Skip links

บทเรียน Soft Power ในทัวร์นาเมนต์ World Cup เวทีแสดงความเป็นเจ้าโลกนอกการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก สุดยอดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังกลับมาแล้ว แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนต์นี้ ย่อมส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยม ประเพณี วิธีคิด วัฒนธรรม ฯลฯ ที่จะอยู่ในสายตาและความทรงจำของผู้คนทุกหนแห่ง ดีไม่ดีอาจเป็นภาพสะท้อนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่บ้านเกิด แต่จะเป็นในแง่บวกหรือในแง่ลบนั้นก็อีกเรื่อง 

สิ่งที่แสดงเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุด อันดับแรกคงหนีไม่พ้นเรื่องในสนาม

เอกลักษณ์ทีม

เริ่มจากทีมเต็ง 2026 อย่างฝรั่งเศส หนึ่งในทีมที่มีความหลากหลายทางถิ่นที่มามากที่สุด สะท้อนถึงนโยบายของรัฐที่โอบรับผู้อพยพ คนลี้ภัยจากต่างถิ่น พร้อมทั้งรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ธงชาติตราไก่ กระทั่งเป็นทีมที่คู่ต่อสู้ต้องหวาดหวั่น

แต่ในทางตรงกันข้าม เมื่อเปิดรับคนหลายชาติพันธุ์เช่นนี้ ก็ย่อมนำไปสู่เสียงวิจารณ์ และไหนจะคำก่นด่ายามที่ทีมเข้าสู่ความผิดหวัง ประเด็นถิ่นกำเนิดนี้ก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่ถูกหยิบมารุมทึ้งตัวนักเตะจนเกิดปัญหามาหลายครั้งแล้วเช่นกัน 

แต่สำหรับการเป็นดินแดนที่เปิดรับความแตกต่าง และมาตรฐานทีมฟุตบอลระดับท็อปในเวทีโลก สิ่งนี้ก็สร้างมโนทัศน์ที่ชาวต่างชาติมองไปยังฝรั่งเศสในทางที่ดีได้ไม่น้อยทีเดียว

มาที่ฝั่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้ เพราะย้อนกลับไปในปี 2002 ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่น แต่ทว่า เกาหลีใต้ถูกครหาเรื่อง ‘วิชามาร’ ในสนาม จนเป็นชนักติดตัวที่หักล้างยังไงก็ไม่ออก ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงนั้นทีมโสมขาวโดนวิจารณ์หนักมากจริงๆ และเป็นเช่นนั้นอยู่หลายปี

จนในระยะหลังมานี้เอง ที่ฟุตบอลเกาหลีสามารถพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ ในช่วงเดียวกับที่สถาปนา K-POP ให้กลายเป็นเจ้าแห่งความบันเทิงของโลกตะวันออก

สำหรับวงการฟุตบอล ก็มีทั้งเรื่องเพลง และชุดประจำทีม ที่เรามักจะเห็นความร่วมมือข้ามวงการอยู่บ่อยๆ เช่น เพลงเชียร์พิเศษจากไอดอลตัวท็อป หรือเสื้อแข่งที่ศิลปินเอาไปใส่ออกงาน ฯลฯ

สิ่งที่เราได้เห็นคือ ค่านิยมอันเปลี่ยนแปลงไปของคนเกาหลี มหกรรมฟุตบอลโลกจึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่คนโคเรียจะได้โชว์ศักยภาพของคนในวงการต่างๆ ให้โลกได้เห็น

เมื่อพูดถึงเอเชียแล้วญี่ปุ่นก็ใช่ย่อย เพราะตลอด 10 ปีหลังมานี้ ดาวเตะแดนอาทิตย์อุทัยย้ายไปค้าแข้งที่ยุโรปกันเป็นล่ำเป็นสัน กระทั่ง 11 ตัวจริงทีมชาติญี่ปุ่น ณ ปัจจุบัน เป็นขุนพลของทีมในยุโรปทั้งนั้น

คือวงการฟุตบอลญี่ปุ่นพัฒนาระบบเยาวชนให้แข็งแรงได้จริงๆ และความมีระเบียบวินัย ถือเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งเรื่องในสนาม และนอกสนาม

เห็นได้จากระบบการเล่นที่ระเบียบเป๊ะสุดๆ คือทั้งเกมรุก-เกมรับ แทบจะไม่มีใครแตกแถวหรือเล่นเพื่อตัวเองกันเลย ทุกอย่างเป็นไปตามระบบทีมทุกระเบียบนิ้ว  

ที่สำคัญคือวัฒนธรรมของคน บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นภาพห้องแต่งตัวของทีมญี่ปุ่นที่ถูกจัดให้สวยงาม สะอาดสะอ้านเมื่อแข่งเสร็จ รวมไปถึงโซนแฟนบอลที่รักษาระเบียบตรงนี้ไม่ต่างกัน

แถมยังมีทีเด็ดที่อนิเมะ ปีก่อนก็เอาชุดแข่งจากการ์ตูน Blue Lock มาใช้ในชีวิตจริง ปีนี้จะมามุกไหนก็รอดูกัน

ประเด็นต่อมาที่ช่วยสร้างผลประโยชน์ให้แก่ชาติต่างๆ ได้มากก็คือ

ประเทศเจ้าภาพ

ย้อนกลับไปปี 2018 รัสเซียเป็นเจ้าภาพจัดเวิลด์คัพในครั้งนั้น นอกจากจะได้โชว์ศักยภาพในประเทศ ทั้งระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกัน รถไฟฟรีสำหรับผู้ถือตั๋วบอล และการบริหารจัดการที่เยี่ยมยอด รวมถึงการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ซึ่งพร้อมช่วยเหลือคนต่างชาติ

สิ่งเหล่านี้ ช่วยกลบภาพลบๆ ในเชิงการเมือง จากการเป็นประเทศอำนาจนิยม ความเย็นชา และความรุนแรง ตลอดจนแรงกดดันจากหลายประเทศที่พยายามโดดเดี่ยวรัสเซีย 

แต่ภาพของท่านผู้นำ วลาดิเมียร์ ปูติน ในปี 2018 ที่นั่งชมเกมร่วมกับประธานาธิบดีฟีฟ่า (Gianni Infantino) รวมถึงต้อนรับผู้นำจากประเทศต่างๆ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย, เกาหลีใต้) เป็นการส่งสัญญาณว่าเขายังคงเป็นผู้นำระดับโลกที่มีความชอบธรรมและทรงอิทธิพล

แม้ว่าหลังจากเหตุการณ์ที่ยูเครน หลังจากนั้นจะทำให้ภาพเหล่านี้พังทลายลงไป แต่การเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ช่วยชุบชูภาพลักษณ์ของรัสเซียในเวลาใดเวลาหนึ่งได้พอสมควร

หรือแม้แต่ กาตาร์  ในปี 2022 ก็เช่นกัน ประเทศเล็กๆ ในตะวันออกกลางแห่งนี้ใช้เวทีฟุตบอลโลกเพื่อฉายภาพความทันสมัย ความยิ่งใหญ่ และวัฒนธรรมชาวอาหรับให้ชาวโลกได้เห็น แต่ขณะเดียวกัน เรื่องลบๆ ที่อยู่ใต้พรมก็ถูกขุดคุ้ยอย่างหนักเช่นกัน สารพันปัญหาถูกยกมาพูดตามหน้าสื่อไม่เว้นวัน 

แต่บอลโลกในครั้งนี้ ก็เป็นดั่งการประกาศกร้าวของชาติตะวันออกกลาง ในฐานะประเทศที่ต้องการเอาจริงเอาจังทางด้านกีฬา ก่อนที่ซุปเปอร์สตาร์หลายรายจะทยอยตบเท้ามาร่วมทีมในโซนอาหรับกันอุ่นหนาฝาคั่งในเวลาต่อมา

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนจดจำได้ไม่แพ้เกมการแข่งขัน ก็คือ

เพลงประจำฟุตบอลโลก

เพราะบางครั้ง บทเพลงกลับอยู่ในความทรงจำของผู้คนยาวนานกว่าผลการแข่งขันเสียอีก

หนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลก็เช่น La Copa de la Vida (The Cup of Life) ของ Ricky Martin ในปี 1998 ก็ถือเป็นอีกหนึ่งตำนาน หรือ Waka Waka (This Time for Africa) ของ Shakira ในฟุตบอลโลก 2010

สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ก็มีจุดน่าสนใจตรงที่ LISA ศิลปินชาวไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับเพลงประจำทัวร์นาเมนต์ ความสำเร็จของตัวศิลปินก็ส่วนหนึ่ง แต่ปีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมเอเชียที่เติบโตขึ้นบนเวทีโลก

ท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลโลกจึงเป็นมากกว่าการแข่งขันฟุตบอล แต่คือเวทีที่แต่ละชาติใช้ถ่ายทอดตัวตน ค่านิยม วัฒนธรรม และภาพลักษณ์ของตนเองสู่สายตาชาวโลก ไม่ว่าจะผ่านนักเตะในสนาม แฟนบอลบนอัฒจันทร์ ประเทศเจ้าภาพ หรือแม้แต่บทเพลงประจำทัวร์นาเมนต์

เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก ล้วนมีส่วนสร้างความทรงจำ และเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองประเทศหนึ่งๆ ได้เสมอ