กีฬากอล์ฟ นับว่าเป็นเกมของชนชั้นสูงมาเนิ่นนาน เนื่องเพราะไม่ใช่กีฬาที่ทุกคนที่จะเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้กีฬาชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์ของเหล่าอีลีตในทุกสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักการเมือง ผู้นำประเทศ ฯลฯ
และด้วยความที่กอล์ฟไม่ใช่กีฬาที่ออกแรงเยอะ กีฬาชนิดนี้จึงเหมาะจะเป็นเวทีสานสัมพันธ์ส่วนตัว โดยบ้างก็มาทำความรู้จัก มาดีลธุรกิจ หรือแม้แต่นัดออกรอบเพื่อแก้ปัญหาระหว่างประเทศก็เคยมี
ตัวอย่างเช่น ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของประเทศสิงคโปร์ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ จะเรียกว่าเป็นวิกฤติทางการเงินก็คงไม่ผิดนัก ทางเลือกของสิงคโปร์ในตอนนั้นคือ ต้องผลักดันให้เกิดข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหรัฐอเมริกาให้ได้
แต่การเจรจาไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะทางทำเนียบขาวยังขุ่นเคืองจากกรณีที่รัฐบาลสิงคโปร์ตัดสินลงโทษไมเคิล เฟย์ วัยรุ่นชาวอเมริกัน “ด้วยความรุนแรง” ในข้อหาทำลายทรัพย์สินและลักทรัพย์ ในปี 1994 ฝ่ายสหรัฐฯ พยายามเรียกร้องให้ดำเนินตามกฎหมายโดยปราศจากความรุนแรง แต่ข้อเรียกร้องนี้กลับไม่เป็นผลในแดนดินสิงคโปร์
ในเมื่อสิงคโปร์ไม่ยอมอ่อนข้อ สหรัฐฯ ก็ไม่พอใจ ตอนนี้สถานการณ์ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก การเจรจาก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ นี่คือท่าทีของทั้งสองประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในขณะนั้นอย่าง “โก๊ะ จ๊กตง” กับ “บิล คลินตัน” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทั้งคู่ต่างชื่นชอบการหวดลูกให้ลงหลุม และต่างฝ่ายต่างสืบทราบกันและกันในเรื่องนี้
จนถึงการประชุม APEC ในปี 1997 ที่เมืองแวนคูเวอร์ โก๊ะ จ๊กตง กับ บิล คลินตัน ก็ได้โอกาสไปตีกอล์ฟกัน โดยมี ฌ็อง เครเตียง นายกฯ แคนาดาร่วมด้วย สนามนี้ก็นับว่าเป็นการปูทางไปสู่การหารือเพิ่มเติมในอนาคต
จนสามปีต่อมา เมื่อการประชุม APEC ในปี 2000 ที่บรูไนเกิดขึ้น โก๊ะ จ๊กตง ก็ได้ชวนบิล คลินตัน ไปหวดลูกเล่นกันอีกครั้ง แน่นอนว่าบิล คลินตันไม่ปฏิเสธ แต่ทว่าสนามนี้เป็นการออกรอบเชิงหวังผล เพราะหลังจบเกม โก๊ะ จ๊กตง ก็ได้จังหวะที่กำลังเพลิดเพลิน นำเสนอข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างสหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์ไปเลย
หลังจากนั้นก็เริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง และแล้ว ใน 2003 ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกากับสิงคโปร์ก็บรรลุเรียบร้อย ข้อตกลงนี้ช่วยลดภาษีศุลกากรและช่วยให้การเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างสองประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นับว่าเป็นข้อตกลงการค้าเสรีฉบับแรกที่ลงนามระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศในเอเชียตะวันออก และเป็นความสำเร็จของสิงคโปร์ที่สามารถโน้มน้าวให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกลงนามในข้อตกลง FTA ได้
ใช่แล้ว จุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นจากสนามกอล์ฟ
ในปัจจุบันนี้ กีฬากอล์ฟก็ยังเป็นเวทีสำหรับการเจรจาเรื่องใหญ่ๆ โตๆ อยู่เช่นเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาเห็นจะเป็นการสถาปนาตนเป็นเจ้าภาพจัดแข่ง เพราะที่ผ่านมาก็จะมีแต่ประเทศหน้าเดิมๆ ที่เป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ใหญ่ แต่ในระยะหลังมานี้ ประเทศแทบตะวันออกกลางได้ใช้กีฬาชนิดนี้ในการผงาดขึ้นมาเพื่อแสดงศักยภาพของตน
โดยเฉพาะประเทศในแถบอาหรับ ซึ่งได้วางกลยุทธ์การลงทุนในวงการกีฬาระดับนานาชาติอย่างจริงจัง เช่น การเข้าถือหุ้นใหญ่ใน LIV Golf League ของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการควบรวมกับ PGA Tour ถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อนว่ากีฬาอาจถูกใช้เป็นคันโยกขับเคลื่อน Soft Power ระดับภูมิภาค
ซึ่งไม่ได้มุ่งหวังแค่ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือปรับภาพลักษณ์ชาติ ดึงดูดการท่องเที่ยว และส่งสัญญาณถึงความเปิดกว้างต่อสังคมโลก สร้างภาพความทันสมัยและความก้าวหน้า
ทั้งนี้ กลยุทธ์การใช้กีฬาเป็นเครื่องมือ Soft Power ในลักษณะนี้ ก็ถูกครหาในประเด็น “sportswashing” หรือการใช้กีฬาปกปิดปัญหาทางการเมือง แต่คำถามคือ การฟอกตัวผ่านกีฬาได้ผลจริงหรือ? เพราะในแง่หนึ่ง มันกลับร้องเรียกให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม จนบางครั้งภาพลักษณ์ที่พยายามจะสื่อก็ถูกกระแสตีกลับในทางลบ
ท้ายที่สุดแล้ว การใช้กอล์ฟเป็นเครื่องมือทางการทูตและการสร้าง Soft Power จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจประเมินได้ในระยะสั้น เพราะมันอาจสร้างภาพความรุ่งเรือง ความร่วมสมัย และเปิดประตูสู่โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประเทศผู้ลงทุน
แต่ในระยะยาว หากขาดความจริงใจในการแก้ไขปัญหาภายใน หรือเพียงแค่หยิบกีฬาไปใช้เป็นฉากบังตา การลงทุนในสนามกอล์ฟอาจกลายเป็นเพียงแค่เครื่องประดับราคาแพงที่ไร้พลังโน้มนำที่ยั่งยืน และยิ่งกระตุ้นให้สังคมโลกตั้งคำถามมากขึ้นถึงเจตนาที่แท้จริงของเกมนี้ในสนามอำนาจระหว่างประเทศ
…
อ้างอิง :
https://www.sg101.gov.sg/economy/digging-deeper-case-studies/sgusfta/
https://www.unilim.fr/ebooks/506
