่อให้กินสุกขนาดไหน ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และเจ็บป่วยจากโรคแปลกๆ ที่อาจติดต่อจากค้างคาวแพร่ระบาดมาสู่มนุษย์ได้ สาระดีดี : เพื่อเป็นการป้องกันโรคติดต่อมาสู่มนุษย์ แนะนำให้ปิดมือถือ เปิดโหมดแอร์เพลน หรือดึงปลั๊กไวไฟที่บ้านออก เพียงเท่านี้โรคทั้งหลายก็ติดต่อเราไม่ได้แล้ว หึหึ