Skip links

Music

เปิดประวัติ Wonderkid วงหัวควาย “ดั๊ม คาราบาว” หนุ่ม 18 ตัวแทน “ป๋าดุก”

ดั๊ม คาราบาว ชายหนุ่มผู้เข้ามาเป็นสมาชิกคณะควายเฒ่าสุดยอดตำนาน ตั้งแต่อายุ 18 ปี หลังจากที่ลือชัย งามสม หรือ ‘ป๋าดุก’ มือคีย์บอร์ดประจำวงคาราบาว จากไปเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 หลังจากนั้นแฟนๆ ก็ได้รู้จักกับสมาชิกใหม่อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี วงเพื่อชีวิตระดับนี้จะเอาใครมาเล่นคีย์บอร์ดตำแหน่งนั้นก็ได้ และเชื่อว่ามีผู้แก่กล้าหลายรายซึ่งพร้อมด้วยฝีมือ แต่คาราบาวกลับเซอร์ไพรส์แฟนๆ อย่างไม่คาดคิด เพราะหวยดันมาออกที่หนุ่มคะนองวัย 18 ปี ผู้ได้รับการขนานนามจาก ‘น้าแอ๊ด’ ว่า “เด็กอัจฉริยะ” ด้วยความสามารถที่ล้นเหลือ เล่นได้ทุกเครื่องในวง เสียบแทนใครตำแหน่งไหนก็ได้หมดอย่างไม่บกพร่อง หนุ่มดั๊มจึงได้รับความไว้วางใจจากลุงๆ ให้รับผิดชอบในตำแหน่งที่ขาดหาย อย่างล่าสุด คอนเสิร์ตใหญ่ครั้งสุดท้ายของเล็ก-คาราบาว ที่จัดขึ้นกับปู-พงษ์สิทธิ์ ดั๊มเองก็ได้มาเป็นหนึ่งในสมาชิกวงส้นตีน วงแบ็คอัพคอนเสิร์ตใหญ่ตลอด 3 ชั่วโมงที่อิมแพค อารีนา  แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ คงต้องกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ เพราะดั๊มไม่ได้รู้จักใครในวงเป็นการส่วนตัว ไม่ได้เป็นญาติกับใครทั้งนั้น ไม่รู้จะเอาตัวเองไปอยู่ในวงโคจรรอบข้างของสมาชิกคาราบาวได้อย่างไร ในเมื่อโอกาสไม่ได้วิ่งเข้าหาเรา ก็ต้องเป็นเราที่วิ่งหาโอกาส ซึ่งทั้งหมดนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากปราศจากความพร้อม โอกาส และจังหวะเวลา ทว่ากว่าจะมาเป็น ‘ดั๊ม คาราบาว’ เราคงต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น (ภาพจาก facebook: Drum Aekkaman Solo) เด็กชายดั๊ม จากพนัสนิคม เด็กชาย เอกมันต์ พิเศษ เกิดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2548 เติบโตขึ้นที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในครอบครัวที่ชื่นชอบเสียงเพลง และมีเครื่องดนตรีอยู่ใกล้ตัว ทำให้เด็กชายดั๊มเริ่มสนใจดนตรีตั้งแต่ 3 ขวบ และมีความคิดอยากจะเล่นกับวงคาราบาวตั้งแต่ตอนนั้น “ความคิดที่อยากจะเล่นกับคาราบาว มีมาตั้งแต่ 3 ขวบเลย” ดั๊มย้อนความหลังถึงวัยเด็กให้เราฟัง จนเมื่ออายุ 6 ขวบ ดั้มจึงได้เริ่มหัดเล่นดนตรี ในตอนแรกดั๊มอยากเป็นมือกลอง แต่ทว่าคุณพ่อดันบังคับให้เล่นกีต้าร์ เด็กน้อยจึงต้องหัดกีต้าร์เป็นอันดับแรก ทั้งฝึกเองบ้าง เรียนรู้จากคนใกล้ตัวบ้าง ต่อมาเมื่อน้องดั๊มอยู่ ป.4 ก็ได้รับโอกาสได้เล่นดนตรีกับผู้ใหญ่มากขึ้น ได้เล่นร่วมกับวงดนตรีรุ่นพี่ และวงรุ่นพ่อ ได้รับหน้าที่เป็นมือโซโล่ รวมถึงได้แสดงดนตรีตามงานต่างๆ อยู่ตลอด และถึงแม้ว่าต่อมา

ไทยแลนด์แดนคอนเสิร์ต เริ่ดทุกอย่าง ยกเว้น…

นอกจากสยามเมืองยิ้มแล้ว ‘ไทยแลนด์แดนคอนเสิร์ต’ ยังเป็น a.k.a.ใหม่ของประเทศไทยที่ได้ยินบ่อยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะในแต่ละปีมีคอนเสิร์ตกว่าหลายร้อยครั้ง ด้วยระบบแสง สี เสียงก็เป็นแถวหน้าในระดับโลก ศิลปินมาจัดคอนเสิร์ตแต่ละทีก็มีที่เที่ยว พร้อมด้วยอาหารมากมายรอต้อนรับ แถมวัฒนธรรมการดูคอนเสิร์ตที่ไม่ได้ซื้อบัตรมานั่งเฉย ๆ แต่ซื้อบัตรมาร้องเพลงแทนศิลปิน ยังสร้างความประทับใจ ชวนให้ศิลปินกลับมาซ้ำ โดยเฉพาะฝั่ง K-pop ที่ไม่ว่าจะประกาศเวิล์ดทัวร์กี่ครั้งก็ต้องมีประเทศไทย แต่ทว่า… ทั้งๆ ที่ไทยมีคอนเสิร์ตเกาหลีให้ผู้จัดและเว็บกดบัตรได้ซ้อมมือปีละหลายสิบคอน แต่แฟนคลับก็ยังต้องเจอกับปัญหาแปดล้านสิ่งที่ยังแก้ไม่ได้สักที แต่จะไปบอกศิลปินว่าอย่าเพิ่งมา มันก็ยังไงอยู่ ก็เลยรวบรวมปัญหาต่างๆ มาไว้ให้ได้ลองอ่านกันดู  กลยุทธ์การตลาด เล่นกับใจแฟนคลับ​ ศิลปินวงโปรดมาหาถึงที่ทั้งที แต่กลับประกาศว่าจะจัดคอนแค่วันเดียวให้แฟนคลับทุกสารทิศมาเป็นผู้ท้าชิงบัตรกัน ทำเอานอนไม่หลับกันเป็นวันว่าจะได้บัตรไหม แต่หลังศึกชิงบัตรจบลงได้ไม่นาน ก็จะมีผู้จัดบางเจ้าทำทีท่าว่าแอ๊บแอ้มาสะไพร้ส์ประกาศ ‘เพิ่มรอบ’ หวังเอาใจแฟนคลับ ซึ่งในครั้งแรกกลยุทธ์นี้อาจได้ผล อาจทำให้ผู้จัดได้รับเสียงชื่นชมและหยิบกลยุทธ์นี้มาใช้อีกในครั้งถัดๆ ไป  จนเมื่อแฟนคลับเริ่มจับทางได้ เมื่อนั้นเสียงชื่นชมจะเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจว่าทำไมไม่ประกาศว่ามีสองรอบตั้งแต่แรก!  ถึงจะบอกว่าเป็นกลยุทธ์ที่ทั้งผู้จัดและค่ายตกลงกันแล้ว แต่นี่อาจเป็นกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายที่กำลังทำลายยอดขายในเวลาเดียวกัน เพราะไม่มีทางเป็นไปได้ที่ผู้จัดและค่ายจะจับมือเพิ่มดีลกะทันหันกันตรงนั้น การจัดคอนเสิร์ตแต่ละครั้งต้องเป็นข้อตกลงกันมาก่อนอยู่แล้วว่าจะจัดทั้งหมดกี่วัน  ในฐานะคนที่ติดอยู่ในวงจรกลยุทธ์นี้ ก็แอบรู้สึกว่าหรือนี่ตัวเองกำลังอยู่ในการทดลองทางจิตวิทยาบางงอย่าง เพราะ พอคอนเสิร์ตครั้งถัดไป ผู้จัดประกาศว่าจะมีคอนเสิร์ตรอบเดียวแฟนคลับก็ต้องกลับเข้าวังวนศึกชิงบัตร พอบัตรหมดก็ต้องมานั่งลุ้นว่าจะมีเพิ่มรอบหรือไม่ หรือจะหมดเพียงเท่านี้จริงๆ สูญเสียทั้งเวลา และสุขภาพใจที่ต้องมารอหวังลม ๆ แล้ง ๆ หมดความน่าเชื่อถือของผู้จัดไปอีก ร้านกดบัตรสีเทา ‘ร้านกดบัตร’ ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่รุ่งโรจน์ตามไปกับจำนวนคอนเสิร์ตที่เพิ่มมากขึ้น เพราะบางครั้งสงครามดุเดือดเกินกว่าจะสู้คนเดียว ชวนเพื่อนแล้วหนึ่ง ยังต้องจ้างร้านกดบัตรมาช่วยอีกหนึ่ง แถมบางครั้งยังกดบัตรคอนเสิร์ตวันธรรมดา งานก็ต้องทำ คอนเสิร์ตก็ต้องไป ร้านรับจ้างกดบัตรจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ยังคงอยู่กับทุกคอนเสิร์ต ร้านกดบัตรแต่ละร้านก็จะบวกราคาเพิ่มแตกต่างกันไปตามาความดุเดือด ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน อีกทั้งยังมีมิจที่จริงใจมีบัตรจริงฉวยโอกาสใช้ความรักของแฟนคลับกดบัตรมาอัพราคา และมิจแท้แบบ100% ที่ไม่มีบัตร แต่ใช้แคปชันเดียวกันว่า “รอใส่ชื่อ บวกค่ากด 500” ให้แฟนคลับเจ็บใจเล่น ตั้งคำถามว่าเมื่อเช้าลืมทำบุญหรือเปล่า ทำไมคนที่กดได้ดันไม่ใช่แฟนคลับแต่เป็นร้าน(หลอก)รับกดบัตร ฉันอยากให้เว็บกดบัตรสู้ “บอท” แต่คนแรกที่เว็บกดบัตรสู้กลับคือ “ฉัน” กว่าจะเข้าคิวได้ ต้องเสียเวลา รับคิวกว่า 1 ชั่วโมง แล้วยังต้องรอคิวให้น้องเขียววิ่งต่ออีกตั้งแต่ 10 นาทีไปจนถึงครึ่งชม. กว่าจะถึงหน้ากดบัตร เวลาชีวิตก็เหลือแค่ 23 ชม./วัน และใช่ว่าถึงหน้ากดบัตรแล้วจะดีใจได้ เพราะบางทีมองจากหน้าปากซอยบ้านยังเห็นว่าที่นั่งที่หายวับไปต่อต่อตา แถมมันยังเรียงคิว เรียงแถวแบบผิดสังเกต จนต้องอุทานกับตัวเองว่า ‘บอทลงอีกแล้วหรอวะะะ’

ปิดจบแบบเรียบง่าย คอนเสิร์ตสุดท้ายในชีวิต “ปู พงษ์สิทธิ์ – เล็ก คาราบาว” พี่น้องส้นตีน!

จบลงอย่างประทับใจกับงาน ‘ลีโอ พรีเซนต์ คอนเสิร์ต พี่น้องส้นตีน ไลฟ์’ คอนเสิร์ตอะคูสติกสุดเอ็กซ์คลูซีฟของสองพี่น้องตำนานเพลงเพื่อชีวิต “ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และ เล็ก คาราบาว (ปรีชา ชนะภัย)” ที่จัดขึ้น ณ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5 ถือเป็นคอนเสิร์ตในรอบหลายสิบปีที่ทั้งคู่ขึ้นโชว์ร่วมกัน และพี่เล็กก็ได้พูดในช่วงท้ายของโชว์ว่าคอนเสิร์ตนี้ จะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของเล็ก-ปู ที่จะได้ขึ้นแสดงร่วมกัน  สำหรับงาน ‘ลีโอ พรีเซนต์ คอนเสิร์ต พี่น้องส้นตีน ไลฟ์’ ถือเป็นการแสดงคอนเสิร์ตอะคูสติก ครั้งที่ 3 ของทั้งคู่ นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2536 ที่ทั้งคู่ได้ทำอัลบั้มบันทึกการแสดงสดอะคูสติกในห้องบันทึกเสียง ‘ปลั๊กหลุด’ ได้รับการต้อนรับที่ดีจากแฟนเพลง ทำยอดขายได้ถึงล้านตลับ และมีคอนเสิร์ตในปีเดียวกันที่ศาลาเฉลิมกรุง จากนั้นอีก 20 ปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2556 ทั้งคู่ได้กลับมาร่วมแสดงดนตรีด้วยกันอีกครั้งกับคอนเสิร์ต ปลั๊กหลุด 2 ตอน เสียบปลั๊ก (สดใส… ไม่อึกทึก) ที่ยังคงความอบอุ่น เป็นกันเอง และอีก 11 ปีต่อมา จากคอนเสิร์ต ’ปลั๊กหลุด’ สู่ ‘พี่น้องส้นตีน’ ในปี พ.ศ. 2567 อีกหนึ่งคอนเสิร์ตอะคูสติกแห่งปีที่ให้แฟนๆ ได้ดื่มด่ำกับบทเพลงที่คุ้นเคย ในบรรยากาศที่ใกล้ชิด เต็มอิ่มทั้งโปรดักชั่น แสง สี เสียง แล้วก็ได้เวลาที่สองพี่น้องส้นตีนบรรเลง ทั้งคู่เดินขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับกีตาร์โชว์หลากหลายบทเพลงดังของทั้งคู่มาเล่นให้ฟังแบบอะคูสติก อาทิ มาตามสัญญา, วันต่อวัน, ฉันเลือกเอง, สุดใจ, โยโกฮาม่า, ดอกแก้ว และเพลง แม่ จากนั้นก็ถึงช่วงแลกกันร้อง โดย เล็ก คาราบาว หยิบเพลง “ไถ่เธอคืนมา” มาร้องใหม่ในสไตล์ของพี่เล็กเอง ส่วน ปู พงษ์สิทธิ์ ก็นำเพลง ‘คนเก็บฟืน’ มาบรรเลงในรูปแบบที่แตกต่างจากที่เคยฟัง ต่อด้วยอีกหนึ่งความพิเศษของงาน ‘ลีโอ

ตกหลุม “LUSS” ปั้น-เบน 2 นักวิทย์เนิร์ดคลั่งดนตรี เจ้าของ-เบื้องหลัง ไวรัลเพลงดังวงการ T-POP

  ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ ต่อให้ไม่ได้ติดตามวงการเพลงไทย หรือ T-POP ก็ต้องเคยได้ยินได้เห็นเพลงฮิตของศิลปินวงหนึ่งผ่านหู ผ่านตากันมาบ้าง ไม่ว่าจะด้วยเสียงร้อง การเลือกใช้คำ หรือท่วงทำนองอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่ว่าจะได้ยินเมื่อไหร่ ก็เป็นอันรู้กันทันทีว่าเป็นเพลงของ “LUSS” อย่างเพลง “เตลิด” , “ไข่พะโล้” , “หยอก หยอก” ฯลฯ . สไตล์เฉพาะตัวแบบ LUSS ไม่เพียงแต่ทำให้ LUSS โดดเด่นเท่านั้น แต่ผลงานเบื้องหลังในฐานะนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และมิวสิค ไดเรคเตอร์ ของ ‘ปั้น–นลพรรณ อัมพุช’ หรือ COCOBUNNY และ ‘เบน–ศิรสิทธิ์ ตั้งบุญดวงจิตต์’ หรือ  BENLUSSBOY ยังโดดเด่นไม่แพ้กัน ทำให้ทั้งสองคนกลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพลงดังมาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น จำเลยรัก – F.HERO Ft. Txrbo BOOTY BOMB – 4EVE LOLAY – ATLAS It’s Okay Not To Be Alright – PP Krit ฟ้ารักพ่อ – Badmixy feat. ยุ้ย ญาติเยอะ ฯลฯ . The Attraction เลยชวน ปั้น และ เบน สองคู่หูแห่งวงการเพลงไทยที่น่าจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ มาพูดคุยถึงความเป็น LUSS และการอยู่เบื้องหลัง T-POP ไปจนถึงอัลบั้มใหม่ที่กำลังจะปล่อยในปี 2024 นี้ … 「 LUSS แท้ มันคืออะไร 」 ปั้น: ถ้าเปรียบเทียบ “LUSS” ก็คงเหมือน “นักวิทยาศาสตร์” แต่เป็นสายดนตรี

OneRepublic มาไทยอีกแล้ว FC แซว มาซื้อบ้านที่ไทยเถอะพี่

  เป็นไปตามคาด หลังจากเทศกาลดนตรี Summer Sonic Bangkok 2024 ประกาศไลน์อัพเซ็ตที่ 2 ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ปรากฏว่าวงดนตรีสัญชาติอเมริกาอย่าง onerepublic ติดโผตามคาด หลังจากที่ไม่กี่เดือนก่อน ทางวงแอบเปรยๆ มาว่ากำลังจะมีประกาศใหญ่เพื่อแฟนๆ ชาวไทยโดยเฉพาะ ทำให้หลายฝ่ายเดากันไปต่างๆ นาๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในแดนสยาม . โดยเฉพาะยิ่ง Ryan Tedder นักร้องนำของวง ที่แฟนๆ ชาวไทยมักจะเรียกขานว่า “พี่อั้น” ก็เพราะว่าฟอนต์แมนวัย 45 กะรัตผู้นี้ บินมาที่ประเทศไทยบ่อยเสียจนนับครั้งไม่ถ้วน ถึงขนาดที่มีการสงสัยกันว่า แกแอบมาติดใจสาวไทยแล้วแน่ๆ 🤣🤣เพราะแม้แต่ 1 Day Trip ในประเทศไทย พี่ท่านก็เคยทำมาแล้ว คือมีเวลาแค่ 24 ชั่วโมง ก็ยังบินมาใช้เวลาที่บ้านเราอะคิดดู มันจะไม่ให้สงสัยได้ยังไงกันเล่า ฮ่าๆ . อย่างไรก็ดี พี่อั้นก็ไม่ได้มาเที่ยวเตร่อย่างเดียว เนื่องเพราะล่าสุด ในผลงานเพลง Rockstar ของ Lisa ยังปรากฎชื่อ Ryan Tedder เป็นหนึ่งในทีมโปรดิวเซอร์ ที่มีส่วนร่วมในการแต่งเพลงด้วย ก็นับว่าเหมาะสมกับเพลงนี้เป็นอย่างดี . การมาเล่นคอนเสิร์ตที่ไทยครั้งที่จะถึงนี้ก็นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ของวง onerepublic หลังจากที่เคยมาแสดงสดเมื่อปีที่ผ่านมา 2023 และเมื่อปี 2017 . แน่นอนว่าความรักที่สมาชิกวงมีต่อประเทศไทย คงไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะตัวนักร้องนำ ที่ควรจะซื้อบ้านในไทยให้มันจบๆ ไปนะพี่นะ 🤣🤣  

วอร์นเนอร์ มิวสิค ประเทศไทย เปิดตัวที่เสพคอนเสิร์ตแบบฉ่ำๆ “Chang Cold Brew Cool Club presents Volume Livehouse”

วอร์นเนอร์ มิวสิค ประเทศไทย หนึ่งใน Warner Music Group ค่ายเพลงชั้นนำระดับโลก จับมือกับศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ไลฟ์สไตล์มอลล์ ศูนย์การค้าที่ตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวัน ของคนรุ่นใหม่ในทุกช่วงเวลาได้อย่างครบวงจร เปิดตัว “VOLUME LIVEHOUSE” ไลฟ์เฮาส์ กลางใจเมือง เพื่อสร้างแหล่งคอมมูนิตี้ทางดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ การเสพย์ดนตรีและดื่มด่ำไปกับบรรยากาศการฟังเพลงแบบสดๆ จัดเต็ม 50 สัปดาห์ พร้อม LINEUP กองทัพศิลปินกว่า 100 ศิลปิน “VOLUME LIVEHOUSE” มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ทางดนตรีที่ใหญ่ ที่สุดของไทย ให้เหล่าศิลปินได้ใช้เป็นพื้นที่เพื่อแสดงออกทางตัวตนและความสามารถและ ให้ผู้ฟังได้ใช้พื้นที่นี้ ในการแสดงออกถึงรสนิยมทางดนตรีที่หลากหลายไร้ขีดจำกัด อย่างที่เราได้เห็น ตัวอย่างจาก LIVEHOUSE ในต่างประเทศ ที่เข้าถึงได้ง่ายและมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทำให้ ศิลปิน และผู้ฟังได้มีปฏิสัมพันธ์กัน และเกิดเป็นประโยชน์ในการช่วยสร้างฐานแฟนเพลง รวมถึงสร้างการค้นพบให้กับศิลปินหน้าใหม่ที่ยังไม่ได้มีโอกาสหรือมีพื้นที่ในการแสดงตัวตนและนำเสนอผลงานมากนัก    LIVEHOUSE จึงเป็นกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเสริมสร้าง และผลักดัน อุตสาหกรรมดนตรีในหลายๆ ประเทศ วอร์นเนอร์ มิวสิค ประเทศไทย และ Warner Music Group ที่มีค่านิยมหลักขององค์กร ในการให้ศิลปินได้แสดงออกถึงความเป็นตัวตนของตนเองอย่างเต็มที่ (originality) ได้เล็งเห็นแล้วว่า อุตสาหกรรมดนตรีในประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศิลปินที่มีศักยภาพอยู่เป็นจำนวนมาก  การมี LIVEHOUSE  ในประเทศไทย จึงเป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งศิลปินหน้าใหม่ ได้มีพื้นที่ในการโชว์ของ และ ขยายฐานผู้ฟัง ส่วนผู้ฟังเองก็ยังได้เปิดโอกาสตัวเองให้ได้รู้จักกับศิลปินใหม่ๆ ซึ่งอาจจะกลาย เป็นศิลปินโปรดก็เป็นได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนันวงการดนตรีในประเทศไทย ให้เดินหน้าต่อไปได้ และในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรมเพลง “วอร์นเนอร์ มิวสิค” จึงอยากที่จะสร้าง ประสบการณ์ใหม่ให้กับ LIVEHOUSE ในประเทศไทยให้เป็น LIVEHOUSE ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้  โดยมีจุดเด่นคือการจัด LINEUP ของศิลปินให้มีความหลากหลายในทุกสัปดาห์ ครบทุกแนวเพลง ซึ่งจะมีตั้งแต่ศิลปินรุ่นใหม่ที่เป็น YOUNG BLOOD รวมไปถึงศิลปินชั้นแนวหน้าระดับ HEADLINER ที่จะมาพบปะกับแฟนเพลงแบบที่ไม่ต้องรอจนถึงคอนเสิร์ตใหญ่ ประกอบกับสถานที่ตั้งของ LIVEHOUSE

ROCKSTAR กันทั้งแผ่นดิน บอกเลยว่า “โคตรไทย”

  เป็นเอ็มวีที่ต้องบอกเลยว่า “โคตรไทย”   และทำออกมาได้ว้าวมาก ตั้งแต่การเล่นกับป้ายไฟที่เป็นจุดเด่นของ “เยาวราช” ตอกย้ำความงามของการเป็นเมืองที่ไม่เคยหลับใหลของกรุงเทพ ไปจนถึงการฉีกกฎการเป็นไอดอลเกาหลีจนไม่เหลือชิ้นดี ทั้งสีผิวและการชวน พี่ชาย-พี่สาวนักบิด ยกล้อฮาร์เลย์กลางเยาวราช นักเต้นและพี่ๆ LGBT มาร่วมแสดงเอ็มวี นำเสนอภาพความเป็นไทยแบบที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เปิดพื้นที่ให้พี่ๆ เหล่านี้ได้ประกาศความโคตรไทยไปพร้อมกัน เพราะหากยังอยู่ในค่ายเกาหลีหรือยังคงเดินทางเฉพาะการเป็นไอดอล นึกภาพไม่ออกเลยว่าเราจะได้เห็นลิซ่าในมุมนี้หรือไม่ ไม่เพียงเฉพาะแต่สีผิวที่เปลี่ยนไปจากตอนยังอยู่ในค่าย YG แต่ยังรวมถึงการให้พื้นที่พี่นักเต้นได้ใส่ชุดที่ออกแบบมาแล้ว หรือการมีพี่สาว LGBT ในเอ็มวี ล้วนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก แถมในบางซีน ไม่รู้ว่าทางทีมตั้งใจมั้ย แต่รู้สึกว่าภาพ-สีในบางซีนจะวาง สีแดงสลับขาวและน้ำเงิน ชวนให้นึกถึงธงชาติไทยไว้ด้วย เก็บทุกซีนจริงๆ ไม่บ่อยครั้งนักที่ไทยจะมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลก แต่พอมีทั้งทีก็ต้องเรียกว่า ลิซ่าทำถึงมากจริงๆ ตอนนี้ก็ถึงคราวคนไทยที่ต้องสนับสนุนเอ็มวีนี้ให้ได้ตีตลาดเพลงโลกให้ได้ ใจหนึ่งก็เลยอยากวางลิงค์ให้กดไปฟังกันง่ายๆ แต่เหมือนว่าลิซ่าจะเป็น Rockstar เกินไป จนขัดใจเฟซบุ๊ก ทำให้ตอนนี้ผู้ใช้งานที่ใส่ลิงค์เพลง ถูกระงับบัญชีไปแล้ว แต่ยังไงก็ตาม ตอนนี้สามารถรับชม LISA – ROCKSTAR (Official Music Video) ในช่อง LLOUD Official กันได้แล้ว  

ร้อง-เต้นโคตรดี ดนตรีก็สุด แต่แฟนคลับเริ่มท้อ 4MIX จะแมสกี่โมง!

4MIX ได้ฤกษ์ปล่อย MV ใหม่ “Walk Walk” เพลงแนว POP, Hip Hop แบบดุดันสไตล์ของ 4Mix ที่ทุกคนคุ้นเคย พร้อมความพิเศษที่ได้ Real-Fantasy, KINDA จากประเทศเกาหลีใต้มาโปรดิวซ์เพลงนี้ให้ . 4MIXที่มีสมาชิก ได้แก่ นินจา-จารุกิตต์ คำหงษา, แมกก้า-ณัฐภัทร ดีเลิศตระกูล, โฟล์คซอง-ชนินทร บุญรอด และ จอร์จ-ราเมศวร์ เกียรติสุขอุดม ได้ย้ายเข้ามาเป็นศิลปินภายใต้สังกัด 411Records ของเจ้าพ่อเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ “กึ้ง–เฉลิมชัย มหากิจศิริ” และยังคงมาตรฐานการร้อง,เต้น และเพอร์ฟอร์แมนซ์เอาไว้ในระดับเบอร์ต้นๆ ของประเทศ . โดยกระแสความดังของ 4MIX นั้นได้รับความนิยมไปถึงระดับอินเตอร์และเคยบินไปทำการแสดงมาแล้วในหลายประเทศ ฐานแฟนคลับในไทยก็มีจำนวนไม่น้อย . แต่ด้วยคุณภาพที่มี แฟนเพลงหลายคนก็เริ่มตัดพ้อแบบเหนื่อยๆ ว่า เพราะอะไรทำไมวงดีๆ แบบนี้ถึงยังไม่แมสซะที!    

ลิซ่า = ตัวแทน Soft Power ไทยที่แท้ทรู ยกทีมถ่ายเอ็มวีย่านเยาวราช ชาวเยาวราชต้องแจงปิดข่าวเงียบขนาดนี้ได้ยังไง!!!

  ลิซ่า คัมแบ็คโซโล่ Rockstar อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวจากค่าย LLOUD ครั้งแรก ด้วยการยกกองปิดถนนถ่ายเอ็มวีกลางย่านเยาวราช สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตที่ขึ้นชื่อเรื่องคนพลุกพล่านตลอดเวลา แต่ลิซ่าก็ทำให้ถนนเส้นนี้ไม่มีผู้คนได้ แถมยังมีข่าวแว่วมาว่าเอ็มวีนี้ยังใช้ทีมนักเต้นและนักแสดงคนไทยทั้งหมด เรียกว่า นำเสนอความเป็นไทยในทุกส่วนของเอ็มวีได้ดีทีเดียว . แม้เยาวราชจะมีชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ว่าการคัมแบ็คครั้งนี้ อาจจะเป็นอีกครั้งที่ลิซ่าจะสร้างอิมแพ็คให้กับระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทยได้อย่างมหาศาล . เพราะหากย้อนไปตั้งแต่โซโล่ครั้งแรกของลิซ่าในเพลง Lalisa ลิซ่าก็แต่งชุดไทยจัดเต็ม พร้อมด้วยเซตฉากที่ดูคับคล้ายคับคลากับปราสาทหินพนมรุ้ง สถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อในเมืองบ้านเกิดของลิซ่า สร้างปรากฎการณ์ส่งความเป็นไทยสู่สายตาชาวโลกกว่า 700 ล้านวิว . หรืออย่างปีที่แล้วที่ลิซ่าใส่ชุดผ้าไหมจากจ.อุดรธานีไปไหว้พระวัดมหาธาตุ จ.อยุธยา ก็ทำให้ทั้งผ้าไหมจากจ.อุดรธานีกลายเป็นที่พูดถึงไปทั่วอินเทอร์เน็ต และทำให้วัดมหาธาตุกลายเป็นแลนด์มาร์กอีกแห่งที่ต้องใส่ชุดไทยไปถ่ายรูปเช็คอินแบบลิซ่า . รวมถึง ล่าสุด ใน Monaco F1 Grand Prix 2024 ลิซ่าก็ยังสวมใส่ชุดรีไซเคิลจากขยะพลาสติกของแบรนด์ PIPATCHARA’ ซึ่งเป็นแบรนด์เสื้อผ้าฝีมือคนไทยอวดลุคสุดปังในไอจีก็ถูกพูดถึงไปทั่วโลกโซเชียล ดังนั้น หากพูดคร่าวๆว่า ซอฟต์พาวเวอร์ หมายถึง อำนาจในการดึงดูดให้ผู้คนสนใจ ยอมรับและทำตามอย่างเต็มใจ โดยไม่ใช้อำนาจบีบบังคับหรือยัดเยียดให้ผู้อื่นรับรู้ . สิ่งต่างเหล่านี้ที่ลิซ่าทำถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความภูมิใจในความเป็นไทยของลิซ่าแล้ว ยังถือว่าเป็นการสร้างความเข้มแข็งของวัฒนธรรมไทยในสายตาชาวโลก เพราะถึงลิซ่าจะไม่บอกโต้งๆ แต่ทุกการกระทำก็ล้วนแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการส่งความเป็นไทยสู่สายตาโลกอย่างแนบเนียนทุกครั้ง … LISA – ROCKSTAR (MV Teaser) https://www.youtube.com/watch?v=iKsT8HXSfPA  

Everybodyslam 2024 คอนเสิร์ตที่ Bodyslam ดูหนุ่มขึ้นมา 10 ปี

  “กลับมาเล่นในแอร์บ้าง หลังจากลุยราชมังฯ มา อายุเยอะกันแล้ว” พี่ตูนกล่าวแบบหยิกแกมหยอก แซวทั้งสมาชิกวงและแฟนๆ บอดี้สแลมระหว่างโชว์ . แต่เอาเข้าจริงๆ แม้พี่ๆ บอดี้สแลมในปีนี้อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยๆ กันแล้ว แต่คอนเสิร์ต Everybodyslam 2024 ก็เหมือนชุบชีวิตให้วงดนตรีที่อยู่มานานกว่าสองทศวรรษ กลายเป็นวงร็อคที่ดู ‘หนุ่มขึ้น’ สดใสขึ้นราว 10 ปี . นับตั้งแต่ปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง Sunny Side Up ก็ทำให้เราได้เห็นมิติใหม่ๆ ของวงบอดี้สแลมที่ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวสีดำๆ เสมอไป หรือไม่จำเป็นต้องฟังพี่ตูนร้องเพลงปรัชญาชีวิตอะไรขนาดนั้นก็ได้ แต่มันคือความสุขของศิลปินวัยกลางคน ที่มีนักร้องนำเป็นคุณพ่อลูกอ่อนแล้วต่างหาก . เพราะคอนเสิร์ตนี้ออกแบบมาค่อนข้างจะสร้างสรรค์ ตั้งแต่ตำแหน่งการยืนของสมาชิกวงแต่ละคนที่กระจายหันกันไปคนละมุม ทั้งฉากเวทีที่ยกขึ้น-ยกลงได้ มีทางวิ่งให้พี่ยอด-พี่ปิ๊ด-พี่ตูน วิ่งมาเซอร์วิสแฟนๆ ตลอดโชว์ พร้อมด้วยจอไฟที่เปลี่ยนสลับไปแบบเพลงต่อเพลง และยังมีเวทีหมุน 360 องศา โคจรสมาชิกวงให้คนดูได้เห็นกันอย่างทั่วถึง Playlist ที่พยายามลำดับเพลงให้แตกต่าง หรือแม้แต่นักมายากลที่เข้ามาร่วมโชว์ในเพลง จนราวกับเป็นละครเพลงแบบกลายๆ . แขกรับเชิญอย่าง โจอี้-ภูวศิษฐ์, F.HERO, DABOYWAY, Jeff Satur เหล่านี้ก็เข้ามาเติมเต็มในแต่ละเพลงได้อย่างดี . สรุปคือ ครั้งแรกที่บอดี้สแลมเล่นคอนเสิร์ตใหญ่ในอิมแพค คือเมื่อ 16 ปีก่อน แต่มาเทียบกับปีนี้ เหมือนได้มาฟัง “วงดนตรีหน้าใหม่ไฟแรง” อีกครั้งในวัย 45 ปีบวกๆ