Skip links

Thailand Soft Power

“พี่จอง-คัลแลน เอฟเฟกต์” SOFT POWER ที่ดูแล้วใจฟู กับความน่ารักที่หาได้ยากในหมู่ชายไทย!

ปรากฎการณ์พี่จอง-คัลแลน youtuber สายท่องเที่ยวซึ่งกำลังเป็นที่นิยม จากช่อง 컬렌 Cullen HateBerry นับว่าเป็นกรณีที่น่าสนใจในรูปแบบของการนำเสนอที่เป็นธรรมชาติ ไม่ต้องมีการปรุงแต่งอันใดมาก ทว่าด้วยเสน่ห์ของสองหนุ่มชาวเกาหลีนี้เองซึ่งเป็นที่ดึงดูดและชวนให้หลายคนกลายเป็นผู้ติดตามหรือแฟนคลับ “ด้อมใจฟู” ไปโดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้งคู่ถูกทาบทามให้เป็นพรีเซนเตอร์จากหลายๆ ที่ กระนั้นก็ตาม ด้วยความเป็น “พี่จองกับคัลแลน” ก็ได้มีการเลือกรับงานตามความพึงพอใจของสองคนนี้ จนเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ณ ช่วงที่ผ่านมา ความเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้มีโปรดักชั่นใหญ่โต ผนวกกับการเดินทางท่องเที่ยวแบบไม่พยายามโปรโมทมากจนเกินไป รวมถึงการฝึกพูดภาษาไทยผิดๆ ถูกๆ ตามสไตล์สองหนุ่มชาวเกาหลี ได้สร้างปรากฏการณ์ และเอฟเฟกต์ต่อสังคมไทย ทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว อีกทั้งยังส่งผลต่อมุมมองของหนุ่มสาวชาวไทยไปโดยปริยาย แน่นอนว่า ด้วยความเป็น youtuber สาย Vlog / ท่องเที่ยว จึงทำให้สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งกลายเป็นจุดเช็คอินที่หลายคนปักหมุดไว้แล้วว่า ถ้ามีโอกาสจะต้องไปตามรอย พี่จองกับคัลแลนให้ได้ โดยวันนี้เราได้คัดสรรจุดเช็คอิน หรือ สถานที่ท่องเที่ยวแนะนำ จากอีพีต่างๆ มาไว้ที่นี่แล้ว 5 สถานที่ เริ่มต้นจาก 1. ดอยหัวหมด จากคลิป “ถึงแม่สอด ต่อด้วยอุ้มผาง เพราะเราตามหาทีลอซู” เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2024 โดยดอยหัวหมดเป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่ใครมา อ.อุ้มผาง จ.ตาก ก็ต้องมาชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกในยามเช้าตั้งแต่เวลา 05.00น.-06.00น. อันเป็นจุดขายของดอยหัวหมดแห่งนี้ โดยที่มาของชื่อดอยหัวหมด จากข้อมูลระบุว่าเนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นภูเขาหินปูนเตี้ยๆ อีกทั้งยังไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคุม ชาวท้องถิ่นจึงเรียกว่า “ดอยหัวหมด” มาจนถึงทุกวันนี้ 2. ช้าง อารีน่า และ บุรีรัมย์ คาสเซิล จากคลิป “แวะมาสนุก 1 วันที่บุรีรัมย์ ก่อนเราจะมุ่งหน้าไปสุรินทร์” เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2023 สำหรับใครที่เป็นสายชอบทำกิจกรรมหลากหลาย ช้าง อารีน่า และ บุรีรัมย์ คาสเซิล นับว่าตอบโจทย์ เนื่องจากมีกิจกรรมกีฬาสนุกๆ ทั้งที่เกี่ยวกับฟุตบอลและแข่งรถ ของฝั่ง ช้าง อารีน่า และหากขยับมาหน่อยทางฝั่ง บุรีรัมย์

แพทองธาร โชว์วิสัยทัศน์ ในงานเสวนา Soft Power พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ

วันนี้ (24 ม.ค. 67) แพทองธาร ชินวัตร รองประธานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ มาร่วมขึ้นเวทีและแสดงวิสัยทัศน์ในงานเสวนา Soft Power Thailand’s Next Weapon | Thairath Forum จัดโดยไทยรัฐกรุ๊ป โดยเนื้อหาหลักที่ แพทองธาร กล่าวบนเวทีนั้น ได้เปรียบ นโยบาย Soft Power เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง คล้ายกับผู้หญิงที่ต้องทำให้หนุ่มๆ หลงรัก กล่าวคือทำอย่างไรให้ทั่วโลกหลงรักประเทศไทยผ่านการขับเคลื่อนและส่งออก โดยเราจะเน้นไปทางเศรษฐกิจ รวมถึงยกระดับความเป็นอยู่ครัวเรือน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพ ไม่ว่าจะในสาขา ภาพยนต์, อาหาร, บันเทิง ฯลฯ แต่ปัญหาหลักคือ ความยุ่งยากของการทำกิจกรรมต่างๆ ที่บางครั้งต้องยื่นเอกสารต่อภาครัฐ เนื่องจากข้อติดขัดของกฎกระทรวงมากมายหลายหน่วยงาน เราจะเริ่มทำ One stop service โดยจะเริ่มทำ sandbox ในกรุงเทพฯ สำหรับสาขาภาพยนต์ ให้สามารถถ่ายทำในสถานที่ต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เราต้องยกเลิกกฎกระทรวงที่ล้าสมัย อีกทั้ง ตอนนี้ยังมีการร่วมมือกันของภาครัฐกับภาคเอกชน เพราะเอกชนคือผู้รู้ตัวจริง เขามี know how เขารู้ว่าต้องทำอะไร ทำอย่างไร ใช้งบเท่าไหร่ รัฐเพียงแค่อำนวยความสะดวกให้ พัฒนาระบบให้มีความมั่นคงยั่งยืน มีความทันสมัย และการทำงานกับภาคเอกชนคือทุกคนอยากมีส่วนร่วม เนื่องจากเขาทราบถึงปัญหาและหวังดีกับสาขาอาชีพของเขาจริงๆ นอกจากนี้ แพทองธาร ยังกล่าวถึงเทศกาลสงกรานต์ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ โดยจะมีการเพิ่มช่วงเทศกาลให้มีไปถึงวันที่ 20 กว่าๆ ได้ จากที่เดิมทีมีเพียง 13-14-15 เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่กับเรานานขึ้น ให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศเรามากขึ้น แต่ไม่ใช่การเล่นน้ำทุกวัน เพราะสงกรานต์ไม่ได้มีแค่สาดน้ำ ยังมีกิจกรรมต่างๆ เช่น แต่งชุดไทย สรงน้ําพระ เข้าวัดทำบุญ และอื่นๆ โดยต่อจากนี้จะสร้าง THACCA หน่วยงานที่มอบประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คาดว่า พ.ร.บ. THACCA น่าจะร่างเสร็จไม่เกินเดือนเมษายน ก่อนจะยื่นให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยระบุว่างบประมาณกว่า 5 พันล้านบาทนั้น จะกระจายแบ่งไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น
Tags

“สมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย” การรวมพลังครั้งสำคัญ ผลักดัน “คอนเทนต์วาย” สู่ระดับโลก

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับงานแถลงข่าว “สมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย” (Thai Association of Boys Love Content) ณ TRUE5G Pro Hub, ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอรี่ โดยได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงศิลปิน สื่อมวลชนและผู้ผลิตคอนเทนต์วายเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง โดยการจัดตั้งสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทยนี้ ถือเป็นครั้งแรกของการมีสมาคมที่เกี่ยวกับคอนเทนต์วายในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้สมาชิกผู้ประกอบการ, ผู้ผลิตคอนเทนต์วาย ทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ นิยายและสื่อใหม่ๆ ร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และยังเป็นองค์กรตัวแทนเพื่อประสานงานและเจรจากับภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการ, ผู้ผลิตคอนเทนต์วายทั้ง Boy Love และ Girl Love ให้ออกตลาดต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน คอนเทนต์วายถือได้ว่าเป็น ซอฟต์ พาวเวอร์ที่ได้รับความสนใจทั้งคนไทยและต่างประเทศ และยังเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ คุณศศิกร ฉันท์เศรษฐ์ นายกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย กล่าวว่า “การจัดตั้งสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทย คือการรวมสมาชิก เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พร้อมทั้งเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ผลิตคอนเทนต์วาย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการส่งเสริม สนับสนุนและผลักดัน Soft Power ไทย รวมถึงการเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมคณะทำงานกับภาครัฐในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม อีกทั้งเป็นผู้สื่อสารข่าวสารไปยังสมาชิกไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือบุคคล ให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆอย่างทั่วถึง ซึ่งทางสมาคมฯ มองว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและสนับสนุน soft power และสร้างมูลค่าการตลาดของอุตสาหกรรมมากกว่า 1,000 ล้านบาทและมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นมูลค่าที่มาจากในประเทศและต่างประเทศ อุตสาหกรรมคอนเทนต์วายในปัจจุบันเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการ ผู้ผลิตคอนเทนต์วายก็ให้ความสนใจเข้ามาสู่ตลาดมากขึ้น ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ GDP เพิ่มจากรายได้ของอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การออกอากาศ การจัดแฟนมีททั้งในและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ และในวันนี้ก็เป็นโอกาสอันดี ที่พวกเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายได้มารวมตัวกันเพื่อผลักดันสิ่งดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาครัฐได้รู้จักและเกิดการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายพร้อมทั้งหาแนวทางในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทางสมาคมฯ ขอเป็นศูนย์กลางในการที่จะรวบรวมพันธมิตรทุกท่านในด้านอุตสาหกรรม  ซีรีส์วาย ทั้งผู้จัด ผู้ผลิต สถานีโทรทัศน์ รวมถึง OTT Platform ซึ่งทุกท่านที่อยู่ในที่นี้เป็นเสมือนเพื่อนพี่น้องในอุตสาหกรรมเดียวกันและได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายให้ประสบความสำเร็จไปด้วยกัน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษากันในทุกๆ ด้าน และอีกประเด็นที่สำคัญนั่นคือการรวมตัวผู้ประกอบการด้านคอนเทนต์วาย ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมและยกระดับมาตรฐานซีรีส์วายไทยให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศด้วยมาตรฐานที่เท่าเทียม รวมถึงการจัดตั้งคณะอนุกรรมการสมาคมฯ เพื่อทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านละครและซีรีส์ นอกจากนี้
Tags

29 ตุลา 66 ชมคอนเสิร์ตสุดท้ายของ “เฌอปราง” ในฐานะเมมเบอร์ BNK48

แม้จะไม่ใช่แฟนเพลงพันธุ์แท้ของวง BNK48 แต่พอได้ยินว่า “เฌอปราง” ประกาศจบการศึกษา อำลาบทบาทของวงในฐานะเมมเบอร์ก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้ ซึ่งตัวเฌอปรางเอง ก็ได้โพสต์เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ว่า    “ได้ประกาศออกไปอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้วนะคะ สำหรับการที่เฌอจะจบการศึกษาจากวง #BNK48 วงที่ทำให้เฌอได้ก้าวเข้ามาสู่สิ่งใหม่ๆ โอกาสใหม่ๆ ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ได้เจอเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่น่ารัก ได้เติมเต็มสิ่งที่ยิ่งกว่าความฝันในหลายๆ เรื่อง ได้เจอผู้คนที่พร้อมสนับสนุน และเต็มที่ไปกับเฌอในทุกๆ เรื่อง  ขอบคุณทุกๆ ส่วนจริงๆ ที่ทำให้เฌอได้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ก็หวังว่าทั้งพี่ๆ น้องๆ เมมเบอร์ และแฟนๆ จะมีความสุข สนุกสนานไปด้วยกันกับเฌอนะคะ มาสร้างความทรงจำดีๆ ไปด้วยกันนะคะ  งานอีเวนต์หลักๆ ที่เฌอจะยังเข้าร่วม ก็มีตั้งแต่งานจับมือซิงเกิลที่ 14 ในช่วงเดือน มิ.ย. งานถ่ายรูปคู่ 2-shot ในอัลบั้มที่ 4 รวมถึงคอนเสิร์ตส่งท้าย ในวันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. ปีนี้ ที่ Thunder dome ฝากด้วยนะคะ~ #CherprangBNK48″   ไปเก็บโมเมนต์ความประทับใจในคอนเสิร์ตส่งท้าย “เฌอปราง อารีย์กุล” “คอนแกรดพิเฌอ” Depart’Cher Cherprang BNK48’s Graduation Concert ในฐานะเมมเบอร์ของวง BNK48 ที่ครั้งนี้จะพาทุกคนมาร่วมสร้างความทรงจำ และความสุขสนุกสนานไปกับพี่ๆ น้องๆ เมมเบอร์ 48Group วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม 2566 ณ ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เปิดจำหน่ายบัตรวันที่ 7 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง www.eventpop.me ราคาเริ่มต้น 720 / 1,200 / 1,800 / 2,000 / 2,200 / 2,800

ส่องปรากฏการณ์ “มิสทิน” ซอฟต์พาวเวอร์เครื่องสำอางไทย มัดใจหมวย-ตี๋ชาวจีน

เป็นเวลา 35 ปีแล้วนับตั้งแต่ปี 2531 ที่คนไทยคุ้นชินกับสโลแกนแบรนด์เครื่องสำอางไทยคำหนึ่งว่า “มิสทิน…มาแล้วค่ะ” ซึ่งผ่านการคิดอย่างละมุนจาก “ราชาขายตรงของเมืองไทย” คือ “ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์” อดีตประธานกรรมการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างสรรค์ชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทยทั่วประเทศผ่านธุรกิจระบบขายตรง ประกอบกับการเห็นโอกาสในตลาดเครื่องสำอางที่ในยุคนั้นยังถือเป็นสินค้าราคาแพง หาซื้อยาก และต้องนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น “ดร.อมรเทพ” จึงคิดมุมกลับด้วยการทำให้เครื่องสำอางเป็นสินค้าที่หาซื้อง่าย มีราคาที่เหมาะสม พร้อมดำเนินการค้าขายแบบธุรกิจขายตรง ผนวกกับการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ควบคู่กัน การดำเนินธุรกิจของ “มิสทิน” ภายในประเทศเป็นไปอย่างเติบโตและต่อเนื่องทั้งยอดขายและยอดสมาชิก จนกระทั่งปี 2548 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” บุตรชายซึ่งเข้ามารับไม้ต่อดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มทำการตลาดใหม่ที่ท้าทายขึ้นโดยเปิดตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องและให้ความสำคัญกับตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเริ่มต้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ล่าสุดในปี 2559 “ดนัย ดีโรจนวงศ์” เริ่มพบสัญญาณบางอย่างที่ทำให้เขาเห็นโอกาสในการบุกตลาดเมืองจีน นั่นคือคนจีนนิยมแบรนด์ “มิสทิน” เป็นจำนวนมากจนถึงขั้นมีพ่อค้าแม่ค้าชาวจีนนำไปขายในอีมาร์เก็ตเพลสอย่าง Tmall ในเครืออาลีบาบากรุ๊ป แพล็ตฟอร์มออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของจีนมากกว่า 4 พันร้านค้าในขณะนั้น นอกจากนั้น “มิสทิน” ยังเป็นหนึ่งใน Wishlist (สิ่งที่อยากได้) ที่คนจีนนิยมซื้อฝากเพื่อนเมื่อมาท่องเที่ยวเมืองไทยอีกด้วย ดนัย ดีโรจนวงศ์ (ภาพจาก Hello! Thailand) เขาจึงร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ชาวจีน จัดตั้งบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ไชน่า) จำกัด นำเข้าเครื่องสำอาง “มิสทิน” ในหมวดเมคอัพไปเปิดตลาดในจีนอย่างเป็นทางการผ่าน Tmall เป็นช่องทางแรก ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ การทำตลาดจีนในหมวดเครื่องสำอางต้องขอใบอนุญาต The China Food and Drug Administration (CFDA) ในการทำธุรกิจแบบ B2B เพื่อกระจายสินค้าจำหน่ายทุกช่องทางในจีน ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะได้รับใบอนุญาต ซึ่งในมุมธุรกิจคือการเสียโอกาสทางการค้า เพราะตลาดเมคอัพในจีนมีมูลค่าสูงถึง 5-6 หมื่นล้านบาท เติบโต 2-3 เท่าต่อปี อันเนื่องมาจากสาวจีนที่เริ่มหันมาแต่งหน้ากันมากขึ้น ส่วนการจำหน่ายผ่านอีมาร์เก็ตเพลส รัฐบาลถือว่าเป็นการซื้อขายแบบ

จับสไบมาใส่กะเดนิม แฟชั่นเซ็ตสุดเก๋ รังสรรค์โดย AI

  เพจ Prompt Play คนเล่นพร้อมท์ ได้แชร์โพสต์ที่เกิดจากไอเดียทดลองเอาคีย์คำสั่งให้ AI ดีไซน์ชุดไทยมามิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้า กลายเป็นชุดที่สามารถแต่งได้จริงได้ในชีวิตประจำวัน   อย่างในลุคนี้คือการนำชุดสไบมาแต่งกายให้แมตช์กับกางเกงยีนส์ขาสั้น ซึ่งภาพที่ออกมานั้นหลายคนที่ได้เห็นต่างชื่นชมว่าสวย อยากใส่ ใครทำออกมาขายก็จะอุดหนุน พร้อมทั้งมีการแชร์ไอเดียเพิ่มเติมในคอมเมนต์ ว่าถ้าเป็นชุดไทยอื่นอย่างตะเบงมานก็น่าจะสวยไปอีกแบบ   ซึ่งชุดตะเบงมานกับกางเกงยีนส์เราก็เคยได้เห็น ใหม่ ดาวิกา ใส่ตอนไปเที่ยวทะเลมาแล้ว ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจให้สาวๆ หันมาเปิดใจให้ลองสวมใส่ชุดไทยในชีวิตประจำวันมัน Mass ได้ ที่มา : Prompt Play คนเล่นพร้อมท์

ครึ่งปี 2023 ผ่านไป นักท่องเที่ยวชาติไหนมาไทยเยอะสุด

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย 2566 ครึ่งปีแรกท่องเที่ยวต่างชาติ เข้ามาที่ไทยแล้วราว 13 ล้านคน เติบโตขึ้นราว 6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทย  5 อันดับแรก ได้แก่ 1. มาเลเซีย 2,104,714 คน เนื่องจากพรมแดนที่อยู่ติดกัน และชาวมาเลย์ก็สามารถเข้าไทยโดยไม่ต้องใช้วีซ่า สามารถขับรถเข้ามาเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับได้ง่ายๆ ประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดหมายที่ชาวมาเลเซียนิยมเดินทางเข้ามา จากวิถีการใช้ชีวิตที่ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก การเดินทางมาเยือนภาคใต้ของไทยที่มีชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่ไม่น้อยจึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ไทยยังมีโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งถนน รถไฟ และเครื่องบินที่เอื้ออำนวยให้การเดินทางไปมาของชาวมาเลย์ทั้งสะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์การผ่อนคลายช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์มากขึ้น สถานที่ที่ชาวมาเลย์มักจะมาท่องเที่ยว เพื่อสัมผัสกับความงดงาม เช่น ชายหาดสมิหลา สงขลา ภูเก็ต เบตง ตลาดกิมหยง กรุงเทพฯ อย่างย่านเยาวราช ตลาดนัดจตุจักร ถนนข้าวสาร วัดวาอาราม รวมถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ ในไทยด้วย 2. จีน 1,443,119 คน แม้จะเปิดประเทศแล้วหลังจากประสบกับวิกฤตการณ์โควิด 19 แต่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนก็ยังฟื้นตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ที่เที่ยวประเทศไทย ที่คนจีนชอบไปหลักๆ มีดังนี้ เมืองท่องเที่ยวสำคัญ อย่าง กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ พัทยา รวมไปถึงการเที่ยวทะเลแถบ เกาะพะงัน สมุย เสม็ด และ เขาใหญ่ก็ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนเช่นกัน 3. รัสเซีย 791,574 คน ประเทศไทยติด 1 ใน 3 ของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของชาวรัสเซีย เนื่องจากรัสเซียนั้นมีภูมิประเทศที่ต้องพบเจอกับความหนาวเย็นตลอดทั้งปี พื้นที่เขตร้อนทะเลไทย อย่างภูเก็ต พัทยา เกาะสมุย จึงเป็นความอบอุ่นสุดชิลที่นักท่องเที่ยวแดนหมีขาวถวิลหา อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญมาจากภาวะสงคราม ที่รัสเซียถูกแบนจากหลายชาติตะวันตก จากสถานการณ์การสู้รบระหว่างรัสเซีย และยูเครน ที่ทวีความตึงเครียด ทำให้นักท่องเที่ยวจากรัสเซียเดินทางเข้ามายังประเทศไทยแทน 4. เกาหลีใต้ 763,079 คน เปิดโซเชียลมา เราได้เห็นดารานักร้อง อินฟลูเอนเซอร์ที่เดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน ทำคอนเทนต์อย่างต่อเนื่อง นับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้คนเกาหลีมาเที่ยวไทย เหตุผลอื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนก็คือโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุม นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางได้เองง่ายๆ

พาไปตามรอยซีรีส์ King The Land แบบสมฐานะ เริ่มต้น 0 บาท จนไปจบที่แสนห้า

ยกมือถือขึ้นมาไถหน้าจอเล่นโซเชียล ก็เห็นแต่ Soft Power ประเทศไทยมาเต็มฟีดเลยทีเดียว หลังจากซีรีส์เกาหลี King The Land ที่ติดอันดับ Top 10 ใน Netflix ประเทศไทยมาหลายสัปดาห์ โดยตอนที่พีค และถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือตอนที่ 10 ที่ยกพลตัวเอกของเรื่องเดินทางมาออกทริปท่องเที่ยวที่ประเทศไทย แฟนซีรีส์บ้านเราที่ได้ดูตอนนี้จบต่างรู้สึกปลื้มปริ่ม ที่ภาพลักษณ์ของประเทศถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองของทีมงานเกาหลี ได้อย่างสวยงาม ราวกับว่าเป็นผลงานการสร้างของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยยังไงยังงั้น แต่ละสถานที่ แต่ละกิจกรรมในหลายซีน มีซอฟต์พาวเวอร์ของชาติไทยสอดแทรกในการดำเนินเรื่องได้อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว ล้วนถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีจนกลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้หลายคนวางแผนจะออกไปตามรอยซีรีส์ดังในเร็ววัน แต่ช้าก่อน นี่ก็อยู่ในช่วงกลางเดือนแล้ว หากคุณมุ่งมั่นจะตามรอยซีรีส์แบบขาดการยั้งคิด อาจต้องเจอกับวิกฤตการณ์ทางการเงินประจำเดือนที่มาก่อนเวลาอันควรก็เป็นได้ The Attraction จึงขอพาคุณไปตามรอยซีรีส์แบบมีสติ ไล่เรียงตามกำลังทรัพย์ที่คุณเต็มใจจ่ายได้แบบไม่ขัดสนเดือนชนเดือน 0 บาท ++ วัดอรุณ ทัวร์วัดอรุณ แบบไม่เสียค่าเข้าชม วัดนี้ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมแต่งชุดไทยแบบจัดเต็มมาถ่ายภาพเก็บเป็นที่ระลึก คล้ายกันกับนักท่องเที่ยวบ้านเราแต่งชุดฮันบกตอนไปท่องเที่ยวพระราชวังที่เกาหลี ที่นี่ยังมีไอติมชาไทยลายกระเบื้องพระปรางค์วัดอรุณที่เป็นกระแสไวรัลในช่วงเดือนที่ผ่านมาให้ลิ้มลองอีกด้วย สำหรับสายมู เชื่อกันว่าใครได้มากราบไหว้ ชีวิตจะรุ่งโรจน์ดุจรุ่งอรุณ วัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2 ซึ่งบรรจุพระบรมอัฐิ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย 0 บาท ++ เอเชียทีค มาเอเชียทีค แบบเดินเล่นถ่ายรูปชมวิวเฉยๆ มันก็ไม่เสียเงินค่าเที่ยวชมอยู่แล้ว แต่การจะได้ชื่อว่ามาถึงเอเชียทีคแบบ “ของแทร่” นั้นมันต้องสัมผัสประสบการณ์การนั่งชิงช้าสวรรค์ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาด้วย ซึ่งราคาเครื่องเล่นสำหรับคนไทยก็อยู่ที่ 400 บาท ++ เตรียมเงินไปเผื่อด้วยนะ 0 บาท ++ น้ำพุไอคอนสยาม ชมฟรี การแสดงระบำสายน้ำความยาวกว่า 400 เมตรที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบโดย “Ghesa Water & Art” ผู้ออกแบบน้ำพุมาแล้วกว่า 3,000 โครงการทั่วโลก ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศ ผสมผสานเทคนิคการยิงน้ำพุแบบ 2D 3D และ 4D jets ที่สามารถหมุนได้เหมือนจอยสติ๊ก ยิงน้ำพุขึ้นไปในอากาศที่ความสูงต่างระดับกัน โดยความสูงระดับสูงสุดจะสูงถึง 35 เมตร ทำการแสดงทุกวัน เวลา 18.30
Tags

สวัสดีอ็อกซ์ฟอร์ด! เราชื่อ Pad Thai

ดังใหญ่แล้วนะ เมนูสตรีทฟู้ด “ผัดไทย” บ้านเรา ที่เราคุ้นชินและลิ้มรสกันบ่อยครั้งตั้งแต่เด็กจนโต ก็ไม่นึกว่าจะมีชื่อเสียงความอร่อยโด่งดังไปทั่วโลก ถึงขนาดที่ เว็บไซต์ Oxford Dictionaries ต้องใส่ชื่อ “pad thai” (ผัดไทย) ลงไปในฐานข้อมูลว่า คำๆ นี้ มันควรค่าที่จะเป็นคำสากลที่ทั่วโลกต้องรู้จัก เทียบชั้นกับ Pizza จากอิตาลีเชียวนะแก คำว่า pad thai นี้ จัดอยู่ในหมวด C2 ซึ่งหมายถึงหมวดศัพท์ทั่วไปที่ถูกบัญญัติ ใช้เพื่อแสดงให้รู้ถึงแหล่งที่มาต้นกำเนิด หรือพื้นถิ่นของสิ่งๆ นั้น ซึ่งมีความหมายว่า “เป็นเมนูอาหารแบบเส้นจากประเทศไทย ทำมาจากข้าว เครื่องปรุงต่างๆ ไข่ ผัก เนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล” “a dish from Thailand made with a type of noodles made from rice, spices, egg, vegetables and sometimes meat or seafood” หากเราย้อนไปดูที่มาว่าอาหารเมนูนี้มันเกิดขึ้นมาได้ยังไง ก็ต้องย้อนไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อิทธิพลจากจีนได้แผ่ขยายมายังประเทศไทย โดยเฉพาะเมนู ก๋วยเตี๋ยว ที่เริ่มได้รับความนิยมในสังคมช่วงนั้นเป็นอย่างมาก ในยุคข้าวยากหมากแพง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้หันมารณรงค์ให้ประชาชนรับประทาน ก๋วยเตี๋ยว กันมากขึ้น เพื่อลดคอสต์การบริโภคข้าวภายในประเทศ ด้วยข้อความดังนี้ “อยากให้พี่น้องกินก๋วยเตี๋ยวให้ทั่วกัน เพราะก๋วยเตี๋ยวมีประโยชน์ต่อร่างกาย มีรสเปรี้ยว เค็ม หวานพร้อม ทำเองได้ในประเทศไทย หาได้สะดวกและอร่อยด้วย หากพี่น้องชาวไทยกินก๋วยเตี๋ยวคนละหนึ่งชามทุกวัน วันหนึ่งจะมีคนกินก๋วยเตี๋ยวสิบแปดล้านชาม ตกลงวันหนึ่งค่าก๋วยเตี๋ยวของชาติไทยหนึ่งวันเท่ากับเก้าสิบล้านสตางค์เท่ากับเก้าแสนบาท เป็นจำนวนเงินหมุนเวียนมากพอ ใช้เงินเก้าแสนบาทนั้นก็จะไหลไปสู่ชาวไร่ ชาวนา ชาวทะเลทั่วกัน ไม่ตกไปอยู่ในมือใครคนหนึ่งคนใดเพียงคนเดียว และเงินหนึ่งบาทก็มีราคาหนึ่งบาท ซื้อก๋วยเตี๋ยวได้เสมอ ไม่ใช่ซื้ออะไรก็ไม่ได้เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งเท่ากับไม่มีประโยชน์เต็มที่ในค่าของเงิน” เมื่อมีการสนับสนุนให้กินก๋วยเตี๋ยวแทนข้าวกันอย่างบ้าคลั่ง ก็ก่อให้เกิดการ ดัดแปลง และรังสรรค์เมนูใหม่ๆ จากวัตถุดิบเส้นก๋วยเตี๋ยวด้วยการนำมาลองผัด ใส่กุ้งแห้งแทนหมู เพราะจะดูเป็นผัดซีอิ๊วซึ่งจะทำให้เหมือนอาหารจีนมากเกินไป ตามด้วยเต้าหู้เหลือง มะนาว ใบกระเทียม หัวปลี ถั่วงอก เกิดเป็นเมนู “ก๋วยเตี๋ยวผัด” ,
Tags

มาม่าไทยขึ้นแท่นอันดับ 3 บะหมี่นำเข้าในเกาหลี

อาหารยอดนิยมช่วงสิ้นเดือนในบ้านเราอย่าง “มาม่า” กำลังกลายเป็นเมนูฮิตที่ชาวเกาหลีเกาใจเทคะแนนให้อย่างล้นหลาม หลังได้รับอิทธิพลจากเหล่า Youtuber ชาวเกาหลีที่ทำคลิปรีแอคชั่น รีวิวรสชาติบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยที่มีหลายสิบรสชาติลงในช่องของตัวเอง แม้ในช่วงแรกรสชาติความเผ็ดและเปรี้ยวของบะหมี่กึ่งสัญชาติไทย จะไม่ใช่รสชาติที่คนเกาหลีส่วนใหญ่คุ้นชินสักเท่าไหร่นัก แต่ก็นั่นแหละ ความแปลกนี้เองที่เป็นหนึ่งในเสน่ห์ดึงดูดให้เหล่าโอ้ปป้า ออนนี่ อาจุมม่า ฯลฯ อยากจะลิ้มลองรสชาติบะหมี่ที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง จนมีส่วนให้ทัพบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากประเทศไทย พุ่งขึ้นสู่อันดับ 3 จากสัดส่วนการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเกาหลี รองจากญี่ปุ่นและจีน นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของไทยมีโอกาสขยายตลาดในเกาหลีได้สูง โดยเฉพาะรสชาติเผ็ดร้อนที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ ของประเทศ เช่น รสต้มยำกุ้ง, เล้งแซ่บ หรือผัดไทย ฯลฯ เนื่องจากบะหมี่กึ่งรสชาติเหล่านี้ มีจุดเด่นในด้านรสชาติที่สร้างความแตกต่างในตลาดเกาหลีได้เป็นอย่างดีปัจจุบันตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลีโดยรวมมีการเติบโตอย่างมาก แต่ก็มีปริมาณการนำเข้าไม่มากนัก โดยสินค้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าของเกาหลี ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าของญี่ปุ่นและจีน ส่วนสินค้าจากไทย อยู่ในอันดับที่ 3 ของมูลค่าการนำเข้า โดยปี 2565 นำเข้าประมาณ 1.92 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 66.2 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 57.1% จากปีก่อนหน้า ซึ่งในปี 2566 นี้ก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มตัวเลขการส่งออกให้มากขึ้น โดยเน้นรสชาติที่เป็นอาหารไทยที่ได้รับความนิยมในเกาหลี อย่างรสต้มยำกุ้ง, ปูผัดผงกะหรี่, เล้งแซ่บ, ผัดไทย ฯลฯ และอาจปรับปริมาณต่อซองให้เพิ่มขึ้นเพื่อเหมาะกับการบริโภคของชาวเกาหลี นอกจากนี้ เนื่องจากเทรนด์การใส่ใจในสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคชาวเกาหลีจำนวนมากเลือกที่จะบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ลดโซเดียม และเลือกบะหมี่ชนิดที่ไม่ผ่านการทอด ผู้ประกอบการไทย จึงต้องมองหาช่องทางในการผลิตและส่งออกสินค้าบะหมี่เพื่อสุขภาพเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้อีกทางด้วย