Skip links

ไทยเปิดบ้านจัด APRSAF-32 ในรอบ 16 ปี ตอกย้ำบทบาท “ผู้เชื่อม” อวกาศไทยสู่เวทีโลก

ประเทศไทยกลับมารับหน้าที่เจ้าภาพจัดการประชุม Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 (APRSAF-32) อีกครั้งในรอบ 16 ปี เปิดพื้นที่ความร่วมมือด้านอวกาศระดับเอเชีย-แปซิฟิก พร้อมผลักดันบทบาทของไทยในฐานะ “ผู้เชื่อม” ระหว่างนโยบาย เทคโนโลยี และนวัตกรรมอวกาศ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก
 

ประเทศไทยเดินหน้าสร้างบทบาทสำคัญบนเวทีอวกาศระดับนานาชาติ ผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Asia-Pacific Regional Space Agency Forum ครั้งที่ 32 หรือ APRSAF-32 เวทีความร่วมมือด้านอวกาศระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งรวบรวมหน่วยงานอวกาศ ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ นักวิจัย และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต

การประชุมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–28 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ และวันที่ 29–30 ตุลาคม 2569 ณ ไอคอนสยาม ฮอลล์ ชั้น 7 ภายใต้แนวคิด “Bridging the Asia-Pacific: Advancing a Trusted and Inclusive Space Future” หรือการเชื่อมโยงเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนอนาคตแห่งอวกาศที่ได้รับความไว้วางใจและครอบคลุมทุกภาคส่วน

โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับกระทรวงการศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศญี่ปุ่น (MEXT) และองค์การสำรวจอวกาศแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAXA) เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงานครั้งนี้

การกลับมาของ APRSAF ในรอบ 16 ปี กับโอกาสสำคัญของประเทศไทย

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ว่า การกลับมาจัดประชุม APRSAF ในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 16 ปี นับเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยเข้ากับเครือข่ายความร่วมมือด้านอวกาศระดับนานาชาติ ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงการปฏิบัติจริง

ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อรับมือภัยพิบัติ การพัฒนาบุคลากรและงานวิจัยร่วมกัน รวมถึงการส่งเสริมการใช้อวกาศอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน ขณะเดียวกัน การจัดงานในประเทศไทยยังช่วยเปิดโอกาสให้บุคลากรและผู้ที่สนใจชาวไทยเข้ามามีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้และผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในอนาคต

3 แนวคิดสำคัญ ขับเคลื่อนอนาคตอวกาศที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

สำหรับ APRSAF-32 ในปีนี้ มุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่

1. Bridging the Asia-Pacific – เชื่อมโยงเอเชีย-แปซิฟิก

ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกและประชาคมอวกาศระดับโลก ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล และทรัพยากรบุคคล เพื่อพัฒนาระบบนิเวศด้านอวกาศที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้

2. Trusted – สร้างความไว้วางใจ

ท่ามกลางบริบทโลกที่เทคโนโลยีอวกาศมีบทบาทสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการยึดมั่นในบรรทัดฐานระหว่างประเทศ จึงเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือ เพื่อส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอวกาศอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน

3. An Inclusive Space Future – อนาคตอวกาศที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน

เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนอกเหนือจากหน่วยงานอวกาศหลัก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา เยาวชน และภาคประชาสังคม ได้เข้ามามีบทบาทในการร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมอวกาศ

แนวคิดทั้งสามสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาอวกาศในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือ ความไว้วางใจ และการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

เชื่อมโยงนวัตกรรมอวกาศ จากการสำรวจโลกสู่ดวงจันทร์

อีกหนึ่งความสำคัญของ APRSAF-32 คือการบูรณาการความร่วมมือกับงาน Thailand Space Expo ผ่านการจัดนิทรรศการร่วมกันและเวทีเสวนาที่เชื่อมโยงภารกิจของภาครัฐเข้ากับนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานด้านอวกาศและภาคอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงกับการประชุม Moon Village Association Symposium ซึ่งช่วยขยายขอบเขตความร่วมมือจากโครงการสังเกตการณ์โลกและการพัฒนาเทคโนโลยีในวงโคจรระดับต่ำ ไปสู่การสำรวจดวงจันทร์ที่เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศในอนาคต

ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอวกาศในระดับภูมิภาค

จากเวทีความร่วมมือ สู่บทบาทใหม่ของไทยในอุตสาหกรรมอวกาศโลก

เป้าหมายของ APRSAF-32 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในห้องประชุม แต่ยังมุ่งวางรากฐานความร่วมมือระยะยาว ทั้งการนำข้อมูลอวกาศมาใช้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ การพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิจัย ตลอดจนการสร้างมาตรฐานที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการพัฒนาบุคลากรและเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านอวกาศของภูมิภาคให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพ APRSAF-32 ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการต้อนรับเครือข่ายอวกาศจากนานาประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพผ่านบทบาท “ผู้เชื่อม” ทั้งในด้านนโยบาย เทคโนโลยี องค์ความรู้ และบุคลากร ระหว่างอาเซียนกับประชาคมอวกาศระดับโลก

พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีอวกาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากแต่สามารถเชื่อมโยงกับความท้าทายในชีวิตจริง ตั้งแต่การรับมือภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการสร้างบุคลากรและงานวิจัยเพื่อรองรับอนาคตของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก